ลานธรรมเสวนา: การถวาย"วัตถุทาน" ต้องเลือกวัตถุทานอย่างไร - ลานธรรมเสวนา

เข้าไปดูเนื้อหา

หน้า 1 จาก 1
  • คุณไม่สามารถตั้งกระทู้ใหม่ได้
  • กระทู้นี้ถูกล็อค

การถวาย"วัตถุทาน" ต้องเลือกวัตถุทานอย่างไร ขอคำอ้างจากพระไตรปิฎกด้วยนะครับ ให้คะแนนกระทู้: -----

#0 ผู้ใช้ออฟไลน์   ผู้น้อยน้อมคารวะ ไอคอน

  • ตอบ 100+
  • Pip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 190
  • สมัคร: 10/11/2007

ตอบ: 13/08/2009 - 22:47

ผมอยากจะทำบุญด้วยวัตถุทาน นอกจากที่ทำธรรมทาน อภัยทาน แล้ว
แต่ไม่ทราบว่าจะเลือกวัตถุที่จะทำทานอย่างไร
อยากทราบว่า
ในพระไตรปิฎก พระพุทธองค์ ทรงตรัสเกี่ยวกับเรื่องนี้ไว้ว่าอย่างไรบ้าง
แล้ว ถวาย"เงินสด" ได้หรือเปล่าครับ ขัดพระวินับ หรือเปล่าครับ

ถ้ามีการอ้างอิงจากพระไตรปิฎกจะขอบพระคุณมากครับ
เพราะหลายๆครั้งที่ตำราเล่มหลังๆเขียนแล้ว ผิดเพี้ยนไปจาก
พระไตรปิฎก เนื่องจากมีการตีความเพิ่มเติมครับ
0


หน้า 1 จาก 1
  • คุณไม่สามารถตั้งกระทู้ใหม่ได้
  • กระทู้นี้ถูกล็อค

การตอบอื่นๆต่อกระทู้นี้



#1 ผู้ใช้ออฟไลน์   พุทธฏีกา ไอคอน

  • พุทธฏีกา
  • PipPipPipPipPipPip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 4065
  • สมัคร: 15/12/2006

ตอบ: 14/08/2009 - 19:30

ทานสูตร (บางส่วน)

[๒๗๘] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ทาน ๒ อย่างนี้ คือ อามิสทาน ๑ ธรรม
ทาน ๑
ดูกรภิกษุทั้งหลาย บรรดาทาน ๒ อย่างนี้ ธรรมทานเป็นเลิศ ดูกร
ภิกษุทั้งหลาย การแจกจ่าย ๒ อย่างนี้ คือ การแจกจ่ายอามิส ๑ การแจกจ่าย
ธรรม ๑ ดูกรภิกษุทั้งหลาย บรรดาการแจกจ่าย ๒ อย่างนี้ การแจกจ่ายธรรม
เป็นเลิศ ดูกรภิกษุทั้งหลาย การอนุเคราะห์ ๒ อย่างนี้ คือ การอนุเคราะห์ด้วย
อามิส ๑ การอนุเคราะห์ด้วยธรรม ๑ ดูกรภิกษุทั้งหลาย บรรดาการอนุเคราะห์
๒ อย่างนี้ การอนุเคราะห์ด้วยธรรมเป็นเลิศ ฯ

พระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๕ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๗ ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ-ธรรมบท-อุทาน-อิติวุตตกะ-สุตตนิบาต :09:

------------------------------------------------------------

อรรถกถา (บางส่วน)

บทว่า ทานํ ได้แก่ สิ่งที่พึงให้. อีกอย่างหนึ่ง เจตนาพร้อมด้วยวัตถุ ชื่อว่าทาน. บทว่า ทาน นี้ เป็นชื่อของการบริจาคสมบัติ. บทว่า อามิสทานํ ความว่า ปัจจัย ๔ ชื่อว่าอามิสทานด้วยสามารถแห่งความเป็นของที่จะต้องให้.

อธิบายว่า ปัจจัย ๔ เหล่านั้น ท่านเรียกว่าอามิส เพราะเป็นเครื่องจับต้องด้วยกิเลสมีตัณหาเป็นต้น. อีกอย่างหนึ่ง เจตนาเป็นเครื่องบริจาคปัจจัย ๔ เหล่านั้น ชื่อว่าอามิสทาน.

อรรถกถา ขุททกนิกาย อิติวุตตกะ ติกนิบาต ปัญจมวรรค ทานสูตร :09:

-----------------------------------------------------------------

วัตถุทาน
ทานวัตถุ คือ วัตถุ ที่ควรให้เป็นทานแก่ภิกษุ สามเณร ในพระพุทธศาสนา
๑. ภัตตาหาร
๒. น้ำรวมทั้งเครื่องดื่ม อันสมควรแก่ สมณบริโภค
๓. ผ้า เครื่องนุ่งห่ม
๔. ยานพาหนะ สงเคราะห์ปัจจัยค่าโดยสารเขาด้วย คือการถวายค่าพาหนะแก่สมณะ
๕. มาลาดอกไม้และเครื่องบูชา ชนิดต่าง ๆ
๖. ของหอม หมายถึง ธูป เทียน สำหรับบูชาพระ
๗. เครื่องลูบไล้ หมายถึง เครื่องสุขภัณฑ์ สำหรับชำระร่างกายให้สะอาด เช่นสบู่ถูตัว น้ำยาสระผม เป็นต้น
๘. เครื่องที่นอนอันสมควรแก่สมณะ
๙. ที่อยู่อาศัย มี กุฎี เสนาสนะ และเครื่องสำหรับภาชนะ เช่น เตียง ตู้ โต๊ะ เป็นต้น
๑๐. เครื่องตามประทีป มีเทียนจุดใช้แสง ตะเกียง น้ำมัน ไม้ขีดไฟ ไฟฟ้า และอุปกรณ์ไฟฟ้า สำหรับให้แสงสว่างทุกชนิด

ทั้ง ๑๐ ประการนี้ สมควรถวายแก่พระภิกษุ สามเณร สมณะผู้ทรงศีล หรือใช้สำหรับบูชาพระตามสมควร

Credit by : http://xchange.teene...showtopic=47789

-----------------------------------------------------------
(บางส่วน)

ทายกก่อนแต่จะให้ทานเป็นผู้ดีใจ กำลังให้ทานอยู่ย่อมยังจิต
ให้เลื่อมใส ครั้นให้ทานแล้วย่อมปลื้มใจ นี้เป็นยัญสมบัติ
ปฏิคาหกผู้สำรวมประพฤติพรหมจรรย์ทั้งหลาย คือ ท่านผู้
ปราศจากราคะ ปราศจากโทสะ ปราศจากโมหะ ไม่มีอาสวะ
ย่อมเป็นเขตถึงพร้อมแห่งยัญ ทายกต้อนรับปฏิคาหกด้วย
ตนเอง ถวายทานด้วยมือตนเอง ยัญนั้นย่อมมีผลมากเพราะตน
(ทายกผู้ให้ทาน) และเพราะผู้อื่น (ปฏิคาหก) ทายกผู้มี
ปัญญา มีศรัทธา เป็นบัณฑิต มีใจพ้นจากความตระหนี่
ครั้นบำเพ็ญทานอย่างนี้แล้ว ย่อมเข้าถึงโลกที่เป็นสุขไม่มี
ความเบียดเบียน ฯ

พระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๒ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๔ อังคุตตรนิกาย ปัญจก-ฉักกนิบาต ทานสูตร ที่ ๗ :09:

--------------------------------------------------------------------
(อรรถกถาบางส่วน)
ความบริบูรณ์แห่งทาน ชื่อว่า ยัญสัมปทา.
บทว่า สญฺญตา ความว่า สำรวมแล้วด้วยคำสำรวมคือศีล.
บทว่า สยํ อาจมยิตฺวาน ความว่า ตนเองล้างมือ ล้างเท้า แล้วล้างหน้า.
บทว่า สเกหิ ปาณิภิ ความว่า ด้วยมือของตน. ปาฐะเป็น สเยหิ ก็มี.
บทว่า สทฺโธ ได้แก่ เชื่อคุณพระรัตนตรัย.
บทว่า มุตฺเตน เจตสา ความว่า มีจิตหลุดพ้นจากความตระหนี่ในลาภเป็นต้น.
บทว่า อพฺยาปชฺฌํ สุขํ โลกํ ได้แก่ เทวโลกที่ปราศจากทุกข์มีแต่สุขและโสมนัสอันโอฬาร.

อรรถกถา อังคุตตรนิกาย ฉักกนิบาต ปฐมปัณณาสก์ เสขปริหานิยวรรคที่ ๔ :09:

------------------------------------------------------------

ส่วนปัจจัยนั้น ก็เป็นวินัยข้อห้ามไว้ครับ ถ้าจะถวายเป็นเงิน ก็ลองถามความต้องการของท่านว่าขาดเหลืออะไร จะได้จัดหาและนำมาให้ ถ้าไม่สบายใจทั้งผู้ให้ผู้รับหากขัดต่อวินัย ก็ลองสอบถามดูความจำเป็นนะครับ อนุโมทนาครับ :06:
ติณฺโณ ตาเรยฺยํ
มุตฺโต โมเจยฺยํ
พุทโธ โพเธยฺยํ

เราข้ามได้แล้วจะให้ผู้อื่นข้ามได้ด้วย
เราพ้นแล้วจะให้ผู้อื่นพ้นด้วย
เราตรัสรู้แล้วจะให้ผู้อื่นรู้ด้วย
(ปรมตฺถทีปนี จริยปิฏกวณฺณนา มหาจุฬา. ๓๒๙)
(ภ)(น)(ท)(มโน)(อุป)(อนุ)(โค)(ม)(ผ)(ผ)(ผ)(ภ)
0



#2 ผู้ใช้ออฟไลน์   ขนนก ไอคอน

  • ตอบ 200+
  • Pip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 205
  • สมัคร: 04/04/2005

ตอบ: 14/08/2009 - 20:38

ไม่มีความรู้เรื่องพระไตรปิฎก ขออนุญาตตอบตามความเห็น และที่ตัวเองได้มีโอกาสปฏิบัตินะคะ

ปรกติ จะถวายภัตตาหารที่เห็นว่าเหมาะสมค่ะ เช่นว่า พอดีกับทรัพย์ พอดีกับเวลา พอดีกับสมณผู้บริโภค..

ส่วนอื่น จะถวายทานที่เห็นว่ากำลังเป็นเรื่องเหมาะสมค่ะ เช่น เห็นว่าส้วมเต็ม ก็ขออนุญาต สูบส้วม.. หากเรามีโอกาสเข้าวัดและสังเกตดู จะมีบางเรื่องที่ผ่านหูผ่านตาหลายท่านไปให้หลงเหลือโอกาสให้เราได้มีโอกาสถวายค่ะ เช่นบางที ก็กราบขออนุญาต ท่านทำความสะอาดฝุ่น ในบางที่ เช่น ดอกไม้หรือแจกันที่อยู่ในที่ลับตาและมีฝุ่น หรือซ่อมอาสนะรองนั่ง ฯลฯ


หรือหากสะดวก ใช้วิธีปวารณาก็ได้นะคะ ที่ตัวเองและสามีทำอยู่เสมอก็คือ ปวารณาไว้ว่า หากท่านต้องการใช้เราอย่างไร ให้ท่านเรียกได้ทันที ครูบาอาจารย์ท่านจะพิจารณาเองค่ะ ว่าเราเหมาะสมกับสิ่งไร..

หรืออาจจะปวารณาเป็นเรื่อง ๆ ไป เช่น การเดินทาง, สุขภาพ, ที่อยู่อาศัย ฯลฯ ก็ได้ค่ะ

หากสะดวก กราบเรียนถามท่านตรง ๆ ก็ได้ค่ะ ..

"ผมมีปัจจัยเตรียมทำทานเท่านี้ หากว่าหลวงพ่อเห็นว่ามีสิ่งใดเหมาะควร แก่สมณะและวัด ขอหลวงพ่อเมตตาให้ผมทราบด้วยครับ"

ฯลฯ


ขออนุโมทนาในกุศลจิต ขอให้บรรลุอานิสงฆ์ของผลทานด้วยค่ะ
"ตรงนี้ตรงกลาง จำไว้นะ"
0



#3 ผู้ใช้ออฟไลน์   ขนนก ไอคอน

  • ตอบ 200+
  • Pip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 205
  • สมัคร: 04/04/2005

ตอบ: 15/08/2009 - 14:58

มีมาฝากอีกค่ะ

http://akkarakitt.ex...20090811/how-to
"ตรงนี้ตรงกลาง จำไว้นะ"
0



#4 ผู้ใช้ออฟไลน์   wit ไอคอน

  • ตอบ 6000+
  • PipPipPipPipPipPipPipPip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 6368
  • สมัคร: 30/06/2005

ตอบ: 15/08/2009 - 18:51

ขอแนะนำให้อ่านตรงวิมานวัตถุดูนะ

http://www.84000.org...ka2/sutta18.php
0



#5 ผู้ใช้ออฟไลน์   ผู้น้อยน้อมคารวะ ไอคอน

  • ตอบ 100+
  • Pip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 190
  • สมัคร: 10/11/2007

ตอบ: 15/08/2009 - 22:00

ขอขอบพระคุณทุกท่านที่เมตตาตอบคำถามครับ

อยากทราบว่า
พระที่เข้า นิโรธสมาบัติ
ยังมีอยู่หรือเปล่าครับ
ถ้ามีแนะนำให้หน่อยครับ

ขอถามเพิ่มเติมหน่อยคัรบ
การถวายธรรมกับพระที่เข้านิโรธสมาบัติ กับพระพุทธเจ้า
แบบใดจึงถือว่าได้บุญสูงกว่าครับ

การโพสต์นี้ได้ถูกแก้ไขโดย ผู้น้อยน้อมคารวะ: 15/08/2009 - 22:12

0



#6 ผู้ใช้ออฟไลน์   ผู้สันโดษ ไอคอน

  • ตอบ 400+
  • Pip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 481
  • สมัคร: 22/03/2006

ตอบ: 15/08/2009 - 22:32

:09: ขึ้นชื่อว่าความดีทำไปเถิดครับ ไม่ต้องคิดมาก :09:

ในพระสูตร มีพุทธทำนายว่าในอนาคตข้างหน้าอันยาวนาน จะรู้ว่าเป็นภิกษุก็โดยมีผ้าเหลืองผูกไว้ที่ข้อมือเท่านั้น แต่พระพุทธองค์ก็ทรงตรัสว่าทานที่ได้ถวายท่านนั้นก็มีผลอยากมากมายมหาศาล

ในพระสูตร ก็ท่านพระมหากัสปะเถระเมื่อออกจากนิโรธสมาบัติแล้ว จึงได้ไปโปรดหญิงยากจนนางหนึ่ง ซึ่งเธอมีเพียงน้ำผักดอกเท่านั้น หญิงยากจนคิดเห็นว่าน้ำดองผักของตนไม่สมควรแก่พระเถระจึงนิ่งอยู่มิได้ถวาย และพระเถระก็ยังยืนนิ่งอยู่เช่นกันทำลักษณะให้หญิงนั้นเห็นว่าพระเถระประสงค์จะโปรดสงเคราะห์หญิงยากจนนั้น เมื่อนางได้คิดจึงได้นำน้ำผักดองของตนออกถวายพระเถระ........บังเกิดผลบุญกุศลอย่างมหาศาล โดยลักษณะบริสุทธิ์สามประการคือ พระเถระผู้รับบริสุทธิ์ วัตถุทานนั้นบริสุทธิ์เพราะหาได้มาโดยชอบ และจิตของผู้ให้ก็บริสุทธิ์

ดังนี้วัตถุทาน ที่ถวายนั้นก็สมควรแก่ฐานะของตนและที่สำคัญคือได้มาด้วยความบริสุทธิ์ ไม่ได้คตโกงใครเขามา ครับ :09:
0



#7 ผู้ใช้ออฟไลน์   เฉลิมศักดิ์ ไอคอน

  • ตอบ 6000+
  • PipPipPipPipPipPipPipPip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 6235
  • สมัคร: 26/01/2004

ตอบ: 18/08/2009 - 05:44

ตอบกระทู้ ขอเรียนถามเรื่องเกี่ยวกับการ เข้านิโรธสมบัติครับ
http://larndham.net/...13&#entry496659

สมาบัติ แปลว่า การเข้าถึงพร้อมหรือการเข้าอยู่พร้อม สมาบัตินี้มี ๓อย่างคือ

๑. ฌานสมาบัติ การเข้าถึงฌานจิต หรือการเข้าอยู่ในฌานจิต เป็นโลกียะ

๒. ผลสมาบัติ การเข้าถึงซึ่งอริยผลจิต หรือการเข้าอยู่ในอริยผลจิต เป็น โลกุตตระ

๓. นิโรธสมาบัติ การเข้าถึงซึ่งความดับของจิตและเจตสิก ไม่จัดเป็นโลกียะ หรือ โลกุตตระ เพราะไม่มีจิตจะดับ
---------------------------------------------------------------------

การเข้านิโรธสมาบัติ เหมือนฝึกนิพพาน เข้าสู่ความดับสนิทแห่งนามขันธ์ โดยปราศจากอันตรายใด ๆ เป็นมหาสันติสุขอันยอดเยี่ยม ดังนั้นพระอริยเจ้าจึงนิยม เข้าผลสมาบัติ และนิโรธสมาบัติด้วยศรัทธา และฉันทะในอมตรสนั้น จนกว่าจะ นิพพาน

ผู้ที่เข้านิโรธสมาบัติได้ ต้องเป็นผู้ที่เพียบพร้อมด้วยคุณธรรม ดังจะกล่าวต่อไป นี้ คือ

๑. ต้องเป็นพระอนาคามี หรือพระอรหันต์

๒. ต้องได้ฌานสมาบัติทั้ง ๘ กล่าวคือ ต้องได้รูปฌาน และ อรูปฌานด้วย ทุกฌาน

๓. ต้องมีวสี ชำนาญคล่องแคล่วในสัมปทา คือ ถึงพร้อมสี่ประการ

๔. ต้องเป็นบุคคลในภูมิที่มีขันธ์ ๕ (คือ ปัญจโวการภูมิ) เพราะในอรูปภูมิ เข้านิโรธสมาบัติไม่ได้ ด้วยเหตุว่าไม่มีรูปฌาน


--------------------------------------------------------------------------

อ้างอิง
พระที่เข้า นิโรธสมาบัติ
ยังมีอยู่หรือเปล่าครับ


ผมไม่แน่ใจครับ ว่า พระอนาคามี ผู้ได้ทั้ง รูปฌาน อรูปฌาน จะมีอยู่หรือไม่ ?

แต่ที่ผมเคยฟังมา บางสำนัก ก็ถือเอา การนั่งสมาธินาน ๆ เรียกว่า นิโรธสมาบัติ แล้ว

อ้างอิง
ความคิดเห็นที่ 6 : (ผู้สันโดษ)
ในพระสูตร มีพุทธทำนายว่าในอนาคตข้างหน้าอันยาวนาน จะรู้ว่าเป็นภิกษุก็โดยมีผ้าเหลืองผูกไว้ที่ข้อมือเท่านั้น แต่พระพุทธองค์ก็ทรงตรัสว่าทานที่ได้ถวายท่านนั้นก็มีผลอยากมากมายมหาศาล


แต่การให้ทาน เพื่อบำรุงคณะสงฆ์ บำรุงพระพุทธศาสนา ที่มีใจเป็นกลาง ไม่มีกิเลสห้อมล้อม มีอานิสงส์มากมายมหาศาล แม้ในยุคที่พระพุทธศาสนากำลังเสื่อมลง จน พระมีผ้าเหลืองห้อยหู มีครอบครัวต้อง ออกมาทำมาหากิน เพราะไม่มีคนบิณฑบาต

ธาตุอันตรธานปริวัตต์(พระบรมสารีริกธาตุสูญไปจากโลก)
http://larndham.net/...=ST&f=2&t=24207
อันตรธาน ๕ ประการ จากหนังสือพุทธประวัติตามแนวปฐมสมโพธิ


ลิงคอันตรธาน
ต่อไปภายภาคหน้า ภิกษุทั้งหลายมีปฏิปทาไม่นำมาซึ่งความเลื่อมใส จะอยู่ในอิรอยาบถใดก็ไม่สำรวมเหมือนพวกเดียรถีย์ไม่มีความสำรวม ประพฤตินอกรีดอนาจารต่างๆ ผิดเพศภิกษุซึ่งเป็นพุทธสาวก แม้กระนั้นก็ยังชื่อว่าเพศสมณะ ยังไม่ถึงกับอันตรธาน
แต่เมื่อเวลาล่วงเลยไป ภิกษุทั้งหลายไม่ใช้ผ้าไตรจีวรมีสีอันควรแก่สมณเพศ เห็นว่าสีผ้ากาสาวพัสตร์ไม่มีความสำคัญ จากนั้นก็พากันละทิ้งบริขารแม้กระทั้งไตรจีวร พากันประกอบอาชีพหาเลี้ยงครอบครัวทั้งบุตรและภรรยา จะมีก็แต่เศษผ้าเหลืองชิ้นน้อยๆ ห้อยอยู่ที่คอหรือผูกไว้ที่ข้อมือเท่านั้น เพื่อเป็นสัญลักษณ์แห่งการเป็นพระภิกษุ สมดังพระดำรัสที่ครั้งหนึ่งพระบรมศาสดาตรัสแก่พระอานนท์ว่า
“ ดูก่อนอานนท์ ในอนาคตกาล จะหาภิกษุผู้ทรงไว้ซึ่งจีวรมิได้ จะมีก็แต่โครตภูสงฆ์ คือ พระสงฆ์รุ่นสุดท้ายในพระพุทธศาสนา ผู้มีผ้ากาสาวพัสตร์ผูกที่ข้อมือหรือห้อยอยู่ที่คอ หาศีลาจาวัตรมิได้ แม้กระนั้นถ้าหากจะมีทายกมีจิตศรัทธาปรารถนาจะทำบุญ ก็จงตั้งจิตอุทิศถวายเพื่อสงฆ์ แล้ววัตถุจตุปัจจัยถวายแก่ภิกษุผู้มีผ้ากาสาวพัสตร์ผูกที่ข้อมือหรือห้อยที่คอนั้น ก็จะเกิดผลานิสงส์มหาศาลเช่นกัน”
ถึงแม้ภิกษุทั้งหลายจะมีความเป็นอยู่ย่อหย่อนถึงเพียงนั้น ก็ชื่อว่าเพศภิกษุยังคงอยู่ไม่อันตรธาน แต่เมื่อกาลเวลาล่วงไป ภิกษุเหล่านั้นพากันละทิ้งผ้าเหลืองชิ้นน้อย ๆ ที่ติดตัวอยู่นั้นเสีย จึงได้ชื่อว่า ลิงคอันตรธาน คือเพศภิกษุสูญสิ้นไม่เหลือเศษอีกต่อไป


-------------------------------------------------

กระทู้ สังฆทาน

http://larndham.net/...=6&#entry508271


ถามว่า ถ้าเช่นนั้นเพราะเหตุใดผลของทานจึงแตกต่างกันอย่างหาประมาณมิได้


ตอบว่า การถวายสังฆทานที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงไว้ในเรื่องสังฆทานนั้น เป็นสภาวะของนามธรรม เป็นเรื่องของกุศลจิตที่เป็นใหญ่เป็นประธาน ส่วนพระภิกษุสงฆ์ สามเณร และเครื่องอุปโภคบริโภคนั้น เป็นเพียงปัจจัยสนับสนุนให้กุศลสำเร็จดังความปรารถนาเท่านั้น


สมเด็จพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัส ถึงการถวานสังฆทานแก่พระภิกษุสงฆ์ ด้วยมีจุดหมายและให้ผู้ถวายทานได้ขัดเกลาจิตไม่ให้ติดในวัตถุและตัวบุคคล


เพราะทรงเห็นประโยชน์ที่จะเกิดขึ้นในอนาคตชาติว่า ถ้าพุทธบริษัทมีจิตศรัทธาเลื่อมใสในคุณของพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ และมุ่งถวายทานแต่พระสงฆ์ด้วยความเคารพยำเกรงในสงฆ์ทุกรูปเสมอกัน โดยไม่มีความรู้สึกยินดียินร้ายต่อผู้รับทานในขณะนั้น จะเป็นเหตุให้กุศลจิตเกิดขึ้นได้มากกว่าการให้ทาน โดยเจาะจงพระสงฆ์รูปใดรูปหนึ่ง หรือคณะใดคณะหนึ่ง


-----------------------------------------

อ้างอิง
ถ้ามีการอ้างอิงจากพระไตรปิฎกจะขอบพระคุณมากครับ
เพราะหลายๆครั้งที่ตำราเล่มหลังๆเขียนแล้ว ผิดเพี้ยนไปจาก
พระไตรปิฎก เนื่องจากมีการตีความเพิ่มเติมครับ



จากที่ท่านผู้รู้ท่านรวบรวมจาก พระไตรปิฏก อรรถกถา ครับ

ทำอย่างไร...ทานจะมีอานิสงส์มาก โดย อาจารย์บุษกร เมธางกูร


http://www.thaimisc....aew&topic=10408

http://www.thaimisc....aew&topic=10412

http://www.thaimisc....aew&topic=10414

----------------------------------------------------

เรื่อง ทานที่มีผลมาก มีอานิสงส์มาก โดย อ.ปราณีต ก้องสมุทร

http://84000.org/tip...k/bookpn01.html
0



คำตอบต่อไป: ไม่มี
หน้า 1 จาก 1
  • คุณไม่สามารถตั้งกระทู้ใหม่ได้
  • กระทู้นี้ถูกล็อค

1 ผู้ใช้กำลังอ่านกระทู้นี้
0 สมาชิก, 1 ผู้เยี่ยมชม, 0 ผู้ใช้ที่ไม่ระบุชื่อ