ลานธรรมเสวนา: อะไรคือสังขารขันธ์ - ลานธรรมเสวนา

เข้าไปดูเนื้อหา

  • (2 หน้า)
  • +
  • 1
  • 2
  • คุณไม่สามารถตั้งกระทู้ใหม่ได้
  • กระทู้นี้ถูกล็อค

อะไรคือสังขารขันธ์ ให้คะแนนกระทู้: -----

#0 ผู้ใช้ออฟไลน์   Anan ไอคอน

  • ตอบ 100+
  • Pip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 179
  • สมัคร: 09/06/2007

ตอบ: 23/05/2008 - 15:31

ตามที่ผมเข้าใจ สังขารขันธ์ 1 ในขันธ์ 5 คือ สภาพความนึกคิด หรือจิตปรุงแต่งต่างๆ ใช่ไหมครับ :20: :18:

แต่ผมก็เข้าใจอยู่แค่นั้น อยากทราบความหมายที่ลึกซึ้งกว่านั้นครับ และขอตัวอย่างที่เห็นได้อย่างชัดเจนด้วยครับ เพื่อประโยชน์ในการปฏิบัติต่อไป :15:

ขอบพระคุณครับ
:09: :09: :09:
0


  • (2 หน้า)
  • +
  • 1
  • 2
  • คุณไม่สามารถตั้งกระทู้ใหม่ได้
  • กระทู้นี้ถูกล็อค

การตอบอื่นๆต่อกระทู้นี้



#1 ผู้ใช้ออฟไลน์   อนันตา ไอคอน

  • ตอบ 500+
  • PipPip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 977
  • สมัคร: 24/09/2006

ตอบ: 23/05/2008 - 21:37

ตามความเข้าใจนะครับ...สังขาร หมายถึงการคิดปรุงแต่งของจิต เช่นเมื่อตากระทบรูป จิตก็จะปรุงแต่งว่าสวยบ้างว่าขี้เหร่บ้าง แล้วก็เกิดความยินดี ยินร้ายตามมา กลายเป็นกิเลสตัณหา ที่จะต้องตอบสนอง แต่ถ้าตอบสนองไม่สำเร็จก็จะเกิดความทุกข์เดือดร้อน....ดังนั้นหากจะดับทุกข์ ก็จะต้องรู้เท่าทันสังขารด้วยสติปัญญา เมื่อสังขารถูกรู้เท่าทันสังขารก็จะดับไป เรียกว่าดับทุกข์ที่เหตุ....เป็นต้นว่าเมื่อตากระทบรูป ก็ให้สักว่าเห็นรูป มีสติยับยั้งไม่ให้คิดต่อไปว่า สวย หรือขี้เหร่...ในทำนองเดียวกัน เมื่อเกิดผัสสะด้านอื่น ๆ เช่น ได้ยิน ดมกลิ่น ลิ้มรส กายสัมผัส ก็สักว่าสัมผัส ไม่ปล่อยให้สังขารขันธ์ปรุงแต่ง รูป เสียง กลิ่น รส ...ว่าเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ เพื่อหลอกลวงให้หลงใหลต่อไป เมื่อรู้เท่าทันสังขารจิตก็จะเป็นอิสระจากกิเลสตัณหา เป็นการตัดวงจรแห่งความทุกข์นั้นเอง....อันว่าเนื้อ ผัก ปลา เครื่องเทศ หากไม่นำมาปรุงแต่ง มันก็ต่างอันต่างอยู่ แต่ถ้านำมาปรุงแต่ง มันก็จะกลายเป็นอาหาร ต้ม แกง พะแนง ผัด...บางครั้งท่านจึงเรียกร่างกายนี้ว่า "กายสังขาร" เพราะมันเกิดจากการนำเอา ดิน น้ำ ลม ไฟ มาปรุงแต่ง....สังขารทั้งหลายมีลักษณะ ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ และไม่ใช่เรา ไม่ใช่ของเรา ...
0



#2 ผู้ใช้ออฟไลน์   ตรงประเด็น ไอคอน

  • ตอบ 3000+
  • PipPipPipPipPip
  • กลุ่ม: ยกเลิกการเป็นสมาชิก
  • ตอบ: 3533
  • สมัคร: 14/02/2004

ตอบ: 23/05/2008 - 21:56

http://84000.org/tip...ังขาร

สังขาร

1. สิ่งที่ถูกปัจจัยปรุงแต่ง, สิ่งที่เกิดจากเหตุปัจจัย เป็นรูปธรรมก็ตาม นามธรรมก็ตาม ได้แก่ขันธ์ ๕ ทั้งหมด,
ตรงกับคำว่า สังขตะหรือสังขตธรรม ได้ในคำว่า “สังขารทั้งหลายทั้งปวงไม่เที่ยง” ดังนี้เป็นต้น

2. สภาพที่ปรุงแต่งใจให้ดีหรือชั่ว, ธรรมมีเจตนาเป็นประธานที่ปรุงแต่งความคิด การพูด การกระทำ มีทั้งที่ดีเป็นกุศล ที่ชั่วเป็นอกุศล และที่กลางๆ เป็นอัพยากฤต ได้แก่ เจตสิก ๕๐ อย่าง (คือ เจตสิกทั้งปวง เว้นเวทนาและสัญญา) เป็นนามธรรมอย่างเดียว,
ตรงกับสังขารขันธ์ ในขันธ์ ๕ ได้ในคำว่า “รูปไม่เที่ยง เวทนาไม่เที่ยง สัญญาไม่เที่ยง สังขารไม่เที่ยง วิญญาณไม่เที่ยง” ดังนี้เป็นต้น;
อธิบายอีกปริยายหนึ่ง สังขารตามความหมายนี้ยกเอาเจตนาขึ้นเป็นตัวนำหน้า ได้แก่ สัญเจตนา คือ เจตนาที่แต่งกรรมหรือปรุงแต่งการกระทำ มี ๓ อย่างคือ
๑. กายสังขาร สภาพที่ปรุงแต่งการกระทำทางกาย คือ กายสัญเจตนา
๒. วจีสังขาร สภาพที่ปรุงแต่งการกระทำทางวาจา คือ วจีสัญเจตนา
๓. จิตตสังขาร หรือ มโนสังขาร สภาพที่ปรุงแต่งการกระทำทางใจ คือ มโนสัญเจตนา

3. สภาพที่ปรุงแต่งชีวิตมี ๓ คือ
๑. กายสังขาร สภาพที่ปรุงแต่งกาย ได้แก่ อัสสาสะ ปัสสาสะ คือลมหายใจเข้า ลมหายใจออก
๒. วจีสังขาร สภาพที่ปรุงแต่งวาจา ได้แก่ วิตกและวิจาร
๓. จิตตสังขาร สภาพที่ปรุงแต่งใจ ได้แก่ สัญญาและเวทนา

0



#3 ผู้ใช้ออฟไลน์   Anan ไอคอน

  • ตอบ 100+
  • Pip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 179
  • สมัคร: 09/06/2007

ตอบ: 24/05/2008 - 13:32

:09: :09: :09:
0



#4 ผู้ใช้ออฟไลน์   ผู้สันโดษ ไอคอน

  • ตอบ 400+
  • Pip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 481
  • สมัคร: 22/03/2006

ตอบ: 24/05/2008 - 20:04

๕. สัตตัฏฐานสูตร ว่าด้วยการรู้ขันธ์ ๕ โดยฐานะ


[๑๑๘] ข้าพเจ้าได้สดับมาแล้วอย่างนี้:-

สมัยหนึ่ง พระผู้มีพระภาคประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน อารามของท่านอนาถบิณฑิกเศรษฐี ใกล้พระนครสาวัตถี. ณ ที่นั้นแล พระผู้มีพระภาคได้ตรัสเรียกภิกษุทั้งห่ลายว่า

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุเหล่านั้นทูลรับพระดำรัสของพระผู้มีพระภาค. พระผู้มีพระภาคได้ตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู้ฉลาดในฐานะ ๗ ประการ ผู้เพ่งพินิจโดยวิธี ๓ ประการ เราเรียกว่า ยอดบุรุษ ผู้เสร็จกิจ อยู่จบพรรมจรรย์ ในธรรมวินัยนี้.

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ภิกษุผู้ฉลาดในฐานะ ๗ ประการ เป็นอย่างไร?

รู้ชัดซึ่งรูป
เหตุเกิดแห่งรูป
ความดับแห่งรูป
ปฏิปทาอันให้ถึงความดับแห่งรูป
คุณแห่งรูป
โทษแห่งรูป
และอุบายเครื่องสลัดออกแห่งรูป
เวทนา ฯลฯ
สัญญา ฯลฯ
สังขาร ฯลฯ
รู้ชัดซึ่งวิญญาณ
เหตุเกิดแห่งวิญญาณ
ความดับแห่งวิญญาณ
ปฏิปทาอันให้ถึงความดับแห่งวิญญาณ
คุณแห่งวิญญาณ
โทษแห่งวิญญาณ
และอุบายเครื่องสลัดออกแห่งวิญญาณ.

[๑๑๙] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็รูปเป็นไฉน ? ฯลฯ
[๑๒๐] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็เวทนาเป็นไฉน ? ฯลฯ
[๑๒๑] ดูกรภิกษุทั้งห่ลาย ก็สัญญาเป็นไฉน ? ฯลฯ


[๑๒๒]ดูกรภิกษุทั้งหลาย สังขารเป็นไฉน?

เจตนา ๖ หมวดนี้ คือ รูปสัญเจตนา ฯลฯ ธรรมสัญเจตนา. นี้เรียกว่าสังขาร

ความเกิดขึ้นแห่งสังขาร ย่อมมีเพราะเกิดขึ้นแห่งผัสสะ

ความดับแห่งสังขาร ย่อมมีเพราะความดับแห่งผัสสะ

อริยมรรคอันประกอบด้วยองค์ ๘ คือ สั้มมาทิฏฐิ ฯลฯ สัมมาสมาธิ. นี้แลเป็นปฏิปทาอันให้ถึงความดับแห่งสังขาร ฯลฯ

สุขโสมนัสอาศัยสังขารเกิดขึ้น นี้เป็นคุณแห่งสังขาร

สังขารไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา นี้เป็นโทษแห่งสังขาร

การกำจัดฉันทราคะ การละฉันทราคาในสังขาร นี้เป็นความสลัดออกแห่งสังขาร

ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็สมณะหรือพราหมณ์เหล่าใดเหล่าหนึ่ง รู้ยิ่งซึ่งสังขาร เหตุแห่งสังขาร ความดับแห่งสังขาร ปฏิปทาอันให้ถึงความดับแห่งสังขาร คุณแห่งสังขาร โทษแห่งสังขาร และอุบายเครื่องสลัดออกแห่งสังขาร อย่างนี้ ๆ และปฏิบัติเพื่อความเบื่อหน่ายคลายกำหนัด เพื่อดับสังขารสมณะหรือพราหมณ์เหล่านั้น ชื่อว่าย่อมหลั่งลงในธรรมวินัยนี้. สมณะหรือพราหมณ์เหล่าใดเหล่าหนึ่ง รู้ยิ่งซึ่งสังขาร เหตเกิดแห่งสังขาร ความดับแห่งสังขาร ปฏิปทาอันให้ถึงความดับแห่งสังขาร คุณแห่งสังขาร โทษแห่งสังขาร อุบายเครื่องสลัดออกแห่งสังขาร อย่างนี้ ๆแล้ว หลุดพ้นไป เพราะความเบื่อหน่าย เพราะคลายกำหนัด เพราะดับ เพราะไม่ถือมั่นสังขาร สมณะหรือพราหมณ์เหล่านั้นหลุดพ้นดีแล้ว สมณะหรือพราหมณ์เหล่าใด หลุดพ้นดีแล้ว สมณะหรือพราหมณ์เหล่านั้น เป็นอันเสร็จกิจแล้ว สมณะหรือพราหมณ์เหล่าใดเสร็จกิจแล้ว สมณะหรือพราหมณ์เหล่านั้น ย่อมไม่มีวัฏฏะเพื่อความปรากฏอีก.



[๑๒๓] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็วิญญาณเป็นไฉน? ฯลฯ






[๑๒๔] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ภิกษุเป็นผู้เพ่งพินิจโดยวิธี ๓ ประการ เป็นอย่างไร

ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ย่อมเพ่งพินิจโดยความเป็นธาตุประการหนึ่ง

โดยความเป็นอายตนะประการหนึ่ง

โดยความเป็นปฏิจจสมุปบาทประการหนึ่ง.

ดูกรภิกษุทั้งหลาย อย่างนี้แล ภิกษุย่อมเป็นผู้เพ่งพินิจโดยวิธี ๓ ประการ.

ภิกษุฉลาดในฐานะ ๗ ประการ ผู้เพ่งพินิจโดยวิธี ๓ ประการ เราเรียกว่า ยอดบุรุษ ผู้เสร็จกิจ อยู่จบพรหมจรรย์ในธรรมวินัยนี้



จบ สูตรที่ ๕.
0



#5 ผู้ใช้ออฟไลน์   ช.ชุตินธโร ไอคอน

  • ตอบ 1000+
  • PipPipPip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 1417
  • สมัคร: 12/09/2007

ตอบ: 25/05/2008 - 11:31

เหตุเกิดจากอวิชชา

เวลาที่รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส เกิดขึ้นแล้วอะไรที่เป็นผลต่อมา เกิดความรู้สึกใช่ไหม แล้วเวลาที่เกิดความรู้สึกจะเกิดการหมายจำไว้ใช่ไหม เมื่อหมายจำแล้ว ก็จะเกิดกระบวนการปรุงแต่งให้เป็นอย่างโน้นเป็นอย่างนี้เรียกว่า สังขาร ออกมาเป็นภาษาที่สื่อสารกัน เรียกว่า อย่างนั้น อย่างนี้ นายเขียว นายดำ นายแดง รถบ้าน คน เตี้ย ต่ำ ดำ ขาว อ้วน ผอม สารพัดจะเรียก แล้วยังขึ้นอยู่วัฒนธรรมของแต่ละท้องที่ สังคม ภาษาก็ต่างกัน ซึ่งเป็นการสมมติกันขึ้นจาก ฯลฯ ซึ่งก็มีการหมายรู้ เรียกว่า วิญญาณ มาเกี่ยวข้องด้วย จากนั้นเจ้าตัวตัณหาก็พาไป ทำให้เกิดอุปาทานการยึดมั่นถือมั่น ชาติ ชรา มรณะก็เกิดตามมาเป็นลำดับ แล้วกลับมาวนเวียนเช่นนี้ เช่นนี้ คือ เกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป

สังขารขันธ์ เป็นนามธรรม ที่เกิดจากกระบวนการของเจตสิกที่จิตนั้นทำงาน เหมือนโรงงานที่ผลิตสินค้า มีวัตถุดิบเข้ามาแล้วก็ผ่านกระบวนการต่าง ๆ จนออกมาเป็นสินค้าดีบ้าง เป็นของเสียบ้าง แล้วก็ถูกป้อนเข้าสู่คลังสินค้า แต่ต่างกันแต่เพียงว่า สินค้านั้นเป็นสิ่งมองเห็นเป็นรูปธรรม แต่ สังขารขันธ์นั้นเป็น นามธรรม ต้องใช้การภาวนาจึงจะเข้าไปเรียนรู้ได้
0



#6 ผู้ใช้ออฟไลน์   Anan ไอคอน

  • ตอบ 100+
  • Pip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 179
  • สมัคร: 09/06/2007

ตอบ: 26/05/2008 - 13:08

:09: :09: :09:
ขอบพระคุณทุกท่านครับ
0



#7 ผู้ใช้ออฟไลน์   ผู้สันโดษ ไอคอน

  • ตอบ 400+
  • Pip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 481
  • สมัคร: 22/03/2006

ตอบ: 14/06/2008 - 21:01

ขันธสูตร ว่าด้วยอริยสัจ ๔



[๑๖๗๘] ดูกรภิกษุทั้งหลาย อริยสัจ ๔ เหล่านี้ อริยสัจ ๔ เป็นไฉน?

คือ ทุกขอริยสัจ ทุกขสมุทัยอริยสัจ ทุกขนิโรธอริยสัจ ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาอริยสัจ.





[๑๖๗๙] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็ทุกขอริยสัจเป็นไฉน?

ควรจะกล่าวได้ว่า อุปาทานขันธ์ ๕ อุปาทานขันธ์ ๕ เป็นไฉน?

ได้แก่อุปาทานขันธ์คือรูป
อุปาทานขันธ์คือเวทนา
อุปทานขันธ์คือสัญญา
อุปาทานขันธ์คือสังขาร
อุปาทานขันธ์คือวิญญาณ

นี้เรียกว่า ทุกขอริยสัจ.





[๑๖๘๐] ก็ทุกขสมุทยอริยสัจเป็นไฉน?

ตัณหาอันทำให้มีภพใหม่ ประกอบด้วยความกำหนัดด้วยอำนาจความพอใจ เพลิดเพลินยิ่งนักในอารมณ์นั้นๆ ได้แก่

กามตัณหา
ภวตัณหา
วิภาวตัณหา

นี้เรียกว่า ทุกขสมุทยอริยสัจ.





[๑๖๘๑] ก็ทุกขนิโรธอริยสัจเป็นไฉน ?

ความดับด้วยการสำรอกโดยไม่เหลือแห่งตัณหานี้แหละ ความสละ ความวาง ความปล่อย ความไม่อาลัยตัณหานั้น

นี้เรียกว่าทุกขนิโรธอริยสัจ.





[๑๖๘๒] ก็ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาอริยสัจเป็นไฉน?

อริยมรรคอันประกอบด้วยองค์ ๘ นี้แหละ คือ

สัมมาทิฏฐิ
ฯลฯ
สัมมาสมาธิ

นี้เรียกว่า ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาอริยสัจ.





[๑๖๘๓] ดูกรภิกษุทั้งหลาย อริยสัจ ๔ เหล่านี้แล เพราะเหตุนั้นแหละ เธอทั้งหลายพึงกระทำความเพียรเพื่อรู้ตามความเป็นจริงว่า นี้ทุกข์ ฯลฯ นี้ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา.



จบ สูตรที่ ๓
0



#8 ผู้ใช้ออฟไลน์   damrong121 ไอคอน

  • ตอบ 1000+
  • PipPipPip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 1759
  • สมัคร: 07/05/2006

ตอบ: 15/06/2008 - 01:45

สังขารขันธ์ คือ กองสังขาร ได้แก่เจตสิกที่เหลือทั้งหมด(๕๐ดวง)

มีความหมายว่า ในเจตสิก ๕๐ ดวงนี้ดวงใดดวงหนึ่ง แม้เพียงดวงเดียวก็ได้ชื่อว่า สังขารขันธ์

จาก พระอภิธรรมออนไลน์

จิตและเจตสิกเป็นดวงๆ หรือสังขารขันธ์ ถ้าจะเป็นประโยชน์ควรพิจารณาเป็นองค์ธรรม
รู้สภาพจิต
เพื่อรู้ตามจริงว่า ธรรมทั้งหลายทั้งปวง ไม่ควรเข้าไปยึดมั่นถือมั่นครับ
เฉยๆ
0



#9 ผู้ใช้ออฟไลน์   เฉลิมศักดิ์ ไอคอน

  • ตอบ 6000+
  • PipPipPipPipPipPipPipPip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 6235
  • สมัคร: 26/01/2004

ตอบ: 15/06/2008 - 05:42

อ้างอิง
สังขารขันธ์ คือ กองสังขาร ได้แก่เจตสิกที่เหลือทั้งหมด(๕๐ดวง)

มีความหมายว่า ในเจตสิก ๕๐ ดวงนี้ดวงใดดวงหนึ่ง แม้เพียงดวงเดียวก็ได้ชื่อว่า สังขารขันธ์

จาก พระอภิธรรมออนไลน์
http://www.abhidhamo...aphi/p2/002.htm



:09: สาธุครับคุณดำรงค์

อ้างอิง
ตามที่ผมเข้าใจ สังขารขันธ์ 1 ในขันธ์ 5 คือ สภาพความนึกคิด หรือจิตปรุงแต่งต่างๆ ใช่ไหมครับ 

แต่ผมก็เข้าใจอยู่แค่นั้น อยากทราบความหมายที่ลึกซึ้งกว่านั้นครับ และขอตัวอย่างที่เห็นได้อย่างชัดเจนด้วยครับ เพื่อประโยชน์ในการปฏิบัติต่อไป


รายละเอียด ของ สังขารขันธ์ หรือ เจตสิก ๕๐ และ เจตสิก ที่เหลือ พร้อมทั้ง จิต

ศึกษาแนวพระอภิธรรม ได้ใน

พระอภิธัมมัตถะสังคหะ ปริจเฉทที่ ๑ (จิตปรมัตถ์) ปริจเฉทที่ ๒ ( เจตสิกปรมัตถ์)

http://abhidhamonlin...nline_study.htm
-------------------------------------------------

แนวคิดเรื่องจิต
http://www.abhidhamo...les/thesis2.htm

แนวคิดเรื่องเจตสิก
http://www.abhidhamo...ka/cetasika.htm

------------------------------------------------------------------

เคยฟังหลวงพ่อเสือท่านอธิบายไว้บ่อย ๆ ท่านบอกว่า จิต เหมือนน้ำ เจตสิก เปรียบเหมือน สิ่งต่าง ๆ ที่มาเปลี่ยนน้ำเป็นอย่างอื่น ๆ เช่น สี กลิ่น รส เช่น ส้ม เป็นต้น

http://www.thaimisc....aew&topic=11249

เมื่อมีอันนี้เกิดขึ้นก็รู้ว่า สภาพจิตนี้เป็นอย่างไร ก็เพราะสภาพของเจตสิกที่มันเกิดเหนือการบังคับบัญชา อีกหน่อยเราก็จะได้เห็นสภาพของเจตสิกที่ปรุงแต่งจิตนี้ เช่น น้ำส้ม น้ำชา น้ำเย็น น้ำไม่เย็น มีคำนำหน้าว่า "น้ำ" ทั้งสิ้น ฉะนั้นคำว่า "น้ำ" ในที่นี้ก็เหมือนประธาน ส่วนคำว่า ส้ม ชา เย็น ไม่เย็น เป็นคำขยายสรรพคุณของน้ำ


ฉะนั้นประธานในที่นี้ก็คือ "น้ำ" ซึ่งท่านเปรียบไว้เหมือน "จิต" เพราะจิตมีสภาพเป็นกลาง สามารถใส่สีอะไรลงไปก็ได้และรับได้หมด ใส่สีเขียวน้ำก็เขียว ใส่สีส้มน้ำก็ส้ม ไม่ใช่ว่าใส่สีเขียวน้ำเขียว พอจะใส่ส้มก็บอกว่าไม่เอาฉันเขียวแล้ว อย่างนี้ไม่ได้เพราะสภาพน้ำเป็นกลางเหมือนเป็นที่บรรจุภัณฑ์ของสิ่งที่เข้ามา


สิ่งที่เข้ามาในบรรจุภัณฑ์ หรือเกิดที่เดียวกับจิต ตั้งอยู่ที่เดียวกับจิต ดับไปพร้อมกับจิต ตอนนี้เราก็แยกน้ำส้มไม่ออกว่าตรงไหนน้ำ ตรงไหนส้ม แต่เมื่อกลั่นกรองแล้วก็จะมีคำว่า "น้ำ" กับคำว่า "ส้ม" แต่มันแยกจากกันไม่ได้ แต่รู้ได้โดยพระสัพพัญญุตญาณ

--------------------------------------------------

อ้างอิง
และขอตัวอย่างที่เห็นได้อย่างชัดเจนด้วยครับ เพื่อประโยชน์ในการปฏิบัติต่อไป


แนวคิดเรื่องจิต
http://www.abhidhamo...les/thesis2.htm


จิตก็ทำนองเดียวกัน คือ เมื่ออารมณ์กุศลมากระทบ ปัญจวิญญาณฝ่ายกุศลจะทำหน้าที่รู้อารมณ์กุศลนั้น สัมปฏิจฉนะจิตฝ่ายกุศลจะรับอารมณ์ที่เป็นกุศลนั้น สันตีรณจิตฝ่ายกุศลก็จะพิจารณาเฉพาะอารมณ์กุศล จิตที่รับและพิจารณาอารมณ์ต้องเป็นฝ่ายเดียวกัน สัมปฏิจฉนะจิตฝ่ายกุศลจะไปรับอารมณ์ฝ่ายอกุศลไม่ได้

ในแต่ละวันไม่มีใครสามารถเลือกรับแต่อารมณ์ที่ดีอย่างเดียว ปฏิเสธอารมณ์ที่ไม่ดีว่าอย่าเกิดขึ้นกับตนเลย เป็นต้น เมื่อรับกระทบอารมณ์แล้ว จิตแต่ละดวงก็จะทำหน้าที่ของตน ผ่านทาง วิถีจิต


การเรียนรู้กฎเกณฑ์แห่งวิบากจิตนี้ เพื่อการยอมรับข้อจำกัดบางอย่างของจิตและอารมณ์ว่า ไม่สามารถเป็นไปตามความต้องการได้เสมอไป ความต้องการของมนุษย์มีอยู่ไม่จำกัด แต่โอกาสเป็นไปได้สมความปรารถนามีไม่ถึง 5%



เมื่อเราเลือกรับวิบากทางตา หู จมูก ลิ้น กาย และใจไม่ได้ ในการปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานจึงมุ่งสังเกตการกระทบกันของจิตและอารมณ์ทางปัญจวิญญาณ โดยมีสติคอยระวังไม่ให้อภิชฌาหรือโทมนัสเข้ามีส่วนในการตีความ กลไกของจิตและอารมณ์ยังคงทำงานของตนอย่างสม่ำเสมอ แต่ความดิ้นรน เร่าร้อนใจจะได้รับการพิจารณาใหม่ด้วยสติ และเป็นที่มาของความยับยั้งชั่งใจแทน


ในการปฏิบัติ จึงมีการพิจารณา นามธรรม (จิต เจตสิก) ที่เกิดขึ้นว่ามีอาการอย่างไร โดยตัดความเป็นเราออกไป เมื่อโยนิโสมนสิการ ว่าเป็นเพียงอาการของนามธรรมแล้ว ความพอใจ และไม่พอใจ ย่อมลดน้อยลง นอกจากพิจารณา นามธรรมซึ่งเป็นธรรมที่ละเอียดแล้ว ก็ให้กำหนด รูปซึ่งเป็นของหยาบ พิจารณาได้ง่าย เช่น รูปนั่ง รูปเดิน ประกอบไปด้วย

แบบฝึกหัดวิปัสสนา
http://larndham.net/...opic=21524&st=0


สมถะ-วิปัสสนา
http://larndham.net/...=2&#entry369546
0



#10 ผู้ใช้ออฟไลน์   เฉลิมศักดิ์ ไอคอน

  • ตอบ 6000+
  • PipPipPipPipPipPipPipPip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 6235
  • สมัคร: 26/01/2004

ตอบ: 15/06/2008 - 05:59

อ้างอิง
ความคิดเห็นที่ 2 : (ตรงประเด็น)

อธิบายอีกปริยายหนึ่ง สังขารตามความหมายนี้ยกเอาเจตนาขึ้นเป็นตัวนำหน้า ได้แก่ สัญเจตนา คือ เจตนาที่แต่งกรรมหรือปรุงแต่งการกระทำ มี ๓ อย่างคือ


เพิ่มเติมจาก สังขาร ในความหมาย ของ เจตนา หรือ กรรม ซึ่งเป็นความหมายของ สังขาร (มีอวิชชาเป็นปัจจัย) ในปฏิจจสมุปบาทธรรม จากพระไตรปิฏก อรรถกถา

มหานิทานสูตร


เนื้อความพระไตรปิฎก เล่มที่ ๑๐ บรรทัดที่ ๑๔๕๕ - ๑๘๘๗. หน้าที่ ๖๐ - ๗๗.
http://84000.org/tip...887&pagebreak=0
ศึกษาอรรถกถานี้ ได้ที่ :-
http://84000.org/tip...a.php?b=10&i=57
----------------------------------------------------------------------

๒. วิภังคสูตร
http://84000.org/tip...e.php?B=16&A=33
--------------------------------------------------------------------------



จากพระอภิธัมมัตถสังคหะ

องค์ที่ ๒ สังขาร
http://abhidhamonlin...aphi/p8/009.htm
0



#11 ผู้ใช้ออฟไลน์   อชิระ อริยะอินทรีย์ ไอคอน

  • ตอบไม่มาก
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 29
  • สมัคร: 03/04/2007

ตอบ: 15/06/2008 - 07:51

อ้างอิง (Anan @ 23 พ.ค. 51 - 15:31)
ตามที่ผมเข้าใจ สังขารขันธ์ 1 ในขันธ์ 5 คือ สภาพความนึกคิด หรือจิตปรุงแต่งต่างๆ ใช่ไหมครับ :20:  :18:

แต่ผมก็เข้าใจอยู่แค่นั้น อยากทราบความหมายที่ลึกซึ้งกว่านั้นครับ และขอตัวอย่างที่เห็นได้อย่างชัดเจนด้วยครับ เพื่อประโยชน์ในการปฏิบัติต่อไป :15:

ขอบพระคุณครับ
:09:  :09:  :09:

แบบละเอียดลึกซึ้ง ขอรับ ดูสังขาร (๑)ดู ปฏิจจสุมปบาท ดู ปัญจขันธ์ ดู สรีระยนต์
ดูสังขาร (๒)-(๔)

สังขาร (๑)

สิ่งที่ปัจจัยปรุงแต่งขึ้น
ชื่อว่า สังขาร จำแนกออกโดยความ
เป็นส่วนผล ๒ ประการ คือ สังขารที่
ไม่มีผู้ครอง เรียกอนุปาทินนกสังขาร
เช่น รถ ภูเขา เรือน เป็นต้น และ
สังขารที่มีผู้ครอง เรียกอุปาทินนกสังขาร
เช่นสัตว์ดิรัจฉานและมนุษย์, ทั้ง ๒
ประเภทนี้ ย่อมเกิดขึ้นและตั้งอยู่เพราะ
อาศัยเหตุแต่งขึ้น ก็ต้องเป็นไปตามเหตุ
และยังต้องอาศัยปัจจัยภายนอก เช่น
อาหารช่วยอุปถัมภ์ในปวัตติกาลคราวที่
ยังเป็นไปอยู่. เหตุปัจจัยยังส่งอยู่เพียงไร
สังขารทั้งหลาย ก็ยังเป็นไปอยู่เพียงนั้น.
ถ้าปัจจัยภายนอกขาดลงโดยปกติ หรือถูก
อะไรมาตัดรอนเสียในระหว่างในกาลใด
สังขารก็ย่อมสลายไปในกาลนั้น. ถ้าไม่มี
เหตุปัจจัยมาตัดรอนในระหว่าง ก็ต้องสลาย
ไป เพราะชราความทรุดโทรมในอวสาน
เพราะฉะนั้น พระบรมศาสดาจึงทรงยก
ความเก่าคร่ำคร่าของราชรถขึ้นแสดงเป็น
ตัวอย่างแห่งความแปรปรวนของสังขาร
ไม่มีผู้ครองในข้อต้น.
แม้สังขารที่มีผู้ครองก็เหมือนกัน
เพราะฉะนั้น พระบรมศาสดาจึงทางยก
ความถึงชราแห่งร่างกายขึ้นแสดง เป็น
ตัวอย่างแห่งความแปรปรวนของสังขารที่
มีผู้ครองเป็นข้อที่ ๒.
ข้อนี้เป็นความจริง ร่างกายนี้ เมื่อ
ยังอยู่ในประถมวัย ก็สดใสเปล่งปลั่ง มี
กำลังแข็งแรง ความคิดอ่านก็เฉียบแหลม,
ครั้นล่วงวัยนั้นไป ก็ชำรุดทรุดโทรมลง
โดยลำดับ ความสดใสเปล่งปลั่งก็หมดไป
จะทำอะไรก็ไม่ค่อยได้ ตามืด หูตึง, เพราะ
ฉะนั้น อาการของจิตที่อาศัยรูปเป็นไป
คือ เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ
จึงต้องเปลี่ยนไปแปรไปด้วย นี้เป็น
นิทัศนนัยแห่งความแปรปรวนของสังขาร
ที่มีผู้ครอง. ข้อที่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรง
ยกชราขึ้นแสดงนี้ เป็นอันทรงชักนำให้
เห็นสภาวธรรมโดยสิ้นเชิง. เมื่อสังขาร
สืบเนื่องมาแต่ชาติความเกิดในเบื้องต้น
ก็ต้องสลายไปในที่สุดเหมือนกันหมด จะ
ต่างกันก็แต่เร็วกับช้า และได้สุขบ้าง
ได้ทุกข์บางในระหว่าง ตามอำนาจแห่ง
เหตุ คือกุศลกรรมหรืออกุศลกรรมที่ได้
ทำไว้ และมีอาการทั้ง ๓ ประจำอยู่เสมอ
คืออาการที่ไม่เที่ยง เพราะแปรผันไปมิได้
ว่างเว้น ซึ่งเรียกว่า อนิจฺจํ ๑, อาการ
ที่ทนอยู่ตั้งอยู่คงที่ไม่ได้ จึงต้องแปรไป
เปลี่ยนไปเสมอ ซึ่งเรียกว่า ทุกฺขํ ๑,
อาการที่ไม่เป็นไปตามอำนาจบังคับบัญชา
ของใคร จึงต้องแปรไปเปลี่ยนไปอยู่เสมอ
ซึ่งเรียกว่า อนตฺตา ๑, อาการทั้ง ๓ นี้
ย่อมย่ำยีล้างผลาญสังขารทั้งปวงอยู่ทุกขณะ
มิได้ว่างเว้นเลย, ครั้นย่ำยีล้างผลาญเสร็จ
แล้ว จึงแสดงลักษณะให้ปรากฏเช่น
ต้องแก่ ต้องเจ็บ ต้องตาย ทิ้งซากศพไว้.
เพราะฉะนั้น สังขารทั้งปวงที่ปรากฏเกิด
ขึ้น จึงชื่อว่าเป็นทุกข์ประจำอยู่ตามสภาพ
ถึงใครจะเห็นว่า เป็นทุกข์หรือเป็นสุขก็
ตาม, แต่สังขารจะต้องเป็นอยู่เช่นนี้ สม
ด้วยความแห่งคาถาธรรมภาษิตของนาง
วชิราภิกษุณีว่า " ทุกฺขเมว หิ สมฺโภติ ทุกฺขํ
ติฏฺ€ติ เวติ จ ทุกข์เท่านั้นย่อมเกิดขึ้น
ย่อมตั้งอยู่และย่อมดับไป. นา�ฺ�ตฺร ทุกฺขา
สมฺโภติ นา�ฺ�ตฺร ทุกฺขา นิรุชฺฌติ.
นอกจากทุกข์ไม่มีอะไรเกิดขึ้น นอกจาก
ทุกข์ไม่มีอะไรดับ " ดับนี้ . เพราะสิ่งใดที่มี
ความเกิดปรากฏขึ้น สิ่งนั้นย่อมเป็น
สังขาร, และสังขารเมื่อเกิดขึ้นก็มีอาการ
ทั้ง ๓ นั้น ซึ่งเป็นตัวทุกข์ประจำกำกับมา
ด้วยทีเดียว เหมือนดังไฟอันมีอาการร้อน
ประจำอยู่ฉะนั้น, เมื่อสังขารเกิดขึ้น จึง
ชื่อว่าทุกข์เกิดขึ้น เมื่อสังขารตั้งอยู่ จึง
ชื่อว่าทุกข์ตั้งอยู่ เมื่อสังขารเสื่อมไป จึง
ชื่อว่าทุกข์เสื่อมไป, เหมือนดังไฟอันมี
อาการร้อนประจำอยู่ เมื่อเกิดขึ้น ตั้งอยู่
เสื่อมไป ก็ชื่อว่ามีความร้อนเกิดขึ้น
ตั้งอยู่เสื่อมไป ฉะนั้น. ธรรมดาสังขาร
ย่อมเป็นอยู่เช่นนี้ แต่บุคคลไม่รู้เท่าตาม
เป็นจริง ย่อมยึดถือมั่นว่าสิ่งนั้นเป็นของ
เราบ้าง เราเป็นสิ่งนั้นบ้าง สิ่งนั้นเป็น
ตัวตนจริง ๆ ของเราบ้าง ชื่อว่ายึดถือ
สภาพที่มีทุกข์ประจำอยู่, เมื่อสังขารไม่
เป็นไปตามใจหวัง จึงต้องเกิดโสกาดูร
เดือดร้อนคร่ำครวญเป็นต้น อันเป็นทุกข
จรซึ่งเกิดขึ้นเพราะกิเลสทับถมเข้ามาอีก,
ถึงดังนั้น ถ้าในชั่วคน ๆ หนึ่ง ได้รับ
คนละคราวเดียว กล่าวคือ ชั่วชีวิตหนึ่ง
เท่านั้น ถึงดูจะเป็นการไม่หนักหนาอะไร
นัก ทน ๆ ไปชั่วไม่กี่ปี อย่างมากเพียง
ร้อยปีเศษ ๆ ก็แล้วกันไป, นี่ไม่เป็น
เช่นนั้น ท่านแสดงว่า เมื่อยังมีเหตุ กล่าว
คือกรรมความจงใจทำดีทำชั่วอยู่ตราบใด
ก็ยังเป็นภพอยู่ตราบนั้น, แม้จุติจากภพนี้
แล้วก็ไปถือเอาภพใหม่ เมื่อภพยังมีอยู่
ตราบใด ชาติซึ่งเป็นผลก็ยังมีอยู่ตราบนั้น
เพราะภพเป็นปัจจัยให้เกิดชาติ. เมื่อชาติ
ปรากฏเป็นเบื้องต้นแล้ว ก็ต้องไม่เที่ยง
เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา เป็นธรรมดา
เช่นมีชรา พยาธิ มรณะ และโสกะ
ปริเทวะ เป็นต้น อันเป็นทุกข์แต่ละอย่าง ๆ
ดังแสดงมาแล้วอีก วนกันอยู่อย่างนี้ไม่มี
ที่สิ้นสุด, แม้พระบาลีในปฏิจจสมุปบาท
ก็ระบุชัดว่า ภวปจฺจยา ชาติ ชาติมี
ก็เพราะภพเป็นปัจจัย ชาติปจฺจยา ชรา-
มรณํ โสกปริเทวทุกฺขโทนสฺสุปายาสา
สมฺภวนฺติ ชรา มรณะ โสกะ ปริเทวะ
ทุกขโทมนัส อุปายาส เกิดมี ก็เพราะชาติ
เป็นปัจจัย ดังนี้. แต่ถึงดังนั้นผู้มีปัญญา
ยังสามารถพิจารณษเห็น ตามเป็นจริงด้วย
ปัญญาชอบว่า สังขารทั้งหลายไม่เที่ยงเป็น
ทุกข์เป็นอนัตตาแล้ว ย่อมเบื่อหน่ายใน
ทุกข์คือสังขาร, เมื่อเบื่อหน่าย ย่อมคลาย
ความยึดถือ เพราะคลายความยึดถือ จึง
หลุดพ้น ด้วยประการฉะนี้. นัยเช่นนี้
เป็นอุบายที่จะให้ถึงวูปสมสุข สุขเพราะ
ความสงบสังขารทั้งหลาย อันเป็นวิสุทธิ-
ธรรม ซึ่งเป็นสภาพที่ปราศจากทุกข์
ทั้งปวง มีชาติ ชรา เป็นต้น. ครั้นพระ-
ทศพลทรงแสดงสภาพที่เข้าถึงชรา เพื่อ
ให้สาวหาสภาวธรรมให้เห็นตามเป็นจริง
แล้ว เมื่อทรงชักนำบริษัทให้ตั้งอยู่ในคุณ
สมบัติความดีงาม อันเป็นสภาพไม่เข้าถึง
ชรา. ( วชิร. ๒๔๙-๒๕๒ )

ปฏิจจสมุปบาท

ศัพท์ว่า ปฏิจจสมุป-
บาท: ปฏิจจ แปลว่า อาศัย, อุปปาทะ
แปลว่า เกิดขึ้น, สํ บวก อุปปาทะ
แปลว่า เกิดขึ้นพร้อม, รวมเป็น
ปฏิจจสมุปบาท อาศัยเกิดขึ้นพร้อมกัน
หมายความว่าอาศัยกัน คือ อาศัยปัจจัย
จึงเกิดขึ้น จึงเรียกว่า ปฏิจจสมุปบาท:
เช่น สังขารเกิดเพราะอาศัยอวิชชา,
วิญญาณเกิดเพราะอาศัยสังขาร, นามรูป
เกิดเพราะอาศัยวิญญาณ เป็นลำดับไป.
พระอาจารย์แต่ปางก่อน แสดงไว้ต่าง ๆ
กัน เช่น ใน วิภังคปกรณํ ท่านแสดงว่า
วิญญาณ ๖ คือ จักขุวิญญาณ โสต-
วิญญาณ ฆานวิญญาณ ชิวหาวิญญาณ
กายวิญญาณ และมโนวิญญาณ, แต่ใน
อรรถกถาแสดงว่า ปฏิสนธิวิญญาณ
วิญญาณที่สืบต่อมา, นี่ท่านเถียงกันมา
แล้ว, เพราะท่านไม่แน่ว่าอย่างไรจึงจะ
แสดงให้เข้าใจ ท่านก็ต้องแยกออกไป
เป็น อัทธา คือ กาล ๓ ได้แก่
อตีตอัทธา กาลที่ล่วงมาแล้วคือ อวิชชา
สังขาร นี่ตอนหนึ่ง; ปัจจุปันนอัทธา
ตั้งแต่วิญญาณไปจนถึงภพ, ภพก็แยก
เป็น ๒ คือ กัมมภพ ภพคือกรม
คือกิจการที่สัตว์ทำอย่างหนึ่ง อุปปัตติภพ
ภพคือความเกิดขึ้นหรือภพที่เกิดขึ้นอีก
อย่างหนึ่ง, ท่านจัดวิญญาณจนถึงกัมมภพ
เป็นปัจจุปันนอัทธา คือกาลปัจจุบัน นี่
ตอนหนึ่ง; ท่านจัดอุปปัตติภพและชาติชรา
มรณะ โสกะ ปริเทวะ ทุกขะ โทมนัสสะ
อุปายาส เป็น อนาคตอัทธา กาลอนาคต
ท่านแบ่งเป็น ๓ กาลดังนี้. เมื่อเป็นเช่นนี้
แล้ว อวิชชากับสังขารก็ล่วงมาแล้ว มี
แต่ในชาติก่อน, ในปัจจุบันนี้ สัตว์ก็มีตั้ง
แต่วิญญาณไปจนถึงกัมมภพ ยังไม่มีอุป-
ปัตติภพ คือความเกิด, ต่อชาติหน้าจึงจะ
มีอุปปัตติภพ ภพคือความเกิดแล้วก็มีชาติ
ชรา มรณะ โสกะ ปริเทวะ ทุกขะ
โทมนัสสะ อุปายาส. และท่านแสดง
สนธิ คือหัวต่อไว้ ๓ คือ เหตุอดีต
ได้แก่อวิชชา สังขารซึ่งต่อกับวิญญาณเป็น
ต้นอันมีปัจจุบัน นี่เรียกว่าสนธิ ๑, ใน
ปัจจุบันนี้ ก็มีสนธิ คือ กายอันนี้ ที่มี
วิญญาณเป็นต้นจนถึงกัมมภพ แบ่งเป็น
ส่วนผลมีมาจากเหตุเก่าส่วนหนึ่ง เป็นส่วน
เหตุที่เกิดขึ้นใหม่อันได้แก่กรรมอีกส่วน
หนึ่ง, ผลเก่ากับทำเหตุใหม่นี้ต่อกัน เรียก
ว่าสนธิหนึ่ง. กรรมที่ทำในปัจจุบันนี้อัน
เรียกว่าเหตุใหม่ จะให้ผลต่อไปในอนาคต
เป็นอุปปัตติภพ และชาติ ชรา มรณะ
เป็นต้น นี่เป็นสนธิอีกหนึ่ง, จึงมีสนธิ ๓
นี่แบบเก่าท่านแสดงไว้เช่นนี้. แต่ถ้าเป็น
เช่นนี้จริงแล้ว อวิชชาสังขารเป็นอตีต-
อัทธาไม่ใช่ปัจจุบัน, ใครจะประพฤติดี
ประพฤติชอบเท่าไร ก็ละไม่ได้ เพราะ
เป็นอดีตล่วงมาแล้ว, เหมือนอย่างเมื่อวาน
นี้เราทำอะไรไว้แล้ว จะมาละในวันนี้
ละไม่ได้, และปัจจุปันอัทธา คือ ตั้งแต่
วิญญาณจนถึงกัมมภพเป็นปัจจุบัน, ถ้า
เช่นนั้น ตั้งแต่อุปปัตติภพ จนถึง ชาติ
ชรา มรณะ โสกะ ปริเทวะ ทุกขะ
โทมนัสสะ อุปายาส เป็นอนาคตยังไม่มาถึง
เมื่อเป็นเช่นนี้ในปัจจุบันนี้ใครก็ละไม่ได้
เพราะยังไม่มาถึง จะไปละอย่างไร, เหมือน
ดังพรุ่งนี้จะมีอะไรขึ้น เราจะละในวันนี้
ไม่ได้ จะละได้ต่อเมื่อมาถึงเข้า, ค้านกัน
อยู่เช่นนี้. และถ้าแบ่งแยกออกไปเป็น ๓
กาล, ชาตินี้ เราก็ไม่มีอวิชชา สังขาร
เพราะนั่นเป็นเหตุอดีตล่วงมาแล้ว, ทั้งไม่
มีชาติ ชรา มรณะ โสกะ ปริเทวะ
ทุกขะ โทมนัสสะ อุปายาส เพราะเป็น
อนาคตยังไม่มาถึง. นึกถึงพระอรหันต์:
พระอรหันต์ละอวิชชา สังขารได้, อวิชชา
สังขาร เป็นอดีตหรือ ? ก็จะเห็นได้ว่า
ไม่ใช่อดีต ปัจจุบันนี้แหละ ท่านจึงละได้,
และอุปปัตติภพ ชาติ ชรา มรณะ
โสกะ ปริเทวะ ทุกขะ โทมนัสสะ
อุปายาส ท่านละเมื่อไร ? ท่านก็ละใน
ปัจจุบันนี้เอง ไม่ใช่ละในอนาคต. เมื่อ
เป็นเช่นนี้ก็เห็นได้ว่า ปฏิจจสมุปบาทไม่
ใช่แบ่งเป็นอดีต เป็นปัจจุบัน เป็นอนาคต.
เป็นอดีต ก็อดีตทั้งสาย, เป็นปัจจุบัน
ก็ปัจจุบันทั้งสาย, เป็นอนาคต ก็อนาคต
ทั้งสาย, เช่นในอดีตที่เราได้เกิดมาแล้ว
เราก็มีตั้งต้นแต่อวิชชาสังขารไปจึงถึง ชรา
มรณะ โสกะ ปริเทวะ ทุกขะ โทมนัสสะ
อุปายาส. มาถึงปัจจุบันนี้ เราก็มีอวิชชา
สังขาร วิญญาณ นามรูป ไปจนถึง
ชรา มรณะ โสกะ ปริเทวะ ทุกขะ
โทมนัสสะ อุปายาส ในปัจจุบันนี้แหละ,
ถ้าจะมีต่อไปในอนาคตก็มีเต็มที่ทั้งสาย ตั้ง
แต่อวิชชาไป เพราะฉะนั้น ในบัดนี้เรา
ต้องมีตั้งต้นแต่อวิชชา สังขาร จนถึง
ชรา มรณะ โสกะ ปริเทวะ ทุกขะ
โทมนัสสะ อุปายาส. พระอรหันต์ละกิเลส
ก็ละอวิชชาสังขาร จนถึง ชรา มรณะ
โสกะ ปริเทวะ ทุกขะ โทมนัสสะ
อุปายาส ในปัจจุบันนี้เอง.
ปฏิจจสมุปปาท ธรรมที่อาศัยกัน
เกิดขึ้นพร้อมแยกเป็น ๒ คือ ปฏิโลม
จับผลสาวขึ้นไปหาเหตุ ซึ่งในปฏิจจสมุป-
บาทท่านเรียกว่า ปัจจัย คือจับผลสาว
ขึ้นไปหาปัจจัยโดยลำดับ, อนุโลม จับ
เหตุหรือปัจจัยสาวลงไปหาผลโดยลำดับ
จึงเป็น ๒, ถ้าจะเรียกว่า อริยสัจ ๒
ก็ได้ คือสายหนึ่งทุกข์กับทุกขสมุทัย อีก
สายหนึ่งทุกขนิโรธกับมรรค. ตามแบบเก่า
แยกออกเป็น ๓ กาล คืออวิชชา สังขาร
เป็นอดีต ตั้งแต่วิญญาณมาถึงภพจัดเป็น
ปัจจุบัน, ตัวภพยังแยกออกเป็น ๒ คือ
กัมมภพ ภพคือกรรม, อุปปัตติภพ
ภพคืออุปบัติ ความเข้าถึงหรือความเกิด
ขึ้น, ท่านแสดว่าตั้งแต่วิญญาณจนถึง
กัมมภพเป็นปัจจุบัน, ตั้งแต่อุปบัติภพไป
เป็นอนาคต. ถ้าเช่นนั้นแล้ว อวิชชากับ
สังขาร ก็ล่วงมาแล้ว มีมาแต่ชาติก่อน,
ตั้งแต่อุปปัตติภพไปยังไม่มีมาถึง, เมื่อเป็น
เช่นนี้ ในปัจจุบันนี้ก็ต้องมีแต่วิญญาณจน
ถึงกัมมาภพเท่านั้น, ชาติก็ไม่มี ชรา
พยาธิ มรณะ ก็ไม่มี, แต่ว่าพิจารณาดู
ไม่น่าจะเป็นเช่นนั้น, เพราะอวิชชา สังขาร
เป็นอดีต พระอรหันต์จะละสิ่งที่เป็นอดีต
ไม่ได้ ต้องละได้แต่ที่เป็นปัจจุบัน, ส่วน
ที่เป็นอนาคตก็ละไม่ได้ เพราะยังไม่มาถึง,
มีพระบาลีในภัทเทกรัตตคาถาแสดงไว้ว่า
" อตีตํ นานฺวาคเมยฺย นปฺปฏิกงฺเข
อนาคตํ ไม่คิดถึงอดีต ไม่ควร
หวังอนาคต ยทตีตมฺหีนนฺตํ อปฺปตฺต�ฺจ
อนาคตํ ( เพราะ ) ส่วนที่เป็นอดีต ก็ได้ละ
เสียแล้ว, ส่วนที่เป็นอนาคตก็ยังไม่ถึง.
ปจฺจุปฺปนฺนน�ฺจ โย ธมมํ ตตฺถ
วิปสฺสติ อสํหิรํ อสงฺกุปฺปํ ตํ วิทฺธา
มนุพฺรูหเย ผู้ใดเห็นแจ้งธรรมที่เป็น
ปัจจุบัน ในที่นั้น ๆ ในกาลนั้น ๆ ไม่
ง่อนแง่นไม่คลอนแคลน, ผู้นั้น ครั้น
รู้ธรรมนั้นแล้ว ก็พึงเจริญเนือง ๆ. "
เมื่อจับหลักพุทธประวัติ คือเรื่องของ
พระพุทธเจ้าเมื่อตอนตรัสรู้ ท่านแสดงว่า
พระพุทธเจ้าจับผลสาวไปหาเหตุ คือจับ
ตั้งแต่ ชรา มรณะไปว่า มีเพราะอะไร
ก็สาวขึ้นไปหาเหตุไปจนถึงอวิชชา ไม่ได้
ปรากฏว่าปันเป็น ๓ กาล คือ อดีต ปัจจุบัน
อนาคต. เพราะฉะนั้น จึงเห็นได้ว่า ที่ท่าน
ปันปฏิจจสมุปบาทออกเป็น ๓ กาล ไม่สม
กับพระพุทธประวัติ, ถ้าอดีตก็ต้องอดีตทั้ง
หมดสาย ปัจจุบันก็ตลอดสาย อนาคตก็
ตลอดสายเหมือนกัน.
ทีนี้ถึงปฏิจจสมุปบาทที่ไม่ปันเป็น ๓
กาล, แต่ที่ว่านี้ว่าตามทัศนะคือความเห็น
หรือตามมติความรู้ แต่ก็รู้เพียงธรรม
และอรรถคือเนื้อความ.
เมื่อพิจารณาดู ต้องไปจับหลัก
พระบาลีที่แสดงในธาตุวิภังคสูตรว่า
ฉธาตุโร ปุริโส คนมีธาตุ ๖ คือ ดิน
น้ำ ไฟ ลม อากาศ อันรวมเข้าเป็นรูป
กาย กายที่เป็นส่วนรูปไม่มีความรู้ กับ
วิญญาณธาตุ ธาตุรู้อีกส่วนหนึ่งรวมเป็น ๖ ;
ถ้าลำพังแต่ดิน น้ำ ไฟ ลม อากาศ
ไม่มีวิญญาณธาตุ ธาตุรู้เข้าผสมด้วย ก็
ไม่เป็นคน, ถ้ามีแต่วิญญาณธาตุ ไม่มี
ดิน น้ำ ไฟ ลม อากาศ ที่เป็นที่อาศัย
ของวิญญาณธาตุ ๆ ก็ไม่ปรากฏเหมือน
ไฟไม่ติดเชื้อ. เพราะฉะนั้น เราตรวจดู
เราในบัดนี้ว่า เรามีอะไรบ้าง จะเห็นได้
ว่า กายอันนี้ที่แยกออกเป็น ดิน น้ำ ไฟ
ลม อากาศ ส่วนหนึ่ง มีธาตุรู้อีกส่วน
หนึ่งผสมกันอยู่, ธาตุรู้นั้นแหละออกมา
ทางจักษุคือตาก็มาประสบรูป ออกมาทาง
โสตะคือหู ก็มาประสบเสียง ออกมาทาง
ฆานะคือจมูก ก็มาประสบกลิ่น ออกมา
ทางชิวหาคือลิ้น ก็มาประสบรส ออกมา
ทางกายก็มาประสบโผฏฐัพพะ ออกมา
ทางมนะหรือมโน ก็มาประสบธรรมคือ
เรื่อง ก็เกิดจักขุวิญญาณ โสตวิญญาณ
ฆานวิญญาณ ชิวหาวิญญาณ กายวิญญาณ
มโนวิญญาณ, นี่ตรวจดูเราเองเป็นอยู่เช่น
นี้. อายตนะภายใน อายตนะภายนอก
กับวิญญาณ ๓ อย่างรวมประชุมกันเข้า ก็
เป็นผัสสะ ความกระทบ, ต่อจากผัสสะ
ก็ให้เกิดเวทนาเป็นสุขเป็นทุกข์ หรือไม่ใช่
ทุกข์ไม่ใช่สุข, ตรวจดูเราเองอาจเห็นได้.
ถ้าเป็นอยู่เพียงเท่านี้ เราจะพูดกันไม่ได้
ฟังกันไม่รู้เรื่อง, เพราะขาดสัญญาความจำ
พูดไม่ต่อกันฟังไม่รู้เรื่อง, ต้องมีสัญญา
ความจำ, เมื่อมีสัญญาความจำเกิดขึ้น ต่อ
ไปก็เป็นปัจจัยให้เกิดสังขาร. สังขาร ใน
ที่นี้ ไม่มุ่งส่วนที่เป็นบุญคือดี ไม่มุ่งส่วน
ที่เป็นบาปคือชั่ว แต่มุ่งถึงส่วนที่เป็น
กลาง ๆ, เพราะฉะนั้น สังขารโดยปริยาย
คือทางหนึ่ง ท่านจึงแสดงไว้ ๓ ได้แก่
ลมหายใจเป็น กายสังขาร คือปรุงกาย
หมายความว่า กายจะเป็นอยู่ได้ ก็เพราะ
ลมหายใจ ถ้าไม่มีลมหายใจ กายเป็นอยู่
ไม่ได้ ลมหายใจจึงกลายเป็นสังขาร ปรุง
กาย นี่อย่างหนึ่ง; วิตก ตรึกนึก วิจาร
ตรอง รวมกันเรียกว่าวิตกวิจาร เป็น
วจีสังขาร คือปรุงคำพูด เพราะคนเราจะ
พูดอะไร ต้องตรึกต้องตรองก่อนว่าจะ
พูดเรื่องอะไร จะพูดอย่างไร วิตกวิจาร
จึงเป็นวจีสังขาร, เมื่อเปล่งคำออกมาก็
เป็นวจีกรรม กิจการที่ทำทางวาจา,
พิจารณาดูไม่ใช่วิตกวิจารจะปรุงเพียง
วจีกรรม ย่อมปรุงกายกรรม คือกิจการที่
ทำทางกายด้วย เช่นคนจะทำการงานอะไร
ต้องตรึกก่อน ต้องตรองก่อน รวมกันไป
แล้วจึงทำ, เพราะฉะนั้น วิตกวิจารก็
เป็นสังขารปรุงกายกรรมด้วย. นี่ส่วนหนึ่ง;
สัญญา กิริยาที่จำ เวทนา กิริยาที่เสวย
สุขทุกข์ ไม่ใช่ทุกข์ไม่ใช่สุข ทั้งสองนี้
เป็น จิตสังขาร ปรุงแต่งจิต, เพราะ
จิตที่จะนึกคิดอะไร ต้องอาศัยสัญญากิริยา
ที่จำ และอาศัยเวทนากิริยาที่ได้เสวยแล้ว
จึงคิด จึงนึก ตัวคิดตัวนึกเรียกว่า มโน,
จิต เป็นต้นเดิม, สัญญาเวทนาปรุงจิต
ปรุงออกมาเป็น มโน คือมาเป็นตัวคิด,
มโนออกมาคิดเรื่องที่เรียกว่าธรรม นี่
อีกส่วนหนึ่ง; เพราะฉะนั้น ลมหายใจจึง
เป็นกายสังขารปรุงแต่งกาย, วิตกวิจาร
เป็นวจีสังขาร ปรุงแต่งวาจาให้เป็นวจี
กรรมตลอดถึงปรุงแต่งกายกรรม, สัญญา
เวทนาเป็นจิตสังขารปรุงแต่งจิต, เพียง
เท่านี้ มีทั่วไปหมดทั้งแก่พระอรหันต์
ทั้งแก่สามัญชน. นึกดูตามเรื่องพระอร-
หันต์ มีพระพุทธเจ้าเป็นต้น ก็มี ดิน
น้ำ ไฟ ลม อากาศ ที่เป็นธาตุไม่รู้
เป็นส่วนรูป มีวิญญาณธาตุ ธาตุรู้ผสม
กันอยู่ และธาตุรู้ก็ออกมาทางอายตนะ
มาประสบ รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ
และธรรมคือเรื่อง แล้วก็เกิดเวทนา แล้วก็
ถึงสัญญา แล้วก็ถึงสังขาร, สังขารในที่
นี้น่าจะมุ่งถึงความนึกคิดของจิต เพราะ
สืบต่อจากเวทนา สัญญา, พระอรหันต์
ก็มีเช่นนี้ คนสามัญก็มีเช่นนี้, เพราะ
ฉะนั้น สังขาร ๓ ดังกล่าวมานี้ไม่เป็น
บุญ คือปุญญาภิสังขาร. ไม่เป็นบาป
คืออปุญญาภิสังขาร, ไม่เป็นอเนญชา-
ภิสังขาร, เป็นไปตามเรื่องของสรีรยนต์
เครื่องยนต์คือสรีระ.
อวิชชาเป็นปัจจัยให้เกิดสังขาร
ถ้าจะถามว่า ทำไมธาตุรู้คือวิญญาณ
ธาตุ จึงมาผสมกับ ดิน น้ำ ลม ไฟ
อากาศ ซึ่งเป็นธาตุไม่รู้เล่า ? พระบาลี
ไม่ได้แสดงไว้, แต่ถ้าจะพิจารณาดูสืบเข้า
ไปก็สันนิษฐานว่า เพราะธาตุรู้ถึงเป็น
ธาตุรู้ก็จริง แต่ว่าเป็นธาตุรู้ที่ไม่บริสุทธิ์
มีกิเลสเข้าผสม, กิเลสก็มีอวิชชาเป็นต้น
อวิชชา ก็คือรู้ไม่ถูกตามเป็นจริง, เหมือน
ดังทองคำ : ทองคำแท้เป็นธาตุบริสุทธิ์
อยู่ตามธรรมดา แต่ว่าไม่บริสุทธิ์ เพราะ
มีธาตุอื่นเข้ามาผสม จึงทำให้เนื้อทองต่ำ
ไป, ธาตุอื่นเข้ามาผสมมาก เนื้อทองก็
ต่ำมาก ธาตุอื่นมาผสมน้อย เนื้อทองก็
ต่ำน้อย, ธาตุรู้ก็เหมือนกัน ถ้ากิเลสมา
ผสมมาก ธาตุรู้ก็รู้ต่ำรู้ทราม, ถ้ากิเลส
มาผสมน้อย ธาตุรู้ก็รู้มากรู้ละเอียดมาก
ขึ้นไป.
ท่านผู้บำเพ็ญเพียรใช้ปัญญารู้พิจารณา
จนเห็นจริงถึงที่สุด บรรลุวิชชาและวิมุตติ
แล้ว ก็พ้นจากปุญญาภิสังขาร อปุญญา-
ภิสังขาร อเนญชาภิสังขาร คงมีแต่กาย
สังขาร วจีสังขาร จิตตสังขาร อันเป็นผล
ของเหตุเก่าซึ่งยังคงเหลืออยู่กว่าจะถึงที่สุด.
ถึงมีประวัติปรากฏว่า พระอรหันต์เข้า
ฌาน นั่นเพียงเป็นการหยุดพักของท่าน
แต่ท่านไม่ได้ติดในฌานนั้น.
ส่วนสำหรับปุถุชนนั้น เมื่อกิเลสมา
ผสมกับธาตุรู้ ก็ทำให้รู้ผิดจากความจริง
เป็นอวิชชา ดังพระบาลีว่า " ปภสฺสรมิทํ
ภิกฺขเว จิตฺตํ, ต�ฺจ โข อาคนฺตุเกหิ
อุปกิเลเสหิ อุปกิลิฏฺ€ํ แปลว่า ภิกษุ
ทั้งหลาย, จิตนี้เป็นธรรมชาติ ปภัสสร
คือผุดผ่อง, แต่จิตนั้นแลเศร้าหมองแล้ว
เพราะอุปกิเลส คือเครื่องเศร้าหมองทั้ง
หลายที่จรมา. " เมื่อรู้ผิดจากความจริง ก็
คิดดี เป็นปุญญาภิสังขารบ้าง คิดชั่ว,
อันเป็นอปุญญาภิสังขารบ้าง คิดอยู่ใน
อารมณ์เดียว เป็นอเนญชาภิสังขารบ้าง.
อีกส่วนหนึ่ง ( นอกจากกายสังขาร วจี-
สังขาร จิตตสังขารที่แสดงมาแล้ว ) มี
อวิชชาเป็นปัจจัยให้เกิดสังขาร, เมื่อคิด
เรื่องที่ดี ที่เป็นปุญญาภิสังขาร ก็ปรุง
แต่งจิตให้ดี ภพก็ดีไปตาม, คิดเรื่องที่ชั่ว
เป็นอปุญญาภิสังขาร ก็ปรุงแต่งจิตให้ชั่ว
ภพก็เป็นภพชั่วไปตาม, คิดอยู่ในเรื่อง
เดียวที่ดี จนแน่วแน่มั่นคงเป็นอเนญชา-
ภิสังขาร ก็ปรุงแต่งจิตให้แน่วแน่ ภพก็
ตั้งมั่นเป็นอเนญชภพไปตาม. แต่ว่าปรุง
แต่งภพทั้งนั้น ไม่ใช่ทำลายภพ, นี่อวิชชา
เป็นปัจจัยให้เกิดสังขาร.
สังขารเป็นปัจจัยให้เกิดวิญญาณ สายสมุทัย
เมื่อสังขารเกิดขึ้น วิญญาณ ความรู้สึก
ก็เกิดต่อเนื่องกันไป : เราตรวจดูที่เรา
เราคิดอะไร ชั่วก็ตาม ดีก็ตาม หรือเรา
ตั้งใจกำหนดอารมณ์ให้แน่นอน ซึ่งเรียก
ว่า สมถกัมมัฏฐานก็ตาม, ความรู้สึก
ซึ่งเรียกว่าวิญญาณก็เกิดขึ้น, ถ้าไม่มี
สังขาร คือคิดนึก ดิน น้ำ ไฟ ลม
อากาศ และธาตุรู้ถึงมีประจำอยู่ แต่ไม่
ทำการงานอะไรก็สงบอยู่ เหมือนดังคน
นอนหลับ ร่างกายส่วนรูป คือ ดิน
น้ำ ไฟ ลม อากาศ ก็มี วิญญาณธาตุ
ธาตุรู้ก็มี แต่ถึงมีก็ไม่ได้ทำงาน, จึงไม่
เกิดวิญญาณความรู้สึก, ต่อเมื่อตื่นขึ้น
ธาตุไม่รู้กับธาตุรู้ที่ผสมกันทำงาน คือ
นึกคิด ก็เป็นปัจจัยให้เกิดวิญญาณความ
รู้สึก, นี่สังขารเป็นปัจจัยให้เกิดวิญญาณ.
วิญญาณเป็นปัจจัยให้เกิดนามรูป
เมื่อมีวิญญาณเกิดขึ้นสืบมาจากสังขาร
นาม คือ เวทนา สัญญา สังขาร ซึ่งต่อ
เนื่องกับวิญญาณ และรูปคือร่างกายที่มี
ประจำอยู่ก็พร้อมกันทำหน้าที่.
นามรูปเป็นปัจจัยให้เกิดอายตนะ ๖
เมื่อนามรูปเตรียมพร้อมที่จะทำหน้าที่
อายตนะทั้ง ๖ ก็ทำหน้าที่ทีเดียว คือ ตา
ก็มีหน้าที่เห็น, หู ก็มีหน้าที่ได้ยิน, จมูก
ก็มีหน้าที่ได้กลิ่น, ลิ้น ก็มีหน้าที่ลิ้ม,
กาย ก็มีหน้าที่ถูกต้อง, มนะ ก็มีหน้าที่
นึกคิดประกอบกันไป, นี่นามรูปเป็นปัจจัย
ให้เกิดอายตนะ ๖.
อายตนะ ๖ เป็นปัจจัยให้เกิดผัสสะ
เมื่อนามรูปเตรียมพร้อมเป็นปัจจัยให้
เกิดอายตนะภายใน ๖ ต่อกับอายตนะภาย
นอก ๖ ดังนี้ ก็เป็นปัจจัยให้เกิด ผัสสะ
คือความกระทบหรือ สัมผัสสะ ความ
กระทบพร้อม.
ผัสสะเป็นปัจจัยให้เกิดเวทนา
เมื่อผัสสะเกิดขึ้นก็เป็นปัจจัยให้เกิด
เวทนา สุขบ้าง ทุกข์บ้าง ไม่ใช่ทุกข์ไม่
ใช่สุขบ้าง, เช่นนี้เกิดแก่พระอรหันต์ก็ได้
เกิดแก่ปุถุชนก็ได้, แต่ที่เกิดแก่พระ
อรหันต์ไม่เป็นปัจจัยให้เกิดตัณหา เพราะ
สืบเนื่องมาจากวิชชา จึงเป็นเรื่องของ
สรีรยนต์เท่านั้น.
เวทนาเป็นปัจจัยให้เกิดตัณหา
แต่ว่าในปฏิจจสมุปบาทนี้ท่านแสดงว่า
เวทนาเป็นปัจจัยให้เกิดตัณหา เพราะ
สืบเนื่องมาจากอวิชชา จึงหมายถึงเวทนา
ที่เกิดแก่ปุถุชน, ถ้าสุขเวทนาเกิดขึ้นก็
ต้องการได้, ทุกขเวทนาเกิดขึ้นก็ต้องการ
เสีย, ไม่ใช่ทุกข์ไม่ใช่สุขเกิดขึ้นก็หลงไม่รู้
ตามเป็นจริง จึงเกิดความรำคาญ, เวทนา
จึงเป็นปัจจัยให้เกิดตัณหา.
ตัณหาเป็นปัจจัยให้เกิดอุปาทาน
เมื่อตัณหาเกิดขึ้นแล้ว ตัณหาไม่ใช่
เกิดคงที่อยู่เสมอ, เกิดขึ้นชั่วขณะแล้วก็
ดับ แต่ไม่ดับสูญไปหมดทีเดียว เพราะมี
อุปาทาน ความยึดถือต่อเนื่องจากตัณหา,
เพราะฉะนั้น ท่านจึงว่า เวทนาเป็น
ปัจจัยให้เกิดตัณหา ตัณหาเป็นปัจจัยให้
เกิดอุปาทานความยึดถือ
อุปาทานเป็นปัจจัยให้เกิดภพ
เพราะยึดถือนั้นแหละจึงเกิด ภพ คือ
ตัวเป็น หรือ ความเป็น, ยึดถืออย่างไร
ภพคือตัวเป็นหรือความเป็น ก็เป็นอย่าง
นั้น, เหมือนเช่นมือเรามีอยู่ แต่เราไม่
ยึดอะไร ก็เป็นมืออยู่เฉย ๆ ไม่ติดกับ
อะไร, แต่ถ้าเราไปยึดสิ่งใดเข้า ความ
ติดกับสิ่งนั้นก็เกิดมีขึ้น. เพราะฉะนั้น
อุปาทานจึงเป็นปัจจัยให้เกิดภพ, ภพก็คือ
ตัวเป็นหรือความเป็น เป็นไปตาม
อุปาทาน คือความยึดถือ, ท่านแสดงไว้
ว่า กามภพ รูปภพ อรูปภพ.
ภพเป็นปัจจัยให้เกิดชาติ
เมื่อเป็นเช่นนั้นแล้ว ต่อไปภพก็เป็น
ปัจจัยให้เกิด ชาติ คือเกิดเป็นโน่น เป็นนี่
เป็นนั่น เช่นเป็นคนชาตินี้ ชาตินั้น
เป็นชาย เป็นหญิง เป็นเศรษฐี เป็นคนจน
เป็นต้น เป็นไปต่าง ๆ, ที่เป็นโน่น
เป็นนี่ เป็นนั่น ต่าง ๆ ก็เพราะภพ คือ
ตัวเป็น คือเป็นตัว เป็นเรามาก่อน จึง
เป็นนั่น เป็นนี่ เป็นตัว เป็นเราก็เพราะ
ยึดถือ. นี่ภพเป็นปัจจัยให้เกิดชาติ, เมื่อ
พิจารณาดูน่าจะเห็นว่าชาติก็คือองค์อัน
หนึ่งของภพ.
ชาติเป็นปัจจัยให้เกิดชรา มรณะ ฯ ล ฯ
เมื่อมีชาติเป็นอะไรขึ้นแล้ว ชรา
มรณะ ก็เกิดมีสืบต่อ, เพราะฉะนั้น ชาติ
จึงเป็นปัจจัยให้เกิด ชรา มรณะ, และ
เกิด โสหะ ปริเทวะ ทุกขะ โทมนัสสะ
อุปายาสะ ด้วย. นี่เป็นสายสมุทัย คือ
สายเกิด.
เมื่อท่านผู้บำเพ็ญเพียร ได้บำเพ็ญ
เพียรไปจนเห็นแจ้ง รู้จักอวิชชาตามเป็น
จริง อวิชชาก็ดับ, วิชชาที่ตรงกันข้ามก็
เกิด เหมือนดังมืดกับสว่าง: อวิชชา
เหมือนมืด วิชชาเหมือนสว่าง, เมื่อวิชชา
เกิดขึ้น ก็กำจัดอวิชชาคือมืดให้ดับไป,
เมื่อดับอวิชชาเพราะรู้เห็นตามเป็นจริง
แล้วที่นี้เห็นอะไรก็รู้ตามเป็นจริงหมด ไม่
ต้องนึกต้องคิดที่เป็นสังขารอันปรุงแต่งภพ
ชาติต่อไป เพราะเห็นตามเป็นจริงก็ดับ
สังขาร, เมื่อดับสังขารก็ดับวิญญาณอัน
สืบมาจากอวิชชา, เมื่อดับวิญญาณก็ดับ
นามรูปเป็นลำดับไปจนถึงดับภพ ชาติ
ชรา มรณะ โสกะ ปริเทวะ ทุกขะ
โทมนัสสะ อุปายาสะ, นี่เป็นสายนิโรธ
คือความดับ.
ปฏิจจสมุปบาท ท่านแสดงสายสมุทัย
คือทุกข์กับสมุทัยสายหนึ่ง. สายนิโรธ คือ
นิโรธกับมรรคอีสายหนึ่งเป็นคู่กัน. ถ้า
ดับสายสมุทัยก็ต้องดับอวิชชาเป็นต้น
เพราะวิชชาเกิดขึ้น และก็ดับต่อกันไป
โดยลำดับ, แต่ว่าธาตุไม่รู้กับธาตุรู้ที่รวม
กัน และอายตนะ ๖ วิญญาณ ผัสสะ
เวทนา และสังขาร คือ กายสังขาร
วจีสังขาร จิตตสังขาร ยังคงมีอยู่กว่าจะถึง
ที่สุด เพราะสืบเนื่องมาแต่กรรมเก่า,
เพราะฉะนั้น พระอรหันต์ดับอวิชชา
เพราะวิชชาเกิดขึ้น แต่ก็ยังเป็นอยู่ ไป
บิณฑบาตก็ได้ ถ่ายอุจจาระปัสสาวะก็ได้
ร่างกายเจ็บก็ได้, เพราะนั่นเป็นเรื่อง
ของสรีรยนต์ ไม่ใช่บุญ ไม่ใช่บาป. แต่
ส่วนคนสามัญ เพราะอวิชชาเป็นต้นเดิม
มีอยู่ จึงเป็นปัจจัยให้เกิดสังขารปรุงแต่ง,
ปรุงแต่งก็ปรุงแต่งชั่วบ้างดีบ้าง ปรุง
แต่งอเนญชะบ้าง แล้วก็เกิดภพ นี่ว่าข้าม
ไปทีเดียว, ถ้าไม่ข้ามก็เกิดสังขาร เกิด
วิญญาณ แล้วก็เกิดนามรูป ดังที่แสดงมา
แล้ว นี่เป็นสายสมุทัย. ว่าถึงสายนิโรธซ้ำ
อีกก็คือ ท่านผู้รู้ตามเป็นจริงดับอวิชชา
ได้ วิชชาเกิดขึ้นดังพระบาลีว่า อวิชฺชา
วิหตา อวิชชาท่านกำจัดเสียได้, วิชฺชา
อุปฺปนฺนา วิชชาเกิดขึ้น, ตโม วิหโต
มืดท่านกำจดัเสียได้, อาโลโก อุปฺปนฺโน
แสงสว่างเกิดขึ้น, นี่เป็นสายนิโรธ. ถ้า
ยังดับอวิชชาไม่ได้ ก็เดินสายสมุทัย กอง
ทุกข์ทั้งปวงก็เกิดอยู่เสมอ, ต่อเมื่อดับ
อวิชชาได้ กองทุกข์ทั้งปวงก็ดับ, ส่วน
สรีรยนต์ก็เดินไปตามเรื่อง กว่าจะถึงที่สุด
แต่ว่าเป็นเรื่องของสรีรยนต์ ไม่เป็นบาป
ไม่เป็นบุญ ไม่เป็นอเนญชะ แต่เป็น
ทุกขสัจ. ( โอ. ๒/๑๖๑-๑๗๕ ).


ปัญจขันธ์

ปัญจขันธ์นั้น พระบรมศาสดา
ทรงย่นแสดงโดยนัย ๑ เป็น ๒ คือนาม ๑
รูป ๑ ดังพระพุทธภาษิตว่า " เทฺว ธมฺมา
อภิ�ฺ�า ปริ�ฺเ�ยฺยา นาม�ฺจ รูป�ฺจ,
ธรรม ๒ อย่าง รู้แล้วควรกำหนด คือ
นามและรูป. " อะไรเล่าเป็นต้นของ
ปัญจขันธ์ ? ส่วนรูปได้แก่ธาตุทั้ง ๔ ที่
เป็นเอกเทศคือส่วน ๑ ๆ ของโอกาสโลก
ที่แยกมาชั่วคราว ส่วนนามนั้นเห็นยาก
ต้องอาศัยวิจารตามนัยแห่งพุทธภาษิตในที่
ต่าง ๆ เป็นหลัก, ในอนัตตลักขณสูตร
แสดงว่า " ปัญขันธ์ ( มีวิญญาณอยู่
ด้วย ) ไม่ใช่ตน ไม่เที่ยง เป็นทุกข์
มีความแปรปรวนไปเป็นธรรมดา " ใน
ท้ายพระสูตรแสดงว่า " จิตของพระ
ปัญจวัคคีย์พ้นจากอาสวะทั้งหลาย, " ใน
อาทิตตปริยายสูตรแสดงว่า อายตนะ
ภายใน ( มีมโนอยู่ด้วย ) เป็นต้น
เป็นของร้อน " ในท้ายพระสูตรแสดง
ว่า " จิตทั้งหลายของภิกษุพ้นองค์นั้น
พ้นจากอาสวะทั้งหลาย, " ในวัตถูปม-
สูตรแสดงว่า " เมื่อจิตเศร้าหมองแล้ว
ทุคติก็เป็นหวังได้ เมื่อจิตไม่เศร้าหมอง
สุคติก็เป็นหวังได้, " ในวิมุตตายตนะ
สูตรแสดงว่า " ----จิตที่ยังไม่หลุดพ้น
จากกิเลสย่อมหลุดพ้นได้----, " ในเอก-
นิบาตอังคุตตรนิกายแสดงว่า " จิตเป็น
ธรรมชาติประภัสสร ( ผุดผ่อง ) และ
จิตนั้น เศร้าหมองไปเพราะอุปกิเลสที่จร
มา----หลุดพ้นแล้วจากอุปกิเลสที่จรมา, "
ในวินัยมหาวิภังค์แสดงว่า " ----เมื่อเรา
( พระบรมศาสดา ) รู้เห็นอยู่อย่างนี้ จิต
หลุดพ้นแล้ว แม้จากกามาสวะ----แม้จาก
ภวาสวะ---- แม้จากอวิชชาสวะ " ดังนี้
เป็นต้น; โดยนัยเหล่านี้ แสดงว่า จิตทั้งนั้น
เศร้าหมองหรือไม่ หลุดพ้นหรือไม่ จึง
สันนิษฐานเห็นว่า จิต ( อันเป็นธรรมชาติ
ที่มีหน้าที่คิด และถึงไม่ได้คิด เช่นในเวลา
หลับ ก็คงชื่อว่าจิตอยู่นั่นเอง ) กับรูปคือ
ธาตุทั้ง ๔ อันเป็นเอกเทศของโอกาสโลก
ที่แยกมาชั่วคราว คุมกันเข้า อาศัยกันและ
กันเป็นไปจึงแสดงอาการต่าง ๆ ออกมา
ให้ดวงตาเห็นรูป หูยินเสียง จมูกสูบดม
กลิ่น ลิ้นลิ้มรส กายถูกต้องโผฏฐัพพะ
มนะนึกรู้เรื่องได้, วิญญาณ เวทนา
สัญญา สังขาร จึงเกิด. เพราะปัญจขันธ์
เป็นแต่เพียงอาการ ไม่ใช่ของจริง จึงต้อง
เปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ ( อนิจฺจํ ), ทนอยู่
ไม่ได้และทนยากลำบากต่าง ๆ ( ทุกฺขํ ),
บังคับให้เป็นไปตามหวังอันผิดธรรมดาไม่
ได้ ไม่เป็นจริงเป็นจัง ( อนตฺตา ), ดังข้อ
ความที่พระบรมศาสดาทรงแสดงในอนัต-
ตลักขณสูตร; แต่ผู้ไม่รู้ตามเป็นจริงไป
ยึดมั่นเข้าว่าเป็นของเราบ้าง ( เอตํ มม ),
เราเป็นปัญจขันธ์บ้าง ( เอโสหมสฺมิ ),
ปัญจขันธ์เป็นจริง ๆ จัง ๆ ของเราไม่ใช่
เป็นเพียงอาการบ้าง ( เอโส เม อตฺตา ).
ถ้าไม่มีธาตุทั้ง ๔ กับจิต รูป ( ที่เป็น
อุปาทินนกะ ) เวทนา สัญญา สังขาร
วิญญาณ อันเป็นอาการ ก็มีไม่ได้. ( ขันธ์ ).
ขันธ์ ๕ แยกให้พิสดารออกไป. ว่าถึง
รูป, รูปที่ท่านแสดงไว้ ถ้าว่าตามพระบาลี
โดยมากเป็นธาตุ ๔ คือ ปฐวีธาตุ ธาตุ
ดิน, อาโปธาตุ ธาตุน้ำ, เตโชธาตุ ธาตุไฟ,
วาโยธาตุ ธาตุลม, และบางแห่งมีอากาศ-
ธาตุ ธาตุว่าง, แต่พระอาจารย์ท่านแสดง
รูปเป็น ๒๘ คือ :-
ดิน น้ำ ไฟ ลม ๔ อย่างนี้เรียกว่า
มหาภูตรูป. มหาภูต เป็นใหญ่, มหาภูต-
รูป ก็คือ รูปที่เป็นใหญ่ นี่ว่าด้วยหลัก
เดิม. แต่ว่าส่วนอาโปธาตุ บางทีท่านไม่นับ
เป็นรูป, เพราะท่านแสดงว่าลำพังแต่อาโป
ละเอียดเหลือเกิน จนไม่สามารถจะมีอะไร
ทรง คือรองรับอยู่ได้ แต่อาศัยปฐวีธาตุ
ธาตุดินเข้าระคนอยู่ จึงปรากฏเห็นเป็นน้ำ
อยู่ได้ นี่แบบเก่า. แบบใหม่ว่า อาโปธาตุ
ไม่ใช่ธาตุเดิมเป็นธาตุผสม ก็เห็นจะพอลง
กันกระมัง.
รูปที่อาศัยมหาภูตรูปจึงปรากฏ เรียก
ว่า อุปาทายรูป แปลว่า รูปอาศัย คือ
อาศัยมหาภูตรูป ได้แก่:
ปสาทรูป รูปประสาท คือ จักขุ ที่ให้
สำเร็จความเห็น, โสตะ ที่ให้สำเร็จการได้
ยิน, ฆานะ ที่ให้สำเร็จการได้กลิ่น, ชิวหา
ที่ให้สำเร็จการรู้รส, กายะ ที่ให้สำเร็จการ
การกระทบ, เรียกว่า จักขุประสาท
โสตประสาท ฆานประสาท ชิวหา-
ประสาท กายประสาท นี่เป็นปสาทรูป.
โคจรรูป ท่านว่ามี ๔ อย่าง, อย่าง
หนึ่งว่า วัณณะ สี ที่เราเรียกกันว่าผิว
พรรณวรรณะ, สัททะ เสียง, คันธะ
กลิ่น, รสะ รส, รวมเป็น ๔. วัณณะ
สัททะ คันธะ รสะ ๔ นี้ เรียกว่า โคจร-
รูป หมายความว่า รูปที่เคลื่อนไปได้ แต่
ต้องอาศัยมหาภูตรูป, อีกอย่างหนึ่ง ท่าน
จัดเอา รูป ที่เห็นด้วยตา เสียง กลิ่น
รส เป็น ๔ เหมือนกัน. โผฏฐัพพะ
ท่านไม่จัดไว้ในโคจรรูป เพราะว่า ก็รูป
เสียง กลิ่น รส นั่นแหละที่มาประสบกาย
ไม่ใช่อื่นออกไป, ถ้านับโผฏฐัพพะด้วย
ก็เป็น ๕.
ภาวรูป รูปคือความเป็น มี ๒ ได้แก่
อิตถีภาวรูป รูปที่เป็นหญิง, ปุริสภาวรูป
รูปที่เป็นชาย, รูปที่ปรากฏเป็นหญิง รูปที่
ปรากฏเป็นชาย ก็ต้องอาศัยมหาภูตรูป,
ถ้าไม่มีมหาภูตรูป รูปหญิง รูปชาย ก็ไม่
ปรากฏ นี่อีก ๒.
หทยรูป รูปคือหทัย, แบบเก่าท่าน
หมายความว่า หทัย เป็นที่ให้สำเร็จความ
คิด จึงเรียกว่าหัวใจหรือใจ หมายเอา
หทยะ, แต่ภายหลังมาเห็นว่า หทัยเป็น
อวัยวะสำหรับฉีดโลหิตเท่านั้น แต่ตาม
แบบเก่าท่านเรียกว่า หทยะ นี่อีกอย่าง
หนึ่ง.
ชีวิตินทรียรูป รูปที่เป็นใหญ่ในความ
เป็น เรียกสั้นว่า ชิวิตินทรีย์, รูปที่เป็น
ใหญ่ในการเป็นอยู่. ชีวิตินทรีย์ หรือ
ชีวิตที่ปรากฏเป็นอยู่ในบุคคลทุก ๆ คนนี้
ก็อาศัยมหาภูตรูป ถ้าไม่มีมหาภูตรูป คือ
ร่างกาย ชีวิตก็ไม่ปรากฏ เหมือนดังไฟที่
ไม่มีเชื้อก็ไม่ปรากฏ.
อาหารรูป รูปคืออาหาร ท่านหมายถึง
โอชะ คือสิ่งที่แทรกอยู่ในของต่าง ๆ อัน
ปรุงแต่งรูปกายให้เป็นประโยชน์ เหมือน
ดังเรากินอาหารจะเป็นเนื้อสัตว์ก็ตาม ผัก
ก็ตาม แป้งก็ตาม ในสิ่งของเหล่านั้นมี
โอชะอาศัยอยู่. โอชะนั้นแหละเมื่อเข้าไป
ในร่างกายแล้ว ก็เข้าไปปรับปรุงร่างกาย
ให้เป็นประโยชน์ สมัยนี้เห็นจะเรียกว่า
วิตามิน กระมัง, จนถึงอ้างว่า ครั้งเก่า
ก่อนคนยังเป็นครึ่งมนุษย์ครึ่งเทวดาอยู่ กิน
ปฐวีโอชะ โอชะของดิน ไม่ได้กินอาหาร
หยาบ. อาหารรูป รูปคืออาหาร นี่อย่าง
หนึ่ง.
ปริเฉทรูป รูปที่กำหนด แปลตาม
ศัพท์ว่า ตัดรอบ หมายความว่า อากาศ
ที่อยู่ในช่องอันใดอันหนึ่ง, ช่องเป็นรูป
อย่างใด อากาศก็เป็นรูปอย่างนั้น หรือ
ร่างกายเรานี้ มีหัว มีมือ มีตัว มีขา,
กำหนดของเขตของหัว มือ ตัว ขา เหล่า
นี้เรียกว่า ปริจเฉทรูป ถ้าจะหมายความ
ภาษาไทย เห็นจะหมายความว่า ขอบเขต
จะตรงกับสัณฐานได้หรือไม่ ยังไม่แน่,
เพราะสัณฐาน แปลกันว่าทรวดทรง ๆ
จะเป็นอย่างไรก็ต้องอาศัยรูป เหมือน
อย่างเราจะปั้นสิ่งของให้ยาว ทรวดทรงก็
ยาว กดให้สั้น ทรวดทรงก็สั้น, นี่อีก
อย่างหนึ่ง.
วิญญัติรูป รูปที่ไหวได้ คือ กาย-
วิญญัติ ไหวกาย เช่นยกแขน ยกมือ
อ้าปาก เหล่านี้เรียกว่า กายวิญญัติ,
วจีวิญญัติ ไหววาจา คือพูด รวมเป็น
วิญญัติรูป ๒.
วิการรูป รูปที่เป็นไปต่าง ๆ แต่ท่าน
กำหนดเอาอาการ ๓ อย่าง คือ ลหุตา
ความเบาของกาย เบาก็ได้ คล่องแคล่ว
ก็ได้ เช่นกายของคนเป็น ๆ เบา ถ้า
ร่างกายของคนตายหนัก, ลหุ แปลว่าเบาก็
ได้ เร็วก็ได้, แต่ในที่นี้ท่านหมายเอาว่าเบา
ความเบาของรูปหรือของกายอย่างหนึ่ง;
มุทุตา ความอ่อนของรูป หรือความอ่อน
ของกาย ได้แก่ จะยกขา ยกแขน ก้ม
ศีรษะ อะไร ๆ ก็อ่อนไปได้, แต่ถ้าเป็น
รูปของคนตายก็แข็ง โน้มหรือยกให้อ่อน
ไม่ได้; กัมมัญญตา ความเป็นของควร
แก่การงาน, กัมม หมายถึงการงาน คือจะ
ให้ทำอะไรก็ทำได้; รวมเป็น ๓ คือ ลหุตา
ความเบาของรูป, มุทุตา ความอ่อนของ
รูป, กัมมัญญตา ความเป็นของควรที่จะ
ทำการงานของรูป เรียกว่า วิการรูป.
ลักขณรูป รูปที่กำหนด ท่านแยก
เป็น ๔ คือ อุจจยะ ความเจริญเติบโต
ขึ้นของรูปอย่างหนึ่ง, สันตติรูป รูปที่สืบ
ต่อกัน คือของเก่าชำรุดไป ของใหม่เกิด
ขึ้นแทน สืบเนื่องกันไป อย่างหนึ่ง,
ชรตา ความชำรุดของรูป คือรูปที่เกิด
ขึ้นแล้ว ทรุดโทรมอยู่เสมอ ไม่คงรูป
อย่างหนึ่ง, อนิจจตา ความไม่เที่ยงคือ
ความแปรปรวนของรูปอย่างหนึ่ง, รวม
เป็นลักขณรูป ๔ คือ อุจจยะ ความเติบ
โต, สันตติ ความสืบต่อ, ชรตา ความ
ชำรุด, อนิจจตา ความไม่เที่ยง.
รวมเป็น อุปาทายรูป รูปที่อาศัย ๒๕
( นับโผฏฐัพพะเพิ่มเข้าในโคจรรูป ด้วย,
ถ้าไม่นับก็รวมเป็น ๒๔ ) มหาภูตรูป
ดิน น้ำ ไฟ ลม อีก ๔ เป็น ๒๙, แต่
ท่านยก อาโป คือ ธาตุน้ำออกเสีย นับแต่
ปฐวี เตโช วาโย ก็รวมเป็น ๒๘. รูป
เหล่านี้ทั้งหมด เมื่อแยกออก ก็เป็นส่วน
ใหญ่ส่วนเดิม ซึ่งเรียกว่า มหาภูตรูป
กับส่วนที่อาศัยมหาภูตรูปปรากฏ เรียกว่า
อุปาทายรูป รวมเป็น ๒. รูปเหล่านี้เมื่อ
ยุบเข้าก็คงเป็นธาตุ ๔ คือ มหาภูตรูป
เท่านั้น นี่เป็นส่วนรูป.
ทีนี้ว่าถึง เวทนา ตามแบบของท่าน
แสดงว่า เวทนา ๓ คือ สุขเวทนา
ทุกขเวทนา อทุกขมสุขเวทนา เวทนา
ที่ไม่ใช่ทุกข์ ไม่ใช่สุข นี่เวทนา ๓.
เวทนา ๕ คือ สุขเวทนา หมายเอา
สุขกาย ทุกขเวทนา หมายเาอทุกข์กาย
โสมนัสสเวทนา หมายเอาสุขใจ โทม-
นัสสเวทนา หมายเอาทุกข์ใจ ส่วนอทุก-
ขมสุขเวทนา น่าจะแยกออกเป็น ๒ เหมือน
กัน คือเวทนาที่ไม่ใช่ทุกข์ไม่ใช่สุขทาง
กายและทางใจ, แต่ท่านไม่แยกเช่นนั้น
ท่านรวมกันเสีย เรียกว่า อุเปกขาเวทนา
จึงรวมเป็น ๕ คือ สุขเวทนา ทุกขเวทนา
โสมนัสสเวทนา โทมนัสสเวทนา อุเปกขา-
เวทนา เป็นเวทนา ๕.
เวทนา ๖ คือเวทนาที่เกิดจากหรือ
เพราะสัมผัสทางอายตนะหรือทางทวาร ๖
คือ จากจักขุสัมผัส โสตสัมผัส ฆานสัมผัส
ชิวหาสัมผัส กายสัมผัส มโนสัมผัส เรียก
ว่าเวทนา ๖. เวทนา ๖ แยกออกเป็น
สุข ๖, ทุกข์ ๖, ไม่ใช่สุขไม่ใช่ทุกข์ ๖,
จึงเป็นเวทนา ๑๘
ทีนี้ว่าถึง สัญญา, ถ้าพิจารณาดูแล้ว
ก็น่าจะเห็นว่าเท่ากับเวทนานั่นเอง เวทนา
เท่าใด สัญญาก็เท่านั้น เพราะสัญญาก็จำ
เวทนาและจำทั้งรูป เสียง กลิ่น รส
โผฏฐัพพะ และธรรม คือเรื่อง, แต่ท่าน
ไม่นับอย่างนั้น ท่านนับเพียงสัญญา ๖.
สัญญาที่ว่านี้เป็นสัญญาในขันธ์ ๕. แต่
สัญญาในบางแห่ง ท่านหมายถึงความ
สำคัญตั้งใจมุ่งหมายพิจารณา เช่น อนิจจ-
สัญญา หมายว่าไม่เที่ยง คือมุ่งอยู่ว่า
ปัญจขันธ์ไม่เที่ยง, ทุกขสัญญา สำคัญ
มั่นหมายอยู่ว่าปัญจขันธ์เป็นทุกข์, อนัตต-
สัญญา สำคัญมั่นหมายอยู่ว่าสังขารเป็น
อนัตตา ไม่ใช่ตัว ไม่ใช่ตน, สัญญานี้ไม่
นับว่าเป็นสัญญาในขันธ์ ๕, ถ้าจะจัดควร
จะอยู่ในสังขาร เพราะไม่ได้เกิดมาตาม
ลำดับ.
ต่อจากนี้ก็ถึงสังขาร, สังขาร ก็ได้แก่
ความคิดนึกประกอบกับอารมณ์คือเรื่อง
ผสมกันขึ้น น่าจะนับเข้ากับสัญญา, เพราะ
เมื่อถึงสัญญาแล้วก็ต่อถึงสังขาร, แต่ว่า
ท่านไม่นับ ท่านจัดเป็นสังขาร ๓ คือ
ปุญญาภิสังขาร ปรุงแต่งบุญ, อปุญญา-
ภิสังขาร ปรุงแต่งไม่ใช่บุญ คือ บาป
อเนญขาภิสังขาร ปรุงแต่งความไม่หวั่น
ไหว นี่ว่าถึงส่วนเหตุ. ส่วนผลก็เป็นไป
ตามเหตุ คือเมื่อปุญญาภิสังขารเกิดขึ้น
เพราะนึกคิดแต่เรื่องที่ดีที่ชอบ ก็ปรุงแต่ง
จิตให้ดีผลก็เป็นภพที่ดี, ถ้าอปุญญาภิสังขาร
เกิดขึ้นเพราะนึกคิดไปในเรื่องที่ชั่ว ก็ปรุง
แต่งจิตให้เป็นจิตที่ชั่ว ผลก็เป็นภพที่ชั่ว,
ถ้าอเนญชาภิสังขารเกิดขึ้นเพราะปรุงแต่ง
จิตให้แน่วแน่ คือนึกมั่นอยู่ในอารมณ์
เดียวจนจิตแน่วแน่ไม่หวั่นไหว ก็ปรุงแต่ง
ให้ไม่หวั่นไหว ผลก็เป็นภพที่ไม่หวั่นไหว
คืออเนญชภพ.
วิญญาณ ท่านก็จัดเป็นวิญญาณ ๖ คือ
ความรู้สึกทาง ตา หู จมูก ลิ้น กาย
มนะ เรียกว่า จักขุวิญญาณ โสตวิญ-
ญาณ ฆานวิญญาณ ชิวหาวิญญาณ
กายวิญญาณ มโนวิญญาณ; แต่พระ-
อาจารย์ท่านจัดเอาว่าวิญญาณไปเป็นจิต
แล้วแยกเป็น ๒ คือ จุติวิญญาณ ได้แก่
จิตที่เคลื่อนจากภพหนึ่งไป, ปฏิสนธิ-
วิญญาณ ได้แก่จิตที่ถือเอาปฏิสนธิในภพ
ใหม่ก็มี; แต่วิญญาณในขันธ์ ๕ ไม่เป็น
เช่นนั้น เป็นแต่รู้สึกทางอายตนะ ๖ จึง
เป็นวิญญาณ ๖.
ถ้าจะจัดตามลำดับก็คือวิญญาณแล้วก็
เวทนาเป็นลำดับไป, เพราะอายตนะภาย
ใน ๖ อาศัยรูปขันธ์เกิดขึ้น หรืออาศัยรูป
เป็นทางเดินจึงเป็นอายตนะ คือ จักขุ โสตะ
ฆานะ ชิวหา กายะ มนะ, เมื่อความรู
้สึกออกไปทาง ตา หู จมูก ลิ้น กาย มนะ
ก็เป็นวิญญาณแล้วก็เป็นเวทนา เป็น
สัญญาเป็นสังขาร แล้วก็เป็นมโนวิญ-
ญาณขึ้นอีกวนเวียนกันไปเช่นนี้. รูปเก่า
ก็สลายไปรูปใหม่เกิดขึ้นแทน เรียกว่า
รูปสันตติ ความสืบต่อของรูป, ส่วน
วิญญาณ เวทนา สัญญา สังขาร เก่าดับ
ไปใหม่เกิดขึ้นแทน สืบต่อกันไป ท่าน
เรียกว่า นามสันตติ ความสืบต่อของ
นาม, ถ้าไม่มีสันตติ ความ สืบต่อแล้ว
ร่างกายนี้ก็เป็นร่างกายคนตาย, แต่เพราะ
มีสันตติ คือ รูปสันตติ นามสันตติ
ประจำอยู่จึงเป็นอยู่, ท่านสอนให้รู้จัก
เช่นนี้เพื่อพิจารณาให้เห็นตามเป็นจริง.
เพราะฉะนั้น ผู้พิจารณาพึงรู้สึกตัวว่า
เป็นผู้พิจารณา, ส่วนรูปตลอดขันธ์ ๕
เป็นอารมณ์ เป็นที่ยึดหน่วงของปัญญาที่
พิจารณา. อารมณ์เราเรียกตามภาษา
ไทย, ภาษาบาลีเรียกว่า อารมฺมณ,
อย่าเขียน อารมย์. ภาษาสันสกฤต
และในอภิธัมมัตถสังคหะเรียก อาลัม
พณะ ความเดียว กัน. ( โอ. ๒/๑๐๖-๑๑๓ )


สรีรยนต์

ในทางพระพุทธศาสนา ถ้าว่า
ถึงธรรมชั้นสูง แสดงเรื่องสรีรยนต์นี้
เป็นพื้น. คำว่า สรีรยนต์ นี้ เราเรียกกัน
เอาเอง ศัพท์ทางบาลีท่านก็มีเหมือนกัน
แต่โดยตรงท่านเรียกว่า ปัญจขันธ์ คือ
ขันธ์ ๕ สืบต่อไปถึง อายตนะ ๖ เป็น
ลำดับไป ลำดับนี้จะว่าถึงขันธ์ ๕ ก่อน.
ท่านแสดงว่า คนเราตลอดไปถึง
สัตว์ด้วย แต่นี้เราจะพูดกันเฉพาะคน
มีธาตุที่ประกอบกันอยู่ ๖ อย่าง ดังใน
ธาตุวิภังค์ ที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงว่า
" ฉธาตุโร ปุริโส บุรุษมีธาตุ ๖ " ศัพท์
ว่า บุรุษ ท่านใช้ต่างกัน ถ้าพูดถึงบุรุษ
คู่กับสตรีแล้ว, บุรุษหมายเอาผู้ชาย คู่
กับ อิตถี หรือ อิสตรี ที่แปลว่า ผู้
หญิง, แต่ถ้าท่านใช้ทั่ว ๆ ไป หมาย
ความว่าคน เช่น ฉธาตุโร ปุริโส บุรุษ
มีธาตุ ๖ หมายความเอาคนทั่วไป. คน
มีธาตุ ๖ คือ ปฐวีธาตุ ธาตุดิน, อาโป-
ธาตุ ธาตุน้ำ, เตโชธาตุ ธาตุไฟ, วาโย-
ธาตุ ธาตุลม, อากาสธาตุ ธาตุอากาศ
คือช่องว่าง, นี่ส่วนหนึ่ง เป็นส่วน รูป
กาย กายที่เป็นส่วนรูป. ศัพท์ว่า กาย
นี้ แปลว่า ประชุม, กายหรือนิกายก็
เหมือนกัน อย่างคำว่า พลกาย หรือ
พลนิกาย ก็แปลว่าหมู่หรือประชุมของ
พล, รูปกาย ก็แปลว่า หมู่หมวดหรือ
ประชุมของรูป คือ ธาตุดิน ธาตุน้ำ
ธาตุไฟ ธาตุลม, ถ้าเพียงเท่านี้ก็เป็น
เหมือนอย่างซากศพคนตาย หรือรูปหุ่น
หรือท่อนไม้, ต่อเมื่อมี วิญญาณธาตุ
ธาตุรู้ อีกส่วนหนึ่งเข้าผสมกันจึงเป็นบุรุษ
คือเป็นคน, ถ้าลำพังแต่วิญญาณธาตุ ธาตุ
รู้ ไม่มีรูป กายก็ไม่ปรากฏ, เหมือนดังไฟ
ที่ไม่ติดเชื้อ แม้จะมีอยู่ก็ไม่ปรากฏ, แต่
ทั้งสองฝ่ายคือ ธาตุดิน ธาตุน้ำ ธาตุไฟ
ธาตุลม ธาตุอากาศ อันเป็นธาตุไม่รู้
ส่วนหนึ่ง กับวิญญาณธาตุ ธาตุรู้ ส่วน
หนึ่ง ผสมกันเข้าจึงเป็นบุรุษ คือ เป็นคน.
ในพระสูตรนี้ ( ธาตุวิภังคสูตร ) ท่าน
เรียกวิญญาณธาตุ หมายว่า ธาตุรู้, แต่
ในที่อื่น ๆ โดยมากสันนิษฐานว่า ท่าน
เรียกว่าจิต ศัพท์ว่า จิต นี้ ท่านแปลกัน
ต่าง ๆ แต่เมื่อรวมความลงแล้ว ก็หมาย
ถึงธรรมอันหนึ่ง หรือธรรมชาติอันหนึ่ง
ซึ่งมีหน้าที่รู้ หน้าที่คิด, แม้จะไม่คิดก็ชื่อ
ว่าจิต เพราะมีหน้าที่อยู่ เหมือนดังมือมี
หน้าที่จับ ถึงจะไม่จับก็ยังคงเป็นมืออยู่,
ธาตุรู้หรือจิตนี้ส่วนหนึ่ง กับธาตุไม่รู้ อีก
ส่วนหนึ่ง คือ ปฐวีธาตุ อาโปธาตุ เตโช
ธาตุ วาโยธาตุ อากาสธาตุ นี้ ผสมกันเข้า,
เมื่อแยกตามอาการที่เป็นไปก็แยกออกเป็น
๕ คือ :-
รูป ได้แก่รู้ทั้งหลาย รูปคน รูป
สัตว์ รูปอะไรต่ออะไร รูปที่มีวิญญาณ
รูปที่ไม่มีวิญญาณทั้งหมด. แต่ในขันธ์ ๕
นี้ หมายถึงรูปที่ประกอบด้วยธาตุรู้ หรือ
จิต, ศัพท์ว่า รูป นี้ท่านแปลกันว่า สิ่ง
ที่ชำรุดทรุดโทรมแปรปรวนเปลี่ยนแปลง,
คือเมื่อประกอบกันขึ้นเป็นรูปแล้ว คงอยู่
ไม่ได้ ต้องแปรปรวนเปลี่ยนแปลงชำรุด
ทรุดโทรมไปช้าบ้างเร็วบ้าง แต่คงแปร
ปรวนเปลี่ยนแปลงชำรุดอยู่เสมอ จึงเรียก
ว่า รูป ที่ตาเห็นที่ถูกต้องได้ นี่ส่วนหนึ่ง.
เวทนา กิริยาที่รู้เสวย คือ รู้เสวย
ทุกข์ เรียกว่า ทุกขเวทนา, รู้เสวยสุข
เรียกว่า สุขเวทนา, รู้เสวยไม่ใช่ทุกข์
ไม่ใช่สุข เรียกว่า อทุกขมสุขเวทนา คือ
ไม่ใช่ทุกข์ไม่ใช่สุข นี่อีกอย่างหนึ่ง.
สัญญา กิริยาที่จำหมาย จำหมายรูป
จำหมายเสียง จำหมายกลิ่น จำหมายรส
จำหมายโผฏฐัพพะ จำหมายเรื่องราว,
ที่เราพูดกันนี้, เสียงก็ออกจากปาก อีก
ฝ่ายหนึ่งก็ได้ยิน, ได้ยินก็จำได้, จำได้เช่น
นี้แล้วจึงจะเข้าใจว่าเป็นอย่างไร. เมื่อจะ
ตอบก็ตอบได้ด้วยความจำ ถ้าฝ่ายหนึ่งพูด
อีกฝ่ายหนึ่งได้ยิน แล้วก็จำไม่ได้. ทีนี้
ไม่เข้าใจคำพูด จะให้ตอบก็ตอบไม่ถูก
แต่ที่เราเข้าใจคำพูด เราตอบได้ถูก ก็
เพราะสัญญาจำหมาย นี่เป็นอาการอัน
หนึ่ง.
สังขาร อาการที่ปรุงแต่ง ท่านหมาย
ถึงความคิดกับเรื่องที่ผสมกันเข้า. ความ
คิดเป็นภายใน เรื่องเป็นภายนอก. เมื่อ
ผสมกันเข้า ความคิดก็คิด เรื่องก็มาหา
ความคิด. ถ้าคิดเรื่องดีก็ปรุงแต่งจิตใจให้
ดีให้ผ่องใส. ถ้าคิดเรื่องชั่ว ก็ปรุงแต่ง
จิตใจให้ชั่ว ให้เศร้าหมองขุ่นมัว บางที
เขาแปลกันว่าผสม คือ ไม่ใช่สิ่งเดียว.
ลำพังแต่สิ่งเดียวเป็นสังขารไม่ได้ ต้องตั้ง
แต่ ๒ ขึ้นไป. ในที่นี้ก็หมายถึงความคิด
ที่เป็นภายใน กับเรื่องที่เป็นภายนอกผสม
กันเข้า หรือประสบกันเข้า จึงเรียกว่า
สังขาร แปลว่า ผสม แต่ที่เป็นพื้นทาง
พระพุทธศาสนา หมายเอาอาการที่ปรุง
แต่ง คือ ปรุงแต่งจิตดังที่กล่าวมาแล้ว นี่
อย่างหนึ่ง.
วิญญาณ กิริยาที่รู้สึก เมื่อตาเห็นรูป
ก็รู้สึกทางตา, เมื่อหูได้ยินเสียง ก็รู้สึก
ทางหู, เมื่อจมูกได้กลิ่น ก็รู้สึกทางจมูก,
เมื่อลิ้นลิ้มรส ก็รู้สึกทางลิ้น: เมื่อกายถูก
ต้องสิ่งที่มาถูกต้องกาย ก็รู้สึกทางกาย
เมื่อมนะนึกคิดเรื่อง ก็รู้สึกทางมนะ รวม
ความว่า ความรู้สึกหรือกิริยาอาการที่รู้สึก
นี้เรียกว่า วิญญาณ นี่ส่วนหนึ่ง.
แต่ถ้าว่าตามลำดับแล้ว รูปเป็นรูป
ธรรม ธรรมที่เป็นส่วนรูป หรือ รูปกาย
กายที่เป็นส่วนรูป ส่วนหนึ่ง. กับ นาม
ธรรม ธรรมที่เป็นส่วนนาม หรือ นาม
กาย กายที่เป็นส่วนนาม อีกส่วนหนึ่ง.
กล่าวมาแล้วว่า รูปกายต้องมีธาตุรู้ หรือ
จิตผสมอยู่ด้วยจึงเป็นคน. เพราะฉะนั้น
เมื่อประสบอะไรเช้า เกิดความรู้สึกขึ้น
นี่เป็นวิญญาณ เมื่อเกิดรู้สึกขึ้น ถ้าสิ่งที่
มาประสบเป็นสิ่งที่ชอบ ก็ให้เกิดสุขเวทนา
เมื่อสิ่งที่มาประสบ ไม่ชอบ ก็ให้เกิด
ทุกขเวทนา. เมื่อสิ่งที่มาประสบไม่พอจะ
ให้เกิดสุขไม่พอจะเกิดให้เกิดทุกข์ ก็เกิด
อทุกขมสุขเวทนา เวทนาที่ไม่ใช่ทุกข์ไม่ใช่
สุข นี่อีกอย่างหนึ่ง. รูปแล้วก็วิญญาณแล้ว
ก็เวทนา แล้วก็ต่อถึงสัญญาจำหมาย. เพราะ
จำหมายได้นี่แหละจึงเกิดคิดนึก. ความ
คิดนึกก็ผสมกับเรื่องที่คิดนึก จึงเป็นสังขาร
แล้วก็วนไปยังวิญญาณ เกิดวิญญาณ
เกิดเวทนา เกิดสัญญษ เกิดสังขาร เกิด
แล้วก็ดับไป แล้วก็เกิดใหม่ แล้วก็ดับไป
วนเวียนอยู่เช่นนี้. จำเพาะส่วนที่เป็นรูป
เรียกว่า รูปกาย หรือ รูปธรรม จำเพาะ
ที่ไม่มีรูปปรากฏ คือ วิญญาณ เวทนา
สัญญา สังขาร เรียกว่า นามกาย หรือ
นามธรรม รวมเข้าด้วยกันจึงเป็นขันธ์ ๕
ขันธ์ แปลว่ากอง แปลว่าส่วน. ปัญจ-
ขันธ์ ก็แปลว่า กอง ๕ หรือส่วน ๕.
ถ้าเรียกย่อท่านเรียกว่า กาย เท่านั้น แต่
รวมถึงปัญจขันธ์หรือขันธ์ ๕. ถ้าจะให้ชัด
เพียงแต่รูปท่านก็เรียกว่า รูปกาย หรือ
รูปธรรม, ถ้าจะมุ่งจำเพาะแต่นาม ก็
เรียกว่า นามกาย, หรือ นามธรรม, ถ้า
รวมท่านเรียกว่า กาย หมายรวมกัน
ทั้ง ๕. คนเราที่เป็นกันอยู่ในบัดนี้ หรือ
คนที่แล้วมาก็ตาม หรือจะมีข้างหน้าก็
ตาม ก็คงเป็นเช่นนี้และรูป วิญญาณ
เวทนา สังขาร สังขาร, แต่ท่านเรียง
ลำดับเอาวิญญาณไปไว้ท้าย คือ รูป
เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ. แต่
ความจริงที่ทำหน้าที่ วิญญาณก่อน แล้ว
ก็เวทนา สัญญา สังขาร แล้วก็วิญญาณ
วนกันไปอีก. ทำไมจึงเป็นเช่นนั้น ?
นั่นไปดูในเรื่องอายตนะต่อไปคือ อาย-
ตนะภายนอก ๖ อายตนะ ภายใน ๖.
( โอ. ๑/๙๕-๙๙ ).

สังขาร (๒)

มีพระพุทธภาษิตที่ทรง
แสดงไว้ในธรรมนิยามสูตร สูตรที่แสดง
ความเป็นไปตามธรรมดาว่า อุปฺปาทา
วา ภิกฺขเว ตถาคตานํ อนุปฺปาทา วา
ตถาคตานํ ภิกษุทั้งหลาย เพราะพระ
ตถาคตคือพระพุทธเจ้า จะเกิดขึ้นก็ตาม
ไม่เกิดขึ้นก็ตาม สังขารทั้งหลายไม่เที่ยง
สังขารทั้งหลายเป็นทุกข์ ธรมทั้งหลาย
เป็นอนัตตา ดังนี้.
สังขารในพระพุทธภาษิตที่มาใน
ธรรมนิยามสูตรนี้ โดยตรง หมายถึง
สังขารที่เป็นส่วนผล อันได้แก่กาย
อันนี้ ที่ทุก ๆ คนมีอยู่ ทรงแสดงว่าไม่
เที่ยง, เพราะอะไร ? เพราะความแปร
ปรวน เช่น แปรปรวนจากเด็กเล็กเป็น
เด็กใหญ่ เป็นหนุ่ม เป็นสาว เป็น
ผู้ใหญ่ แล้วก็เป็นคนแก่ ปรากฏเห็น
กันอยู่ เราเองในบัดนี้จะมีสังขารที่เป็น
ส่วนผลอยู่ในเบื้องต้น คือในปฐมวัย
ก็ตาม อยู่ในมัชฌิมวัย คือท่ามกลาง
ก็ตาม อยู่ในปัจฉิมวัย คือตอนหลังก็
ตาม ล้วนแปรปรวนเปลี่ยนมาทั้งนั้น
ไม่มีอะไรคงอยู่ได้ และยังจะแปรปรวน
ต่อไปจนถึงที่สุด. บุคคลไม่พิจารณาให้
รู้จักสังขารที่เป็นส่วนผลว่า เป็นไปตาม
ธรรม คือไม่เที่ยงเช่นนี้แล้ว ย่อมยินดี
ในเวลาที่สังขารเสื่อมในเบื้องต้น คือ
เจริญขึ้นโดยลำดับ จนถึงท่ามกลางเห็น
เป็นความเจริญของสังขาร แต่เสียใจใน
เวลาที่สังขารเสื่อมทรุดลงไป จากท่าม
กลางไปหาที่สุด แต่ถ้าพิจารณารู้จักสังขาร
ว่าไม่เที่ยง แปรไปตั้งแต่ต้น ตั้งแต่แปร
ไปเป็นเด็กเล็ก เป็นเด็กใหญ่ เป็นหนุ่ม
เป็นสาว เป็นผู้ใหญ่ และก็จะแปรไปใน
ส่วนเสื่อมคือเป็นแก่เฒ่าไปโดยลำดับ, เมื่อ
รู้เช่นนี้แล้ว ก็จะได้บรรเทาความยินดีใน
ความเจริญของสังขาร บรรเทาความยิน
ร้ายในความเสื่อมของสังขารเสียได้ เมื่อ
บรรเทาความยินดียินร้ายในสังขาร คง
เป็นผู้รู้จักในสังขาร ผู้รู้จักในสังขาร ไม่
แก่ไม่เจ็บไม่ตาย เพราะเป็นผู้รู้ แต่สิ่งที่รู้
คือสังขารย่อมแปรปรวนเปลี่ยนแปลงไป
เสมอโดยลำดับ ในที่สุดก็ต้องแตกสลาย
นี่อย่างหนึ่ง.
อีกอย่างหนึ่งทรงแสดงว่า สังขาร
ทั้งหลายเป็นทุกข์ ๆ เพราะอะไร ทุกข์
ตามธรรมดา คือทนอยู่ไม่ได้ สังขารคือ
รูปกายเกิดขึ้นแล้ว แม้ในชั้นต้นเป็นเด็ก
เล็กก็ทนเป็นเด็กเล็กอยู่ไม่ได้ ต้องเปลี่ยน
แปลงเปนเด็กใหญ่ และก็ทนอยู่ไม่ได้
ต้องแปรปรวนไปเป็นหนุ่มเป็นสาว และ
ก็ทนอยู่ไม่ได้ ต้องแปรไปเป็นผู้ใหญ่
และก็ทนอยู่ไม่ได้ ต้องแปรไปเป็นคนแก่
เฒ่า ในที่สุดก็สลายไป นี้ใครจะบอกว่า
เป็นสุขได้ นี้เมื่อพิจารณาด้วยปัญญาอัน
ชอบย่อมเห็นว่าเป็นทุกข์, ทุกข์เหล่านี้มี
ที่ไหน มีที่สังขารนั้นเอง เมื่อมีสังขารก็มี
ทุกข์ประจำอยู่ นี้อย่างหนึ่ง อีกอย่างหนึ่ง
ทุกข์ที่จรมา ได้แก่ความเจ็บไข้ในคราว
หนึ่ง ๆ ถ้าความเจ็บไข้เป็นส่วนที่จะพึง
เยียวยาให้หายได้ ก็จะเยียวยาให้หายได้
แต่ในเวลาที่เป็นไข้ก็ต้องเป็นทุกข์. ส่วน
ทุกข์อีกอย่างหนึ่งหรือความเจ็บไข้ที่เยียว
ยาไม่ได้ เกิดขึ้นแก่สังขารคือรูปกาย
แพทย์ก็เยียวยาไม่ได้ แม้แพทย์เองก็ต้อง
ตาย ไม่มีแพทย์คนใดเหลืออยู่ ต้องตาย
ไปตาม ๆ กัน นี้ก็เป็นทุกข์ ยังทุกขเวทนา
ที่เกิดขึ้นเบียดเบียนอีก แม้เวทนาทางพระ-
พุทธศาสนา พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรง
แสดงไว้เป็น ๓ อย่าง คือ สุข ทุกข์ ไม่
ใช่ทุกข์ไม่ใช่สุข สุข ทุกข์ ที่มีอยู่แก่รูป
กายอันนี้ ไม่คงที่อยู่ได้, อีกอย่างหนึ่งทุกข์
มีประจำอยู่สำหรับรูปกายที่เป็นสังขาร
ส่วนสุขเป็นเพราะแก้ทุกข์ เมื่อแก้ทุกข์ไป
ได้คราวใด ก็รู้สึกเป็นสุขในคราวนั้น เช่น
คนเจ็บไข้ เป็นทุกข์ รักษาไข้ให้หายไป
ได้ รู้สึกว่าเป็นสุข, สุขเพราะอะไร ? สุข
เพราะแก้ทุกข์คือแก้ความเจ็บไข้ให้หายไป
ก็เท่าเดิมนั้นเอง หรือคนมีโรคปวดศีรษะ
เป็นทุกข์ แก้โรคปวดศีรษะให้เสื่อมหาย
ไป รู้สึกสบายแช่มชื่นผ่องใส ก็เท่ากับ
เมื่อยังไม่ปวดศีรษะนั้นเอง. แม้คนอยาก
ได้อะไรต่าง ๆ นี้ได้ชื่อว่าทุกข์เกิดขึ้น เมื่อ
ได้สิ่งที่ตนต้องประสงค์มาสมประสงค์ แก้
ความทุกข์ความอยากได้ให้เสื่อมสูญไปก็
รู้สึกว่าเป็นสุข ต้องการยศศักดิ์ทรัพย์เงิน
ทองต่าง ๆ เป็นต้น เมื่อเวลาต้องการเป็น
ทุกข์ ทุกข์เพราะต้องตะเกียกตะกายขวน
ขวายแสวงหา ได้มาแล้วก็รู้สึกว่าเป็นสุข
สุขเพราะอะไร ? ก็เพราะแก้ทุกข์คือความ
อยากได้นั้นเอง, ส่วนไม่ใช่ทุกข์ไม่ใช่สุข
เมื่อเกิดขึ้นก็รำคาญ นับว่าเป็นทุกข์.
เพราะฉะนั้น บุคคลจึงแก้ความรำคาญ
ด้วยไปเที่ยวหรือไปดูอะไร ให้เพลิดเพลิน
ไป ก็แก้ความรำคาญที่เกิดขึ้น อันไม่ใช่
ทุกข์ไม่ใช่สุขนั่นเอง สุขเหล่านี้ เกิดขึ้น
เพราะแก้ทุกข์ เพราะแก้ความรำคาญใน
คราวหนึ่ง ๆ จึงเห็นว่าเป็นสุข แต่ความ
จริง ทุกข์เป็นของประจำ. พระสัมมาสัม-
พุทธเจ้าทรงแสดงแนะนำให้บุคคลพิจาร-
ณารู้จักสังขารทั้งหลายว่า เป็นทุกข์อยู่
ตามธรรมดา ให้เป็นผู้รู้จักทุกข์ ผู้รู้จัก
ทุกข์ก็ไม่เป็นทุกข์ ทุกข์มีประจำแก่
สังขารคือรูปกาย แต่ผู้ดูจนรู้จักสังขารคือ
รูปกายว่าเป็นทุกข์ ไม่ได้พลอยเป็นทุกข์
ไปด้วย และก็ไม่ใช่เป้นสุข เป็นสุขอย่าง
ประณีต สุขเพราะไม่มีทุกข์ เหมือนดัง
กายที่ไม่มีโรคก็ไม่ต้องรักษา, ฉะนั้น
เมื่อบุคคลพิจารณาดูกายอันเป็นสังขาร
ว่า เป็นทุกข์อยู่ตามธรรมดา ส่วนผู้
พิจารณาดูก็เป็นผู้รู้จักทุกข์ ดังนี้ จะเป็น
ผู้อยู่เหนือทุกข์. ( วชิร. ๓๙๔-๓๙๗ ).


สังขาร (๓)
สังขาร ความนึกคิด
คือ มนะ กับ ธรรมะ ประสบกัน, รูป
เมื่อมากระทบตา เรียกว่ารูปอารมณ์
หรือรูปารมณ์แล้วก็ผ่านไป. ทีนี้กลับนึก
ถึงรูปที่เห็นแล้ว ไม่ใช่ตัวรูปจริง ๆ แต่
เป็นเรื่องของรูปจึงเรียกว่า ธรรมะ,
เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะก็เหมือนกัน
เมื่อมาประสบอายตนะภายในหรือทวาร
หรืออินทรีย์แล้วก็ผ่านไป แต่ไม่
ผ่านหลุดไปทีเดียว, เพราะคนไปน้อม
เอามาคือ มานึกถึงเสียง ถึงกลิ่น
ถึงรส ถึงโผฏฐัพพะ, รูป เสียง
กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ที่ล่วงไปแล้ว
แต่คนไปน้อมเอามานึกอีกเล่านั้นไม่ใช่
เป็นตัวจริง ไม่ใช่รูป เสียง กลิ่น รส
โผฏฐัพพะที่แท้จริง เป็นแต่เรื่องของรูป
เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ จึงเรียกว่า
ธรรมะ, แม้ธรรมะคือเรื่องที่เราคิด ใน
ชั้นต้นพอนึกขึ้นแล้วก็ล่วงเลยไป แต่ไม่
ล่วงเลยไปทีเดียว หวลกลับมาใหม่ เพราะ
คนกลับไป เอาเรื่องนั้นมานึกอีก จึง
เป็นธรรมะคือเรื่อง, เหมือนดังรูป เสียง
กลิ่น รส โผฏฐัพพะ และ ธรรมะ คือ
เรื่องราว เราคิดไว้แล้วเมื่อสักครู่หรือเมื่อ
เช้า ก็ล่วงไปหมดแล้ว ภายหลังกลับมา
นึกอีก คือนึกถึงรูป เสียง กลิ่น รส โผฏ-
ฐัพพะ ธรรมคือเรื่องราวอีกครั้งหนึ่ง, นี่
สิ่งเหล่านั้นไม่ใช่รูป เสียง กลิ่น รส โผฏ-
ฐัพพะ และธรรมที่ได้ประสบมาแล้ว เรา
ไปน้อมนึกเอากลับมาใหม่จึงจัดเป็น
ธรรมะ คือเรื่อง.
ถ้านึกไปในทางที่ดี ทางที่ชอบ เป็น
บุญเป็นกุศล ก็เรียกว่า ปุญญาภิสังขาร
คือปรุงแต่งจิตให้เป็นบุญ.
ถ้านึกไปในทางที่ชั่วที่ผิดก็เรียกว่า
อปุญญาภิสังขาร คือปรุงแต่งจิตให้ไม่
เป็นบุญ คือ เป็นบาป.
ถ้านึกคิดถึงเรื่องที่ล่วงมาแล้วไม่เป็น
บุญไม่เป็นบาป ก็เป็น อพยากต หรือ
อพยากฤต คือเป็นกลาง ๆ.
เช่นเราทำกัมมัฏฐานกำหนดลมหายใจ
ออกและกลับ, การกำหนดเป็นอายตนะ
ภายใน ลมหายใจเป็นอารมณ์ คือเรื่อง
ที่กำหนด เป็นอายตนะภายนอก. การ
กำหนดกับอารมณ์ คือ ลมหายใจนั้นเกิด
แล้วก็ดับ แล้วก็เกิดขึ้นใหม่ แล้วก็ดับไป
เกิด ๆ ดับ ๆ แต่อยู่ในเรื่องเดียว, หรือ
เราดูรูปอะไรก็ตาม รูปที่เป็นอารมณ์กับ
อินทรีย์ หรือทวารที่เป็นจักขุ ประสบกัน
แล้วก็ดับไปไม่อยู่ แต่แล้วเราดูอีกก็เกิด
อีก แล้วก็ดับอีก เกิดอีก ดับ ๆ เกิด ๆ
อยู่ในเรื่องอันเดียวกัน ไม่ใช่คงอยู่ แต่
คนเรารู้สึกเหมือนดังไม่ดับ, เช่นเราดูรูป
เพชรนิลจินดาหรือสิ่งอะไรก็ตาม เราก็ดู
อยู่เรื่อย ความรู้สึกก็ว่าไม่ได้ดับ แต่ที่
จริงไม่ใช่เช่นนั้น คือ พอดูทีหนึ่งก็ดับที
หนึ่งแล้วก็เกิดใหม่ แล้วก็ดับ, เสียงก็
เหมือนกันน เกิดแล้วก็ดับ ดับแล้วก็เกิด
สับกันอยู่อย่างนั้นไม่รู้ว่ากี่ร้อยกี่พันกี่หมื่น
จนกว่าจะเปลี่ยน, นี่เป็น สรีรยนต์ เครื่อง
จักรของกายคือธาตุทั้ง ๔ หรือ ๕ กับธาตุ
รู้ หรือจิตที่ผสมกันอยู่เป็นเช่นนี้, คน
นอนหลับ จักขุ โสตะ ฆานะ ชิวหา
กายะ จะนับมนะด้วยก็ตาม ย่อมดับหรือ
หยุดชั่วคราว, แต่ตาก็มีหน้าที่เห็น โสตะ
ก็มีหน้าที่ฟัง ฆานะก็มีหน้าที่ดม ชิวหา
ก็มีหน้าที่ลิ้มรส กายก็มีหน้าที่ถูกต้อง
โผฏฐัพพะ แต่ว่าระงับหยุดพักทำงาน
จึงหลับ ต่อเมื่อตื่นขึ้นเพราะเหตุใด
เหตุหนึ่ง ก็ทำหน้าที่ของตัวไปใหม่
วนเวียนกันไปเช่นนี้ จนกว่าจะตาย.
( โอ. ๑/๑๐๙-๑๑๑ ).
อีกปริยายหนึ่ง สังขารที่เป็นผู้ปรุง
แต่งอันได้แก่ปุญญาภิสังขาร สังขารที่
ปรุงแต่งอันเป็นบุญ อปุญญาภิสังขาร
สังขารที่ปรุงแต่งอันไม่ใช่บุญคือบาป
อเนญชาภิสังขาร สังขารที่ปรุงแต่งอัน
เป็นอเนญชะ คือไม่หวั่นไหว ปุญญา-
ภิสังขาร ปรุงแต่งภพให้เป็นบุญ อปุญ-
ญาภิสังขาร ปรุงแต่งภพให้เป็นชั่วหรือ
เป็นบาป อเนญชาภิสังขาร ปรุงแต่ง
ภพที่เป็นอเนญชะ คือไม่หวั่นไหว นี้
ส่วนหนึ่ง สังขารที่เป็นส่วนผลอันสำเร็จ
หรือเผล็ดมาจากสังขารที่เป็นส่วนเหตุ
อันได้แก่ความเป็นอยู่ คือภพเป็นส่วน
ดีบ้าง เป็นส่วนชั่วบ้าง เป็นส่วนที่ดึง
ความมั่นคงอยู่บ้าง. ( วชิร. ๓๙๔ ).

สังขาร (๔)

จะว่าถึงสังขาร ๓ อีก
ชนิดหนึ่ง สังขาร ในที่นี้ก็หมายถึง
ธรรมที่ปรุงแต่งหรือปัจจัยที่ปรุงแต่ง
ท่านแสดงไว้มี ๓ คือ :-
กายสังขาร ปัจจัยที่ปรุงแต่งกาย ได้
แก่ลมหายใจ เพราะเป็นปัจจัยที่ทำให้
กายเป็นไปได้, ถ้าไม่มีลมหายใจแล้ว
กายก็สลาย นี่อย่างหนึ่ง.
วจีสังขาร ปัจจัยที่ปรุงแต่งวาจา ได้
แก่ วิตก วิจาร. วิตก ก็คือ ตรึก นึก
คือ ฉวยเอาเรื่องหรืออารมณ์ขึ้นมา วิจาร
ก็คือ ตรอง คือพิจารณาเรื่องหรืออารมณ์
ที่ตรึกนั้น, คนเราจะพูดอะไรก็ต้องนึก
เมื่อนึกก็เป็นวิตก และพิจารณาว่าควรจะ
พูดอย่างไร นั่นเป็นวิจาร, วิตกวิจารจึง
เป็นวจีสังขาร ปรุงแต่งวาจา นี่อย่างหนึ่ง.
จิตตสังขาร ปรุงแต่งจิต, จิตตาม
ธรรมดายังไม่เป็นดีเป็นชั่วอย่างไร, ต่อ
เมื่อมีปัจจัยปรุงแต่งจึงมีอาการ, อาการก็
ให้นึกให้คิด อะไรเล่าเป็นปัจจัยปรุงแต่ง ?
ท่านว่าสัญญากิริยาที่จำหมายและเวทนา
กิริยาที่เสวยสุข เสวยทุกข์ เสวยไม่ใช่
ทุกข์ไม่ใช่สุข, โดยตรงก็คือสัญญานั่น
แหละ เพราะเหมือนอย่างฝ่ายหนึ่งพูด
อีกฝ่ายหนึ่งฟัง ต้องมีสัญญาคือจำคำพูด
ได้ แล้วจึงจะพูดตอบออกมา, เมื่อจะพูด
ตอบออกมาก็ต้องนึก เรียกว่า วิตก ตรึก
ตรองเรียกว่า วิจาร ว่าจะพูดอย่างไร.
ถ้าไม่มีสัญญา จำคำพูดไม่ได้ พูดก็ไม่ถูก,
แม้ในอายตนะอื่น ๆ ก็เหมือนกัน เช่น
เมื่อเห็นรูปอะไรแล้วจำไม่ได้ ก็ไม่ต้อง
คิดถึงรูปนั้น, เมื่อฟังเสียงอะไรจำไม่ได้
ก็ไม่ต้องคิดถึงเสียงนั้นเป็นต้น, แต่เพราะ
มีสัญญาจำหมาย จึงได้ปรุงแต่งจิตให้คิด
นึก ท่านจึงว่าสัญญากับเวทนาเป็นสังขาร
ปรุงแต่งจิต นี่อย่างหนึ่ง.
ลมหายใจเป็น กายสังขาร วิตก วิจาร
เป็น วจีสังขาร สัญญา เวทนา เป็น
จิตตสังขาร นี่เป็นเรื่องของ สรีรยต์
ยนต์ คือ สรีระ.
ร่างกายที่เป็นอยู่นี่เป็นไปตามธรรมดา.
ส่วนสำหรับคนก็คือควรจะพิจารณาจิตต-
สังขารนี่แหละว่า จิตตสังขารปรุงแต่งจิต
ให้คิดนึกไปในทางดีก็เป็น ปุญญาภิสังขาร
คิดนึกไปในทางชั่วก็เป็น อปุญญาภิสังขาร
คิดไปในทางมั่นคงก็เป็น อเนญชาภิสัง-
ขาร, พิจารณาให้รู้จักจิตตสังขารแล้ว จะ
ควรให้ปรุงแต่งไปอย่างไร ก็จัดให้เป็น
อย่างนั้น, แต่ถ้าไม่จัด เขาก็เดินไปเองเป็น
ปุญญาภิสังขารบ้าง อปุญญาภิสังขารบ้าง
แต่อเนญชาภิสังขารนั้นยากที่จะเป็นได้.
ส่วนเครื่องจักรหรือสรีรยนต์ ก็มีสังขาร ๓
คือ กายสังขาร วจีสังขาร จิตตสังขารอยู่
กว่าจะตาย นี่พึงกำหนด. ( โอ. ๒/๗๙-๘๐ ).
อีกนัยหนึ่ง ในจุลลเวทัลลสูตร พระ
นางธรรมทินนาเถรี จึงได้แสดงแก่วิสาขะ
อุบาสกว่า สังขารมี ๓ คือ กายสังขาร
วจีสังขาร และจิตตสังขาร ไม่แสดงว่า
ปุญญาภิสังขาร อปุญญาภิสังขาร และ
อเนญชาภิสังขาร เพราะวิสาจะอุบาสก
ถามถึงสังขารในลำดับแห่งมรรค ( ต้น
สัญญาเวทยิตนิโรธ ). เพราะฉะนั้น จึง
ได้ความสันนิษฐานว่า ท่านที่ทำมรรค
ให้เกิดขึ้นในเวลาใด ในเวลานั้น ย่อม
เป็นผู้มีจิตสงบเป็นปกติ, จิตที่สงบเป็น
ปกติย่อมเป็นจิตที่ปราศจากสังขารที่จะ
ปรุงใจให้เป็นไปต่าง ๆ, สังขารที่มีใน
เวลานั้น เป็นธรรมไปหมด จึงควรกล่าว
ด้วย กายสังขาร วจีสังขาร และจิตต-
สังขาร เท่านั้น. ส่วนปุถุชนหรือสามัญ-
ชน ก็ย่อมีกายสังขาร วจีสังขาร จิตต
สังขาร เหมือนกัน กายสังขาร คือ
ลมหายใจจงยกไว้ เพราะไม่เนื่องด้วย
จิต แต่วจีสังขาร และจิตตสังขาร ย่อม
เป็นปุญญาภิสังขาร อปุญญาภิสังขาร
และอเนญชาภิสังขารด้วย ตามคราว
ตามขณะ. ท่านผู้ทำมรรคให้เกิดเต็มที่
มีปัญญารู้เห็นตามเป็นจริงหมด ย่อม
เป็นผู้มีจิตสงบระงับเป็นปกติ สังขาร
ย่อมไม่อาจปรุงแต่งจิตของท่านให้เป็น
ไปต่าง ๆ ได้ ท่านจึงเป็นสุขอย่างยิ่ง
ด้วยความเป็นผู้เข้าพร้อม, ด้วยเหตุนี้
ความเข้าระงับสังขารเสียได้ จึงเป็นสุข.
( วชิร. ๕๒๓ ).

จากธรรมนุกรมละเอียดขอรับ

สำหรับตัวอย่าง เพจนี้เรียงใว้้พอใช้ได้ขอรับ
http://www.nkgen.com/772.htm
เจริญในธรรม










[U]

การโพสต์นี้ได้ถูกแก้ไขโดย อชิระ อริยะอินทรีย์: 15/06/2008 - 08:13

0



#12 ผู้ใช้ออฟไลน์   อชิระ อริยะอินทรีย์ ไอคอน

  • ตอบไม่มาก
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 29
  • สมัคร: 03/04/2007

ตอบ: 15/06/2008 - 08:29

สังขารตอนจบ ต่อนะขอรับ

สังขาร (๕)
คำว่าสังขาร ๆ นี้ มี
เนื้อความเป็น - นัย นัยหนึ่ง สังขาร
เป็นธรรมผู้ปรุงแต่งจิต ได้แก่สังขาร
ขันธ์ในขันธ์ ๕ อีกนัยหนึ่ง สังขารเป็น
สภาพที่ปัจจัยตกแต่งมา ซึ่งท่านเรียกว่า
ชื่อว่าอุปาทินนกสังขาร และอนุปา-
ทินนกสังขาร ในสังขารทั้ง ๒ นั้น
สังขารธรรมผู้ปรุงผู้แต่งนี้ เป็นเจตสิก
ธรรม เกิดขึ้นในจิต แล้วชักจิตให้เป็น
ไปต่าง ๆ ในทางดีบ้าง ในทางชั่วบ้าง.
ตามธรรมดา จิตเดิมซึ่งเป็นปกติจิต
ย่อมผ่องใสไม่เศร้าหมอง และจิตนั้น
กลับเศร้าหมองไป ก็ด้วยอุปกิเลสที่จร
มาครอบงำ คือสังขารส่วนชั่วนั้นเอง
ดังพระพุทธภาษิตว่า " ปภสฺสรมิทํ
ภิกฺขเว จิตฺตํ ตฺจ โข อาคนฺตุเกหิ
อุปกิเลเสหิ อุปกิลิฏฺ€ํ " ดังนี้. จิตเดิม
ถึงเป็นจิตผ่องใสอยู่ก็จริงแต่เป็นธรรม-
ชาติที่ผ่องใสอยู่เองตามสภาพ หาได้
ผ่องใสด้วยได้ชำระขัดเกลาให้บริสุทธิ์ไม่
จึงมีอนุสัยกิเลส มีอวิชชา เป็นต้น
ตามนอนอยู่ ( แต่มีอาการดุจดังว่าไม่มี
เพราะยังไม่แสดงให้ปรากฏ ) แต่ครั้น
เมื่อมีเหตุ คืออารมณ์หรืออายตนะภาย
นอก กับอินทรีย์ หรืออายตนะภายใน
กระทบกันเข้า เกิดวิญญาณ ผัสสะ เวทนา
และสัญญา, เมื่อสัญญาเกิดขึ้น ก็จำหมาย
รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ และจำหมาย
เวทนา สุข ทุกข์ อุเบกขาแล้ว สังขารก็
เกิดขึ้น ปรุงจิตให้เป็นไปต่าง ๆ คือปรุง
ให้เห็นว่าดีว่างาม ว่าน่ารัก แล้วให้คิด
อยากได้ ถ้าได้แล้วจะทำอย่างนั้นอย่างนี้,
เมื่อจำหมายว่าสุข ก็มีความยินดี เพลิด
เพลินบ้าง ปรุงให้เห็นว่าไม่ดีไม่งาม ว่าน่า
เกลียดแล้วไม่อยากได้ ถ้าได้แล้วก็อยาก
ให้เสื่อมสิ้นไปเสีย, เมื่อจำหมายว่าทุกข์ ก็
ยินร้ายเศร้าใจเสียในบ้าง ปรุงให้เห็นเป็น
กลาง ๆ ไม่ดี ไม่ชั่ว ไม่สุข ไม่ทุกข์แล้ว
ก็เพิกเฉยอยู่ ด้วยความไม่รู้เท่า จึงคิดหมาย
จะใคร่ได้ ส่วนที่จำหมายว่าดี ว่างาม ว่า
สุข ต่อไปอีกบ้าง เมื่อกล่าวสั้น ๆ ก็คือ
สังขาร ปรุงให้เห็นเปนดี เป็นที่ปรารถนา
ส่วน ๑ ปรุงให้เห็นเป็นชั่ว เป็นที่ไม่
ปรารถนาส่วน ๑ ปรุงให้เห็นเป็นกลาง ๆ
ไม่ดีไม่ชั่ว แล้วเพิกเฉยอยู่ด้วยอวิชชาส่วน
๑ ตัณหาก็เกิดขึ้นในขณะที่คิดเห็นนั้น คือ
ถ้าเห็นว่าดี เป็นที่ปรารถนา ก็ทะยาน
อยากได้ นี้เป็นส่วนกามตัณหา ครั้น
ได้แล้วมีความยินดี สยบอยู่ และอยากให้
คงมีคงเป็นต่อ ๆ ไป ไม่ให้เสื่อมสิ้นไป
เสีย นี้เป็นภวตัณหา ถ้าเห็นว่าชั่วไม่
เป็นที่ปรารถนา ก็ยินร้ายขัดแค้นเสียใจ
ทะยานอยากจะให้เสื่อมสิ้นไปเสีย นี้เป็น
วิภวตัณหา. เมื่อตัณหาเกิดขึ้นคราวไร
ทุกข์ก็เกิดขึ้นคราวนั้นเสมอไป ไม่มีที่สุด
อารมณ์หรืออายตนะภายนอกมีรูปเป็นต้น
กับอินทรีย์หรืออายตนะภายใน มีจักษุ
เป็นต้น ย่อมกระทบกันอยู่เสมอ วิญญาณ
ผัสสะ เวทนา และสัญญา ก็เกิดขึ้นและ
ดับไปอยู่เสมอ สังขารก็เกิดขึ้น ปรุงจิต
ไปตามสัญญานั้น แล้วก็ดับไปอยู่เสมอ
ไม่คงอยู่อย่างใดอย่างหนึ่งได้, ถึงแม้ใคร
จะต้องการให้สังขารนั้น เกิดขึ้นจำเพาะ
แต่อย่างใดอย่างหนึ่ง คือให้ปรุงเห็นเป็น
ดี แล้วทะยานอยากได้ คงอยู่เสมอไป
ดังนี้เป็นต้น ก็ไม่ได้ เพราะอารมณ์
อายตนะภายนอก กับอินทรีย์หรืออายตนะ
ภายใน ย่อมกระทบกันให้เกิดวิญญาณ
ผัสสะ เวทนา สัญญาอยู่เสมอ สังขารก็
ต้องเกิดขึ้นเสมอไปตามสัญญานั้น. คนผู้
ต้องการมั่งมีศรีสุข และเกลียดชังความ
ยากจนขัดสนและทุกข์ ต้องการความตั้ง
อยู่ยั่งยืนของร่างกาย เกลียดความแปร
ปรวนของร่างกายส่วนที่ชอบ และต้อง
การความแปรปรวนของร่างกาย เกลียด
ชังความตั้งอยู่ยั่งยืนของร่างกายส่วนที่ไม่
ชอบ และอยากขึ้นสวรรค์และไปนิพ-
พาน กลัวตกนรก เหล่านี้เป็นต้น ก็
เพราะสัญญา ธรรมชาติที่จำหมายไว้.
สังขาร ธรรมที่ปรุงใจเกิดขึ้นตามสัญญา
แล้วก็ดับไป ดังนี้ จึงชื่อว่าไม่เที่ยง
เมื่อสิ่งใดไม่เที่ยง สิ่งนั้นก็เป็นทุกข์.
สังขารเกิดขึ้น ปรุงจิตไปต่าง ๆ ได้
นั้น ท่านแสดงว่า เพราะอวิชชา ความ
ไม่รู้ตามเป็นจริง หรือความเข้าใจผิด
ความเห็นผิดจากสภาพที่จริง เป็นเหตุ
เดิม. ( วชิร. ๕๑๖-๕๑๘ ).

สังขารโลก
(โลกวิทู)
แปลว่า รู้จักโลกหรือรู้โลก,
ศัพท์ว่า โลก นี้ ท่านแสดงว่า ส่วนที่
ต้องแปรปรวนเปลี่ยนแปลงไป หรือ
ชำรุดทรุดโทรมไปไม่มีคงที่อยู่ได้ ต่าง
กันเพียงเร็วบ้าง ช้าบ้าง และช้ามากถึง
ตั้ง ๑๐๐๐ ปีก็ได้ แต่ถึงอย่างไรก็ไม่คงที่
ต้องแปรปรวนอยู่เสมอ, ท่านแยกออก
เป็น ๓ คือ โอกาสโลก ๑, สังขารโลก ๑,
สัตต หรือ สัตว์โลก ๑.
โอกาสโลก หมายถึงพิภพที่เป็นที่
อาศัยอยู่ ที่เรียกว่าโอกาส หมายความ
ว่าช่อง, พิภพ มีช่องที่เป็นอาศัยอยู่
ของสิ่งของต่าง ๆ ของสัตว์ต่าง ๆ จึง
เรียกว่าโอกาสโลก นี่อย่างหนึ่ง.
สังขารโลก โลกคือสังขาร, สังขาร
ท่านแปลกันว่า สิ่งที่ปัจจัยปรุงแต่งให้
เกิดขึ้น คือต้องมีปัจจัยปรุงแต่งจึงเกิด
ขึ้น, อีกอย่างหนึ่ง มีคนแปลกันว่า ผสม
คือไม่ใช่สิ่งเดียว มีสิ่งต่าง ๆ มาผสมกัน
จึงเรียกว่าสังขาร, แยกออกเป็น ๒ คือ
อุปาทินนะ หรืออุปาทินนกสังขาร
สังขารที่เป็นอุปาทินนะ หรืออุปาทินนกะ
อย่างหนึ่ง. อนุปาทินนะ หรือ อนุปา-
ทินนกสังขาร สังขารเป็นอนุปาทินนะ
หรืออนุปาทินนกะอีกอย่างหนึ่ง, อุปาทินนะ
แปลว่า มีผู้ครอง คือมีความรู้อยู่
ในตัว สามารถจะทำอะไรที่เป็นดีหรือเป็น
ชั่วให้สำเร็จได้ในตัวเอง, อนุปาทินนะ
แปลว่า ไม่มีผู้ครอง คือไม่มีความรู้อยู่ใน
ตัว ไม่สามารถจะทำอะไรให้เป็นดีเป็นชั่ว
ในตัวเองได้. เราทุก ๆ คนนี้มีร่างกายอันนี้
เป็นอุปาทินนกะ เพราะมีผู้ครอง คือมี
ความรู้อยู่ในตัวอาจจะทำอะไร ให้เป็นดี
หรือเป็นชั่วได้, อนุปาทินนกะ ก็ได้แก่
สิ่งของ เช่น ตึก เรือน ภูเขา จอมปลวก
เป็นต้น จนถึงร่างกายที่ตายแล้ว ไม่มี
ความรู้อยู่ในตัว จะทำอะไรให้เป็นดีเป็น
ชั่วในตัวเองไม่ได้. อุปาทินนะหรืออุปา-
ทินนกะ ได้แก่กายของคนของสัตว์ที่ยัง
เป็นอยู่นี้ เป็นอุปาทินนกะในเวลาที่
ยังเป็นอยู่ แต่ถ้าตายลงในเวลาใด ใน
เวลานั้นร่างกายก็เป็นอนุปาทินนกะขึ้นทัน
ที, เหมือนอย่างซากศพของคนตายหรือ
ของสัตว์, เพราะตามธรรมดารูปกายเป็น
อนุปาทินนกะอยู่แล้ว เช่นอาหารที่เรากิน
เข้ามาเป็นรูปกายก็เป็นของตาย เป็นอนุ-
ปาทินนกะ, น้ำที่เราดื่มก็เป็นของตาย
เป็นอนุปาทินนกะ, แต่เมื่อคนกินเข้ามา
ของเหล่านั้นก็มาเป็นร่างกายของคน จึง
กลับเป็นขึ้น, เพราะอะไร ? อาศัยตัว
เป็น คือชีวิตปกครองอยู่ เมื่อผู้ปกครอง
พรากออกเสีย, ร่างกายเป็นอนุปาทินนกะ
ก็คงเป็นอนุปาทินนกะไปตามเดิมของเขา.
รวมอุปาทินนะหรืออุปาทินนกะก็ได้ อนุ-
ปาทินนะหรืออนุปาทินนกะก็ได้ เรียกว่า
สังขารโลก โลกคือสังขาร.
ส่วน สัตตโลก หรือ สัตว์โลก สัตต
เรียกตามภาษาบาลี, สัตว เรียกตามภาษา
สันสกฤต, สัตตโลกหรือสัตว์โลก โลก
คือสัตว์, สัตว์แปลว่า ผู้ข้องผู้ติด ทำไม
ถึงข้องถึงติด พิจารณาดูต่อไป, เพราะ
ตามศัพท์ สัตต หรือ สัตว แปลว่า ผู้
ข้องผู้ติด ก็เพราะรู้จักกายอันนี้ เมื่อรู้จัก
กายอันนี้ก็ข้องติดอยู่ในกายนี้ ถือว่าเป็น
ตัวเป็นตน จึงต้องการได้ ต้องการเป็น
ต้องการเสื่อมเสีย อะไรต่าง ๆ, ถ้าไม่มีรู้
หรือธาตุรู้อยู่ในตัว ไม่รู้จักกายอันนี้แล้ว
ก็ไม่เกี่ยวข้องกัน, เพราะฉะนั้น จึงข้อง
เพราะรู้ และเพราะรู้ผิดจากความจริง
จึงข้องจึงติดอยู่ในกายอันนี้, นี่เป็นสัตต
หรือสัตว์โลก โลกคือสัตว์.
พระพุทธเจ้ารู้จักโอกาสโลก รู้จัก
สังขารโลก รู้จักสัตตหรือสัตว์โลกตามเป็น
จริง แต่ไม่ยึดถือ คงเป็นผู้รู้จึงเป็น โลก-
วิทู ผู้รู้จักโลก นี่อย่างหนึ่ง.
อีกอย่างหนึ่ง มุ่งเอาแต่ สัตต หรือ
สัตว์โลก แยกออกเป็น ๓ เหมือนกันคือ
ผู้ข้องอยู่ ผู้ติดอยู่เพราะรู้ และรู้ผิดจาก
ความจริง ยังยินดีอยู่ใน รูป เสียง กลิ่น
รส โผฏฐัพพะ ซึ่งเป็นวัตถุกาม, เมื่อทำ
อะไรที่เป็นความชั่วความผิดก็เพราะยินดี
ติดอยู่ในกาม คือ รูป เสียง กลิ่น รส
โผฏฐัพพะ หรือทำดีทำชอบที่เรียกว่า
เป็นบุญเป็นกุศล แต่ยังติดอยู่ในกาม เช่น
เรียกว่า กามาพจร ผู้เที่ยงลงหรือผู้หยั่งลง
ในกาม นี่จำพวกหนึ่ง. ผู้บำเพ็ญบุญมุ่ง
ทำจิตให้แน่วแน่ ยึดอยู่ในอารมณ์ คือที่
ยึดที่เหนี่ยวอันเดียวจนแน่วแน่ไม่ฟุ้งซ่าน
ปรากฏเป็นรูปนิมิต, นิมิต เครื่องหมาย
ที่เป็นรูปปรากฏขึ้นในใจ แล้วยินดีติดอยู่
ในรูป คือรูปนิมิต เรียก รูปาพจร ผู้
เที่ยวลงหรือผู้หยั่งลงในรูป. อีกอย่างหนึ่ง
ผู้บำเพ็ญบุญทำจิตให้แน่วแน่เช่นนั้นแล้ว
แต่ล่วงเลยพ้นจากรูปกัมมัฏฐาน ไปติดอยู่
ในอรูป คือสิ่งที่ไม่รูป จนแน่วแน่
เรียกว่า อรูปาพจร ผู้เที่ยวลงหรือผู้หยั่ง
ลงในอรูป คือสิ่งที่ไม่ใช่รูป, แต่ก็ยังเป็น
สัตว์ คือผู้ข้องผู้ติดอยู่ทั้งนั้น, เมื่อข้อง
ติดอยู่ในกาม คือ รูป เสียง กลิ่น รส
โผฏฐัพพะ ก็เป็นกามาพจร เมื่อข้องติด
อยู่ในรูปนิมิต ก็เป็นรูปาพจร, เมื่อข้อง
ติดอยู่ในอรูป ก็เป็นอรูปพจร, จึงเป็น
สัตว์เป็นโลก ผู้ข้องผู้ติด. ที่ได้ชื่อว่าเป็น
โลก ก็เพราะไม่คงที่อยู่เสมอ ต้องแปร
ปรวนเปลี่ยนแปลงไป ท่านจึงจัดให้เป็น
โลก จะเรียกให้ชัดก็หมายถึงสัตว์ คือผู้
ข้องผู้ติดอยู่ พระพุทธเจ้ารู้จักกามาวจร-
สัตว์ รู้จักรูปาวจรสัตว์และอรูปาวจรสัตว์
ตามเป็นจริง, แต่พระองค์ล่วงเลยความ
เป็นสัตว์ คือผู้ข้องผู้ติด เป็นผู้รู้ตามเป็น
จริง จึงไม่ข้องไม่ติดอยู่ ในกาม ในรูป
ในอรูป นี่ก็เป็น โลกวิทู ผู้รู้จักโลกอีก
อย่างหนึ่ง.
สัตตโลก หรือ สัตว์โลก นี้ จะรู้ได้
ชัด บุคคลต้องกำหนดพิจารณาดูตัวเอง
ในชั้นต้นยังเป็นกามาพจร เที่ยวลงหรือ
หยั่งลงในกาม ดูก็รู้ได้ง่าย, แต่ว่าชั้น
รูปาพจร อรูปาพจร รู้ได้ยาก, เพราะเมื่อ
ยังไม่ได้ทำให้ปรากฏชัดขึ้นในตัวแล้ว ก็รู้
แต่เรื่องที่ท่านแสดงไว้เท่านั้น ไม่รู้ตัวจริง,
ต่อเมื่อได้ทำให้ปรากฏชัดขึ้นที่ตัว รู้ตาม
เป็นจริงในชั้นรูปาพจร หรือชั้นอรูปาพจร
นั้น จึงจะรู้จักตัวจริง, อารมณ์ของสัตว์ที่
เป็นกามาพจรก็คือ รูป เสียง กลิ่น รส
โผฏฐัพพะ, ความนึกคิดของสัตว์จำพวก
นั้น เรียกว่า วิตก การประคองวิตก คือ
ความนึกคิดนั้นไว้ให้คงอยู่ เรียกว่า วิจาร,
เหมือนดังเรานึกคิดรูปก็ตาม เสียงก็ตาม
กลิ่นก็ตามรสก็ตาม โผฏฐัพพะก็ตาม,
การฉวยเอา รูป เสียง กลิ่น รส โผฏ-
ฐัพพะ เข้ามานึก นี่เป็นวิตก, ประคอง
จิตนั้นไว้ให้คงนึกคิดอยู่ใน รูป เสียง กลิ่น
รส โผฏฐัพพะ นี้ เป็นวิจาร. อารมณ์
ของรูปาพจร ก็คือรูปกัมมัฏฐานอย่างใด
อย่างหนึ่ง เช่นกำหนดลมหายใจออกกลับ,
การที่นึกฉวยเอาอารมณ์อันใดอันหนึ่ง
เช่นลมหายใจออกกลับมากำหนด นี่เป็น
วิธี, การประคองความนึกคิดนั้นไว้ไม่ให้
ฟุ้งซ่านไป ให้คงที่อยู่ในอารมณ์อันเดียว
นี่เป็นวิจาร, แต่พระบาลีแสดงว่า มีวิตก
วิจารเพียงในชั้นต้น ชั้นสูงขึ้นไปไม่มีวิตก
วิจาร, เพราะจิตแน่วแน่ประณีตยิ่งขึ้น.
อารมณ์ของอรูปาพจร ก็คืออารมณ์ของ
อรูปกัมมัฏฐานอย่างใดอย่างหนึ่ง.
ในการทำกัมมัฏฐาน ท่านแสดงว่า
ต้องมีวิตกมีวิจารในชั้นต้น, วิตกความ
นึกคิด คือฉวยเอาอารมณ์อันใดอันหนึ่งที่
ตัวต้องการที่ชอบเข้ามานึกคิด, วิจารก็
ประคองความนึกคิดอารมณ์นั้นไว้ไม่ให้
เสื่อมคลายหายไปดังกล่าวแล้ว ไม่เหมือน
กับวิตกที่ภาษาไทยเอามาใช้, ที่ภาษาไทย
เอามาใช้หมายความว่าเดือดร้อน นี่ไม่
ตรง, โดยตรง วิตก แปลว่า ตรึก นึก.
การทำกัมมัฏฐานอย่างใดอย่างหนึ่ง ก็
ต้องมีวิตกและวิจารคู่กันไป, ถ้าขาดวิตกก็
ไม่ฉวยเอาอารมณ์เข้ามานึก, แม้มีวิตกฉวย
อารมณ์มานึก แต่ไม่มีวิจารคือไม่รักษา
ไม่ประคองไว้ วิตกก็จะไปวิตกอย่างอื่น
อย่างโน้น อย่างนี้ เลื่อนลอยไปไม่แน่
ไม่มั่นคง ต่อเมื่อมีวิตก มีวิจารประคอง
วิตกอันนั้นไว้คู่กันนั่นแหละ ใจจึงจะ
มั่นคง. ถ้าว่าถึงเรื่องทำกัมมัฏฐาน เมื่อ
มีวิตกวิจารประกอบกันไปจนเรียบร้อยดี
สงบระงับ ท่านว่าจะมีปีติ คือความ
อิ่มเอิบปรากฏขึ้น, เมื่อมีปีติ ความอิ่ม
เอิบปรากฏขึ้น ก็มีสุขคือสบายไม่อึดอัด
ไม่ข้องขัด สบายปลอดโปร่ง และมี
เอกัคคตา คือการที่จิตมีอารมณ์เป็นอัน
เดียวแน่วแน่. รวมเข้าก็เป็น ๕ คือ
วิตก ๑ วิจาร ๑ เป็น ๒ ถ้ามีสงบระงับ
ดี จะมีปีติอิ่มเอิบ ๑ มีสุขสบาย ๑ การ
นึกคิดก็จะแน่วแน่ มีอารมณ์เป็นอันเดียว
เรียกว่าเอกัคคตาอีกอย่างหนึ่ง ท่านจึง
แสดงว่ามีองค์ ๕ คือ วิตก วิจาร ปีติ
สุข เอกัคคตา. ( โอ. ๒/๓๙-๔๔ ).

จบ สังขาร วรรธนะในธรรม
0



#13 ผู้ใช้ออฟไลน์   เฉลิมศักดิ์ ไอคอน

  • ตอบ 6000+
  • PipPipPipPipPipPipPipPip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 6235
  • สมัคร: 26/01/2004

ตอบ: 16/06/2008 - 06:06

ความคิดเห็นที่ 11 : (อชิระ อริยะอินทรีย์)

อ้างอิง
  ท่านผู้บำเพ็ญเพียรใช้ปัญญารู้พิจารณา
จนเห็นจริงถึงที่สุด บรรลุวิชชาและวิมุตติ
แล้ว  ก็พ้นจากปุญญาภิสังขาร  อปุญญา-
ภิสังขาร อเนญชาภิสังขาร  คงมีแต่กาย
สังขาร  วจีสังขาร  จิตตสังขาร  อันเป็นผล
ของเหตุเก่าซึ่งยังคงเหลืออยู่กว่าจะถึงที่สุด.
ถึงมีประวัติปรากฏว่า  พระอรหันต์เข้า
ฌาน  นั่นเพียงเป็นการหยุดพักของท่าน
แต่ท่านไม่ได้ติดในฌานนั้น.


จาก อัตตโนมติ หรือ อาจาริยวาท ที่คุณอชิระ อริยะอินทรีย์ นำมาอ้างอิงนั้น มีส่วนที่ดูจะขัดกับ พระพุทธพจน์ อรรถกถา อยู่มาก

ดูจาก อัตตโนมติ จะเป็นการอธิบาย พระพุทธพจน์ อรรถกถา บวกความเห็นส่วนตัวเข้าไป ขาดองค์ธรรมที่ชัดเจน

ดังเช่น เรื่อง สังขาร ในปฏิจจสมุปบาทธรรม ท่านแสดงว่า พระอรหันต์ยังคงมีสังขารประเภท กายสังขาร วจีสังขาร จิตตสังขาร อยู่

ซึ่งองค์ธรรมของ สังขาร คือ เจตนา ๒๘ หรือ กรรม ๒๙

จึงเป็นไปไม่ได้ที่พระอรหันต์ยังทำ กรรม ๒๙ อยู่

พระอภิธัมมัตถสังคหะ
http://abhidhamonlin...aphi/p8/006.htm

เพราะความไม่รู้ คือ โมหะ หรืออวิชชานี่เอง เป็นปัจจัย เป็นสิ่งที่อุปการะ ช่วยเหลือให้เกิดสังขาร ให้เกิดมีการปรุงแต่งขึ้น ดังนั้นจึงกล่าวว่า อวิชชาเป็นปัจจัย สังขารเป็นปัจจยุบบันน สังขารอันเป็นปัจจยุบบันนของอวิชชานี้จัดได้เป็นสังขาร ๓ คือ อบุญญาภิสังขาร บุญญาภิสังขาร และ อาเนญชาภิสังขาร

๑. อบุญญาภิสังขาร จงใจปรุงแต่งให้เป็นบาป องค์ธรรมได้แก่ เจตนาใน อกุสลจิต ๑๒ เมื่อเจตนาปรุงแต่งให้เกิดบาปเช่นนี้ ก็เป็นทางที่จะนำไปให้ปฏิสนธิ ในอบายภูมิ เจตนาทำบาปอันจะส่งผลให้ปฏิสนธิในอบายภูมินี้ เห็นได้ชัดว่าเป็น ด้วยอำนาจแห่งโมหะ คือ อวิชชาโดยตรงทีเดียว

๒. บุญญาภิสังขาร จงใจปรุงแต่งให้เป็นบุญ องค์ธรรมได้แก่ เจตนาใน มหากุสล ๘ และเจตนาในรูปาวจรกุสลจิต ๕ รวมเป็นเจตนา ๑๓ เมื่อเจตนาปรุง แต่งให้เกิดกุสลกรรมเช่นนี้ ก็เป็นทางที่จะให้ได้ปฏิสนธิเป็นมนุษย์ เป็นเทวดา เป็น รูปพรหม ตามควรแก่กรรมนั้น ๆ เจตนาทำกุสลอย่างนี้ก็นับว่าดีมากอยู่ แต่ว่า ยังไม่ถึงดีที่สุด เพราะว่ายังไม่พ้นทุกข์ จะต้องกลับมาวนเวียนในสังสารวัฏฏอีก กุสลที่ประเสริฐสุด คือ โลกุตตรกุสลอันจะทำให้พ้นทุกข์ได้เด็ดขาด ไม่ต้องกลับมา วนเวียนในสังสารวัฏฏอีกเลยก็มี แต่ไม่มีเจตนาปรุงแต่งให้กุสลอันประเสริฐสุดนั้น เกิดขึ้น จึงได้ชื่อว่า ยังมีอวิชชาอยู่ กล่าวอีกนัยหนึ่งว่า เพราะไม่รู้ว่ากุสลอันยิ่งกว่า นั้นก็มี จึงเจตนาทำเพียงมหากุสลกรรมและรูปาวจรกุสลกรรมเท่านั้น

๓. อาเนญชาภิสังขาร จงใจปรุงแต่งให้เป็นบุญชนิดที่ไม่หวั่นไหว คือตั้ง อยู่ในอุเบกขาพรหมวิหารได้นานเหลือเกิน องค์ธรรมได้แก่ เจตนาในอรูปาวจร กุสลจิต ๔ เมื่อเจตนาปรุงแต่งให้เกิดกุสลกรรมถึงปานนี้ ก็ส่งผลให้ไปปฏิสนธิเป็น อรูปพรหม เสวยบรมสุขอยู่นานช้า ถึงกระนั้น ก็ได้ชื่อว่า ยังไม่พ้นไปจากอวิชชา ตามนัยที่กล่าวแล้วในข้อ ๒ นั้น

อีกนัยหนึ่งสังขารอันเป็นปัจจยุบบันนธรรมของอวิชชานี้ได้แก่ สังขาร ๓ คือ

ก. กายสังขาร คือ เจตนาที่ปรุงแต่งกายทุจจริต และกายสุจริตให้เป็นผล สำเร็จลง องค์ธรรมได้แก่ อกุสลเจตนา ๑๒ และ มหากุสลเจตนา ๘ ที่เกี่ยวกับ ทางกาย

ข. วจีสังขาร คือ เจตนาที่ปรุงแต่งวจีทุจจริตและวจีสุจริตให้เป็นผลสำเร็จลง องค์ธรรมได้แก่ อกุสลเจตนา ๑๒ และมหากุสลเจตนา ๘ ที่เกี่ยวกับทางวาจา

ค. จิตตสังขาร คือ เจตนาที่ปรุงแต่งมโนทุจจริต และมโนสุจริตให้เป็น ผลสำเร็จลง องค์ธรรมได้แก่ อกุสลเจตนา ๑๒ และโลกียกุสลเจตนา ๑๗ ที่เกี่ยว กับทางใจ

รวมสังขาร ๓ ก็ดี หรือจะว่าสังขารทั้ง ๖ ดังกล่าวแล้วนี้ก็ดี ก็ได้แก่ เจตนา ๒๙ หรือ กรรม ๒๙ นั่นเอง

โดยเฉพาะ โลกุตตรกุสลเจตนา นั้นได้ชื่อว่า เป็นบุญก็จริง แต่ไม่จัดเป็น บุญญาภิสังขาร หรืออาเนญชาภิสังขาร เพราะโลกุตตรกุสลนั้นไม่มีหน้าที่ทำให้เกิด ภพเกิดชาติอันเป็นวัฏฏะ แต่มีหน้าที่ทำลายภพทำลายชาติอันเป็นการตัดวัฏฏะ จึง ไม่เกี่ยวกับ ปฏิจจสมุปปาทนี้

อนึ่งตามนัยแห่ง พระสุตตันตปิฎก ก็แสดงสังขาร ๓ ไว้อีกนัยหนึ่ง คือ

กายสังขาร ธรรมชาติที่ปรุงแต่งกาย ได้แก่ อัสสาสะ และปัสสาสะ

วจีสังขาร ธรรมชาติที่ปรุงแต่งวาจา ได้แก่ วิตก วิจาร

จิตตสังขาร ธรรมชาติที่ปรุงแต่งจิต ได้แก่ สัญญา เวทนา หรืออีกนัย หนึ่งว่าได้แก่ เจตสิก ๕๐ ดวง (เว้น วิตก วิจาร)

สรุปความในบท อวิชชาเป็นปัจจัยแก่สังขารนี้ได้ว่า อวิชชาที่เป็นปัจจัยให้เกิด สังขารนั้น ได้แก่ โมหะ สังขารอันเป็นปัจจยุบบันนธรรมของอวิชชานั้น ได้แก่ เจตนา ๒๙ หรือกรรม ๒๙



-------------------------------------------------------------------

อ้างอิง
ลมหายใจเป็น  กายสังขาร  วิตก วิจาร
เป็น  วจีสังขาร  สัญญา เวทนา  เป็น
จิตตสังขาร  นี่เป็นเรื่องของ สรีรยต์
ยนต์  คือ  สรีระ.


องค์ธรรมของ สังขาร จึงต่างจากตามนัยของ ปฏิจจสมุปบาทธรรม


อ้างอิง
  ตามธรรมดา  จิตเดิมซึ่งเป็นปกติจิต
ย่อมผ่องใสไม่เศร้าหมอง  และจิตนั้น
กลับเศร้าหมองไป  ก็ด้วยอุปกิเลสที่จร
มาครอบงำ  คือสังขารส่วนชั่วนั้นเอง
ดังพระพุทธภาษิตว่า " ปภสฺสรมิทํ
ภิกฺขเว  จิตฺตํ  ตฺจ  โข  อาคนฺตุเกหิ
อุปกิเลเสหิ  อุปกิลิฏฺ€ํ "  ดังนี้.


พุทธวิทยาน่ารู้(๑๐)
โดย พระครูศรีโชติญาณ (พระมหาแสวง โชติปาโล)

วิจัยเกี่ยวกับเรื่อง "จิตเดิม"
http://www.thaimisc....aew&topic=10126

http://www.thaimisc....aew&topic=10128


"ปภสฺสรมิทํ ภิกฺขเว จิตฺตํ ตญฺจ โข อาคนฺตุเกหิ อุปกฺกิเลเสหิ วิปฺปมุตฺติ" ความว่า "ภิกษุทั้งหลาย จิตนี้ประภัสสร ก็จิตนั้นแล หลุดพ้นแล้วจากอุปกิเลสทั้งหลายที่จรมา"


ในเอกนิบาตอังคุตตรนิกาย อรรถกถา ภาค ๑ หน้า ๔๕ ข้อ ๕๐ ท่านแก้ว่า จิตก็คือ ภวังคจิตนั่นเอง


พระดำรัสที่ว่า "หลุดพ้นแล้ว" หมายถึง เป็นจิตที่หลุดพ้นจากอุปกิเลสทั้งหลายที่จรมา ซึ่งเกิดขึ้นด้วยอำนาจของกุศลที่สัมปยุตด้วยญาณมีเหตุ ๓ เป็นต้น ได้รับการสรรเสริญ มีชื่อเสียง สืบเนื่องมาจากบุตรเป็นต้น ซึ่งเป็นผู้มีศีลสมบูรณ์ด้วยอาจาระ ก็เพราะเหตุที่บุตรเป็นต้นของตนเหล่านั้นั่นแหละ เป็นคนดีงาม ด้วยเหตุที่ได้รับการศึกษาได้รับโอวาทและคำพร่ำสอน ฉันใด


ภวังคจิตดวงนี้ที่พระมหามุนีตรัสว่า "หลุดพ้นแล้วจากอุปกิเลสที่จรมา" ก็ด้วยอำนาจแห่งกุศลจิต ซึ่งเกิดขึ้นในขณะของชวนะฉันนั้นฯ


ตามที่ได้ยกข่อความจากอาคตสถานมาแสดงเทียบเคียงให้เห็นดังนี้แล้ว ผู้อ่านก็พอจะทราบได้ว่าอะไรเป็นอะไร


แต่ขอให้ทัศนะไว้นิดหนึ่งว่า ในฐานะที่เราเป็นชาวพุทธ บางครั้งถึงกับอุทิศเพศบวชมาเป็นเวลานานก็มี ขอร้องให้พากันเชื่อพระบาลีและอรรถกถาอันเป็นหลักปริยัติฝ่ายเถรวาทเถิด เพราะจะเป็นปัจจัยให้เกิดทิฐิวิสุทธิ คือความเห็นที่ถูกต้องในส่วนของพระปริยัติศาสนาขึ้นได้


แม้จะเกิดศรัทธาให้ลงมือปฏิบัติ ก็เชื่อเหลือเกินว่าต้องไม่ผิดแน่ เพราะเมื่อปริติถูกก็เป็นเหตุให้เกิดปฏิบัติถูก อันเป็นเสมือนเงาตามตัวอยู่แล้ว แต่ถ้าไม่ยอมเชื่อโดยยกตัวเสมอกับอรรถกถาเสียแล้วก็เป็นเรื่องที่ช่วยไม่ได้

----------------------------------------------

0



#14 ผู้ใช้ออฟไลน์   อชิระ อริยะอินทรีย์ ไอคอน

  • ตอบไม่มาก
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 29
  • สมัคร: 03/04/2007

ตอบ: 16/06/2008 - 17:53

( วชิร. ๒๔๙-๒๕๒ )
( โอ. ๒/๓๙-๔๔ ).
( โอ. ๑/๑๐๙-๑๑๑ ).


ที่ยกมาเพื่อให้ดู ว่า เข้าใจตรงกันขอรับ คงไม่มีประมวลภาษาไทยแปลอรรกถาที่เก่าว่านี้กระมั่งขอรับ
0



#15 ผู้ใช้ออฟไลน์   อชิระ อริยะอินทรีย์ ไอคอน

  • ตอบไม่มาก
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 29
  • สมัคร: 03/04/2007

ตอบ: 16/06/2008 - 17:59

( วชิร. ๒๔๙-๒๕๒ )
( โอ. ๒/๓๙-๔๔ ).
( โอ. ๑/๑๐๙-๑๑๑ ).


ที่ยกมาเพื่อให้ดู ว่า เข้าใจตรงกันขอรับ คงไม่มีประมวลภาษาไทยแปลอรรกถาที่เก่าว่านี้กระมั่งขอรับ
0



#16 ผู้ใช้ออฟไลน์   อชิระ อริยะอินทรีย์ ไอคอน

  • ตอบไม่มาก
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 29
  • สมัคร: 03/04/2007

ตอบ: 16/06/2008 - 18:20

http://www.dhammajak...agraph__193.jpg

สืืบค้นเองนะขอรับ
0



#17 ผู้ใช้ออฟไลน์   เฉลิมศักดิ์ ไอคอน

  • ตอบ 6000+
  • PipPipPipPipPipPipPipPip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 6235
  • สมัคร: 26/01/2004

ตอบ: 17/06/2008 - 05:42

มหานิทานสูตร


เนื้อความพระไตรปิฎก เล่มที่ ๑๐ บรรทัดที่ ๑๔๕๕ - ๑๘๘๗. หน้าที่ ๖๐ - ๗๗.
http://84000.org/tip...887&pagebreak=0
ศึกษาอรรถกถานี้ ได้ที่ :-
http://84000.org/tip...a.php?b=10&i=57

ก็พระสุมนราชกุมารนั้นทรงบริจาคทานอย่างเดียวตลอดหนึ่งแสนกัป ทรงบังเกิดในภพดุสิตพร้อมกับพระโพธิสัตว์ของเรา ครั้นจุติจากภพดุสิตนั้นได้ถือปฏิสนธิในพระตำหนักของเจ้าศากยะพระนามว่าอมิโตทนะ.
เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จออกทรงผนวชโดยลำดับ ได้บรรลุสัมมาสัมโพธิญาณ แล้วเสด็จสู่กรุงกบิลพัสดุ์โดยเสด็จไปเป็นครั้งแรก แล้วเสด็จออกจากกรุงกบิลพัสดุ์ เมื่อพระราชกุมารทั้งหลายพากันทรงผนวช เพื่อเป็นบริวารของพระผู้มีพระภาคเจ้า ได้เสด็จออกพร้อมกับเจ้าศากยะทั้งหลายมีท่านภัททิยะเป็นต้น ทรงผนวชในสำนักของพระผู้มีพระภาคเจ้าไม่นานนัก ได้สดับธรรมกถาในสำนักของท่านปุณณมันตานีบุตรแล้วตั้งอยู่ในโสดาปัตติผล ท่านพระเถระนี้เป็นผู้ถึงพร้อมด้วยอุปนิสัยในชาติก่อนด้วยประการฉะนี้ ปฏิจจสมุปบาทแม้ลึกซึ้งก็ปรากฏดุจเป็นของง่าย เพราะความถึงพร้อมด้วยอุปนิสัยในชาติก่อนของพระเถระนั้น.

ติตฺถวาสาทิวณฺณนา
เกจิอาจารย์กล่าวถึงการเรียน การฟัง การสอบถาม และการทรงไว้ในสำนักครูทั้งหลายบ่อยๆ ด้วยบทว่า ติตฺถวาโส คือ การอยู่ในสำนักครู การอยู่ในสำนักครูนั้นของพระเถระบริสุทธิ์อย่างยิ่ง แม้ด้วยเหตุนั้น ปฏิจจสมุปบาทนี้ แม้ลึกซึ้งก็ปรากฏแก่พระเถระเป็นดุจเป็นของง่าย อนึ่ง ปัจจยาการปรากฏเป็นของง่ายของผู้เป็นโสดาบัน ก็พระเถระนี้ได้เป็นพระโสดาบันแล้ว.
การกำหนดนามรูป ย่อมปรากฏแก่ท่านผู้เป็นพหูสูต ดุจเตียงและตั่งย่อมปรากฏ เมื่อดวงประทีปส่องสว่างในห้องนอนประมาณ ๔ ศอก ก็ท่านพระเถระนี้เป็นผู้เลิศของผู้เป็นพหูสูตทั้งหลาย ปัจจยาการแม้ลึกซึ้งก็ปรากฏแก่พระเถระนั้น ดุจเป็นของง่ายด้วยอานุภาพแห่งความเป็นพหูสูตด้วยประการฉะนี้.
----------------------------------------------------------------------

๒. วิภังคสูตร
http://84000.org/tip...e.php?B=16&A=33

ศึกษาอรรถกถานี้ ได้ที่ :-
http://84000.org/tip...ha.php?b=16&i=4

--------------------------------------------------------------------------


จากพระอภิธัมมัตถสังคหะ

องค์ที่ ๒ สังขาร
http://abhidhamonlin...aphi/p8/009.htm

----------------------------------------------------------------
อ้างอิง
( วชิร.  ๒๔๙-๒๕๒ )
( โอ.  ๒/๓๙-๔๔ ).
( โอ.  ๑/๑๐๙-๑๑๑ ).


ที่ยกมาเพื่อให้ดู ว่า เข้าใจตรงกันขอรับ คงไม่มีประมวลภาษาไทยแปลอรรกถาที่เก่าว่านี้กระมั่งขอรับ

http://www.dhammajak...agraph__193.jpg

สืืบค้นเองนะขอรับ

____________________________________

จากคุณ : อชิระ อริยะอินทรีย์


คุณอชิระ ถ้าจะผมจะสืบค้น ในเรื่อง ปฏิจจสมุปบาท คงสืบค้นจาก พระไตรปิฏก อรรถกถา เป็นหลักก่อน

ในอรรถกถา ได้อธิบายถึงเหตุ ย้อนหลัง ไปถึง แสนกัป ที่ พระมหาเถระ ได้เข้าใจ ปฏิจจสมุปบาท อย่างง่ายดาย
0



#18 ผู้ใช้ออฟไลน์   อชิระ อริยะอินทรีย์ ไอคอน

  • ตอบไม่มาก
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 29
  • สมัคร: 03/04/2007

ตอบ: 17/06/2008 - 22:03

ต้องขออภัย คุณเฉลิมศักศื อีกครั้ง

ใส่ลิงค์ผิดแจ้งลบแล้ว ขอรับ
..................
เพียงต้องการจะให้คุณ ค้นที่มาที่ไปของ อรรถกา จากห้องสมุด มหามงกุฏฯ
แต่ลิงหายครับ

บอกย่อๆ ก็แล้วกันครับ สิ่งยกมาทั้งหมดข้างบน คือหนังสือที่้แปล อรรกถา บาลี เป็นไทยนั้นและขอรับ

หากบทความผิด เพราะพิมพ์ผิด ขออภัย แต่เนื้อหาในหนังสือข้างต้นนั้น ใช้อ้างอิงการแปลพระไตรปิฏกแปลถรรกถายุคต่อๆมา ที่ใช้ศึกษากันทุกวันนี้และขอรับ หากเนื้อความผิด จาก บาลี ก็น่าคิดขอรับ เพราะใช้เนื้อความนั้นอ้างอิงแปลไทยทุกๆ เล่ม รวมทั้ง พจนานุกรมฯด้วย


ส่วนประเด็นอื่นๆ อ่านดูที่ http://www.larntum.i...o.pl/000707.htm
0



#19 ผู้ใช้ออฟไลน์   ผ่าน ไอคอน

  • ตอบไม่มาก
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 32
  • สมัคร: 14/02/2006

ตอบ: 18/06/2008 - 20:44

ผมก็ยังไม่แน่ใจว่าผมจะเข้าใจถูกหรือไม่ เอาตามความเข้าใจของผมเองนะครับ
สังขาร คือสิ่งที่ปรากฎขึ้นอย่างต่อเนื่อง รู้ได้ด้วยการสัมผัสหรือใช้ความรู้สึกรับรู้
เช่นกายสังขาร มันมีการเกิดอย่างต่อเนื่องของ Cell เช่นร่างกายเราหรือเปลวไฟ
ความโกรธ สังขารมันแสดงตัวให้รับรู้ด้วยความรู้สึกที่มันเพิ่มขึ้นมาที่กาย
ด้วยการปรุงแต่งทำให้โกรธอย่างต่อเนื่องและลดลงด้วยการหยุดการปรุงแต่ง
ผมพอทราบก็เพียงนี้ลึกกว่านี้ยังไปไม่ถึงผิดอย่างไรยินดีรับคำแนะนำ
ผ่าน
0



คำตอบต่อไป: damrong121 -
  • (2 หน้า)
  • +
  • 1
  • 2
  • คุณไม่สามารถตั้งกระทู้ใหม่ได้
  • กระทู้นี้ถูกล็อค

1 ผู้ใช้กำลังอ่านกระทู้นี้
0 สมาชิก, 1 ผู้เยี่ยมชม, 0 ผู้ใช้ที่ไม่ระบุชื่อ