ลานธรรมเสวนา: งานศพคืองานพัฒนาปัญญา - ลานธรรมเสวนา

เข้าไปดูเนื้อหา

หน้า 1 จาก 1
  • คุณไม่สามารถตั้งกระทู้ใหม่ได้
  • ท่านไม่สามารถตอบกลับกระทู้นี้ได้

งานศพคืองานพัฒนาปัญญา จากหนังสือ "สบตากับความตาย" ของท่าน ว.วชิรเมธี ให้คะแนนกระทู้: -----

#0 ผู้ใช้ออฟไลน์   Vivi Orunitia ไอคอน

  • ตอบ 2000+
  • PipPipPipPip
  • กลุ่ม: ยกเลิกการเป็นสมาชิก
  • ตอบ: 2578
  • สมัคร: 31/07/2004

ตอบ: 02/05/2008 - 12:58

งานศพคืองานพัฒนาปัญญา
จากหนังสือ "สบตากับความตาย"
ของท่าน ว.วชิรเมธี
หน้า ๕๑ - ๕๙

เวลาเราไปร่วมงานศพ ก็จะพบว่ามีพระเข้ามาเกี่ยวข้อง และเป็นบุคคลหลักซึ่งจะขาดไม่ได้ ที่พระมาร่วมงานศพเพราะต้องมาพิจารณาศพ พิจารณาผ้าบังสุกุล แต่เมื่อว่าโดยสาระสำคัญก็คือ มาพิจารณาความตาย

ประเพณีการพิจารณาความตายเข้ามาพร้อย ๆ กับพระพุทธศาสนาผ่านกิจกรรมสองอย่างคือ หนึ่ง กิจกรรมการชักหรือทอดผ้าบังสุกุล สองการเผาศพกลางแจ้ง คนไทยทุกวันนี้เผาศพที่เมรุกันหมดแล้ว

ถ้ารู้ว่าพระศุกร์เข้าพระเสาร์แทรกก็จะไปหาพระ ขอให้พระชักบังสุกุลเป็นบังสุกุลตาย เพื่อจะได้รอดตาย หมดไข้หมดโศก ก็ทำตาม ๆ กันไป เป็นสีลัพพตปรามาส คือทำไปโดยไม่เข้าใจวัตถุประสงค์ว่าสิ่งที่ตนทำมีสาระสำคัญที่แท้จริงอยู่ตรงไหน หรืออีกนัยหนึ่ง ไม่เข้าใจว่าทำไมต้องให้พระไปงานศพไปดูศพ ไปสวดศพ แท้จริงแล้ว เขาเอาศพไปเผาที่วัดเพื่อให้พระได้เรียนจากศพจนเกิดปัญญาหรือปรีชาญาณ

ในสมัยพุทธกาลนั้น เมื่อมีคนตาย สัปเหร่อจะไปนิมนต์พระให้มาดูศพ พระก็ไปดู แล้วก็เกิดการสังเวช สังเวชไม่ใช่ความสงสาร หากแต่หมายถึงเกิดการตระหนักถึงความตายอย่างมีสติ แล้วตั้งอยู่ในความไม่ประมาท คนไทยถ้าเกิดการสังเวชก็คือเกิดความรู้สึกเวทนาสงสาร นี่คือการใช้ภาษาไม่ตรงตามความหมายที่แท้จริง สังเวชก็คือการมีสติ และใช้ในทางบวกในทางที่ส่งเสริม กระตุ้น ปลุกเร้าจิตใจไม่ให้ประมาท

ในสมัยพุทธกาล เมื่อมีคนตายเขาก็จะนิมนต์พระไปพิจารณาศพ ไปดูศพ ในการพิจารณาพระก็จะกล่าวว่า

อนิจจา วะตะ สังขารา
อุปปาทะวะยะธัมมิโน
อุปปัชชิตะวา นิรุชฌันติ
เตสัง วูปะสะโม สุโข

ความหมายคือ

อนิจจา วะตะ สังขารา
รูปร่างสังขารทั้งหลายไม่เที่ยงเช่นนี้เอง

อุปปาทะวะยะธัมมิโน
มีความเกิดความแตกดับเป็นธรรมดา

อุปปัชชิตะวา นิรุชฌันติ
เกิดขึ้นมาแล้วก็ดับไป

เตสัง วูปะสะโม สุโข
ดับการเกิดการตายของสังขารเหล่านั้นเสียได้ นับเป็นความสุข
0


หน้า 1 จาก 1
  • คุณไม่สามารถตั้งกระทู้ใหม่ได้
  • ท่านไม่สามารถตอบกลับกระทู้นี้ได้

การตอบอื่นๆต่อกระทู้นี้



#1 ผู้ใช้ออฟไลน์   Vivi Orunitia ไอคอน

  • ตอบ 2000+
  • PipPipPipPip
  • กลุ่ม: ยกเลิกการเป็นสมาชิก
  • ตอบ: 2578
  • สมัคร: 31/07/2004

ตอบ: 02/05/2008 - 13:00

บทกวีสี่บรรทัดที่พระใช้บริกรรมยามพิจารณาศพหรือพิจารณาผ้าบังสุกุลกล่าวถึงเรื่องหัวใจของพระพุทธศาสนาตั้งแต่เรื่องสามัญจนถึงเรื่องสูงสุดอันเป็นอุดมคติของชีวิต คือพระนิพพาน หรืออีกนัยหนึ่ง เป็นหัวใจของการเจริญวิปัสสนากรรมฐาน สอนเรื่องการเกิดดับหรือไตรลักษณ์ จนถึงพระนิพพาน

แต่คนไทยหรือแม้แต่พระสงฆ์ทุกวันนี้ เมื่อได้ยินพระทอดผ้าบังสุกุลหรือพิจารณาผ้าบังสุกุล ก็แทบไม่มีใครเข้าใจตามจุดประสงค์เดิม เชิญผู้หลักผู้ใหญ่ไปทอดผ้ามหาบังสุกุล เชิญพระผู้ใหญ่ไปพิจารณาผ้ามหาบังสุกุล พระ (บาง) ท่านก็บริกรรมในใจว่า โอ้โห นี่ผ้าไตรไหมแท้จากสวิส ได้มาแล้วหนีบรักแร้แน่นเลย ผ้าของฉัน ไตรจีวรของฉัน อย่างนี้เรียกว่าไปพิจารณาผ้าบังสุกุลได้มาแต่ผ้า ไม่เห็นเลยว่าวันหนึ่งตัวเองก็จะต้องตาย ไม่เข้าใจความแตกดับอันเป็นธรรมดาของสังขารซึ่งแสดงตนอย่างเปิดเผยอยู่ตรงหน้า ไม่ได้รับความรู้ที่แทรกอยู่ในพิธีกรรมอันทรงคุณค่าที่สืบทอดมาแต่บรรพกาลเลยแม้แต่น้อย

พุทธบริษัททั่วไปก็เช่นกัน ไปวัดเพื่อขอให้พระสะเดาะเคราะห์ให้ด้วยการซื้อผ้าบังสุกุลไปให้พระท่านพิจารณา การทำเช่นนี้จะช่วยให้สร่างทุกข์ สร่างโศก สร่างโรค สร่างภัยได้อย่างไรกัน ช่วยได้เพียงนิดหน่อยพอให้จิตใจดีขึ้นมาชั่วครั้งชั่วคราวเท่านั้น คนที่ป่วยด้วยโรคหนึ่ง แต่รักษาด้วยยาคนละขนาน จะหายป่วยได้อย่างไร

คนที่นึกว่าตนมีเคราะห์นั้น แท้ที่จริงตัวเคราะห์ร้ายที่ว่าไม่ได้มาจากข้างนอกเลย แต่มาจากข้างในต่างหาก รากฐานของเคราะห์ภายในก็คือความโง่ ความไม่รู้เท่าทันโลกและชีวิตนั่นเอง เมื่อคนเราโง่ ชีวิตก็แย่ลง เมื่อแย่มาก ๆ เราก็นึกโทษเคราะห์กรรม โทษดินฟ้าเทวดาอารักษ์ พระเสื้อเมืองทรงเมือง เจ้ากรรมนายเวร รวมทั้งโทษสิ่งที่มองไม่เห็นอีกสารพัดโดยหารู้ไม่ว่าเคราะห์กรรมอยู่ที่จิตใจอันมืดบอดของตนนั้นเอง

คนที่มีเคราะห์มาก ๆ นั้น ถ้ามีปัญญาชนคอยแนะนำ ก็จะสามารถพลิกเคราะห์ให้เป็นปัญญา เปลี่ยนปัญหาให้เป็นโอกาส เช่น สอบตกก็เรียนรู้ที่จะสอบใหม่ให้ได้ ไม่เสียเวลาโทษผีสางเทวดา เก็บเงินไม่อยู่ก็เรียนรู้ที่จะเก็บออมอย่างฉลาด ทำดีแล้วคนไม่เห็นก็ควรทำต่อไป เพราะเชื่อมั่นในความดีไม่ใช่เลิกทำดีโดยกล่าวว่า ทำคุณคนไม่ขึ้น และเมื่อตนเองป่วย ก็ควรเรียนรู้ที่จะอยู่กับความป่วยนั้นอย่างมีความสุข อย่างมีปัญญารู้เท่าทัน ไม่ใช่ชิงรังเกียจความป่วยจนทุกข์ทรมานซ้ำซ้อนทั้งภายในภายนอก จะเห็นว่าถ้ามีปัญญาแล้ว เราสามารถเปลี่ยนเคราะห์ให้เป็นของขวัญ เป็นสิริมงคลให้กับตัวเองได้เสมอ
0



#2 ผู้ใช้ออฟไลน์   Vivi Orunitia ไอคอน

  • ตอบ 2000+
  • PipPipPipPip
  • กลุ่ม: ยกเลิกการเป็นสมาชิก
  • ตอบ: 2578
  • สมัคร: 31/07/2004

ตอบ: 02/05/2008 - 13:02

แต่ถ้าโง่มาก ๆ โชคมาดี ๆ ปรับให้เป็นเคราะห์ หนังสือพิมพ์ลงข่าวชาวบ้านบางคนถูกรางวัลที่หนึ่งห้าสิบสองล้าน ก็ยังกินยาฆ่าตัวตาย ทำไมถึงฆ่าตัวตาย ญาติมารุมของเงินมากเกินไป แบ่งอย่างไรก็ไม่พอดีสักที กินยาฆ่าตัวตายเลย นี่เรียกว่าโง่ แปลงโชคให้เป็นเคราะห์

กิจกรรมอีกอย่างหนึ่งที่เรารับมาจากวัฒนธรรมอินเดียโบราณก็คือ การเผาศพกลางแจ้ง สมัยก่อนที่บ้านอาตมาภาพ เมื่อมีคนตาย ชาวบ้านจะช่วยกันเผาศพกลางแจ้ง สองสามปีมานี้มีเมรุเผาศพแล้ว คณะกรรมการหมู่บ้านต่างพากันยืดอกดีใจว่า เดี๋ยวนี้หมู่บ้านเราก็มีเมรุกับเขาแล้ว เลิกเป็นเต่าล้าหลังคนอื่นเสียที การมีเมรุดี ๆ เป็นเรื่องที่ดี เป็นหน้าเป็นตาของหมู่บ้าน แต่ในทัศนะของอาตมาภาพมองว่า การมีเมรุนั้นไม่ได้หมายความว่าหมู่บ้านมีความเจริญก้าวหน้า แต่หมายถึงความล้าหลังต่างหาก เนื่องเพราะเมื่อมีการเผาศพในเมรุ ภูมิปัญญาจากงานศพก็จะหายไป ผลักโลงศพเข้าเตาเผาในเมรุแล้วทุกคนเดินกลับบ้าน ไม่เกิดอะไรขึ้นในทางพุทธิปัญญา ไม่รู้ทันธรรมดาของชีวิต

การที่ทุกหลังคาเรือนต้องเอาฟืนไปร่วมเผาศพ ก็เพื่อจะเรียนรู้ว่าวันหนึ่งเราเองก็จะตาย เมื่อเราตาย เขาก็จะได้มาร่วมเผาศพเราเป็นการตอบแทน โดยวิธีคิดแบบนี้ ทำให้เกิดความไม่ประมาทในชีวิตขึ้นมาโดยอัตโนมัติ (= เจริญมรณัสสติ) การช่วยกันหุงข้าวเป่าไฟเพื่อสงเคราะห์มิตรในยามยากก่อให้เกิดความเห็นอกเห็นใจกัน มิตรภาพก็งอกงามท่ามกลางความโศกเศร้า พอมิตรจิตมิตรใจเกิดขึ้นแล้ว ชาวบ้านก็ยินดีอยู่กันอย่างถ้อยทีถ้อยอาศัย พริกบ้านเหนือเกลือบ้านใต้ ไม่มีเงิน ไม่มีฟืน ไม่มีข้าวสาร ก็เอาแรงไปช่วย ไปนอนเป็นเพื่อนศพจนสว่างคาตา รักกัน ไม่ทอดทิ้งกัน อยู่เป็นเพื่อนกันจนกระทั่งส่งกันและกันถึงเชิงตะกอนจนวาระสุดท้าย

ก่อนเผาศพก็จะมีการเอาศพขึ้นนอนบนปราสาทราชรถ คนในหมู่บ้านขอบ้านละคนมาช่วยจูงศพ ทำอย่างนี้เป็นประเพณีสืบมา ไม่ใช้รถ แต่ใช้มือจูงกันไปลากกันไปจนถึงเชิงตะกอน เจ้าภาพอยู่ในอาการเศร้าสลด แต่เมื่อเห็นคนในหมู่บ้านมาร่วมสามัคคีกัน ก็มีกำลังใจจัดงานศพ เออ...สามีฉันลูกฉันมันตาย ชาวบ้านก็ไม่ทิ้ง เห็นไหม ท่ามกลางความว้าเหว่หงอยเหงาเศร้าสร้อย แต่พอเห็นชาวบ้านมาช่วยงานกันมากมาย ก็พลอยเกิดกำลังใจ

ลองพิจารณาดูสิว่า งานศพเต็มไปด้วยธรรมะ พอเอาไปเผากลางแจ้งยกขึ้นสู่เชิงตะกอนเผา ทุกคนนั่งรอดูอยู่ที่ป่าช้า รอดูสัปเหร่อเผาศพอย่างพร้อมอกพร้อมใจ ในระหว่างที่เผา เห็นคนตายเห็นไฟไหม้ศพซึ่ง ๆ หน้า เห็นเปลวเพลิงลามเลียปราสาทราชวังที่จัดขึ้นมารองรับโลงศพ ก็เหมือนกับได้ชมนิทรรศการกลางแจ้งอยู่บนเชิงตะกอน ดูไป พิจารณาไป เห็นไฟกำลังลามเลียกองฟืน เห็นคนที่นอนอยู่ในโลงศพถูกไฟเผาทีละน้อย ๆ เห็นรูปร่างสังขารเส้นเอ็นต่าง ๆ ที่ถูกเผามอดไหม้ไป เผาศพอยู่ดี ๆ บางทีศพลุกขึ้นมาเพราะว่าเส้นมันตึงเมื่อถูกไฟเผา เกิดมรณัสสติเห็นสัจจะจากความเป็นจริงว่า โอ...ชีวิตเป็นอย่างนี้หนอ ภาพที่เห็นอยู่ต่อหน้าต่อตาตรึงใจ น้อมมาสอนตัวเองว่า ถ้าเราประมาท เราก็จะตาย คิดดูเถิดว่า จากงานศพหนึ่งงาน ถ้าเรารู้เท่าทันธรรมดา เราจะฉลาดขึ้นทุกครั้ง ดีขึ้นทุกคราวที่ไปร่วมงานศพ
0



#3 ผู้ใช้ออฟไลน์   Vivi Orunitia ไอคอน

  • ตอบ 2000+
  • PipPipPipPip
  • กลุ่ม: ยกเลิกการเป็นสมาชิก
  • ตอบ: 2578
  • สมัคร: 31/07/2004

ตอบ: 02/05/2008 - 13:06

เดี๋ยวนี้พอมีงบประมาณมาสร้างเมรุแล้ว อบต. ก็จัดซื้อรถไว้หนึ่งคันสำหรับลากจูงศพ ยกโลงขึ้นบนรถ ขับรถนำหน้า ถ้าใครมีรถเก๋งก็ขับรถเก๋ง ใครมีรถกระบะก็ใช้รถกระบะขับไปรอที่ป่าช้า ไปถึงก็ไม่ได้ช่วยอะไรสัปเหร่อทำเองทุกอย่าง เราแค่นั่งดู ส่งโลงศพเข้าตู้ไฟฟ้าแล้วก็กลับบ้าน ได้ปัญญาไหม ได้ความรู้กับชีวิตไหม น้อยเหลือเกิน นี่คือสิ่งที่เปลี่ยนแปลงไปในสังคมไทย บรรพบุรุษสอนไว้ไม่เอา ไม่เข้าถึง ทิ้งแก่นเลือกเปลือกกันหมด

สมัยก่อนที่บ้านอาตมภาพเมื่อมีงานศพ ตอนที่เอาคนตายลงมาจะบรรจุที่ปราสาทราชรถนัน เขาจะให้สัปเหร่อทุบหม้อน้ำคาบันได ทุบให้แตกดังโพละเรียกการทุบหม้อน้ำนี้ว่าการทุบ “ขันธ์ ๕” ถามว่าทุบทำไม ไม่มีใครรู้ ไปถามมรรคทายก ไปถามกำนัน ถามเจ้าอาวาส ไม่มีใครรู้ อาตมภาพก็เพิ่งจะรู้เมื่อได้มาเรียนบาลีไม่นานนี่เอง

การที่ทุบหม้อน้ำทุบคณโฑขณะที่เอาศพลงจากบ้าน ก็เพราะท่านต้องการบอกเป็นปริศนาธรรมว่า ชีวิตเป็นอย่างนี้นี่เอง วันหนึ่งมันจะแตกดับ ขันธ์ห้าก็คือคนที่มีชีวิตอยู่อย่างเรา ๆ ทั้งหลายนี่แหละ ตัวเราทุกคนก็คือกองรูป (ร่างกาย) กองเวทนา (ความรู้สึก) กองสัญญา (ความทรงจำ) กองสังขาร (ความคิด) และกองวิญญาณ (ความรับรู้) สักวันหนึ่งเราก็จะแตกดับเหมือนขันธ์ห้า นี่เป็นปริศนาธรรมที่ปู่ย่าตายายเขาสอนไว้ มีประโยชน์มากมาย

จูงศพออกจากบ้าน จุดประทัดสนั่นลั่นปฐพี บางคนอธิบายว่าที่จุดประทัดก็เพื่อเป็นการบอกคนตายว่า ออกจากบ้านแล้วนะ อย่ากลับมาสิงสถิตอยู่ที่นี่อีก แต่ความหมายในทางธรรมที่แท้จริงของการจุดประทัด ยามจูงศพออกจากบ้านคือ ชีวิตคนก็เหมือนประทัด เดี๋ยวก็แตก เหลือแต่ฝุ่นฝอย ไม่เหลือแก่นสารอะไรไว้ให้คนรุ่นหลังเลย ชีวิตคือความว่างเปล่า (= สุญญตา) จึงไม่ควรยึดติดถือมั่นในชีวิตจนงมงาย ปล่อยไม่ลง ปลงไม่เป็น

สิบปีที่แล้วป๋าเปรมดังมาก ๆ แต่เดี๋ยวนี้พอพูดถึงป๋าเปรม คนร่วมสมัยก็ร้องอ๋อ...ไม่มีอะไร สมัยก่อนทหารทั้งกองทัพต่างก็ยำเกรง แต่เดี๋ยวนี้พอพูดถึงป๋าก็ไม่มีอะไร สิบปีที่แล้วหากพูดถึง ม.ร.ว. คึกฤทธิ์ ปราโมช ทุกคนร้อง โอ้...ท่านยิ่งใหญ่มาก เป็นเสาหลักประชาธิปไตยของสังคมไทย เดี๋ยวนี้ไปถามเด็กบางคนไม่รู้จักแล้ว ป๋าเปรมคือใคร คึกฤทธิ์คือใคร

ช่วงที่อาจารย์ปรีดี พนมยงค์ อยู่ เด็กนักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ภูมิใจมาก เดี๋ยวนี้ เมื่อปีที่แล้วมีศิษย์เก่าชาวธรรมศาสตร์คนหนึ่ง ซึ่งเป็นนักวิชาการมีชื่อเสียงไปถามนักศึกษาธรรมศาสตร์ว่า รู้จักอาจารย์ปรีดีไหม นักศึกษาบอกว่าไม่เคยได้ยินชื่อ ทั้ง ๆ ที่อนุสาวรีย์สถานของอาจารย์ปรีดีตั้งอยู่ที่ธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์

ชีวิตคนเรานี้ ตอนที่ยังมีลมหายใจอยู่ บางคนอาจโด่งดังเหมือนประทัด โดดเด่นเหมือนพลุยามค่ำคืน แต่หลังจากตายไปก็เป็นแบบนี้ คือมีแต่ความว่างเปล่า

จะเห็นว่า ประเพณีการทำศพแต่โบราณนั้นเต็มไปด้วยพุทธปรัชญาสอนกิจกรรมทุกอย่างมุ่งให้เข้าใจชีวิตอยู่ตลอดเวลา แต่เดี๋ยวนี้เราไม่ค่อยเข้าใจกันแล้ว ไม่สนใจทุกสิ่งทุกอย่าง สักแต่ว่าทำ
0



#4 ผู้ใช้ออฟไลน์   Vivi Orunitia ไอคอน

  • ตอบ 2000+
  • PipPipPipPip
  • กลุ่ม: ยกเลิกการเป็นสมาชิก
  • ตอบ: 2578
  • สมัคร: 31/07/2004

ตอบ: 02/05/2008 - 13:08

ปราชญ์ทางศาสนาท่านหนึ่งตั้งข้อสังเกตว่า ทุกวันนี้พิธีกรรมทางศาสนาส่วนใหญ่ไร้แก่น คือเหลือแต่ซากของการสวด พิจารณาผ้าบังสุกุลก็เหลือแต่ซากของการพิจารณา สมัยก่อนหากมีคนนำศพเข้าวัดมาก็เพื่อให้พระได้อาศัยใช้ศพเป็นเครื่องมือในการเจริญมรณัสสติ แต่เดี๋ยวนี้พอมีคนนำศพเข้ามาตั้งไว้ที่ศาลา พระอาจจะมองว่า โอ้...ตายอีกแล้ว งานนี้ไม่ต่ำกว่าห้าร้อย หนึ่งพัน หนึ่งหมื่น ในขณะที่พระคิดถึงรายได้ที่จะมีเข้ามา เจ้าภาพก็ห่วงว่าต้องจ่ายค่าศาลาเท่าไหร่ ค่าข้าวต้มเท่าไหร่ ค่าดอกไม้หน้าศพเท่าไหร่ ค่าสวดค่าเทศน์เท่าไหร่ ไม่มีใครนึกถึงธรรมะเลยสักข้อ

งานศพในวัดทุกวันนี้ แทบไม่สื่ออะไรในทางเจริญพุทธิปัญญาเลย มีแต่ทุกข์กับโง่เท่านั้นที่โดดเด่นเป็นหลักอยู่ในพิธีกรรม งานศพกลายเป็นงานแห่งความเศร้า ความสิ้นเปลือง ความโก้หรูใหญ่โต อวดยศศักดิ์อัครฐานและพุ่มพานดอกไม้ ทั้งยังเต็มไปด้วยความยุ่งยาก ฟุ่มเฟือย รุ่มร่ามด้วยพิธีกรรมอันเยิ่นเย้อ แต่มองหาแก่นทางพุทธศาสนาแทบไม่เจอ เสียดาย ความตายของคนตายทุกวันนี้ มีประโยชน์ต่อคนที่ยังอยู่น้อยเหลือเกิน

:09: :09: :09:
:70: :70: :70:

0



#5 ผู้ใช้ออฟไลน์   deejung ไอคอน

  • ตอบไม่มาก
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 73
  • สมัคร: 16/11/2007

ตอบ: 12/06/2008 - 16:03

ขอบคุณค่ะ ที่นำเรื่องดี ๆ มาให้อ่าน
0



#6 ผู้ใช้ออฟไลน์   มุ่งเต็มใจ ไอคอน

  • ตอบ 5000+
  • PipPipPipPipPipPipPip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 5405
  • สมัคร: 29/09/2006

ตอบ: 12/06/2008 - 17:40

:09: :09: :09:
[img]http://www.sangharaja.org/images/Somdet/Example/prac_example2.jpg[/img][img]http://i.kapook.com/glitter/2009/th/12/T301109_03P.gif[/img] [img]http://board.palungjit.com/customavatars/avatar77439_1.gif[/img]
[size="2"][size="2"][size="3"][size="5"][color="#4169E1"][i][b]"ส่งเสริมเขาไป เดินทางก้าวไม่หยุด ก็ถึงจุดหมายได้" ล.ป.เลี่ยม ฐิตธัมโม วัดหนองป่าพง อุบลราชธานี มอบให้ ณ ชมรมพุทธ ทีโอที ในมหามงคลวโรกาส ครบรอบ79-80พรรษาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ธันวาคม2549

"พุทโธ โพเธยยัง มุตโต โมเจยยัง ติณโณ ตาเรยยัง"
"เมื่อ รู้แล้ว จักช่วยผู้อื่นรู้ด้วย เมื่อพ้นทุกข์แล้ว จักช่วยผู้อื่นพ้นทุกข์ด้วย เมื่อข้ามโอฆะแล้ว จักช่วยผู้อื่นข้ามโอฆะด้วย"

"เมื่อได้พุทธภูมิ อภิเษกพระอนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณแล้ว จักช่วยให้ผู้อื่นได้พุทธภูมิ อภิเษกพระอนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณด้วย"[/b][/i][/color][/size][/size][/size][/size]
0



#7 ผู้ใช้ออฟไลน์   bua ไอคอน

  • ตอบ 200+
  • Pip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 204
  • สมัคร: 07/03/2006

ตอบ: 13/06/2008 - 13:15

ท่าน ว.วชิรเมธี

:09: :09: :09:

Thanks for quoting this worthy dhamma from ท่าน ท่าน ว.วชิรเมธี! This is a profound writing! He is the present and future hope for Buddhists! Sadhu!Sadhu!Sadhu!
0



#8 ผู้ใช้ออฟไลน์   BusyBee ไอคอน

  • ตอบไม่มาก
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 2
  • สมัคร: 24/06/2008

ตอบ: 26/06/2008 - 00:20

ปุจฉา.... การที่คนคนหนึ่งบอกเราว่า ไม่สามารถไปร่วมงานศพใครได้เลย เพราะจะเป็นอัปมงคลต่อตัวเขา

แม่ของดิฉันก็เป็นไปกับเขาด้วย

จริงเท็จอย่างไรคะ โปรดชี้แนะ

อนุโมทนา
0



คำตอบต่อไป: ไม่มี
หน้า 1 จาก 1
  • คุณไม่สามารถตั้งกระทู้ใหม่ได้
  • ท่านไม่สามารถตอบกลับกระทู้นี้ได้

1 ผู้ใช้กำลังอ่านกระทู้นี้
0 สมาชิก, 1 ผู้เยี่ยมชม, 0 ผู้ใช้ที่ไม่ระบุชื่อ