ลานธรรมเสวนา: " คู่กันแล้ว ไม่แคล้วกัน " มันจริงแค่ไหน - ลานธรรมเสวนา

เข้าไปดูเนื้อหา

หน้า 1 จาก 1
  • คุณไม่สามารถตั้งกระทู้ใหม่ได้
  • กระทู้นี้ถูกล็อค

" คู่กันแล้ว ไม่แคล้วกัน " มันจริงแค่ไหน เด็กน้อย ด้อยประสบการณ์ พาลสงสัย ให้คะแนนกระทู้: -----

#0 ผู้ใช้ออฟไลน์   GinGer ไอคอน

  • ตอบไม่มาก
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 25
  • สมัคร: 26/02/2008

ตอบ: 02/03/2008 - 02:33

เรื่องของกรรมเป็นหลักใหญ่ที่จะนำมาอธิบายเรื่องของเนื้อคู่ใช่ไหมคะท่านผู้รู้ทั้งหลาย
-จะเป็นไปได้ไหมที่ฝ่ายหนึ่งทำบุญมากๆๆๆๆๆในชาติปัจจุบัน จนทำให้คลาดกับเนื้อคู่เดิม สุดท้ายต้องอยู่เป็นโสด แต่ความรู้สึกดีๆต่อเนื้อคู่เดิมยังมีแต่ด้วยแรงบุญบีบทำให้ไม่สามารถไปใช้ชีวิตกับเนื้อคู่เดิมนั้นได้อีกแล้ว
-หรือว่าไม่เป็นผลใด อย่างไรเสียบุญกรรมก็จะจัดหาผู้ที่มีบุญเสมอมาพบกันเป็นคู่อุปถัมภ์ในชาตินี้ ดังนั้นขอถามดังนี้นะคะ
-ในทางกลับกัน หากAพื้นฐานดวงตอนแรกมีเนื้อคู่ดีๆคนนึงรอเค้าอยู่ แต่ต่อมาA เกิดหลงผิดคิดชั่วทำตัวไม่ดี A ก็ยังได้เจอเนื้อคู่ที่ดีอยู่หรอไม่คะ ดิฉันมีเพื่อนเคยสนิทคนนึงเค้าแอบพ่อแม่มีแฟนมาตั้งแต่สมัยเรียนป.ตรี มีอะไรกันด้วยนะคะเพิ่งมารู้ตอนหลังที่เค้าร้องไห้จนเราต้องเอาข้าวไปวางไว้ให้กิน ไม่นานเค้าก็ไปเที่ยวแล้วไปคบหากับแฟนคนที่สองซึ่งเตือนเขาแล้วว่าเจอกันในผับคบไปไม่ยืดนะเขาไม่เชื่อเพราะเขาขี้เหงา แล้วสุดท้ายเค้าก็ขอเลิก ผู้ชายคนที่สองก็จะตามฆ่าเขาเพราะเขาเริ่มทับซ้อนให้แฟนคนที่สามเข้ามาจีบทั้งที่ก็ยังคงไปมาหาสู่ห้องแฟนคนที่สอง ทุกวันนี้เค้ามีแฟนคนล่าสุดคนที่สาม เค้าบอกว่าแฟนเค้าดี เค้าไม่คิดว่าจะมีใครรักเค้าได้มากขนาดนี้ ทั้งที่เค้ามองว่าต้องรีบมีไรกันจะได้รู้ว่าอีกฝ่ายเปลี่ยนไปจะได้รีบชิ่ง มองคล้ายๆว่าตอนนี้เค้ากำลังได้ดีทั้งที่เค้าไม่เคยคิดดีๆ สุดท้ายเพื่อนคนนี้เขาจะยังได้เจอกับเนื้อคู่ที่ไม่แคล้วกัน ที่พรหมลิขิตตั้งไว้หรือไม่อ่ะคะ

ตอนนี้ ดิฉันถอยห่างจากเพื่อนคนนี้มาหลายก้าวแล้วค่ะ เคยรักเพื่อนมากก็จริงแต่ต้องตัดใจเพราะว่าคุยกับเค้าแล้วรู้สึกว่ามีความคิดผิดๆเยอะค่ะ ฟังเรื่องไม่ดีแล้วเศร้าหมอง
0


หน้า 1 จาก 1
  • คุณไม่สามารถตั้งกระทู้ใหม่ได้
  • กระทู้นี้ถูกล็อค

การตอบอื่นๆต่อกระทู้นี้



#1 ผู้ใช้ออฟไลน์   Embrace ไอคอน

  • ตอบ 500+
  • PipPip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 569
  • สมัคร: 11/01/2007

ตอบ: 02/03/2008 - 05:53

คู่แล้วไม่แคล้วกัน เป็นประโยคที่ผู้ใหญ่บอกกับเด็ก เด็กจะได้ไม่กระวนกระวายกระสับกระส่ายมากเกินไปในเรื่องคู่ เพราะอาจจะทำอะไรให้เสียเรื่องได้ ความจริงแล้วกรรมสัมพันธ์เดิมก็มีผลมากแต่ก็ไม่ใช่ทั้งหมด กรรมปัจจุบันก็มีผลเช่นกัน เพราะอย่าลืมว่ากรรมปัจจุบันนี้แหละจะต้องกลายเป็นกรรมเก่าในที่สุดครับ
0



#2 ผู้ใช้ออฟไลน์   iampopcorn ไอคอน

  • ตอบไม่มาก
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 6
  • สมัคร: 29/02/2008

ตอบ: 02/03/2008 - 09:52

ส่วนตัวแล้วผมก็เชื่อเรื่องนี้พอสมควร คนมันจะคู่กัน ยังไงมันก็ต้องคู่กัน
0



#3 ผู้ใช้ออฟไลน์   life journey ไอคอน

  • ตอบไม่มาก
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 78
  • สมัคร: 21/06/2006

ตอบ: 02/03/2008 - 15:56

อืม....น่าจะเป็นไปตามเเรงเหวี่ยง และแรงดึงดูดของ กรรม นะคะ
คู่กันแล้ว (หมายถึงอาจจะเป็นคู่เวร ก็ได้นะคะ) ย่อมไม่แคล้วกันแน่นอน....
อิ อิ อิ
0



#4 ผู้ใช้ออฟไลน์   sawaddee ไอคอน

  • ตอบ 500+
  • PipPip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 572
  • สมัคร: 13/04/2007

ตอบ: 02/03/2008 - 16:27

คนที่มาเจอกันแต่งงานกัน นั่นแหละคือคู่เราทั้งหมด

การบอกว่าคู่กันแล้วไม่แคล้วกันคงหมายถึงเนื้อคู่สินะ

อาจเป็นการมองโลกแคบไปหน่อยนะ

แล้วสมัยนี้ไม่มีหรอก คู่กันแล้วไม่แคล้วกัน หมอดูบางคนบอกเนี่ยแหละเนื้อคู่ ก็เห็นอยู่กันไปไม่ยืดถมไป ต้องดูสภาพแวดล้อมสมัยนี้ด้วย

ขนาดพระพุทธเจ้าองค์ต่อไปยังไม่มาจุติในโลกที่เต็มไปด้วยสังสารวัฎในปัจจุบันนี่เลย

สภาพแวดล้อมมันพาบิดเบี้ยวไปหมดแล้ว
0



#5 ผู้ใช้ออฟไลน์   JOONSTINN ไอคอน

  • ตอบ 200+
  • Pip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 216
  • สมัคร: 25/02/2008

ตอบ: 02/03/2008 - 16:38

อันนี้ก็อปเค้ามาอีกทีนะคะ คือ เคยเจอในบอร์ดนี้อ่าค่ะ


ถาม – คู่เวรมีจริงหรือไม่? แบบที่พออยู่ด้วยกันแล้วมีแต่ความวิบัติ และความหมายของคู่แท้หมายถึงอยู่ด้วยกันแล้วมีแต่ความสุขความเจริญใช่ไหม? หากเป็นเช่นนั้นต้องเชื่อเกณฑ์ของดวงชะตาราศีที่ว่าจะเจอคู่แท้เมื่อนั่นเมื่อนี่ใช่ไหม? ถ้าหากว่าเรามีวิบากที่ต้องเจอคู่ที่ทำให้เราไม่มีความสุขเราจะหลีกหนีได้หรือไม่?

คู่หญิงชายนั้นมีหลายแบบ ไม่ได้มีแต่คู่เวรกับคู่แท้ คำว่า ‘คู่แท้’ จะทำให้คุณนึกถึงเพศตรงข้ามที่ติดตามกันไปทุกภพทุกชาติ เป็นตัวเป็นตนจับจองกันอย่างถาวรไม่เปลี่ยนแปลง ซึ่งธรรมชาติไม่ได้มีอะไรอย่างนั้น ตามกฎเหล็กข้อแรกสุดคือ ‘ทุกสิ่งต้องเปลี่ยนแปลงไป’

หากหันมาใส่ใจกับคำว่า ‘คู่บุญ’ และ ‘คู่บาป’ แทน อย่างนี้จะเห็นอะไรกระจ่างขึ้น เพราะคนเราทำบุญทำบาปสลับกันได้ ไม่มีใครทำบุญทำบาปร่วมกันอย่างใดอย่างหนึ่งได้ตลอดไป และนั่นก็แปลว่าคู่บุญอาจหมายถึงคู่ที่ร่วมทำบุญกันมามากกว่าร่วมทำบาป ส่วนคู่บาปก็อาจหมายถึงคู่ที่ร่วมทำบาปกันมากกว่าร่วมทำบุญ

มองอย่างนี้อคติจะลดลงอย่างฮวบฮาบทันที ประเภทขัดเคืองใจนิดหน่อยก็เหมาว่านี่คู่เวรของเรา หรือประเภทต้องตาต้องใจเมื่อเริ่มพบก็เหมาว่านี่แหละคู่แท้ของฉัน เราจะเห็นตามจริงว่าถ้าต้องตาเมื่อเห็น ถ้าเย็นใจเมื่อใกล้ อันนั้นก็เป็นคะแนนทางความรู้สึกด้านดีชั้นแรก ต่อเมื่อมีความผูกพันผ่านเหตุการณ์ดีร้าย หรือที่เรียกง่ายๆว่าร่วมทุกข์ร่วมสุขด้วยกัน ตรงนั้นค่อยเป็นคะแนนสะสมในชั้นต่อๆมา กระทั่งปักใจเชื่อได้ว่าเป็นคู่บุญกันจริงๆ

ความรู้สึกด้านดีชั้นแรกในระยะแรกพบสบตานั้น เป็นผลบุญจากการอยู่ร่วมกันมาก่อนในอดีตชาติ ส่วนการร่วมทุกข์ร่วมสุขผ่านเหตุการณ์ดีร้ายต่างๆมาด้วยกัน เป็นบุญใหม่ที่เกิดจากการเกื้อกูลในปัจจุบันชาติ พระพุทธเจ้าตรัสว่าความรักจะเกิดขึ้นไม่ได้หากปราศจากเหตุปัจจัยทั้งอดีตและปัจจุบันประกอบกัน

ไม่ว่าจะเป็นของเก่าหรือของใหม่ บุญที่สร้าง ‘คู่บุญ’ ขึ้นมาจะเหมือนๆกัน พระพุทธเจ้าตรัสแสดงไว้ได้แก่

๑) มีศรัทธาไปในแนวทางเดียวกัน เช่นถือศาสดาองค์เดียวกัน เชื่อหรือไม่เชื่อเรื่องกรรมวิบากด้วยกัน เชื่อว่าโลกกลมหรือโลกแบนเหมือนๆกัน เชื่อแนวทางในการดำรงชีวิตรูปแบบเดียวกัน เป็นต้น เมื่อศรัทธาไม่ตรงกันก็คุยเรื่องไม่ตรงกัน เมื่อคุยเรื่องไม่ตรงกันก็คุยกันได้ไม่นาน เมื่อคุยกันได้ไม่นานก็เบื่อกันเร็ว อันนี้คือความจริงที่เกิดขึ้นกับทุกรูปนาม ไม่จำเพาะเฉพาะคู่รักเท่านั้น ขนาดเพื่อนกันแต่เชื่อไม่เหมือนกันยังยากที่จะเป็นเพื่อนสนิทเลยครับ ศรัทธาที่ร่วมกันปลูกฝังให้มั่นคงย่อมทำหน้าที่สร้างสายตาที่มองไปในทิศเดียวกัน ไม่ก่อความรู้สึกเป็นอื่นจากกัน

๒) มีศีลอันเป็นเครื่องหอมทางใจเสมอกัน คือมีความคิดงดเว้นข้อประพฤติผิดแบบเดียวกัน เป็นเหตุให้ไม่รังเกียจหรือหมั่นไส้กัน พรานหนุ่มกับพรานสาวทนกลิ่นอายฆ่าฟันของกันและกันได้ แต่ให้หมอศัลย์ที่มีรังสีช่วยชีวิตมาเป็นคู่ผัวตัวเมียกับมือปืนร้อยศพที่ทะมึนด้วยรังสีเอาชีวิต อย่างไรก็คงทนกลิ่นอายที่เป็นตรงข้ามของกันและกันไม่ไหว และนั่นก็เช่นเดียวกัน ถ้าฝ่ายหนึ่งเจ้าชู้ ร้อยลิ้นกะลาวน สำส่อนไปเรื่อยโดยไม่สนใจความสกปรกหมกมุ่น ย่อมน่ารังเกียจยิ่งสำหรับคนใจซื่อถือความสะอาดผัวเดียวเมียเดียว ศีลที่ร่วมรักษาให้บริสุทธิ์ดีแล้วย่อมทำหน้าที่สร้างความอบอุ่นเชื่อมั่นในกันและกัน สนิทใจ ไว้วางใจกันเป็นมั่นเหมาะ

๓) มีจาคะอันเป็นวิธีคิดแบ่งปันเสมอกัน อย่างน้อยต้องเป็นผู้ให้ซึ่งกันและกันในทางใดทางหนึ่ง ไม่ใช่มีแต่ฝ่ายหนึ่งคิดอยู่ข้างเดียว อีกฝ่ายเอาเปรียบตลอด เช่นอีกฝ่ายสละเงินให้ใช้ อีกฝ่ายสละแรงปรนนิบัติ เป็นต้น การเอารัดเอาเปรียบเกิดจากจาคะที่ไม่เสมอกันเป็นมูล ยิ่งหากต่างฝ่ายต่างคิดเจือจานคนอื่น เห็นข้าวของอะไรไม่ใช้แล้วก็คิดตรงกันว่าน่าบริจาคแก่คนที่เขาไม่มี อย่างนี้ยิ่งไปกันได้ มีโอกาสร่วมบุญกันบ่อยๆ ยิ่งให้คนอื่นมากก็ยิ่งได้ความสุขในการสละมาเสริมใยแก้วร้อยสัมพันธ์ให้กันแน่นแฟ้นขึ้น จาคะที่ร่วมกันยินดีโดยพร้อมเพรียงย่อมก่อความรู้สึกซึ้งใจอย่างใหญ่ เหมือนอยู่ด้วยกันจะเป็นที่พึ่งให้กัน ปลอดภัยร่วมกัน ประคับประคองกัน ไม่มีวันล้มพร้อมกัน

๔) มีปัญญาเสมอกัน กล่าวทางโลกคือคุยกันรู้เรื่อง กล่าวทางธรรมคือมีระดับการเห็นตามจริงใกล้เคียงกัน หรืออย่างน้อยเป็นไปในทางเดียวกัน ไม่ใช่พูดคนละภาษา ฝ่ายหนึ่งทำก่อนคิด อีกฝ่ายคิดก่อนทำ หรือฝ่ายหนึ่งเอาอารมณ์พูด อีกฝ่ายพูดด้วยสติปัญญา หรือฝ่ายหนึ่งเห็นชัดว่าอะไรๆไม่เที่ยง ความยึดมั่นถือมั่นเหลือน้อย แต่อีกฝ่ายหนึ่งแค่เรื่องน้อยก็ยึดมั่นถือมั่นเป็นเรื่องเป็นราวใหญ่โต ก็คงนึกระอาหรือหมั่นไส้ในกันเป็นอย่างยิ่ง ปัญญาที่ร่วมเสริมส่งกันและกันย่อมทำหน้าที่สร้างความร่าเริงในการสนทนา และความไม่พรั่นที่จะต้องฝ่าฟันอุปสรรคร่วมกัน

หากอดีตกาลคุณเคยครองเรือนกับผู้มีบุญเสมอกันทั้ง ๔ ข้อ (อาจหย่อนนิดหย่อนหน่อยได้) ขอเพียงได้มาพบกันในชาตินี้ ก็จะเกิดแรงดึงดูดที่ก่อความรู้สึกแสนดีอย่างประหลาด เหมือนเข้ากันได้ทุกอย่าง เหมือนเห็นกันได้ทุกแง่มุมด้วยความเข้าใจกระจ่าง

และขอเพียงเกื้อกูลกันนิดๆหน่อยๆ เช่นฝ่ายหนึ่งมาถามทาง อีกฝ่ายบอกทางให้ เท่านี้ก็จะเกิดแรงปฏิพัทธ์ขึ้นอย่างรุนแรง ชนิดที่ฝ่ายชาย (ซึ่งมีธรรมชาติเป็นรุก) อาจยื่นข้อเสนอเดินพาไปส่ง และฝ่ายหญิงก็ตกลงรับข้อเสนออย่างยินดีเต็มใจทันที แล้วการตกลงร่วมทางกันไปจนกว่าจะตายก็ติดตามมาอย่างรวดเร็ว ไม่มีอะไรซับซ้อน ไม่มีเหตุการณ์น่าปวดหัว ไม่มีอะไรที่เป็นไปไม่ได้สำหรับคู่บุญประเภทนี้

แน่นอนว่าสายตาทั่วไปมองแล้วย่อมนึกอิจฉา โดยไม่มีใครเข้าใจต้นสายปลายเหตุที่แท้จริงว่าเหตุใดจึงมีคู่ที่น่าอิจฉาได้ปานนั้น รู้แต่ว่ามีจริง แต่ไม่รู้ว่ามีขึ้นมาได้อย่างไร ต้องต่อว่าใครที่แกล้งลำเอียง ความจริงคือคู่บุญได้รับความยุติธรรมจากธรรมชาติกรรมวิบากต่างหาก แต่อาจเป็นความยุติธรรมที่ลึกลับ เพราะนำอดีตชาติมาแสดงให้เห็นเป็นภาพยนตร์ตามโรงไม่ได้

อย่างไรก็ตาม แม้วิบากเก่าบันดาลให้ช่วงแรกคบเกิดแต่เรื่องดีๆ ต่างฝ่ายต่างเป็นสุขชื่นมื่น ไปที่ไหนใครก็เชียร์ ทำอะไรร่วมกันก็รุ่งเรือง แต่ถ้าบุญเก่าแพ้บาปใหม่ ค่อยๆสั่งสมบาปจนต้องทะเลาะเบาะแว้ง หรือเกิดการทำร้ายกันด้วยวิธีต่างๆ คู่บุญก็เปลี่ยนเป็นคู่ครึ่งบุญ (เก่า) ครึ่งบาป (ใหม่) ได้ ความหลงลืมอดีตชาติ ความประมาทในวัย และความไม่รู้จักบุญบาป ไม่เชื่อว่าบุญบาปมีผลนั่นแหละ ที่อาจเปลี่ยนคู่บุญให้เป็นคู่บาปได้ตลอดเวลา

บาปนั้นแม้เล็กน้อยก็เหมือนเหรียญหยอดกระปุก เพียงสั่งสมให้มากวันละเล็กวันละน้อย เมื่อถึงวันหนึ่งลองยกกระปุกดู ก็อาจพบว่ามันหนักราวกับลูกเหล็กใหญ่ และถ้าเป็นบาปที่สะสมร่วมกัน ก็อาจถูกฉุดลากลงต่ำพร้อมกันได้

บาปอันมีผลที่ทำร่วมกันแล้วหญิงชายกลายเป็นคู่บาปนั้น ยืนพื้นอยู่บนกิเลส ๓ ประการของมนุษย์ ได้แก่

๑) ราคะ คือทำเรื่องบาดใจกันทางเพศ ไปมองคนอื่น ไปคุยกับคนอื่น และกระทั่งไปมีคนอื่น กระแสกรรมอันสำเร็จด้วยการนอกใจ จะเป็นของแหลมคมที่กรีดใจผู้ทำให้เป็นทุกข์ก่อน ในรูปของความรู้สึกผิด และเมื่อประจวบกับความจริงที่ว่าความลับไม่มีในโลก วันหนึ่งเมื่อเรื่องแดง คู่ของตนทราบเรื่อง ก็ต้องเป็นทุกข์ตาม ในรูปของความผิดหวังเสียใจ ความร้าวฉานอันเกิดจากเรื่องทางเพศนั้น แม้คู่ครองไม่ผูกใจเจ็บ อย่างน้อยก็กลายเป็นเงามืดติดตามไปบนเส้นทางความสัมพันธ์ เมื่อเกิดชาติใหม่ความสัมพันธ์ทางเพศจะเป็นแรงดึงดูด แต่แรงดึงดูดนั้นแฝงความน่าคลางแคลงชอบกล อย่างน้อยก็มีเหตุน่าสับสน ทำให้คิดๆว่าจะเอาใครดี คนนี้ดีแน่ไหม หรือกระทั่งเกิดความรู้สึกสกปรกเมื่อถูกเนื้อต้องตัวในช่วงแรกๆ ขัดแย้งกันแปลกๆกับความวาบหวามเมื่อใกล้กัน

รสนิยมทางเพศที่ไม่เสมอกันก็อาจเป็นชนวนได้ แต่มาในรูปของความหน่าย ไม่อยากไปด้วยกัน ไม่ใช่ความบาดใจเหมือนอย่างการนอกใจกัน แต่หากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งข่มเหงและเป็นโรคจิตวิปริตทางเพศ กระทำย่ำยีให้อีกฝ่ายเจ็บกายเจ็บใจเป็นประจำ ก็มีส่วนก่อกระแสภัยเวรขึ้นในสายสัมพันธ์ได้เช่นกัน

๒) โทสะ ส่วนใหญ่มักมีมูลจากช่องว่างระหว่างคน เมื่อทรรศนะต่างกัน เมื่อความอยากต่างกัน เมื่อรสนิยมต่างกัน เมื่อสำเนียงและภาษาต่างกัน อะไรๆในทางร้ายก็เกิดขึ้นได้เสมอ โดยเฉพาะในรูปของการทะเลาะเบาะแว้ง เมื่อทะเลาะเบาะแว้งย่อมผูกใจเจ็บ คิดอาฆาตพยาบาท อยากแก้แค้น อยากเอาคืน ไม่รูปแบบใดก็รูปแบบหนึ่ง พูดไม่ได้ก็เย้ยหยันเหยียดหยามผ่านแววตาให้สะใจเสียหน่อยก็ยังดี กรรมร่วมกันที่ทำด้วยโทสะจะเป็นแรงผลักไส หรือดลใจให้นึกเกลียดกัน แต่โทสะนั้นเองก็เป็นพลังร้อยรัดให้ต้องอดรนทนไม่ได้ อยากวนเวียนมาทิ่มตำกันเสียหน่อย ได้ประชดประชัน ได้เอาชนะสำเร็จแล้วสะใจและเป็นสุขพิลึก ท้ายที่สุดพอร่วมหอลงโรงจริง ความสนุกจากการงอน การง้อ ก็แปรไปเป็นโศกนาฏกรรมได้ โดยเฉพาะเมื่ออิทธิพลทางเพศกลายเป็นเครื่องมือกดความรู้สึกให้ดูถูกกันและกัน เห็นอีกฝ่ายแต่ในทางต่ำ เรื่องเพียงเล็กน้อยก็เป็นน้ำผึ้งหยดเดียว อาจบันดาลให้อยากส่งคู่ครองไปสู่ปรโลกได้ และถ้าฆ่ากันตายในชาติหนึ่ง ชาติถัดมาก็เกิดแรงยึดเหนี่ยวมาหากันอีกผ่านความดึงดูดทางเพศ แล้วต้องทำร้ายถึงเลือดถึงเนื้ออีก จนกว่าฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งจะอโหสิให้อย่างไม่มีเงื่อนไข

ทุกวันนี้ที่เห็นดาษดื่นคือการน้อยใจกันแล้วฆ่าตัวตาย นี่ก็เป็นกรรมร่วมที่อยู่ในหมวดของโทสะ เจอกันใหม่ในชาติถัดไปก็จะมีอารมณ์รุนแรง ฉุนเฉียว หรือเป็นเหตุบันดาลใจให้มักง่ายกับชีวิตอีก

๓) โมหะ หมายถึงทำกรรมแบบโง่ๆร่วมกัน โดยอาจสำคัญว่าได้ใช้ความฉลาดเฉียบแหลม ไม่มีใครจับได้ไล่ทัน เช่นเคยร่วมกันโกงสงฆ์ โกงเงินบริจาควัด โกงประชาชน โกงหมู่คณะ โกงเพื่อนฝูง หรือโกงคนแปลกหน้าเป็นรายตัว กรรมที่ทำร่วมกันแบบโง่ๆนั้นกว้างขวางพิสดารไม่รู้จบ เอาเป็นว่าถ้าทำความเดือดเนื้อร้อนใจให้กันและกันด้วยเหตุเพียงเล็กน้อย หรือทำความเสียประโยชน์สุขแก่มวลชนเป็นอันมาก อันนั้นแหละกรรมร่วมกันที่ยืนพื้นอยู่บนโมหะ ไม่ต้องรอชาติหน้า เอาแค่ชาตินี้เมื่อถึงจังหวะที่กรรมเผล็ดผล ก็จะอยู่ร่วมกันอย่างไม่เป็นสุขสักนาที มีแต่เรื่องราวรุมเร้า หรือไม่มีเรื่องก็ก่อเรื่องให้กันเอง ความพินาศอันเกิดจากโมหะนั้น กล่าวได้ว่าน่ากลัวเหนือสิ่งอื่นใด เพราะราคะและโทสะนั้นยังเปิดโอกาสให้ตั้งสติคิดพิจารณาทบทวนและให้อภัยกัน แต่โมหะจะปิดกั้นสติปัญญาแทบทุกประตู มองทิศไหนเหมือนเจอแต่ทางตันทึบทึม นั่นเป็นลักษณะสะท้อนของการทำกรรมด้วยความหลงเขลามืดบอด

แต่แม้เจอเรื่องร้ายรุมเร้า ก็ยังอุตส่าห์ปักใจเชื่อว่าต้องอยู่ร่วมกันถึงจะดี ทิ้งขว้างกันไม่ได้ ต้องทนทู่ซี้ทั้งอย่างนั้น นี่ก็เป็นภาคต่อยอดของโมหะด้วย

ขอสรุปเพื่อให้เกิดความเข้าใจง่ายๆและรวบรัด ถ้าชวนใครทำบุญได้สำเร็จ ทั้งทำต่อกัน ทั้งทำต่อคนอื่น ด้วยกาย วาจา และใจอันเป็นสุจริต คนนั้นมีแนวโน้มจะเป็นคู่บุญ และอยู่กับคุณได้อย่างแท้จริงในชาติปัจจุบัน แต่ถ้าเป็นตรงข้าม เจอกันมีแต่ชวนกันตกต่ำ ทำอะไรเหมือนเป็นบาปกับตัวเองและคนอื่นไปหมด อย่างนั้นก็ส่อเค้าว่าไปด้วยกันไม่รอดหรอกครับ ถึงแม้มีความดึงดูดทางเพศขนาดไหนก็ตาม

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นตอนอยู่ด้วยกันก็พอบอกเป็นเค้าๆได้ระดับหนึ่ง ถ้ามีแต่เรื่องดีๆเข้ามาก็น่าจะเคยทำบุญร่วมกันไว้ก่อน แต่ถ้ามีแต่เรื่องร้ายๆ ก็ให้สันนิษฐานว่าไปทำอะไรไม่ดีร่วมกันไว้ เพราะมีอยู่ครับ วิบากชนิดที่จ้องรอจังหวะตอนคู่บาปมาเจอกัน เจอเมื่อไหร่เกิดเรื่องแย่เมื่อนั้น อันนี้สะท้อนให้เห็นบาปแต่ปางก่อนค่อนข้างชัด (ยิ่งถ้าต่างฝ่ายต่างมีชีวิตเรียบง่ายดีๆ พอมาอยู่ด้วยกันค่อยเกิดเรื่องขรุขระร้ายแรงบ่อยๆ อันนั้นแหละฟันธงเลยครับ ใช่คู่บาปแน่)

หลักการดูคู่ ขอแนะว่าลองชักชวนกันทำบุญ ดูความรู้สึกผูกพันด้านดี จะแน่นอนกว่าการดูฤกษ์ยามใดๆครับ แต่ผมก็เข้าใจและเห็นใจ บางคนไม่มีโอกาสเลือกมากนัก ถ้าใครคิดว่าตนเองมีบุญในเรื่องคู่น้อย ผมอยากแนะนำให้ตั้งใจรักษาศีล ๕ อย่างเข้มงวด ทำทานด้วยความเบิกบานอย่างเข้าใจสักพัก มนุษย์เรายกระดับความมีบุญได้ในชาติเดียว เดี๋ยวถ้าบุญถึงขีดบันดาลสุขในปัจจุบันทันตาเมื่อไหร่ บุญนั้นก็จะแปรสภาพเป็นแรงดึงดูดชักนำคนดีๆที่สมกันมาหาเราเองครับ หากถือหลักความจริงนี้ ก็คงเป็นคำตอบไปในตัว ว่าเราจำเป็นต้องเชื่อเกณฑ์ชะตาราศีไหม

สำหรับการหลบหลีกคู่เวรหรือคู่บาป ให้ตอบตรงไปตรงมาคือยาก แต่เป็นไปได้ครับ คือเมื่อเจอแล้วเรามีสติตั้งมั่น ไม่หลงถลำไปตามแรงดึงดูดทางเพศ การหักห้ามใจได้ บวกกับการตั้งใจเป็นผู้ไม่มีเวร ให้อภัยได้ด้วยใจบริสุทธิ์แท้จริงในทุกเรื่องที่น่าขัดเคือง จะค่อยๆแยกคุณออกห่างจากเขามาโดยดีในที่สุด

ที่มา ดังตฤณ เตรียมเสบียงไว้เลี้ยงตัว เล่มที่ ๕ ตอนที่ ๑๑

อ้างอิง
ไม่มีวันเลิกกัน เสมอไปรึเปล่าครับ


ภพชาติ ความสัมพันธ์ และสายใยต่างๆนั้นซับซ้อน
มีความไม่แน่นอนเป็นความหวังได้ด้วยเหตุปัจจัยอันลึกลับเกินหยั่ง
ทำใจไว้แต่แรกว่าเราทุกคนเป็นนักเดินทางผู้โดดเดี่ยว จะได้สบายใจในระยะยาว

ที่มา ความรักหลากสี

อ้างอิง
ฝัน


ความฝันเกิดจากอะไร และมีวิธีจัดการอย่างไร

ตอบ

ความฝันเกิดจากจิตที่ไม่สงบแล้วคิดปรุงแต่ง ถ้ามีอารมณ์ตกค้างก็จะฝันมาก หรือถ้ามีอารมณ์หยาบ รุนแรง ก็จะฝันร้ายและฝันมาก

ดังนั้นวิธีจัดการกับความฝัน คือ พยายามทำใจให้สงบก่อนที่จะนอน เพราะถ้าจิตสงบเป็นสมาธิมากเท่าไหร่ ความฝันก็ลดน้อยลงเท่านั้น พระอรหันต์ท่านไม่มีฝันเลย สภาวะจิตที่ละเอียดนั้นเป็นจิตที่ตื่น จึงหลับน้อยด้วย

ในการปฏิบัติธรรม เราจึงเน้นให้นอนเท่าที่จำเป็น หรือนอนให้น้อยลง ไม่ให้เกิดความฝันปรุงแต่ง คนเราถ้านอนมากเกินไปก็จะฝันมากเป็นธรรมดา

ก่อนนอนให้ทบทวนชีวิตในวันนั้น มีอะไรที่ยังต้องคิดก็คิดให้จบ อย่าให้ตกค้าง จากนั้นก็เจริญอานาปานสติ พร้อมกับอารมณ์เมตตา ภาวนา 10, 20 นาที หรือนานเท่าไหร่ก็ได้ตามถนัด คือทำใจให้สงบ มีความสุข เช่นนี้ก็จะหลับสบาย ไม่ฝันร้าย อาจจะนอนน้อย หลับน้อยด้วยก็ได้ ตื่นขึ้นก็สดชื่น

ปกติคนเราที่นอน 7–8 ชั่วโมงนั้น หลับจริงๆ ก็ประมาณ 2 ชั่วโมง นอกนั้นจิตก็หลับๆ ตื่นๆ คิดปรุงแต่งไปเรื่อยๆ บางส่วนก็จำได้ บางส่วนก็จำไม่ได้ ส่วนที่จำได้เรียกว่า ฝัน

สำหรับผู้ปฏิบัติก็พยายามตัดชั่วโมงที่หลับๆ ตื่นๆ นึกคิดปรุงแต่งนั้นออก จนถึงสภาวะที่เรียกว่า “หลับในตื่น ตื่นในหลับ“ คือหลับอย่างมีสติ หลวงพ่อชา เล่าว่า สมัยที่ท่านปรารภความเพียร ท่านพยายามเจริญสติในเวลานอนด้วยการนอนในท่าสีหไสยาตรแล้ววางกาน้ำ แก้วใส่น้ำไว้รอบๆ ตัว แล้วกำหนดหลับโดยมีสติ ตื่นขึ้นมาทุกอย่างต้องอยู่ในที่เดิม จึงถือว่าหลับอย่างมีสติ ไม่ฝัน

สำหรับผู้ปฏิบัติถ้าจะนอน 4 ชั่วโมงก็กำลังดี

ที่มา ปัญหา 108 (1) (พระอาจารย์มิตซูโอะ คเวสโก)


____________________________________
อตฺตานญฺเจ ตถา กยิรา ยถญฺญมนุสาสติ สุทนฺโต วต ทเมถ อตฺตา หิ กิร ทุทฺทโม . . . ฯ ๑๕๙ ฯ
สอนคนอื่นอย่างใด ควรทำตนอย่างนั้น ฝึกตนเองได้แล้ว จึงควรฝึกคนอื่น เพราะตัวเราเองฝึกยากยิ่งนัก


จากคุณ : วิมุตฺติยา
http://joonstinn.wordpress.com/
รู้กายรู้ใจตามความเป็นจริงที่ ปรากฏ ด้วยจิตที่ตั้งมั่นและเป็นกลาง เพื่อเห็นพระไตรลักษณ์
0



#6 ผู้ใช้ออฟไลน์   กัลยาวจี ไอคอน

  • ตอบ 100+
  • Pip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 181
  • สมัคร: 11/11/2007

ตอบ: 02/03/2008 - 17:39

ก่อนอื่นต้องบอกว่า เห็นด้วยที่คุณ ถอยห่างจากการปฏิสัมพันธ์กับเพื่อนคนนั้น เพราะการติดต่อสื่อสารกับใครแล้วจิตเราตกเป็นอกุศล หรือเศร้าหมอง ก็ไม่ควรไปยุ่งด้วยมาก (หากไม่จำเป็น)

ส่วนเรื่องการมีคู่ หรือเป็นคู่กัน จะขอยกตัวอย่างกรณีคนรู้จัก
เธอคนนี้เป็นหญิงมีประสบการณ์ทางเพศ ไม่ใช่ผู้หญิงทำงานบริการนะ แต่ถือว่าการมีเพศสัมพันธ์กับเพศตรงข้ามเป็นเรื่องธรรมชาติ

ไม่ใช่หมายถึงมีกับแฟนเท่านั้นนะ แต่ขณะที่ยังมีแฟน ก็มีได้อีกกับผู้ชายที่เธอรู้สึกดึงดูด

ตอนหลังรถไฟชนกัน เพราะสับรางไม่ดี เธอก็เลยเสียทั้ง 2 คนไป แต่ก็หาได้ใหม่เรื่อยๆ
คนก่อนล่าสุดที่ได้รู้มาก็เป็นคนมีเมียแล้ว และเหตุก็เริ่มจากเธอ เป็นฝ่าย "ให้ท่า" เป็นชู้กับสักพักก็เลิกไป เพราะเธอไม่ได้ต้องการให้เขาหย่ามาจดทะเบียน แค่ต้องการความสุขจากกามเป็นครั้งคราว

เธอเองก็รู้ว่าตัวเอง "มั่ว" รู้สึกสำนึกผิด แต่ก็ไม่เข้มแข็งพอที่จะเปลี่ยนแปลง เพราะเคยชินซะแล้ว อีกทั้งศรัทธาในศีล ในธรรม คง ยังไม่พัฒนามากเท่าไร

คนล่าสุด เป็นคนปฏิบัติธรรมนะ ผู้ชายเขารู้อดีตฝ่ายหญิงว่าเป็นไง แต่เขาพูดทำนองว่า เขาเชื่อว่า ธรรมะและการปฏิบัติจะช่วยเปลี่ยนนิสัยตรงนี้ได้ แต่ไม่ทราบว่าผู้ชานสามารถโน้มน้าวใจให้เธอมาปฏิบัติได้ไหม เพราะเห็นแต่ผู้ชานที่เข้าปฏิบัติ

เท่าที่ดู เหมือนผู้หญิงคนนี้ จะสมหวังกับเรื่องกามและความรัก แต่เท่าที่สังเกตุ เธอก็ไม่ค่อยยึดติด หรืออยากจะผูกมัดอะไรในลักษณะการแต่งงานอย่างถูกต้อง

ถ้ามองในเรื่องกรรมและวิบาก คงมีทั้งวิบากที่เป็นกุศลในอดีตที่ส่งให้เธอมีรูป(พอใช้) และปัญญาในทางโลกีย์ที่รู้ว่าจะใช้จริตอย่างไรในการดึงดูด

ส่วนวิบากอกุศลก็รู้กันอยู่ว่า ทุศีลข้อ 3 ทั้งผิดศีล และก่อเวร

ส่วนกรณีเรื่องคู่ ไม่ทราบว่าผู้ชายทั้งหลายที่ผ่านเธอเป็นกรรมในอดีตที่จัดสรรคให้ต้องเจอกัน และดึงดูดเข้าหากัน หรือ เป็นกรรมใหม่ หรือการสร้างกรรมในปัจจุบันซึ่งเป็นผลของกามราคะ และกฏธรรมชาติที่เพศตรงข้ามมักดึงดูดเข้าหากัน ....หมายความว่า การเจอกันและการประกอบกามกิจของทั้ง 2 ฝ่ายเป็นกรรมใหม่ที่เกิดจากเจตนาในปัจจุบันชาติ

รึเปล่า?
0



#7 ผู้ใช้ออฟไลน์   wit ไอคอน

  • ตอบ 6000+
  • PipPipPipPipPipPipPipPip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 6368
  • สมัคร: 30/06/2005

ตอบ: 02/03/2008 - 21:40

อยู่ที่กรรมที่เคยผูกพันกันมาในอดีตชาติน่ะครับ ซึ่งความสัมพันธ์ความผูกพันของเรากับคนอื่นๆนั้นก็มีอยู่มากมายหลากหลาย สมมติเราตายไปแล้วมาเกิดเป็นมนุษย์ใหม่ แล้วได้วนเวียนมาเจอกับบุคคลที่คุ้นเคยในอดีต เราก็จะเกิดความรู้สึกดีหรือไม่ดีกับคนคนนั้น ตามความสัมพันธ์แต่เก่าก่อน ซึ่งคนที่เรารู้สึกดีๆด้วยนั้นอาจไม่ใช่คนคนเดียว เราอาจจะมีสัมพันธ์ที่ดีกับคนหลายๆคน แล้วถ้าบังเอิญชาตินี้ได้มาพบเจอพร้อมๆกันทีเดียวหลายๆคนก็อาจจะวุ่นวายสับสนหน่อย

แต่สิ่งสำคัญก็อยู่ที่การกระทำของเราในปัจจุบันด้วยน่ะครับว่าจะสานต่อความสัมพันธ์อย่างไร อย่างบางคนเลือกที่จะตัดใจเพื่อหวังมรรคผลนิพพานก็ได้ หรือบางคนแม้จะเคยมีความรู้สึกไม่ดีต่อกันมา แต่กรรมในปัจจุบันก็อาจจะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงจากความสัมพันธ์ที่เลวร้ายกลับกลายเป็นดีก็ได้ครับ

สำหรับคู่เวรคู่กรรมนั้น บางทีก็อาจจะเป็นเจ้าหนี้ในชาติก่อน พอเกิดมาชาตินี้ด้วยแรงกรรมจึงชักนำให้ได้มาพบเจอกัน ได้ครองคู่กันและทำให้บุคคลคนนั้นต้องทนทำโน่นทำนี่หรือเสียสละทุกๆอย่างเพื่ออีกฝ่าย โดยที่จะไม่ทำก็ไม่ได้เพราะเหตุปัจจัยหลายๆอย่างน้อมนำให้เป็นเช่นนั้น นี่ก็คือการชดใช้กรรมที่ติดหนี้กันมาในลักษณะหนึ่งครับ ถ้าใช้หนี้หมดแล้วความรู้สึกรักหรือหลงใหลในตอนแรกก็อาจจะหมดไปทำให้เกิดการหย่าร้างหรือละเลิกกันไป.....เช่นนี้เป็นต้นครับ

ส่วนคู่ใดที่รักกันดีต่างเสียสละให้กับอีกฝ่ายซึ่งกันและกัน นั่นก็คืออาจจะเคยเกื้อกูลกันมาแต่ชาติปางก่อนทำให้รู้สึกดีๆต่อกัน แถมมาชาตินี้ได้มาเจอกันก็ยังคงสานสัมพันธ์ไปในทางที่ดีต่อกันอีกนั่นเองน่ะครับ

ปล.เรื่องของกรรมที่เกี่ยวกับความรักนี้คุณดังตฤณได้ตอบคำถามมากมายเอาไว้ ค่อนข้างละเอียดพอสมควรแล้วล่ะครับ แต่ผมอยากแนะนำว่าถ้าจะให้ดีให้ลองอ่านหรือฟังคำสอนของท่าน ดร.สนอง วรอุไร ประกอบด้วย ก็จะยิ่งดีมากเลยล่ะครับ :09:
0



#8 ผู้ใช้ออฟไลน์   เก๋ง ไอคอน

  • ตอบ 100+
  • Pip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมทั่วไป
  • ตอบ: 186
  • สมัคร: 27/02/2008

ตอบ: 03/03/2008 - 12:29

ผมก็เชื่อครับ คู่กันแล้ว ไม่แคล้วกัน ต้องเจอแน่นอน แต่.....ไม่มีอะไรแน่นอน...เปลี่ยนแปลงไปตามกรรม.....การได้พบเจอคู่วาสนา ไม่ได้หมายความว่าเราจะมีความสุขหรือได้อยู่ด้วยกันตลอดไป ไม่มีอะไรค้ำประกันในความไม่แน่นอน......ต่างก็มีทุกข์เป็นของตัวเอง
0



#9 ผู้ใช้ออฟไลน์   riny ไอคอน

  • ตอบ 500+
  • PipPip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 597
  • สมัคร: 01/09/2005

ตอบ: 03/03/2008 - 13:13

ฟังๆ แล้วมันก็เรื่องของเพื่อนคุณเค้านะคะ เค้าจะทำยังไง จะเชื่อยังไง เค้าก็ทำเองอยู่แล้ว คุณปล่อยวางไปเถอะค่ะ เพราะเรื่องของเค้าดูว่าจะวุ่นวายพอประมาณ

ส่วนเรื่องคู่กันแล้ว แคล้วกันรึไม่ ข้างบนๆ ตอบไปได้เยอะแล้วค่ะ ไม่มีอะไรแน่นอนหรอกในโลกใบนี้ รักกันแต่คลาดกันก็มี ไม่รักกันแต่อยู่กันรอดก็มี รักกันอยู่ด้วยกันตลอดจนอีกฝ่ายจากโลกนี้ไปก่อนก็มี
ความรักมีทุกรูปแบบค่ะ
0



#10 ผู้ใช้ออฟไลน์   UL ไอคอน

  • ตอบ 100+
  • Pip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 197
  • สมัคร: 25/07/2006

ตอบ: 03/03/2008 - 13:40

:09: ขอโอกาส
ปกติ เราเวียนว่ายตายเกิด อยู่ในสังสารวัฏฏ์ มานับหาต้น หาปลายไม่ได้ เกิดตายมาแล้วนับหมื่น ๆ แสนๆ หรือ ล้านๆ ชาติ ไม่แปลกหรอกครับที่จะมาพบเจอกัน เรื่องคู่แท้หรือ กรรม นั้นสลับซับซ้อนยากเกินกว่าจะเข้าใจง่ายๆ
ทำมาแล้วทั้งนั้น ทั้งกรรมดี กรรมชั่ว แต่อย่างน้อย ก่อน หน้านี้ เคยมีกรรมดีมาบ้างพอสมควร ทำให้เกิดมาเป็นมนุษย์ ดังนั้น หากยังต้องใช้ชีวิตอยู่ ในโลก ก็ควร หมั่นเจริญสติ เอาไว้ครับ จะได้ ไม่ต้องมาทุกข์กับเรื่องราว ต่างๆที่ประสบพบเจอนะครับ

ในฐานะปุถุชนคนหนึ่ง เราควร เตรียมพร้อมเตรียมใจไม่ประมาทตั้งแต่ยังแข็งแรงทางใจ ไว้ ว่า มีรักย่อมมีทุกข์ มีรักใจย่อมร้อนรน มีรักย่อมพลัดพราก ไม่ว่าจะจะด้วยเหตุใดก็ตาม อันนี้ เป็น ความจริง และ เป็น สัจจธรรมครับ

ต้องเข้มแข็งนะครับ อย่างน้อยมีศีล5 ไว้ครับ ความผิดพลาดจะได้ไม่ไปทำให้ ใครๆ หรือตนเอง เดือดเนื้อร้อนใจ
:09:
0



#11 ผู้ใช้ออฟไลน์   UL ไอคอน

  • ตอบ 100+
  • Pip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 197
  • สมัคร: 25/07/2006

ตอบ: 03/03/2008 - 13:40

:09: ขอโอกาส
ปกติ เราเวียนว่ายตายเกิด อยู่ในสังสารวัฏฏ์ มานับหาต้น หาปลายไม่ได้ เกิดตายมาแล้วนับหมื่น ๆ แสนๆ หรือ ล้านๆ ชาติ ไม่แปลกหรอกครับที่จะมาพบเจอกัน เรื่องคู่แท้หรือ กรรม นั้นสลับซับซ้อนยากเกินกว่าจะเข้าใจง่ายๆ
ทำมาแล้วทั้งนั้น ทั้งกรรมดี กรรมชั่ว แต่อย่างน้อย ก่อน หน้านี้ เคยมีกรรมดีมาบ้างพอสมควร ทำให้เกิดมาเป็นมนุษย์ ดังนั้น หากยังต้องใช้ชีวิตอยู่ ในโลก ก็ควร หมั่นเจริญสติ เอาไว้ครับ จะได้ ไม่ต้องมาทุกข์กับเรื่องราว ต่างๆที่ประสบพบเจอนะครับ

ในฐานะปุถุชนคนหนึ่ง เราควร เตรียมพร้อมเตรียมใจไม่ประมาทตั้งแต่ยังแข็งแรงทางใจ ไว้ ว่า มีรักย่อมมีทุกข์ มีรักใจย่อมร้อนรน มีรักย่อมพลัดพราก ไม่ว่าจะจะด้วยเหตุใดก็ตาม อันนี้ เป็น ความจริง และ เป็น สัจจธรรมครับ

ต้องเข้มแข็งนะครับ อย่างน้อยมีศีล5 ไว้ครับ ความผิดพลาดจะได้ไม่ไปทำให้ ใครๆ หรือตนเอง เดือดเนื้อร้อนใจ
:09:
0



#12 ผู้ใช้ออฟไลน์   ณชเล ไอคอน

  • ตอบไม่มาก
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมทั่วไป
  • ตอบ: 11
  • สมัคร: 04/03/2008

ตอบ: 04/03/2008 - 19:23

เราเชื่อเรื่องกรรมเก่ามากนะ เพราะเราเองเจอกับคนๆหนึงเจอกันครั้งแรกความรู้สึกบอกว่าเราเคยเจอมาก่อนแต่ไม่รู้ว่าที่ไหน บ่วงกรรมก็ทำให้ได้รู้จักกันแบบลึกซึ้งโดยไม่ตั้งใจ เราจะเข้าใจกันโดยเฉพาะที่คุยเรื่องธรรมะ เรื่องพ้นทุกข์ แต่ก็มีความสัมพันธ์ทางใจด้วย แปลกตรงที่เราสามารถ โน้มน้าวจิตใจให้รู้จักเค้าเข้าถึงบอกสวดมนต์ก็สวด นั่งสมาธิก็ทำตามที่ตอนแรกเราไม่คิดว่ามันมีความเกี่ยวพันธ์กันยาวนานขนานนี้ มันเป็นที่เกิดทำให้เราเชื่อเรื่่องกรรมแบบไม่มีข้อสงสัยเลย
0



#13 ผู้ใช้ออฟไลน์   hiwatcher ไอคอน

  • ตอบ 500+
  • PipPip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 503
  • สมัคร: 26/08/2007

ตอบ: 05/03/2008 - 23:35

คู่กันแล้วไม่แคล้วกัน เป็นเพียงวลีถ้อยคำคล้องจอง เอาไว้ปลอบประโลมใจเท่านั้นเอง สำหรับปลอบใจคนที่กำลังผิดหวังในความรัก หรือคนที่เริ่มมีความรักแต่มีคู่แข่งที่น่ากลัว
0



คำตอบต่อไป: ไม่มี
หน้า 1 จาก 1
  • คุณไม่สามารถตั้งกระทู้ใหม่ได้
  • กระทู้นี้ถูกล็อค

2 ผู้ใช้กำลังอ่านกระทู้นี้
0 สมาชิก, 2 ผู้เยี่ยมชม, 0 ผู้ใช้ที่ไม่ระบุชื่อ