ลานธรรมเสวนา: * * * "สมเด็จวังหน้า" * * * - ลานธรรมเสวนา

เข้าไปดูเนื้อหา

หน้า 1 จาก 1
  • คุณไม่สามารถตั้งกระทู้ใหม่ได้
  • กระทู้นี้ถูกล็อค

* * * "สมเด็จวังหน้า" * * * กรมพระราชวังบวรวิชัยชาญ ให้คะแนนกระทู้: -----

#0 ผู้ใช้ออฟไลน์   ฐานิโย ไอคอน

  • ตอบ 400+
  • Pip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 472
  • สมัคร: 06/07/2007

ตอบ: 08/11/2007 - 13:32

(1) "สมเด็จวังหน้า"

ในกาลครั้งหนึ่ง สมัยปลายรัชกาลที่ 4 ว่ากันว่า อำมาตย์และข้าราชบริพารในครั้งนั้น
มีความเคารพ ต่อ "วังหน้า" คือ "พระราชวังบวรวิชาญไชยสถานมงคล" เป็นอย่างมาก

พระองค์ทรงมีพระอัธยาศัย สุภาพอ่อนโยน แต่เคร่งขรึม นอกจากนี้ยังมีพระชิวหาดำ และ
ลิ้นดำ แตกต่างจากคนทั่วไป

"ที่มีพระชิวหาดำ กล่าวกันว่า เพราะพระองค์ทรงโปรดการปลูกว่าน นานาชนิด และทรง
ลองดูรสและสรรพคุณจนลิ้นท่านดำ อีกทั้งยังชื่นชอบเล่าเรียนวิชาอาคมไสยศาสตร์เป็น
อันมาก หากทราบว่ามี พระอาจารย์ดี วิชาคลังที่ใด ไม่ว่าใกล้หรือไกลก็ทรงเพียรเสด็จไป
ขอล่ำเรียนด้วยตลอด"

* * *
ในสมัยรัชกาลที่ 4 นั้น เราชาวไทยมีพระเจ้าแผ่นดิน 2 พระองค์
พระองค์ใหญ่ คือ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
อีกพระองค์คือ พระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว

* * *

ซึ่ง "กรมพระราชวังบวรวิชัยชาญ" นั้น ท่านเป็นพระราชโอรสใน พระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว นั่นเอง

ท่านทรงใกล้ชิดกับพระราชบิดาเป็นนิจ การทหารก็ได้เห็น ภาษาอังกฤษก็ทรงแตกฉาน อักขระไทยก็ทรงเชียวชาญ แต่งโคลงฉันท์ กาพย์กลอนได้ นอกจากนี้พระองค์ยังเก่งใน
ทางช่างกล ต่อเรือรบ ทรงตั้งโรงงานการช่างในวัง ไว้หลายอย่าง ทั้งช่างหล่อ ช่างกลึง
ช่างเคลือบ ของที่ประดิษฐ์ขึ้นมานั้นล้วนแต่เป็นงานที่ ปราณีตหาเสมอได้ยาก

อาจเป็นพระองค์เดียวกัน กับที่ทรบปลูกต้นมะขามไว้รอบสนามหลวง ที่ว่ากันว่า เวลาที่
ข้าศึกมารุกราน จะเสกใบมะขาม ให้เป็นตัวต่อ ให้เล่นงานข้าศึกได้ เป็นการแสดงถึงความ
มีคาถา อาคม ของคนสมัยนั้น

หลังจาก "วังหน้า" องค์ที่ว่าลิ้นดำท่านไปเที่ยวสืบเสาะหาอาจารย์ เพื่อเรียนอาคมไสยศาสตร์
จนแทบหาอาจารย์เรียนไม่ได้แล้ว ครั้นประมวลแล้วก็ไม่เป็นที่พอพระทัย เพราะที่ร่ำเรียนมา
นั้นมีแต่ แค่ไล่ผี ทำน้ำมนต์ทั่วไป จะเก่งถึงขั้นล่องหน เหาะเหินเดินอากาศไม่มี

พระองค์จึงทรงตั้งพระทัยเด็ดเดี่ยวว่า จะทรงเรียนทางนี้ให้สำเร็จเป็นที่ 1 แห่งแผ่นดินให้จงได้ หากไม่สำเร็จดังที่ตั้งพระทัยไว้จะไม่กลับเข้า พระราชวัง เป็นอันขาด

เมื่อทรงดำริมั่นคงในพระทัยเช่นนี้แล้ว ทรงเข้าไปห้องพระ จุดธุปขึ้น 9 ดอก ทำจิตแน่วแน่
เป็นสมาธิ แล้วทรงอธิฐานจิต

"ข้าพเจ้ามีความตั้งใจมั่นคง จะออกแสวงหาพระอาจารย์ที่สามารถสอนสั่งวิชาอาคม ให้
เป็นที่ 1 ในแผ่นดินให้จงได้ ไม่ว่าจะเป็นเวลาใด ถ้าไม่สมประสงค์แล้ว จะไม่ยอมกลับคืน
พระราชวังบวร เป็นอันขาด ถ้าเทพยดาและสิ่งศักดิ์สิทธิ์มีจริง ก็ขอจงดลบันดาลให้ได้พบ
ครูบาอาจารย์ที่เก่งที่สุดด้วยเถิด"

เมื่อทรงอธิฐานแล้ว ก็ทรงแต่งกายเยี่ยงสามัญชน เสด็จออกจากพระราชวังไปในคืนค่อน
รุ่งของวันนั้น เสด็จไปหลายบ้านหลายเมือง สิ้นเวลาไปหลายเดือน ก็ยังไม่พบอาจารย์ที่
ทรงเห็นว่า เก่งที่สุดแต่ประการใด มีแต่เพียงรู้พอๆกับที่พระองค์เคยร่ำเรียนมาแล้วทั้งสิ้น

( การแสวงครูบาอาจารย์ครั้งนี้ดู ไปเหมือนเทพนิยายจักรๆวงศ์ๆ ลูกเจ้าฟ้ามหากษัตริย์ มัก
ออกเดินทางสู่ป่า เขาลำเนาไพร เพื่อร่ำเรียนวิชา กับพระอาจารย์ หรือ ฤาษีชีไพรตามป่า
มีบรรณศาลาเป็นที่อยุ่ บริบูรณ์ด้วยผลหมาก รากไม้ )

( เมื่อเรื่องเก่าเล่ากันมาอย่างงี้ ก็โปรดฟังกันต่อไปและได้พิจารณาว่าสิ่งใดจริงและไม่จริง )



วันหนึ่ง ไม่ปรากฎว่าไปถึงสถานที่ใด เป็นเวลาย่ามบ่าย พระองค์ทรงพบหมู่บ้านแห่งหนึ่ง
ชาวบ้านหญิงชาย พากันมาตักน้ำที่บ่อน้ำ นอกบ้าน พระองค์ทรงรู้สึกกระหายน้ำ จึงตรง
เข้าขอน้ำเสวย พร้อมทั้งลูบหน้าลูบตา และเนื้อตัวพอชุ่มสบายพระวรกาย แล้วทรงนั่ง
พักอยู่ใต้ร่มไม้ใกล้บ่อน้ำ

ขณะนั่งพัก สายพระเนตรก็สอดส่ายมองไปยังป่าไม้ทิวเขาอันเขียวชอุ่ม ชุ่มตา

พลันเห็น พระธุดงค์ ปักกลดนั่งสมาธิอยู่ไกลลิบๆ จึงทรงดำริในพระทัยว่า " เราอาจได้พบ
ครูบาอาจารย์ที่เก่งที่สุดในแผ่นดินแล้ว"

พระทัยร้อนรน เท่าความคิด จึงทรงลุกขึ้นแล้วรีบเดินตรงไปยังพระธุดงค์ที่พระองค์เห็น

ไปถึงเห็นพระธุดงค์ทำสมาธิแน่วแน่ สังเกตุดูแล้ว เห็น

ท่านมีเกศาขาวโพลน

แต่หน้าตาดู หนุ่ม ผิวพรรณนั้นเปล่งปลั่ง

ร่างกายไม่อ้วน ยามนั่งนั้นสำรวมกายช่างดู งดงามน่าเลื่อมใสยิ่งนัก

จึงลงกราบมนัสการด้วยความ นอบน้อมถ่อมตน

พระธุดงค์ท่านลืมตา พร้อมยิ้มด้วยความเมตตา พลางถามว่า " จะไปไหนหรือโยม "

เสด็จวังหน้า ทรงตอบอย่างตรงไปตรงมา ตามที่ตั้งพระทัยไว้ จึงได้คุยกันถึงสารพัดวิชา
ไม่ว่าด้านไหนต่อด้านไหน ทรงถามวิชาใด พระธุดงค์ท่านก็ตอบได้อย่างฉะฉานทะลุปรุโปร่ง
บางครั้งท่านก็แสดงให้ดู ชี้นิ้วไปที่กิ่งไม้แห้ง ไม้นั้นพลันกลายเป็นงูเขียวเลื้อยคลานได้ทันที

และได้แสดงให้พระองค์ได้ดู อีกหลายอย่าง จนเสด็จวังหน้าเกิดความเลื่อมใสและศรัทธา
พระธุดงค์เป็นอย่างมาก ทรงยอมรับว่าคงเป็นครูบาอาจารย์ที่เก่งที่สุดเป็นแน่แท้ จึงก้มลง
กราบมนัสการขอฝากตัวเป็นลูกศิษย์ ติดตามศึกษาเล่าเรียนทุกแห่งหนไป

พระอาจารย์ก็มิได้ปฎิเสธแต่ประการใด ด้วยรู้ว่าเคยเกื้อกูลกันมาแต่ชาติอดีต หรือนัยว่า
ท่านอาจารย์นั้นมาดักรอ พระองค์อยู่แล้วนั่นเอง

พระอาจารย์ก็มิได้รอช้า รอฤกษ์รอยามแต่ประการใด ลงมือสอนพระองค์ในทันที

วิชาแรกที่ท่านสอน คือ วิชาที่เรียกว่า " นะหน้าทอง " ท่านบอกวิธีการให้โดยละเอียด

การสอนของท่านไม่ใช่เพียงใช้จิตฝังทอง ให้หายเข้าไปที่หน้าผากเท่านั้น แต่ยังส่งสอง
ฝ่าอากาศไปติดตามต้นไม้แล้วหายเข้าไปทั้งระยะใกล้ และระยะไกลอีกด้วย

ทองที่ทำมาฝึกนั้น พระอาจารย์ก็ได้มาโดยประหลาด คือ หยิบที่ไหนก็เป็นแผ่นทองคำเปลว
ขึ้นมาตามต้องการ ทำให้เสด็จวังหน้าชื่นชอบและศรัทธาเป็นอันมาก

การฝึกนั้น ท่านเพียรอยู่หลายวัน พระอาจารย์ท่านก็ว่า ฝึกฝนให้สำเร็จอยู่ที่นี่ ตัวท่านนั้น
มีกิจที่จะต้องไปทำ เมื่อฝึกสำเร็จแล้ว ให้ตามไปพบท่านในที่อีกแห่งหนึ่ง พร้อมทั้งทำแผน
ที่บอกเส้นทางไว้ตลอดระยะทาง และออกเดินทางจากศิษย์ไป

การนัดพบแต่ละครั้งเพื่อร่ำเรียนวิชาต่อนั้น ไม่ใช่ใกล้ๆ เสด็จวังหน้าต้อง ข้ามเมือง ข้าม
จังหวัดกันเลยทีเดียว เข้าไป เข้าดง ไปยังเขานั้นถ้ำนี้ บ้างก็ต้องข้ามประเทศไปถึง พม่า
และ ลาว กันเลยทีเดียว

การเดินทางในสมัยนั้น เต็มไปด้วยความยากลำบาก แถมทั้งถุรกันดานเป็นอย่างมาก แต่
ก็หาให้พระองค์ทรงทิ้งพระทัยจะร่ำเรียนวิชาให้เก่งที่สุดในแผ่นดิน ไม่

( ยุคสมัยนี้ การเล่าเรียนแสนจะสบายทุกอย่าง แต่ปรากฎว่า ผู้คนอยากหาร่ำเรียนกันไม่
เอาเวลาไปสนุกเพลิดเพลิน เที่ยวเตร่ มัวเมา ไร้สาระ ทั้งสุรา การพนันและยาเสพติด
คนเหล่านี้เกิดมาใช้ชีวิตตายเปล่า ช่างน่าเสียดายยิ่งนัก )

การไปเรียนต่อครั้งนี้ จุดหมายคือ กาญจนบุรี เมื่อเสด็จไปถึง พระอาจารย์นั้นรออยู่แล้ว
จึงทบทวนวิชาที่ได้ร่ำเรียน ว่าทำได้ดีแล้ว

จึงสอน วิชา " อยู่ยงคงกระพัน " ต่อให้ในทันที แล้วท่านก็ปล่อยให้ฝึกเอาเอง

หลังจากสอนวิชาคงกระพันแล้ว วิชาต่อไปที่ท่านสอนคือ วิชา "เมตตามหานิยม"
ซึ่งกว่า เสด็จวังหน้า จะร่ำเรียนจบจน ขนาดสามารถผูกมิตรกับ สิงสาราสัตว์ ได้โดยไร้
อันตราย ก็กินเวลาไป ถึง 2 ปี

วิชาที่ร่ำเรียนมานั้นต้องหมั่นฝึกฝน และทบทวน ถ้าทิ้งเสียก็จะเสื่อมความศักดิ์สิทธิ์ได้

เคล็ดลับคือต้องมีสมาธิได้ฌาน จึงจะทำให้วิชานั้นแก่กล้าเป็นร้อยเท่าจะหยิบคาถาอะไร
เอามาใช้ก็ได้ผลตามประสงค์

จากนั้นพระอาจารย์ จึงได้ว่า

วิชาอาคมไสยศาสตร์ที่ร่ำเรียนมาทั้งหมดนั้น ก็ยังมิใช่วิชาที่จะเอาตัวรอดได้

เพราะยังต้อง เกิด แก่ เจ็บ และตาย อยู่

มันเป็นเพียง เดรัชฉานวิชา เป็นที่นิยมกันในทางโลก เท่านั้น

วิชาที่ทำให้เอาตัวรอดได้จาก สังสารวัฐ นั้นมีวิชาเดียว คือ สติปัฐฐาน4

ต่อไปนี้วิชาใดที่ได้ร่ำเรียนมานั้นให้ลืมเสีย อย่าไปยึดถือ ขอให้ตั้งใจเรียนสติปัฐฐาน4 เถิด


( ต่อบทที่ 2 นะครับ )
0


หน้า 1 จาก 1
  • คุณไม่สามารถตั้งกระทู้ใหม่ได้
  • กระทู้นี้ถูกล็อค

การตอบอื่นๆต่อกระทู้นี้

คำตอบก่อนหน้า: ฐานิโย - ฐานิโย - wiorn - ฐานิโย -

#4 ผู้ใช้ออฟไลน์   ฐานิโย ไอคอน

  • ตอบ 400+
  • Pip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 472
  • สมัคร: 06/07/2007

ตอบ: 08/11/2007 - 16:12

( 4 )

ครั้นเมื่อหลวงพ่อท่านพิจารณาภาพ ของ พระกัจจายนะ เป็นที่ชัดเจนเรียบร้อยแล้ว ก็ทรง
เรียกช่างแกะสลักที่เตรียมไว้ เป็นช่างหมู่สิบ ฝีมือการแกะนั้นชั้นครู ไปแกะพิมพ์ตามที่ท่าน
บอกกล่าวอย่างละเอียด ให้ใบหน้านั้น มีความเข้มแข็ง บึกบึน ดูเอาจริงเอาจัง และดูมีชีวิต
นับเป็นพิมพ์เริ่มแรก

พิมพ์ต่อมา เป็นพิมพ์แบบเดิม แต่เอามือขึ้นพนมไว้ที่กลางหน้าอก เป็นท่าอธิษฐาน

บอกเช่นนี้ รวมทั้งหมดมี 13 ท่าด้วยกัน จึงแกะทั้ง 13 พิมพ์กันอย่างสุดฝีมือเนื่องจากนับ
เป็นพระราชโองการ จะทำแต่ พอแล้วไป นั้นย่อมไม่ได้

เมื่อได้ครบทั้ง 13 พิมพ์แล้ว สมเด็จวังหน้า ได้กราบขอเพิ่มอีก 2 พิมพ์ คือ

แกะเป็นรูปหลวงพ่อพระครูเทพโลกอุดร ผู้เป็นพระอาจารย์ของท่านเอง จะได้รำลึงถึงผู้
ที่สร้าง ซึ่งหลวงพ่อท่านก็อนุญาติ แล้วก็หยิบผงวิเศษขนาดเท่าผลส้มโอ ออกมาส่งให้
เสด็จวังหน้า บอกว่า
"ผงวิเศษนี้ มีฤทธิ์มากสุดจะคณานับได้ เพียงปั้นก้อนกลมๆติดตัวไว้ ก็สามารถป้องกันคุ้ม
ครองได้สารพัดอย่าง เมื่อปลุกเสกเป็นจำนวนมาก เพื่อแจกจ่ายแก่ทหารผู้รักษาคุ้มครอง
ประเทศ ก็จงเอาผงผสมลงไปเพียงช้อนเดียวเท่านั้น คละเคล้าให้ทั่ว

เมื่อพิมพ์แกะเสร็จแล้วทั้ง 15 พิมพ์ สมเด็จก็นำเอาผงอัดเป็นองค์พระขึ้น นำมาให้หลวงพ่อ
พิจารณาดูว่า เห็นสมควรแต่ประการใด
ปรากฎว่า ทั้ง 15 พิมพ์แกะได้อย่างงดงาม แลดูมีชีวิตชีวา เป็นที่พอใจแก่หลวงพ่อ และ
สมเด็จวังหน้าเป็นอย่างมาก เรียกว่า หาที่ติ มิได้เลยทีเดียว

แล้วหลวงพ่อก็บอกกล่าวว่า อัดเป็นองค์พระเสร็จหมดเมื่อไหร่ ให้ส่งจิตไปบอก หลวงพ่อ
จะกลับมาปลุกเสกครั้งสุดท้ายให้อีกทีนึง

การทำวัตถุมงคลชุดพระกัจจายนะ ครั้งนี้ ให้ทำขึ้นนั้นเป็นจำนวนมาก กินเวลาแล้วเสร็จ
เป็นเวลาถึง 6 เดือนเต็ม และเมื่อเสร็จนั้น สมเด็จท่านก็นำพระทั้งหมดมาเก็บไว้บนห้อง
พระ บนตำหนัก

ครั้นเมื่อทำการอัดองค์พระเป็นที่เรียบร้อยเสร็จหมด สมเด็จท่านก็ส่งจิตกล่าวเชิญพระ
อาจารย์มาประกอบพิธีปลุกเสก ตามที่นัดหมาย

เมื่อถึงเวลาใกล้พระจันทร์เดือนเพ็ญขึ้นกลางฟ้า ตรงเหนือศีรษะ พระอาจารย์ท่านก็ลุกขึ้น
เอาอาสนะผืนเล็กไปปูกลางสนาม กับพื้นพระแม่ธรณี

แล้วท่านก็นั่ง ขัดสมาธิเพชร ตั้งตัวตรง มือขวาทับมือซ้าย แน่วนิ่งดิ่งลงไป

เป็นที่น่าแปลกประหลาด กล่าวคือ พระที่จะทำการปลุกเสกนั้น ยังวางอยู่บนห้องพระบน
พระตำหนัก แต่ตัวท่านนั้น อยู่กับอาสนะบนพื้นข้างล่าง สายสิญจน์เชื่อมโยง ก็ไม่มี ท่าน
นั่งจนพระจันทร์ที่ตรงศีรษะนั้นค่อยๆ บ่ายคล้อยลงไป ปรากฎแสงสว่างประหลาด สว่างจ้า
ภายในวังนั้น สว่างกว่านอกวังเป็นอันมาก ทั้งในห้องพระก็มีแสงสว่างจ้า ในสมัยนั้น แม้แต่
ในพระราชวัง ก็ยังคงไม่มีไฟฟ้าใช้ ก็คงใช้กันแต่โคมตะเกียงธรรมดา

ต่อมาก็ปรากฎ กลิ่นดอกมะลิล้วน ส่งกลิ่นหอม ตลบอบอวลฟุ้งชื่นใจไปทั่วเขตพระราชวัง
ทั้งที่ในวังหามีดอกมะลิที่จะส่งกลิ่นได้หอมมากมายถึงเพียงนี้ เป็นที่อัศจรรย์ใจ แก่ข้า
ราชบริพารมากมาย

เช้าแล้ว หลวงพ่อยังคงไม่ออกจากสมาธิ ยังคงนั่งแน่วนิ่งอยู่เช่นเดิม รอกันอยู่เช่นนี้จน
เที่ยงวัน ตะวันตรงศีรษะ หลวงพ่อท่านก็ถอนจิตออกจากสมาธิ ซึ่งท่านได้บอกว่า

"การปลุกเสกได้สิ้นสุดลงแล้ว ต่อไปภายภาคหน้าจะไม่มีการปลุกเสกที่แก่กล้าด้วย พุทธา
นุภาพเช่นนี้อีก เป็นหนึ่งในแผ่นดินและอาจกล่าวได้ว่า เป็นหนึ่งในโลกตามความประสงค์
ของสมเด็จวังหน้า แล้ว "

สมเด็จทรงกราบทูลถามพระอาจารย์
" พระที่ปลุกเสกนี้ มีคุณทางไหนบ้างขอรับ "

ท่านตอบว่า
"มีคุณรอบตัว เข้าป่าสัตว์ร้ายและพวกภูตผี แม้ เทพยาดา ก็มิอาจมาแตะต้องทำอันตราย
ใดๆ ได้ ป้องกันการเจ็บไข้หรือ ไข้ป่า ได้ทั้งปวง คนเจ็บท้องปวดหัว อาราธนาขอน้ำมนต์
ให้กินก็หายได้ และทางอยู่ยงคงกะพัน แคล้วคลาดทุกประการ"

" แต่การที่ สมเด็จจะให้พระนี้กับใครนั้น ควรเลือกคนดีที่มีศีลธรรม อย่าให้แก่คนชั่ว เค้าจะ
นำเอาไปใช้ในทางที่ชั่ว และขออย่าได้แจกพร่ำเพรือ คนหนึ่งให้เพียงหนึ่งองค์เท่านั้น
เหลือจากแจกทหารและข้าราชการแล้ว ก็สุดแต่สมเด็จวังหน้า จะเอาไปบรรจุที่ไหน เพื่อ
คนรุ่นหลังจะได้มีบุญวาสนามี บารมี ได้ไปคุ้มครองตนบ้าง "

ครั้นสั่งเสียเสร็จเรียบร้อย พระอาจารย์ก็ ออกเดินทางหายไป ในวันปลุกเสกพิธีเสร็จนั่นเอง



ครั้น ตกบ่าย สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงเสด็จมาเยี่ยมชมว่า " วังหน้าได้อาจารย์ดี
เกิดกลิ่นมะลิ คลุ้งตลบอบอวล ไปทั้งวัง "

และทรงทอดพระเนตรเห็นพระมากมาย ในหลวงจึงรับสั่งว่า "ลองได้มั้ย"

สมเด็จวังหน้าทรงโปรดการลองของอยู่แล้ว จึงหยิบพระขึ้นมาองค์หนึ่งแล้ว อาราธนาวาง
ลงบนผ้าขาวบนโต๊ะ ทรงอธิฐานว่า " 3 นัดแรกขออย่าให้ยิงออก"

ปืนสมัยนั้น เป็นปืนยาว รศ. นับว่าทันสมัยเป็นที่สุด ทรงสั่งให้ทหารยิงดู
ปรากฎว่า ได้ยินเพียงแต่ เสียงลั่นไกปืน ดัง แช๊ะๆๆ 3 นัด ไม่มีเสียงระเบิดแต่ประการใด
แต่ เมื่อพ้น 3 นัดแล้ว ก็สั่งให้ยิงขึ้นฟ้า 3 นัด ปรากฎดังลั่นตูม ทั้ง 3 นัด

ครั้นยังไม่มั่นใจดี ทรงสั่งให้ ทหารยิงมาที่พระองค์ 3 นัด และทรงอธิฐานจิต "ขอให้กระสุน
ไม่ถูกตัว ลูกปืนโค้งลงดินซะ "

พอทหารยิงไป กระสุนกลับโค้งลงดิน ไม่ถึงตัวพระองค์

ข้าราชบริพารและข้าราชการ ต่างชื่นชมว่า เป็น เพชรหลีกเพชร หลบได้ด้วยอีกทั้ง
เมตตามหานิยมพร้อมด้วย พุทธานุภาพเท่าเทียม กัน ทุกองค์ ไม่ว่าจะเลือกหยิบองค์ไหน
ขึ้นมาก็ตาม


จากนั้น สมเด็จ ก็ทรงได้ทำการแจกจ่ายให้ หัวหน้ากรมกองทหาร รับไปแจกจ่ายทหารทุก
หมู่เหล่า ทุกระดับชั้น ไม่ว่าเป็นนาย หรือ พล เพื่อให้พระนั้นคุ้มครองกายป้องกันอันตราย
ยามเกิดศึกสงคราม

ถึงอย่างนั้นแล้ว ก็ยังคงเหลือองค์พระเป็นอีกจำนวนมาก จึงได้ทำการแบ่งเป็น 2 ส่วน
เท่าๆกัน ส่วนหนึ่งนั้น นำไปบรรจุไว้ที่ฐานของพระอุโบสถ วัดบวรสุทธาวาส ซึ่งปัจจุบันนั้น
ได้กลายเป็นโรงละคร และพิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติ อีกส่วนหนึ่งนั้น ไม่มีใครทราบได้ว่า
นำไปบรรจุไว้ที่ใด

เป็นอันว่า เรื่องราวหลวงพ่อเทพโลกอุดร ที่มีความสัมพันธ์กับสมเด็จวังหน้าพระองค์หนึ่ง
นั้น ซึ่งมีการสร้างพระกัจจายนะ 13 พิมพ์ และรูปองค์หลวงพ่อท่าน อีก 2 พิมพ์ ก็ขอจบแต่
เพียงเท่านี้

( จบ หลวงพ่อเทพโลกอุดร ตอนสมเด็จวังหน้า )
0



#5 ผู้ใช้ออฟไลน์   sawertyu ไอคอน

  • ตอบไม่มาก
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 94
  • สมัคร: 25/09/2007

ตอบ: 08/11/2007 - 16:36

:09:
0



#6 ผู้ใช้ออฟไลน์   หมูชิก ไอคอน

  • ตอบ 300+
  • Pip
  • กลุ่ม: อยู่ระหว่างการภาคทัณฑ์
  • ตอบ: 308
  • สมัคร: 03/05/2005

ตอบ: 08/11/2007 - 16:43

ช่วยแจ้งที่มาหน่อยสิครับ คุณฐานิโย



อีกอย่าง

อ้างอิง
จากนั้นพระอาจารย์ จึงได้ว่า

วิชาอาคมไสยศาสตร์ที่ร่ำเรียนมาทั้งหมดนั้น ก็ยังมิใช่วิชาที่จะเอาตัวรอดได้

เพราะยังต้อง เกิด แก่ เจ็บ และตาย อยู่

มันเป็นเพียง เดรัชฉานวิชา เป็นที่นิยมกันในทางโลก เท่านั้น

วิชาที่ทำให้เอาตัวรอดได้จาก สังสารวัฐ นั้นมีวิชาเดียว คือ สติปัฐฐาน4

ต่อไปนี้วิชาใดที่ได้ร่ำเรียนมานั้นให้ลืมเสีย อย่าไปยึดถือ ขอให้ตั้งใจเรียนสติปัฐฐาน4 เถิด


:09: สาธุ ขออนุโมทนากับคำกล่าวนี้ :09:

และจะรออ่านคำสอนที่เกี่ยวกับสติปัฏฐานนะครับ
0



#7 ผู้ใช้ออฟไลน์   ภิเนษกรมณ์ ไอคอน

  • ตอบ 500+
  • PipPip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 666
  • สมัคร: 04/03/2005

ตอบ: 08/11/2007 - 22:30

ถ้าว่ากันตามหลักฐานประวัติศาสตร์ เรื่องราวนี้ก็มีแง่มุมให้ชวนสงสัยบางประการ เช่น ในสมัยรัชกาลที่4 กรมพระราชวังบวรวิชัยชาญ ซึ่งเป็นพระโอรสของพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว ซึ่งก็คงอยู่ในพระอิสริยยศเจ้าฟ้า(จำไม่ได้แน่ว่าเป็นเจ้าฟ้าหรือพระองค์เจ้า) การที่เจ้าฟ้าชายองค์ใหญ่จะเสด็จหายไปนานติดต่อกันถึง 7 ปีนี้ ไม่น่าจะเป็นเรื่องเล็กไปได้ ในประวัติศาสตร์และทุกๆคนในวังหน้าและวังหลวงจะต้องกล่าวถึงแน่นอน ว่าทรงหายไป 7 ปี แล้วอยู่ดีๆก็เสด็จกลับมาโดยปลอดภัย
เมื่อถึงสมัยรัชกาลที่ 5 ทรงสถาปนาเป็น กรมพระราชวังบวรวิชัยชาญ (มิได้เป็นสมเด็จพระบวรราชเจ้า ดังในสมัยรัชกาลที่1-3) ต่อมาในยุคนั้นเกิดเหตุขัดแย้งกันอย่างรุนแรงระหว่างวังหลวงกับวังหน้า เกือบถึงขั้นรบกัน บังเอิญกรมพระราชวังบวรฯเสด็จทิวงคตก่อน รัชกาลที่5 จึงยกเลิกตำแหน่งวังหน้า(ซึ่งเป็นเสมือนพระมหากษัตริย์องค์ที่สอง)เสีย และเปลี่ยนเป็นตำแหน่งมกุฏราชกุมาร(ซึ่งอยูในตำแหน่งรัชทายาท)แทน โดยสถาปนาพระราชโอรสองค์ใหญ่ คือ สมเด็จเจ้าฟ้ามหาวชิรุณหิศ เป็นมกุฏราชกุมารองค์แรก

ที่กล่าวมานี้ มิใช่ไม่เชื่อในเรื่องราวหรือต้องการจะดิสเครดิตแต่ประการใด แต่ต้องการชี้ให้เห็นถึงความถูกต้องและความเป็นไปได้ในเรื่องราวต่างหาก เรื่องสมเด็จวังหน้าและหลวงปู่โลกอุดรเป็นเรื่องที่มีความเป็นไปได้ แต่บางครั้งเรื่องราวที่เล่ากันปากต่อปากสืบมา อาจมีความคลาดเคลื่อนไปในบางส่วนครับ
หนฺททานิ ภิกฺขเว อามนฺตยามิ โว วยธมฺมา สงฺขารา อปฺปมาเทน สมฺปาเทถ

"ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บัดนี้ เราขอเตือนท่านทั้งหลายว่า สังขารทั้งหลาย มีความเสื่อมไปเป็นธรรมดา
ท่านทั้งหลายจงยังประโยชน์ตนและประโยชน์ท่าน ให้ถึงพร้อมด้วยความไม่ประมาทเถิด"
นี้เป็นพระวาจามีในครั้งสุดท้ายของพระตถาคตเจ้า
0



#8 ผู้ใช้ออฟไลน์   ฐานิโย ไอคอน

  • ตอบ 400+
  • Pip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 472
  • สมัคร: 06/07/2007

ตอบ: 09/11/2007 - 08:16

คิดว่า น่าจะเป็นเรื่องแต่ง มากกว่าครับ เพื่อนๆ พี่ๆ อ่านใช่วิจารณญาน นะครับ

ผมเองอ่านก็ คิดว่าไม่ค่อยตรงกับประวัติศาสตร์ สักเท่าไหร่

แต่เห็นผู้เขียน แต่งเรื่องออกมาได้น่าอ่านและเพลิดเพลินดี จึงนำมาเล่าสู่กันฟัง


อ่านเอาความเพลิดเพลินทางปัญญาก็พอครับ อย่าหาสาระความเป็นจริง เดี๋ยวจะเครียด
0



#9 ผู้ใช้ออฟไลน์   ฐานิโย ไอคอน

  • ตอบ 400+
  • Pip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 472
  • สมัคร: 06/07/2007

ตอบ: 09/11/2007 - 09:10

* * * * อาจารย์หม่อม * * * *

เมื่อประมาณปี 2503 ในกรุงเทพมหานครนี่เอง มีครอบครัวราชนิกูล ครอบครัวหนึ่ง
กำลังจะส่งลูกชายไปศึกษาต่อยังต่างแดน ที่ประเทศเยอรมัน ซึ่งลูกชายคนนี้ก็มี
ฐานนันดร เป็นหม่อม เช่นกัน จึงเรียกขานว่า "พระอาจารย์หม่อม" เมื่อท่านอุปสมบท

เรื่องเกิดขึ้นวว่า เหลือเวลาอีกพี่ไม่กี่เดือน ท่านก็จะต้องเดินทางไปเรียนวิศวกรรม จาก
ประเทศเยอรมัน อยู่ๆ ท่านก็เกิดป่วยกระทันหัน ขาเป็นอัมพาตไปข้างหนึ่ง

บิดาและมารดา ต่างมีความทุกข์ใจ เป็นอันมาก ด้วยเกรงจะเสียอนาคตของบุตรชาย ได้
ไปพยาบาล รักษา ตามโรงพยาบาลต่างๆ ก็รักษาไม่หาย

ครั้นมีหลวงพ่อองค์หนึ่ง ออกเดินบิณฑบาตร รับบาตรที่หม่อมแม่ของท่าน ใส่ติดต่อกันมา
หลายวัน

เช้าวันหนึ่ง หลวงพ่อก็ถามว่า " ที่บ้านโยมมีคนป่วยใช่มั้ย "

หม่อมแม่ ด้วยความตกใจ ไม่ทราบว่าท่านล่วงรู้ได้อย่างไร จึงตอบว่า
"มีเจ้าค่ะ ลูกชายดิฉันเองเจ้าค่ะ กำลังจะส่งไปเรียนที่ประเทศเยอรมันก็ มาป่วยซะก่อน"

หลวงพ่อท่านก็เมตตา " อาตมาจะรักษาให้เอามั้ย "

หม่อมแม่ดีใจรับคำ " ได้ซิเจ้าค่ะ หลวงพ่อ "

หลังจากหลวงพ่อตรวจอาการแล้ว ก็ว่า " อาตมาจะรักษาให้ไม่คิด อะไรทั้งสิ้น แต่มีข้อแม้
อยู่ข้อหนึ่ง คือ เมื่อหายแล้วต้องบวชให้ท่าน 15 วัน "

ลูกชายหม่อม ก็เห็นว่า ตนยังพอมีเวลาอีก 2 เดือนกว่าจะไปเยอรมัน บวชสัก 15 คงไม่มี
ปัญหาอันใด จึงตกปาก รับคำหลวงพ่อ

หลวงพ่อท่านเริ่มรักษา ด้วยยา สมุนไพร กว่าเจ็ดวัน อาการก็ดูยังไม่ดีขึ้น

คืนนั้นเอง เมื่อลูกชายหม่อม นอนหลับและได้ฝันไปว่า มีพระผู้เฒ่ารูปหนึ่ง เกศานั้นขาว
โพลนทั้งหัว เดินยิ้มๆเข้ามาหาท่าน แล้วถามว่า
"ถ้ารักษาให้ จะบวชให้ 15 จริงรึ พ่อหนุ่ม "

ในฝัน คนไข้ก็ตอบว่า " จริงขอรับ "

หลวงปู่ในฝันท่านเดินมาใกล้ แล้วก้มเป่า ที่ขาชายหนุ่ม 3 ครั้ง แล้วก็จากไปในฝัน

เช้าวันรุ่งขึ้น คนทั้งบ้านก็ปิติ ยินดี กันยกใหญ่ เพราะปรากฎว่า คนไข้ ได้หายป่วยเดินได้
เป็นปกติ เหมือนกับไม่ได้เป็นอะไรมาก่อน

แม้หลวงพ่อ ที่ท่านรักษาด้วยสมุนไพร จะไม่ใช่ผู้ที่รักษาให้คนไข้หาย กลับกลายเป็น
หลวงพ่อในความฝันก็ตาม แต่ ก็ถือว่า ลูกชายหม่อมได้หายจากอาการอัมพาต จึงเห็น
สมควรว่า ต้องบวชตามประสงค์ 15 วัน ตามที่ตกลงกันไว้

ท่านหม่อม จึงขอบวช ณ วัดบวรนิเวศ กับเพื่อนรักสนิทของท่าน ซึ่งแต่เดิมตั้งใจว่าจะไป
ศึกษาต่อที่เยอรมัน ด้วยกันทั้งคู่

อุปสมบทได้ 3 วัน ก็เห็นพ้องต้องกันว่า จะเดินทางไปเยี่ยมเพื่อนอีกคนที่บวชอยู่ที่จังหวัด
นครปฐม จึงกล่าวบอกความประสงค์แก่เจ้าอาวาส และท่านก็อนุญาต

ขณะนั้น การเดินทางรถรา นั้นก็สะดวกแล้ว แต่เนื่องจาก พระทั้งสองต้องการอยากจะลอง
เดินธุดงค์ เพื่อต้องการรับรู้รสชาติของการธุดงค์ ท่านทั้งสองจึงออกเดินทางกันด้วยการ
เดิน เดินไปเรื่อยจนถึงเขต นครชัยศรี

ครั้นเลยเวลาเพล ก็เกิดความหิวขึ้นมาก จึงไม่รู้จะทำกันอย่างไร มองเห็นไร่มันสำปะหลัง
อยู่ข้างหน้า จึงคิดกันว่า เราเข้าไปขุดมันเผาไฟกิน แก้หิวไปถึงนครปฐม คงจะพอได้

ขณะที่ช่วยกันขุดมัน ออกมากองไว้นั้น และพยายามจะหาฝืนไม้แห้งมาก่อกองไฟเผามัน

มีพระผู้เฒ่ารูปหนึ่ง มายืนอยู่ข้างหลัง ยืนเมตตา และยิ้มอยู่

ท่านก็ถามว่า " ท่านทั้ง 2 กำลังทำอะไรกัน "

พวกท่านก็ตอบไปตามตรงว่า " จะไปเยี่ยมเพื่อนที่จังหวัดนครปฐม เกิดมาหิวกันกลางทาง
จึง มาขุดมัน จะเผามันกินประทังความหิว "

พระผู้เฒ่า ก็บอกว่า " พวกท่านบวชกันนานแล้วหรือ "

ท่านหม่อมตอบ " พวกกระผมเพิ่งจะบวชได้เพียง 3 เท่านั้นเองขอรับ "

พระผู้เฒ่าจึงบอกพวกท่านว่า " มัน นั้นนะ จะฉันก็ฉันได้เลย ฉันได้แล้ว "

พระทั้งสองพากันงุนงง สงสัย ก็มัน นั้นยังไม่ได้เผา จะฉันได้อย่างไรกัน หลวงตาท่านนี้
พูดแปลกๆ แต่แล้วก็ต้องตะลึง เมื่อพบว่า มันเหล่านั้นสุกแล้วจริงๆ เนื้อซุย ควันร้อนกรุ่น
ลองฉัน กันดู ก็พบว่า มันนั้น สุกแล้วจริงๆ

ขณะพากันฉัน มัน เพื่อประทังความหิว พระผู้เฒ่า ท่านก็ยิ้มแย้มคุยด้วยอย่างดี แล้วท่านก็
ถามขึ้นว่า " ท่านทั้งสอง อยากไปลองเยี่ยมชมสถานที่ ที่ไม่อาจหาดูได้ในโลกนี้หรือไม่"

พระผู้เฒ่าว่า " เป็นสถานที่ที่ บริบูรณ์ด้วยต้นไม้นานาชนิด ออกดอก ออกผลกันให้ได้
บริโภคกันตลอดปี หมากไม้ หมากม่วง ลูกหว้า เผือก มัน อ้อย ก็มีเหลือหลาย มีลำธารป่า
อันสวยงาม ฝูงสัตว์ป่า เสือ สิงห์ กะทิง แรด เก้ง และ กวาง ล้วนอยู่อย่างเป็นมิตรกัน ไม่
ทำอันตรายต่อกัน มีดอกไม้ มีนกนานาพันธุ์ สีสันงดงาม ถ้าท่านทั้งสองอย่างไป เราจะพา
ไปเอง "

พระหนุ่มทั้งสอง ปรึกษาหารือ ว่า น่าจะลองไปดู ดินแดนที่ว่านี้สักครั้ง เนื่องจากศรัทธา
พระผู้เฒ่า ที่พวกตนคิดว่า เสกมันให้สุกได้ มาช่วยเหลือพวกตน

พระผู้เฒ่าก็ ว่า "ถ้าตกลงไปกัน ก็ นั่งลงแล้วหลับตานะ ทำใจให้สงบๆ เดี๋ยวจะพาไป "

เสร็จแล้วท่านก็ เด็ดใบมันสำปะหลังมาวาง บนศีรษะ องค์ละใบ

ปรากฎว่า พระหม่อม และพระเพื่อน ค่อยๆหงายหลัง ล้มแน่นิ่งไป แล้วร่างกายนั้นก็
ค่อยๆ เล็กลง เล็กลง เหมือนหุ่นขี้ผึ้ง

หลวงพ่อผู้เฒ่า ท่านก็ก้มหยิบร่างที่ย่อเล็กนั้น ใส่ท่านทั้งสองลงในย่าม และหันกายเดินไป
ข้างหน้า ท่านเล่าว่า เดินทีละก้าว แต่ในแต่ละก้าวนั้น เหมือนเหยียบสูงไปบนอากาศ
รู้สึกเหมือนว่า ท่านเหาะไป เนื่องจากได้ยินเสียงลมปะทะ หู อื้ออึง ลมแรง

ท่านเล่าว่า เพียง 7 นาที หลวงพ่อเฒ่า ก็พาพวกท่านมาถึงสถานที่แห่งหนึ่ง
และเมื่อหลวงพ่อเฒ่านำพวกท่านออกมาจากย่าม ร่างกายก็คืนสู่สภาพปกติ

พวกท่านก็ถามหลวงพ่อ ว่า " ที่นี่ที่ไหน ขอรับ "

หลวงพ่อท่านว่า " นี่จังหวัด อุบลราชธานี "

เป็นคำตอบที่จัดว่าเชื่อได้ยาก เพียงเวลา 7 นาที จาก นครชัยศรี มาถึงอุบลราชธานี ได้อย่างไร

แต่ไม่ทันที่พระหนุ่มทั้งสองจะได้ซักถามหลวงพ่อ ท่านก็ว่าต้องเดินต่อไปอีกไกล ว่าแล้ว
หลวงพ่อท่านก็เดินอ้าวนำไป มุ่งสู่ภูเขาที่เห็นอยู่ไกลลิบนั้น พระหนุ่มทั้งสองรีบลุกแล้วเดิน
ตามไปทันที

ระหว่างทาง พระหนุ่มพบเด็กน้อยเลี้ยงวัวฝูงหนึ่งอยู่ จึงเข้าไปถามเด็กน้อย
" หนูๆ ที่นี่ ที่ไหน จ๊ะ "

เด็กน้อยตอบสำเนียงอีสาน " ทุ่งศรีเมือง จังหวัด อุบล จ๊ะ "

พระหนุ่มทั้งสอง งงหนัก พูดไม่ออก ได้แต่รีบเดินจ้ำ ตามหลวงพ่อให้ทันต่อไป

เดินผ่านทุ่งนา ป่าเขา จากเชิงเขา จนขึ้นเขา หลวงพ่อท่านก็ส่งว่า
" พักผ่อนกันที่นี่นะ หลวงพ่อมีธุระต้องไปทำ พรุ่งนี้เช้าจะมารับ " พูดจบไม่ทันได้ซักถาม
ท่านก็เดินหายจากไป อย่างรวดเร็ว

พระหนุ่มบวชใหม่ ทั้งสอง ต่างพากันมองหน้ากัน ด้วยความงุนงง และสับสน เนื่องจาก
ต้องพักค้างแรม ในป่าดง พงไพร ทั้งสองต่างเคยมีชีวิตที่สุขสบาย ยิ่งทำให้ทั้งสองเกิด
ความหวาดกลัว เมื่อความมืด เริ่มมาเยือน

แม้จะอยู่กันสองคน แต่ก็ หาได้อบอุ่นและปลอดภัยแต่อย่างใด เพราะต่างฝ่ายต่างไม่รู้จะ
ทำเช่นไร ต่อไป ซ้ำร้าย เสียงเก้งร้อง เสียงเสือ คำราม จนดังสนั่นป่า เสียงช้างแปร๋นๆ
แหวกอากาศ เสียงนั้น ฟังดู อยู่ไม่ไกลเลย ได้แต่ตัดพ้อ อยู่ในใจ
"หลวงพ่อน้า ไม่น่าเอาน่าเอามาทิ้งกันไว้อย่างงี้เลย" แล้วทั้งสองก็นึกเสียใจ ที่ตามหลวง
พ่อมา

ครั้นปรึกษากันว่า จะปีนขึ้นไปนอนกันบนต้นไม้ ดีกว่ามั้ย แต่ด้วยก็เกรงว่าจะ เผลอหลับ
แล้วตกลงมา เป็นอาหารสัตว์ป่าเสียเปล่า ๆ จึง ได้แต่คิดกันไปมา ไม่ได้หลับไม่ได้นอน

จนเช้าขึ้น สะสมความคิด อคติกับหลวงพ่อ ไว้เต็มอก ตานั้นก็ชะเง้อรอ เมื่อไหร่หลวงพ่อ
จะมาสักที แต่แล้วก็เห็นท่านเดินมา โหย่งๆ เข้ามาท่านก็หัวเราะร่า มีอารมณ์ขัน
" เมื่อคืนเป็นอย่างไรกันบ้าง ล่ะ หลับกันสบายดีมั้ย "

ยังไม่ทันที่พระหนุ่มทั้งสองจะขยับปาก หลวงพ่อท่านก็ว่า
" ไปต่อกันเถอะ อีก 50 เมตร ก็จะถึงแล้ว "

พระหนุ่มทั้งสองต่างคิด ว่า แหมหลวงพ่อ อีกแค่ 50 เมตรก็จะถึงที่หมายไม่น่าเอาเรามา
ทิ้งไว้แบบนี้เลย ครั้นมองไป ข้างหน้า ก็ยังเห็นป่า อย่างเดียวกัน ไม่เห็นจะมีป่าสวยงาม
อย่างที่หลวงพ่อกล่าวแต่อย่างใด

ไม่ทันไร ก็เดินทางมาถึงปากถ้ำเล็กๆ ตรงนั้นเอง ท่านก็ให้เดินตามเข้าไปอย่างกระชันชิด

พอพ้นปากถ้ำ เข้าไป พระหนุ่มทั้งสองก็ต้องตะลึง กับภาพที่เห็น

ภายในถ้ำนั้น ช่างกว้างใหญ่ไพศาล แสงสว่างกระจ่างจ้า ฉายให้เห็นภาพที่สวยงามตรึงใจ
0



#10 ผู้ใช้ออฟไลน์   ทั่นยาย ไอคอน

  • ตอบ 2000+
  • PipPipPipPip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 2838
  • สมัคร: 24/03/2006

ตอบ: 09/11/2007 - 16:22

หนุกดีค่ะ อ่านเพลินเลย อ่านแล้วคิดอะไร ....
คำว่า" พระพุทธคุณ" อะไรก็เกิดขึ้นได้ทั้งนั้น ในพระไตรปิฎกเองยังมีกล่าวถึงปฎิหารย์
ไว้หลายประการ แต่บางอย่างต้องใช้วิจารญาณควบคู่ไปด้วยค่ะ

ทั่นยายจึงวิจารณญาณว่า...อ่านไว้ไม่เสียหาย..ไม่อ่านก็น่าเสียดายค่ะ :10:
ท่านผู้เขียนท่านเขียนได้สนุกออกขนาดนี้เนาะ

ขอบคุณค่ะที่นำมาให้อ่าน ขอให้ สุขกาย สุขใจ เจริญในธรรมยิ่งๆขึ้นไปนะคะ :09:
ขอท่านทั้งหลายผู้ใฝ่ในธรรมจงถึงพร้อมด้วย ธรรม 4 ประการนี้เทอญ
สัทธาสัมปทา...ความถึงพร้อมด้วยศรัทธา
สีลสัมปทา......ความถึงพร้อมด้วยศีล
จาคสัมปทา.....ความถึงพร้อมด้วยการบริจาค
ปัญญาสัมปทา..ความถึงพร้อมด้วยปัญญา
0



#11 ผู้ใช้ออฟไลน์   ฐานิโย ไอคอน

  • ตอบ 400+
  • Pip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 472
  • สมัคร: 06/07/2007

ตอบ: 10/11/2007 - 03:07

อาจารย์หม่อม ( 2 )

ความตื่นตา ตื่นใจในป่าอัศจรรย์นั้น พระหนุ่มบวชใหม่ทั้งสอง มิอาจข่มหรือสะกดไว้ได้
แต่อย่างใด

ทั้งป่าไม้ ทั้งภูเขา ทั้งน้ำตก อีกทั้งนกร้องไพเราะหลากสีสัน ลำธารน้ำใสไหลเอื่อยมอง
เห็นฝูงปลาน้อยใหญ่ ว่ายในสายชล ต้นหมากรากไม้อุดมสมบูรณ์ หลากหลายนานาพันธุ์

อีกทั้งสรรพสัตว์น้อยใหญ่ งูเห่าใหญ่นั้นหยอกล้อกับพังพอน เสือวิ่งเล่นกับกวางและเก้ง
ช้างก็กินใบไผ่ รายล้อมไปด้วยฝูงกระต่ายป่า สัตว์ทุกชนิดล้วนเป็นมิตรแก่กัน อย่างที่ไม่
น่าจะเป็นไปได้

แต่ที่น่าแปลกคือ ผู้คนชาวบ้านนั้น กลับไม่มี จะมีก็แต่ หลวงพ่อท่านเดียวที่เดินไปนั่งรอ
ที่อยู่แท่นหิน

ไม่มีบ้านเรือน ไม่มีกุฎิ จะมีก็แต่ ถ้ำเล็ก ถ้ำน้อย เรียงรายเป็นคูหา สะอาด สะอ้าน ไว้เป็น
ที่หลับนอนและพักอาศัย

แล้วหลวงพ่อ ท่านก็บอกอนุญาติ ให้พระหนุ่มทั้งสอง หลับนอน หรือจะท่องเที่ยวไปใน
ดินแดนแห่งนี้ หรือจะ เดินหาอาหารกิน ก็ได้ เรียกว่าให้ชมเสียวันนึง ดูซะให้เต็มตาเต็มใจ
เพราะจะไม่มีป่าแห่งใดในโลก งามเหมือน

สองพระหนุ่มจึงชวนกัน เดินชมเที่ยวไปด้วยความตื่นตาตื่นใจ จนไม่สามารถจะพรรณนา
ได้ถูก แม้แต่ สัตว์ที่ว่าดุร้ายนั้น ก็กลับไม่มีความน่ากลัว เข้าไปใกล้มันก็ให้ลูบคลำได้ มิได้
ดุร้ายแต่ประการใด แถมยังให้ความรักและเมตตา กับพวกท่าน ซะอีก

จึงพากันมาเดินอาบน้ำกันที่ ลำธารน้ำซึ่งมีลักษณะลดหลั่น กันลงมาเป็นชั้นๆ น้ำนั้นก็ช่าง
ชุ่มชื้น เย็นช่ำนัก อาบน้ำแล้วทำให้ทั้งสองคน รู้สึกปลอดโปร่ง เป็นยิ่งนัก

จากนั้น จึงเดินเก็บผลไม้มากินเพราะว่าเริ่มจะหิวกัน เมื่อลองได้ชิมผลไม้เหล่านั้นแล้วก็
เกิดความประหลาดใจ เพราะรสชาตินั้น อิ่มเอิบ ซาบซ่าน รู้สึกสบายไปทั้งกาย เหมือน
คล้ายกับ ทานผลไม้ทิพย์จากสรวงสวรรค์ อย่างไงอย่างงั้น

พระทั้งสอง รู้สึกชื่นชอบ ดินแดนอัศจรรย์แห่งนี้เป็นอย่างมาก หากไม่ติดเรื่องที่พวกตนนั้น
ต้องไปเรียนต่อที่ประเทศเยอรมัน นั้น คงต้องขออยู่ที่นี่ ซะ นานโข เลยทีเดียว

ตกค่ำหลวงพ่อ ท่านก็ว่าท่านนั้นมีเวลานั้น จะต้องไปทำกิจ ขอให้พักผ่อนกันตามสบาย แต่
ต้องแยกย้าย พักกันคนละแห่ง ไม่ต้องกลัวอันตรายใดๆ หรือจากสัตว์ป่า เพราะ สัตว์ทั้ง
หลายก็ได้เห็นแล้วว่า อยู่กันอย่างเป็นมิตร ไม่ทำไรซึ่งกันและกัน แล้วพรุ่งนี้ ค่อยพบกัน หลวงพ่อ ขอไปทำธุระก่อน ว่าแล้วท่านก็จากไปเช่นเคย

การมาเร็วไปเร็ว ของหลวงพ่อ ก็เป็นดังเคย พระทั้งสองอดคิดไม่ได้ว่า ท่านนั้นช่างเป็น
พระผู้วิเศษจริงๆ คงสำเร็จวิชาขั้นสูง เหนือโลกจริงๆ แม้ดินแดนที่พาพวกตนเข้ามาอยู่นั้น
ก็คงหาใช่ ดินแดนที่หาชมได้ง่ายในแดนมนุษย์ได้

ภายในถ้ำนั้นก็ช่างน่าแปลก กลับอบอุ่น สบาย ในเวลาค่ำคืนนั้น กลับมีแสงสว่างวาบเย็น
กะจายทั่วถ้ำ คิดไปแล้ว พระหม่อม ก็รู้สึกว่าตนเองนั้นช่างมีบุญวาสนา เสียนี่กระไร จึงได้
มาพบ มาเจอ หลวงพ่อ และสถานที่ที่แสนอัศจรรย์แห่งนี้




ใกล้รุ่งแรก แห่งป่าอัศจรรย์ เสียงไก่ป่า ดังกังวาลมา จึงพากันลุกขึ้นมาล้างหน้ากันที่
ลำธาร ซึ่งในสถานที่ไม่ไกลจากลำธารนัก ก็เห็นหลวงพ่อ นั่งรออยู่ที่แท่นหิน แล้วพระใหม่
ทั้งสอง จึงพากันเข้าไปกราบหลวงพ่อ

หลวงพ่อท่านว่า " อยู่ที่นี่นั้น น่าสนุกเพลิดเพลินใจยิ่งนัก ไปเที่ยวดูกันทั่วหรือยังล่ะ "

ท่านหม่อม ว่า " เพลิดเพลินเจริญใจมากครับหลวงพ่อ แต่ดูอย่างไร ก็คงจะดูไม่ทั่ว "

หลวงพ่อหัวเราะชอบใจ " ถ้าชอบก็อยู่เสียที่นี่ เลยก็ได้นะ แล้วหลวงพ่อจะสอนวิชาให้
ท่านทั้งสองลองคิดดู ก็แล้วกันนะ การเรียนทางโลกนั้น เรียนยังไงก็คงไม่มีวันจบได้
เพราะเรียนไปอย่างไร ก็เอาตัวไม่รอดนะ ก็ยังคงวนเวียนใน วัฐสงสาร แต่ถ้าเรียนกับเรา
จะเอาตัวรอดได้ คิดกันให้ดีนะ . . . . แต่ถ้าไม่อยากเราก็กลับไปส่งให้ที่กรุงเทพ นะ"

พระใหม่ทั้งสอง ตามเดิมนั้นมีความมุ่งหมายที่จะบวชในบวรพุทธศาสนา กันเพียงแค่ 15
วัน เท่านั้น แต่เมื่อหลวงพ่อเอ่ยปาก สอนวิชาให้ อีกทั้งเกิดความเลื่อมใส และศรัทธาใน
ความประเสริฐและอัศจรรย์ของหลวงพ่ออย่างหมดใจ จึงตัดสินใจกันว่า
" จะขออยู่เรียนวิชากับหลวงพ่อ ที่นี่แหละครับ ไม่ไปเยอรมันแล้วขอรับ "

คราวนี้หลวงพ่อท่านจริงจัง " การเรียนวิชากับเรานั้น มีข้อแม้อยู่อย่างนึง คือ ท่านทั้งสอง
นั้น จะต้องบวชตลอดชีวิต จะสึกไม่ได้ พวกท่านจะให้สัจจะแก่เราได้หรือไม่ "

พระใหม่ทั้งสองคน เสมือนใจจะตรงกัน " ได้ขอรับ พวกกระผมขอให้สัจจะ ว่าจะไม่สึก
จะต้องเสียเวลาเรียน สักกี่เดือนกี่ปี ก็ไม่ว่า ขอให้ได้เรียนกับหลวงพ่อ ขอรับ "

หลวงพ่อท่าน หัวเราะชอบอกชอบใจ ชมว่า " ท่านทั้งสองนี้ตัดสินใจได้ถูกต้องแล้ว นับว่า
มีบุญวาสนามาก่อน "

เมื่อได้ตั้งปฎิญานมั่นคงแล้ว หลวงพ่อท่านก็ได้ลงมือสอนกับพระใหม่ทั้งสองทันที

รูปแบบการสอนนั้น ก็เหมือนเช่นทุกครั้ง คือหลวงพ่อมักเริ่มสอนจาก เดรัชฉานวิชาก่อน

แต่ครั้งนี้ สอนวิชา อยู่ยงคงกระพัน ให้พระใหม่ทั้งสองก่อน รวมทั้งวิชาเมตตามหานิยม

ครั้งนี้เมื่อทำการสอนเสร็จแล้ว ท่านก็สั่งให้ฝึกให้ชำนาญเสียก่อน แล้วท่านก็ทิ้งให้ทั้งสอง
คนอยู่ฝึกกันตามลำพัง ส่วนท่านนั้น ก็หายไปอย่างเช่นเคย เมื่อหัดทำได้แล้วท่านก็จะมา
สอนในลำดับขั้นต่อไปๆๆ เรื่อยๆ ท่านก็นัดให้ไปที่เขานั้น ถ้ำนี้ จังหวัดโน้น สุดแล้วแต่ที่ท่านจะนัด และทำแผนที่ไว้ให้ เพื่อตามไปตามสถานที่นัด การเดินทางนั้น ก็แสนจะลำบาก
เพราะสถานที่นัดแต่ละแห่งนั้น ก็อยู่ห่างกันไป รถราก็ยังเข้าไปไม่ถึง ต้องเดินป่าเข้าไปไกล
โข เอาการทุกครั้งไป

และการเรียนการสอน นั้น ก็ผ่านไปรวดเร็วราวกับโกหก นับเป็นเวลา 6 ปีแล้ว

แล้วครั้งนี้ท่านก็นัดให้พระทั้งสอง ไปพบท่านที่เขตพม่า เมือง มันฑะเล

และเหมือนกับอาจารย์นั้นจะล่วงรู้ถึงความอันตรายที่จะมาเยือนแก่ศิษย์ทั้งสอง ก่อนมา
พม่าจึงได้มอบ ด้ายดิบยาวสักประมาณ 1 คืบได้ มาขมวดปมทั้งหัวและท้าย แล้วให้ศิษย์
เก็บไว้คนละเส้น

ท่านสั่งว่า " หากท่านทั้งสอง เดินทางพบภยันอันตราย ไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้แล้ว
เข้าที่คับขัน ท่านทั้งสองจงเอาด้ายนี้โยนขึ้นฟ้า นะ แล้วพวกเจ้าก็จะรอดปลอดภัย "

หลวงพ่อกำชับ ดิบดี สั่งให้เก็บไว้ติดกายอย่าให้หายเป็นอันขาด

เมื่อขณะ ศิษย์ทั้งสองเดินทางมาได้ ถึงเขตพม่าแล้ว ยังไม่ทันที่ ท่านทั้งสองจะได้ข้าม
เขตชายแดน ก็พบกลุ่มชน กลุ่มหนึ่ง ลักษณะดูไม่น่าปลอดภัย ทุกคนที่เห็นนั้น ติดอาวุธ
ครบกายกันทุกคน มายืนขวางหน้า อยู่ 7 คน บอกให้รู้ด้วยสัญญานว่า ต้องการที่จะทำการ
ตรวจค้น แต่ก็พูดกันไม่รู้เรื่อง เนื่องจากไม่สามารถสื่อสารกันด้วยภาษาได้ พระทั้งสองก็
ได้แต่ ใช้สัญญานใบ้ กันไป ทั้ง 7 คนนั้นดูจะเป็นทหารพม่าชาวกะเหรี่ยง พระทั้งสองก็ได้
พยายามจะบอกว่า ตนนั้นไม่ได้มีอะไร ไม่มีสมบัติใดๆเลย และก็ไม่ใช่มาสืบความลับใดๆ
เลย แต่ทหารชาวกะเหรี่ยงนั้น ก็ไม่ไว้ใจ อาจกลัวเป็นพวกศัตรู ปลอมเป็นพระมา จึงได้ทำ
การโต้เถียงกันยกใหญ่ พวกทหารกะเหรี่ยงนั้น ก็แสดงอาการโกรธมาก

พวกทหารกะเหรี่ยงนั้น ได้ยืนเรียงกันเป็นแถวหน้ากระดาน พร้อมยกปืนขึ้นเล็งมาที่พระทั้ง
สอง อีกคนหนึ่งซึ่งดูเหมือนจะเป็นหัวหน้า ของคนกลุ่มนี้ ทำท่า เหมือนนับ 1 นับ 2

เมื่อเห็นเป็นเช่นนั้น พระทั้งสองก็ต้องใจเต้นระทึก ความรู้วิชาที่ร่ำเรียนมานั้น ก็หาจะใช้
ปกป้องรักษาชีวิตในครั้งนี้ได้ จะหลบหลีกหนีไปนั้นก็คงจะเป็นการยาก

ท่านทั้งสองจึงนึก เชือกด้าย 1 คืบ ที่หลวงพ่อท่านให้ไว้ติดกาย รีบหยิบออกมาแล้ว โยน
ขึ้นบนอากาศ ตามที่หลวงพ่อท่านบอกไว้ก่อนมา ในทันทีทันใด

เชือกนั้น แทนที่โยนแล้วจะตกลงมา แต่ มันกลับลอยหายไปในอากาศ แสดงปาฎิหารย์
ออกมา กล่าวคือ เมื่อเชื่อหายวับไปบนฟ้า หลวงพ่อนั้น ก็ลอยโผนมาจากฟ้า ตรงเข้าจับ
ลูกศิษย์ทั้งสองไว้ ด้วยมือข้างละองค์ แล้วก็ ทะยานขึ้นไปบนอากาศอีกครั้ง ด้วยกริยา
ที่ว่องไว รวดเร็วจน คนทั้งหมดแทบไม่รู้สึกตัวกันทีเดียว

มองลงมาเบื้องล่าง พระหม่อม เห็นพวกกะเหรี่ยงที่จะยิงตนในที่แรก ยืนตะลึง จัง งัง กันไป
ตามๆกัน เพราะคงไม่คิดว่าจะได้มาเห็น ปาฎิหารย์อะไรแบบนี้มาก่อน นับเป็นเรื่องเล่าที่
ล่ำลือกันมากในความอัศจรรย์ที่เกิดขึ้นและยังคงล่ำลือกันอยู่ในแถบนั้นอีกนานทีเดียว



ต่อมาเมื่อพ้นจากอันตรายหลวงพ่อก็ได้ทำการสอน วิชา "นะหน้าทอง" ต่อ ซึ่งท่านทั้งสอง ก็ฝึกได้โดยไม่ยากมากนัก

และเมื่อฝึกเสร็จหมดแล้ว หลวงพ่อท่านก็ว่า

" วิชาทั้งหลายที่ร่ำเรียนมานั้น ก็ยังนับว่าเป็นวิชาเล็กๆ เป็น เดรัชฉานวิชา "

" มันไม่ใช่ วิชา ที่จะสามารถเอาตัวรอด จาก ทุกข์ ได้"

" วิชาที่ว่านี้คือ สติปัฐฐาน 4 "
0



#12 ผู้ใช้ออฟไลน์   ฐานิโย ไอคอน

  • ตอบ 400+
  • Pip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 472
  • สมัคร: 06/07/2007

ตอบ: 11/11/2007 - 01:12

คืนนี้ต้องขออนุญาตินอนเร็ว พรุ่งนี้ไปทอดกฐินที่ ราชบุรี อ.สวนผึ้ง ครับ

ไว้กลับมา จะมาพิมพ์ ตอน อาจารย์หม่อม ให้จบ นะครับ
0



#13 ผู้ใช้ออฟไลน์   muk_22 ไอคอน

  • ตอบ 400+
  • Pip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 411
  • สมัคร: 29/05/2004

ตอบ: 12/11/2007 - 12:46

มาลงชื่อไว้ครับ
0



#14 ผู้ใช้ออฟไลน์   LNS@BDZ ไอคอน

  • ตอบไม่มาก
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 28
  • สมัคร: 21/10/2006

ตอบ: 17/11/2007 - 17:47

น่าสนใจดีครับ
0



#15 ผู้ใช้ออฟไลน์   ฐานิโย ไอคอน

  • ตอบ 400+
  • Pip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 472
  • สมัคร: 06/07/2007

ตอบ: 17/11/2007 - 19:11

ช่วงนี้ผมส่งงานด่วน 2 โปรเจค

ไว้ว่างจะแวะมาพิมพ์ต่อให้จบนะครับ

เดือนหน้าก็ ต้องไปดูโรงแรมที่ ประเทศ ดูไบ ต่ออีกหลายเดือน

แต่ ก็จะยังแวะเวียนเข้ามาเวปลานธรรม เสมอ ครับ
0



คำตอบต่อไป: ไม่มี
หน้า 1 จาก 1
  • คุณไม่สามารถตั้งกระทู้ใหม่ได้
  • กระทู้นี้ถูกล็อค

1 ผู้ใช้กำลังอ่านกระทู้นี้
0 สมาชิก, 1 ผู้เยี่ยมชม, 0 ผู้ใช้ที่ไม่ระบุชื่อ