ลานธรรมเสวนา: ปฏิบัติธรรมอย่างไร ให้ถูกวิธี1 - ลานธรรมเสวนา

เข้าไปดูเนื้อหา

หน้า 1 จาก 1
  • คุณไม่สามารถตั้งกระทู้ใหม่ได้
  • กระทู้นี้ถูกล็อค

ปฏิบัติธรรมอย่างไร ให้ถูกวิธี1 ต้องการแลกเปลี่ยนความคิดเห็น โดยภาพรวมการหาแนวปฏิบัติของตน ให้คะแนนกระทู้: -----

#0 ผู้ใช้ออฟไลน์   mr.active ไอคอน

  • ตอบไม่มาก
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 47
  • สมัคร: 05/03/2004

ตอบ: 20/04/2007 - 22:54

หลายปีก่อนผมได้พบหนังสือ ชื่อว่า “ปฏิบัติธรรมอย่างไร ให้ถูกวิธี” ซึ่งเป็น เล่ม ขนาด A5 หน้าปกสีเขียว มีรูปท่านพุทธทาส แต่จำไม่ได้ว่าเป็นของสำนักพิมพ์ใด อ่านแล้วยังไม่ค่อยตรงใจ หรือจริตตนเองเท่าใดนัก
2 ปีที่แล้วผมได้ พบหนังสือ ชื่อว่า “ทิพยอำนาจ” ของหลวงปู่เส็ง อริยคุณาธร วัดเขาสวนกวาง จ.ขอนแก่น ก็นับว่าถูกใจมาก เพราะรวบรวมมาจากประสบการณ์ของพระป่าที่ปฏิบัติธุดงค์กันจริงๆ ท่านจึงอธิบายวิธีการเดินฌาน จิต ได้ด้วยภาษาปฏิบัติจริง ไม่ใช่นักปริยัติ
ช่วนให้มั่นใจในแนวทางปฏิบัติของตนว่า ยังพอจะเห็นทาง แต่ก็ยังไม่ตรงใจ เพราะหนังสือนี้ แม้นเป็นภาคปฏิบัติที่ดีที่สุด เล่มทึ่เคยพบ-อ่านมา มีรายละเอียดกรรมฐานทั้ง 40 วิธี แต่ก็เหมาะกับผู้ที่ได้ออกบวช บำเพ็ญธรรมได้เต็มที่ ทำให้ผมยังมีคำถาม-ความสับสนมากมาย ในขณะที่ต้องอยู่ทั้งกับโลกแห่งกาม และโลกแห่งพระธรรม ที่ยังไม่ได้รับคำตอบ
จึงพยายามหา หนังสือแนวนี้อีก ที่จะแนะนำการปฏิบัติธรรม สำหรับคนยุคนี้ (เกิดหลังกึ่งพุทธกาล) ที่ยังต้องข้องเกี่ยว และทำงานทางโลก รวมทั้งต้องวิ่งตามเทคโนโลยี่ใหม่ๆ ให้ทันสมัยอยู่เสมอ
แต่ก็คิดว่า คงหายาก เพราะยิ่งปรับธรรมะเข้าหาโลก ยิ่งยากจะหารูปแบบ ที่ชัดเจนมากำหนดวินัย หรือข้อปฏิบัติที่เหมาะกับฆราวาส ยุคหลังกึ่งพุทธกาลนี้ ที่ชีวิตเปลี่ยนแปลงไปจากยุค 2400 มาก
เลยมาคิดว่า น่าจะลองรวบรวมประสบการณ์เฉพาะตน ที่ลองผิด (มากกว่า) ลองถูก กว่า 10 ปีมานำเสนอ เผื่อจะเจอคนที่มีจริตนิสสัย คล้ายๆกัน หรือตกอยู่ในสภาวะสับสนในขณะเหยียบเรือ 2 แคม คือ ต้องเอาทั้งโลกและธรรม จะได้แลกเปลี่ยนข้อคิดเห็น ไปปรับใช้ซึ่งกันและกันได้ ไม่เนิ่นช้า หรือเสียงานทางโลก มากเฉกเช่นเรา
จึงขออนุญาตอาศัยลานธรรมเสวนา แห่งนี้ .............หวังว่าคงได้รับความอนุเคราะห์ วิพากวิจารณ์ หรือช่วยเล่าประสบการณ์ส่วนตนให้เป็นธรรมทานกันบ้าง นะครับ..................ธรรมะสวัสดี

ปฏิบัติธรรมอย่างไร ให้ถูกวิธี (แด่ผู้มาใหม่)

1-เริ่มที่แสวงหาครูอาจารย์หรือ กัลยาณมิตร ผู้รู้จริตและสามารถชี้แนวทางปฏิบัติที่เหมาะสมกับเรา
1.1) เป็นครูอาจารย์ที่เรามีศรัทธา ยอมมอบภายถวายชีวิตให้ได้ คือ น้อมรับคำแนะนำสั่งสอนอยู่เสมอโดยเฉพาะหากเราสับสน ลังเล ถึงทางตันไม่รู้จะปฏิบัติอย่างไรต่อไป (ต้องน้อมรับคำสอนไปทดลองปฏิบัติจริงจัง แม้นจะดูแปลก ฝืนกับความคิดและความรู้สึกของตนในระยะแรกก็ตาม) โดยอย่างน้อยควรมีครูอาจารย์ทั้งด้านปริยัติ ( อาทิ พระธรรมปิฏก วัดญาณเวสกวัน) กับด้านปฏิบัติ (เช่น หลวงพ่อพุธ ฐานิโย หรือ หลวงปู่มั่น หลวงปู่เจี๊ยะ หลวงตามหาบัว เป็นต้น)
1.2) เป็นครูอาจารย์ผู้เราได้พิจารณาโดยรอบคอบแล้วว่าท่านได้บรรลุธรรมชั้นสูงสุดจริง หรือ ขั้นสูงกว่าเรา เพียงพอที่จะสอนเราในขั้นพื้นฐานหรือขั้นกลาง เพื่อที่เราจะได้มีหลักก้าวขึ้นสู่ขั้นสูงได้ด้วยตนเอง (ต้องฝากศรัทธา ให้ถูกที่ อย่ามัวรอค้นหาพระอรหันต์ จนไม่มีโอกาสเริ่มปฏิบัติแม้นขั้นพื้นฐาน)
1.3) เป็นครูอาจารย์ที่เราได้มีส่วนอุปัฏฐากหรือเคยร่วมบุญกับท่านมาก่อนในอดีตชาติ หากท่านสามารถอ่านจริต-นิสสัยของเรา หรือรู้อดีตชาติของเรา ก็จะได้ผลอย่างมาก (เกือบ 100%)
1.4) เป็นครูอาจารย์ผู้รู้อรรถ รู้ธรรม และนิรุกติ คือ อธิบายข้อธรรม ที่เหมาะกับความเข้าใจของตนได้ (ถ่ายทอดเป็นภาษาโลกในระดับที่เหมาะกับเรา กระชับตรง ไม่ฟุ่มเฟือย หลากหลายปริยายะเกินไป)
1.5) หากไม่มีครูอาจารย์ที่ไว้ใจ หรือฝากศรัทธาไว้ได้ อย่างน้อยก็ต้องแสวงหากัลยาณมิตร หรืสหธรรม มิก ผู้จะเป็นที่ปรึกษาแลกเปลี่ยนความรู้และประสบการณ์ในธรรม ทั้งปริยัติและปฏิบัติ (เพราะมิฉะนั้นอาจต้องทุ่มเท ใช้เวลาอ่านหนังสือธรรมะนับ 100 เล่ม เพียงเพื่อค้นหาแนวทางฝึกกาย-จิตเฉพาะตน เพียงหน้าเดียว)
1.6)ในข้อนี้หมายรวมถึงสำนักปฏิบัติธรรม ที่มีครูอาจารย์ บุคลากร สถานที่และแนวการสอนที่เหมาะกับจริตและเป้าหมายการนำธรรมะไปแก้ปัญหาที่ตนกำลังประสบอยู่ (ดูข้อ 10.2 ประกอบ)
1.7)ทั้งนี้ ในเบื้องต้นผู้ปฏิบัติธรรม จะต้องพยายามทำจิตให้สงบ จนสามารถกำหนดรู้ปัญหา คือ ความทุกข์ที่ตนกำลังประสบอยู่ (ตามกิจในอริยสัจจ์ ข้อที่1 ) แล้วสามารถเปิดเผยความทุกข์ให้ครูอาจารย์ ได้รับทราบอย่างตรงไป ตรงมา โดยไม่ปิดบังหรืออับอายในสิ่งที่ตนได้กระทำหรือถูกกระทำ จนเป็นเหตุให้เกิดทุกข์ เพื่อที่ครูอาจารย์จะได้พิจารณาหลักธรรม หรือแนวการปฏิบัติที่เหมาะสม ได้ตรงและรวดเร็ว เนื่องจากเวลาในการปฏิบัติธรรมมีน้อยมาก สำหรับเพศฆราวาส
1.8)นอกจากนี้ ครูอาจารย์(ที่เป็นพระภิกษุ) ผู้ปฏิบัติชอบ จะเป็นผู้ที่ช่วยเปิดมุมมองในการแก้ปัญหาชีวิตให้แก่เราได้ในมุมของธรรมะได้อย่างมาก เพราะการจะประยุกต์หลักธรรม ต้องเป็นผู้ที่เข้าถึงหลักธรรมเสียก่อน จึงจะนำไปปรับใช้ได้อย่างไม่ผิดหลักการ ไม่ผิดเพี้ยน ซึ่งผู้ปฏิบัติธรรมที่เป็นฆราวาส ย่อมมีเวลาแค่เรียนรู้สมมติ คือ วิชาทางโลกและทำงานในโลกแห่งกามเท่านั้น ถึงมีโอกาสมาปฏิบัติธรรม ก็ยากที่จะบรรลุธรรมหรือเข้าถึงแก่นคำสอนอย่างแท้จริงได้ด้วยลำพังตนเอง (เพราะยังมีชีวิตท่ามกลางมาธุลีมากมาย ผิดกับครูอาจารย์ที่ท่านเป็นพระภิกษุ ผู้มีศีลบริสุทธิยิ่งกว่า อย่างแน่นอน)

2-การมีแผนผัง,แผนที่ หรือรู้แนวทางเดินจิต ที่เป็นการฝึกปฏิบัติเฉพาะตน ซึ่งไม่จำต้องเรียนรู้แนวทางปฏิบัติทุกแนว เพราะหากลองปฏิบัติแนวทางใดอย่างจริงจัง (อาศัยเพียงศรัทธา หรือความเชื่อ เป็นจุดเริ่มก่อน) จนพบว่า เกิดกายเบาสบายและจิตสงบง่าย ตามแนวทางใด ก็จะเกิดปัญญาตัดสินใจ ต่อแนวทางนั้นๆด้วยตนเอง

3-การรู้จักตั้งเป้าหมาย และมีการบรรลุผลการปฏิบัติธรรม(เกิดซาบซึ้ง-ปิติในพระธรรมคำสอน) เป็นลำดับขั้น
3.1) ธรรมะงามในขั้นต้น คือ ให้เกิดความคลายทุกข์ที่ปรากฏอยู่ตรงหน้าได้ ทันที (แม้นเพียงบรรเทาทุกขเวทนาหรือโทมนัส ลงแค่บางส่วน) รู้จักเรียนหลักธรรมะที่เหมาะนำไปใช้ได้ในชีวิตประจำวันของแต่ละคน เช่น อริยสัจจ์สี่ ในข้อแรก(กำหนดรู้ปัญหา-ทุกข์ให้ได้ก่อน) การฝึกสติปัฏฐาน 4 ในฐานแรก(กายานุปัสสนาฯ) วิธีภาวนา-ทาน-ศีล การสวดมนต์บททั่วไปและอานิสงส์การสวดมนต์ มงคลสูตร 38 ประการ การแบ่งแยกระหว่างโลกียธรรม-โลกุตตรธรรม ทิศทั้ง 6 ฑีฆะชาณุสูตร การตั้งเป้าหมายของชีวิตอย่างสอดคล้องกับหลักธรรม ธรรมสำหรับผู้ครองเรือน(ฆราวาสธรรม) อิทธิบาท 4 (ในระดับโลกียะ) ทิฏฐัตธรรมมิกัตถะประโยชน์และสัมปรายิกัตถะฯ ความสันโดษและรู้จักพอเพียง การนำหลักธรรมไปประยุกต์ใช้ในเรื่องการกิน-นอนและเสพกาม ในระดับภูมิ ภพ และอุปาทานที่ยังมีในตน การปฏิบัติธรรมในชีวิตและการงานประจำวัน(ศึกษาแนวทางภาวนาได้ จากหนังสือ ปาฏิหาริย์แห่งการตื่นอยู่เสมอ ของท่านติช นัท ฮันส์ ) วิธีการนอนหลับและความฝัน
3.2) ธรรมะงามในท่ามกลาง คือ สามารถเรียนรู้ธรรมในขั้นสูงขึ้นกว่า ที่เกี่ยวข้องกับชีวิตประจำวันโดยตรง เช่น ไตรลักษณ์ 3 ประการ อิทัปปัจยตา การเรียนสมาธิ(ทั้ง 4 อิริยาบถ) องค์ฌาน หลักสัปปายะ วสี 5 (และการหมั่นสังเกต-จดจำความรู้สึกขณะนั่งสมาธิแต่ละครั้ง) ชาคริยานุโยค นิวรณ์ 5 การสวดมนต์ภาคปฏิบัติ เช่น บทอานาปานสติฯ บทสติปัฏฐาน 4 และบทอริมรรคมีองค์ 8 ฌาณที่1(ปฐมฌาน) ถึง 3(ตติยฌาน) การสำรวมอินทรีย์ทั้ง 6 อริยสัจจ์สี่ ในข้อสุดท้าย(รู้แนวทางในการปฏิบัติเพื่อแก้ทุกข์ หรืออริยมรรคมีองค์ 8) โสดาปัตติยังคะ สังโยชน์เบื้องต่ำ 5 อย่าง ความรู้เรื่องของจิต เจตสิก การฝึกสติปัฏฐานสี่ (ฐานเวทนา-จิต) กายคตาสติ อสุภะ-กรรมฐาน อิทธิบาท 4 ในขั้นสูง(พ.ปิฏก เล่ม 19/1179) ศีล-สมาธิ-ปัญญา(ญาณ) สัปปุริสธรรม 7 (รู้เหตุ รู้ผล รู้จักตน ...รู้สังคม) นามรูปปริจเฉทญาณ ความเข้าใจโลก รู้จักความ หมายของโลกและชีวิต ตามที่เป็นจริง มิใช่ตามหลักสมมติฐานคาดเดาแบบวิทยาศาสตร์ การรู้จักการทวนกระแสโลกบ้าง(โดยเฉพาะรู้ข้อดีและข้อเสียของโลกาภิวัตน์) การรู้จักกายและสภาพจิตตนเองตลอดเวลา ทั้งหมดเพื่อ เป็นพื้นฐานพร้อมสำหรับการแก้ไข ปัญหา ที่จะเกิดขึ้นกับชีวิตประจำวันของตนในอนาคตข้างหน้า
บ่อยครั้งที่การไปปฏิบัติธรรมอาจดูไร้สาระ-งมงายในสายตาคนทั่วไป โดยเฉพาะการไปนั่งสมาธิเฉยๆโดยไม่ได้ผลลัพธ์เป็นรูปธรรมทางโลกใดๆเลยในชีวิตประจำวัน แต่แท้จริงเป็นการฝึกจิตที่ยากและจำเป็นอย่างที่สุดในการควบคุมจิต ให้เดินเป็นระเบียบ-มีวินัยในตน ไม่ฟุ้งซ่านออกนอกเป้าหมายชีวิตที่ควรเป็น มีเป็นผู้ยิ่งใหญ่มีอำนาจเหนือตนเองอย่างแท้จริง ทำให้รู้เส้นทางดำเนินชีวิตของตนในโลกปุถุชน รู้เท่า รู้ทันและรู้จักจิตตนเอง เริ่มเห็นแนวทางรอดพ้นจากเหยื่ออารมณ์ของตนเอง จนมีความมั่นใจในการใช้ชีวิตในโลก ไม่เกรงกลัวภัยอันตรายใดๆ แม้นแต่ความตายที่อาจเกิดขึ้นกับชีวิตตนอีกต่อไป มองปัญหาทุกปัญหาอย่างกระจ่างชัด ดู อัคคัญญสูตร ที่ 4 (พ.ปิฏก เล่ม 11/56)ประกอบ
3.3) ธรรมะงามในที่สุด คือ การเรียนรู้ธรรมะขั้นสูงสุด เพื่อเป้าหมายการบรรลุธรรม อันจะนำไปสู่การแก้ไขปัญหาใดๆ ในชีวิตให้หมดไปได้อย่างสิ้นเชิง-พ้นวัฏฏะสงสาร เช่น การฝึกสติปัฏฐาน หมวดสุดท้าย (ธรรมานุปัสสนาฯ) อุปาทานขันธ์ 5 อริยสัจจ์สี่ (ในข้อสมุทัยและนิโรธ) ปฏิจสมุปบาท การฝึกจตุถฌาน การฝึกวิปัสสนาญาณ 9 สังโยชน์เบื้องสูง 5 ประการ วิปัสสนูปกิเลส โพชฌงค์ 7 อตีตตังสญาณ จูตุปาญาณ และอาสวักขยญาณ
หมายเหตุ : ดู สามัญญผลสูตร (พ.ปิฏก เล่ม 9/91) ประกอบ

4-การรู้จักข้อจำกัด และองค์ประกอบในการจะฝึกจิตภาวนาให้บรรลุผล เช่น ต้องมีร่างกายที่แข็งแรง รู้จักทำกายวิเวก-จิตวิเวก การเดินจงกรมให้มากกว่านั่งสมาธิ(เพื่อให้อิริยาบถ ทั้ง 4 มีความสมดุล) ความบริสุทธิแห่งศีล (มีความจำเป็นตามระดับความยากในการปฏิบัติ) ศัตรูหรืออุปสรรคของการเดินฌานจิตแต่ละขั้น (เสียง,วิตกวิจาร,
ปิติ-สุขและลมหายใจ) ดู กัณฏกสูตร ประกอบ (พ.ปิฏก เล่ม 24/72) หลักสัปปายะ การออกกำลังกายสม่ำเสมอ เช่น โยคะ เป็นต้น

5-รู้จักแนวทางเดินจิต และปัญญา 2 แนวทางพื้นฐาน คือ เจโตวิมุติ (อาศัยกำลังจิตหรืออารัมณูปนิฌาน เป็นองค์ประกอบหลัก ก่อนยกขึ้นวิปัสสนาจนบรรลุธรรม ซึ่งมักมีอภิญญาเป็นผลพลอยได้) และปัญญาวิมุติ (อาศัยกำลังจิตแต่พอประมาณ หรือลักขณูปนิฌาน ยกขึ้นวิปัสสนาจนบรรลุธรรม โดยไม่มีอภิญญา คือ มิจำเป็นต้องบรรลุอตีตังสญาณ หรือจูตุปาญาณ ซึ่งอาจมีรูปแบบแตกต่างจากแนวทางบรรลุธรรมของพระพุทธองค์ในคืนตรัสรู้ได้) ดู สุสิมสูตร (พ.ปิฏก เล่ม 16/286) , โคปกโมคคัลลานสูตร ที่ 8 (พ.ปิฏก เล่ม 14/112) ประกอบ
5.1)รู้ว่าลักษณะทางเดินจิตของตน ค่อนไปทางเจโตวิมุติ หรือปัญญาวิมุติ (ถ้าไม่รู้ ให้พยายามเดินแนวเจโตวิมุติ จะปลอดภัยและมีโอกาสผิดพลาดน้อยกว่า)
5.2) รู้จักจริต ของตนและแนวทางฝึกจริตที่เป็นคู่ปรับกับอุปนิสัยเดิมที่ฝังตัวในตนมาหลายภพชาติ เช่น ถ้าเป็นคนวิตกจริต ก็ควรฝึกอานาปานสติ และสติปัฏฐาน 4 หมวดกายานุปัสสนาสติปัฏฐาน(อริยาบถเคลื่อนไหว)ให้มาก ฯลฯ (ดูรายละเอียดใน หนังสือทิพยอำนาจ)

6-สามารถจัดสรรเวลา จากภารกิจใดๆทางโลก ไปปฏิบัติธรรมได้อย่างเป็นระบบและต่อเนื่อง อย่างน้อยคราวละ 3 วัน (ช่วงเวลาที่เหมาะต่อการทวนกระแสโลก) รวมทั้งรู้จักตั้งเป้าหมาย ไม่หวังผลการปฏิบัติเหล่านั้นสูงเกินไป เรียกว่า ปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม (ธรรมานุธรรมะปฏิบัติ) ไม่หนีโลกหรือภาระหน้าที่ไปปฏิบัติธรรม แต่รู้จักลดเป้าหมายทางโลก ลดหรือตัดภาระทางโลกทีละน้อยๆเพื่อให้เกิดความคล่องตัว ในการปฏิบัติ(ไม่มีปลิโพธ หรือเครื่องกังวลใดๆ ขณะปฏิบัติ) ซึ่งหากเป็นพระภิกษุ ก็ต้องรู้จักแบ่งเวลาประกอบกิจ ในศาสนวัตถุ หรืองานบุญต่างๆที่เกี่ยวข้องกับฆราวาส หรือ เวลาศึกษาปริยัติ ออกจากภาคปฏิบัติ มิใช่ละเลยการปฏิบัติภาวนากาย-จิต ซึ่งเป็นกิจ หน้าที่หลักของพระสงฆ์ ผู้ซึ่งพระพุทธองค์ ทรงสถาปนาไว้เพื่อผู้ต้องการบรรลุนิพพานเท่านั้น เพื่อมิให้ต้องคลุกคลีกับมาธุลีทางโลกที่จะทำให้เนิ่นช้าในการปฏิบัติ
หากไม่สามารถหาครูอาจารย์ที่สอนตนได้ ก็จำต้องสละเป้าหมายทางโลกบางอย่าง (ไม่ควรตั้งเป้าหมายทางโลกหรือยึดเอาวัฒนธรรมการนิยมวัตถุ หลงใหลแต่วิทยาศาสตร์ที่มุ่งเน้นแต่การคิดค้นด้านวัตถุ จนเป็นการมอมเมาให้แสวงหาและพึ่งพาวัตถุแบบที่โลกตะวันตกสอนมา) เพื่อค้นคว้าหาทางด้วยตนเอง (มีตน เป็นที่พึ่งแห่งตน ในคราวขาดแคลนครูอาจารย์)
6.1)รู้ข้อเสียของอภิชฌา และสุข-โสมนัสเวทนา ที่มีในโลก เพื่อลดความเคยชินในการเสพกามสุขลงเรื่อยๆ (ชีวิตเกิดมาเพื่อแสวงหาความสุข ซึ่งมีหลายระดับขึ้นกับระดับจิตแต่ละคน และพึงระลึกว่าสุขในระดับที่พ้นทุกข์สิ้นเชิง เป็นคนละเรื่องกับที่สังคมและการศึกษาสอนเราให้วิ่งหาแต่ความพอใจ สอนให้เอาแต่ความพึงพอใจเป็นเป้าหมายของชีวิต โดยไม่รู้จัก ทางเลือกที่ 3 ของชีวิต ที่จะทำให้มีจิตเห็นโลกกว้างไม่หมุนวน คับแคบ อยู่แต่โลกของกามเพียงอย่างเดียว การปฏิบัติธรรมจึงมีลักษณะทวนกระแสโลกอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยง โดยเฉพาะในขั้นสูงสุด)
6.2)การติดสงบหนีโลก แม้นเป็นสิ่งที่ต้องแก้ไขในขั้นกลาง แต่ก็เป็นตัวชี้ว่า เริ่มต้นปฏิบัติถูกทางและเห็นผลความสงบใจ คือ ธรรมะงามได้งอกงามในเบื้องต้นแล้ว
จึงควรรู้จักใช้ความสงบนี้ให้เกิดประโยชน์ คือ ยิ่งพยายามทำความเพียรในสมาธิอย่างถูกวิธี ตามหลักสัปปายะ และวสี 5 เป็นต้น โดยรู้จักอดทน จัดสรรเวลาฝึกตนอย่างต่อเนื่อง สม่ำเสมอ
6.3)การตั้งเป้าหมายในการปฏิบัติธรรม เป็นสิ่งที่จำเป็นและต้องรู้จักตั้งเป้าอย่างเหมาะสม แม้นจะเป็นตัณหา แต่ก็เป็นกุศลธรรมที่จำเป็น เป็น การอาศัยตัณหา เพื่อละตัณหา นั่นคือ เมื่อบรรลุธรรมขั้นสูงสุด จะพบเองว่าสูงสุดคืนสู่สามัญ คือ มีแต่ความว่างเปล่า ไม่มีเป้าหมายใด น่ายึด น่าเป็น หรือไม่น่ามี ไม่น่าเป็น
“อย่าปฏิบัติธรรมแบบเลื่อนลอย หนีโลก หรือปล่อยปละละเลย ทิ้งหน้าที่ทางโลกและทางธรรม หลงผิดคิดว่า ปล่อยปะละเลย เป็นการปล่อยวาง”
6.4)หากต้องการปฏิบัติขั้นสูง เพื่อความพ้นทุกข์สิ้นเชิง ก็ต้องอดทน ค่อยๆปลดเปลื้องภาระ หน้าที่และความรับผิดชอบที่ตนได้ทำขึ้นมาแล้วในอดีต ให้จบลงโดยครบถ้วนเสียก่อน ค่อยออกบวชแล้วปฏิบัติธรรมเต็มความสามารถ ไม่ควรกระทำโดยพลการ โดยเฉพาะหากบุพพการีไม่อนุญาต และมีความจำเป็นต้องการเราไปดูแลยามเจ็บไข้ และแก่เฒ่า (ดูตัวอย่าง ท่าน ก.เขาสวนหลวง จ.ราชบุรี เป็นต้น)

7-ต้องใจเย็น มีขันติ ความอดทน และรู้จักรอคอย ค่อยๆสะสมบารมีอย่างมาก เฉกเช่นที่พระพุทธองค์ทรงบำเพ็ญ เป็นตัวอย่าง ในทศชาติสุดท้าย ซึ่งแต่ละชาติล้วนแต่เป็นบารมี ที่ยิ่งใหญ่เหนือปุถุชน ทั่วไปจะทำได้ ก่อนจะมาประสูตรเป็นเจ้าชายสิทธัตถะ ในภพชาติสุดท้าย ( การหวังผลบรรลุธรรมในขั้นนิพพานในชาติเดียว จึงเป็นสิ่งที่น้อยคนจะทำได้ ซึ่งก็ไม่จำต้องเร่งรัดตนขนาดนั้น เพราะเพียงตกกระแสพระนิพพาน คือ บรรลุพระโสดาบัน ก็เพียงพอแล้วสำหรับคนยุคนี้ )
7.1)คนยุคนี้ หรือหลังจากนี้(กึ่งพุทธกาล) เป็นคนใจร้อน ใจเร็ว เพราะเสพแต่สิ่งสำเร็จรูปอำนวยความสะดวกสบายเกินไป หรือไม่รู้ข้อเสียของเทคโนโลยี่การสื่อสารที่รวดเร็ว จึงมักเป็นคนใจร้อน เมื่อผิดหวัง หรือประสบทุกข์ในทางโลก ก็มักจะคิดหวังความสุข สงบ ขั้นพระนิพพาน หรือฌาน ขั้นสูงโดยรวดเร็ว จึงมักทำให้ประสบความทุกข์ในขณะปฏิบัติธรรม พอๆกับความทุกข์ทางโลก หรือเกิดการเพียร(ปัคคาหะ) ที่เป็นวิปัสสนูป
กิเลสได้โดยง่าย ถึงขั้นสติแตกหรือวิกลจริต ล้มเหลวในการปฏิบัติธรรมไปในที่สุด เกิดการหนีโลก ทิ้งภาระหน้าที่ หรือครอบครัว วิ่งหาความสงบ จนยากแก้ไข
7.2) โลกและธรรม ไม่แยกออกจากกัน รู้ธรรม ก็ยังคงรู้โลก เพราะปรากฏการณ์สมมติทางโลกียธรรม ก็ล้วนมีปรมัตถ์ธรรม รองรับ เกิดขึ้นพร้อมๆกันไป อยู่ที่จิตเราจะรับรู้ แยกแยะ มองได้ลึกซึ้งเพียงใด เช่น สมาธิทางโลกที่ใช้เรียนหนังสือ เล่นดนตรี วาดรูป แข่งกีฬา หรือทำงานใดๆ ก็เป็นปรมัติธรรมเดียวกันกับสมาธิในองค์ฌาน เพียงแต่มีอารมณ์เดียว ที่ใช้เพ่งต่างกัน และมีเป้าหมายต่างกัน คือ ทางธรรม เป็นสมาธิเพื่อค้นคว้าศึกษาเข้าไปในตนเอง(จนรู้ชัดในอุปาทานขันธ์ 5) อันทำให้เข้าใจตัวตนของตน,ผู้อื่น,โลกและชีวิตอย่างถ่องแท้ ทั้งรูปธรรม-นามธรรม
แต่สมาธิทางโลก มุ่งเน้นวัตถุนอกตัวมากเกินไป(เรียกมิจฉาสมาธิ) จนไม่รู้จักกาย-จิตตน และไม่รู้ความเป็นไปของโลกและชีวิต และวัฏฏะสงสาร ที่เป็นความรู้สูงสุดที่ทำให้มนุษย์ใช้ชีวิตอย่างมีความสุขได้ทั้งปัจจุบันขณะและในอนาคต
ข้อเท็จจริงในเรื่องนี้ จะสามารถพิสูจน์ได้ โดยการปฏิบัติงาน หน้าที่ประจำวันอย่างมีสติ สัมปชัญญะ รักษาสมาธิในงานให้ต่อเนื่องตลอดทั้งวัน(ต้องทำงานที่ไม่ผิดศีล 5 เพื่อที่จะรักษาความปกติสุข สงบในขณะทำงานนั้นด้วย) ก็จะพบว่า เมื่อมานั่งสมาธิในตอนค่ำหรือวันหยุด จะควบคุมจิตได้ดีขึ้น เอาอารมณ์กรรมฐานเป็นอารมณ์เดียวง่ายขึ้น ซึ่งหากผู้ปฏิบัติธรรมรู้จักนำหลักความรู้ทางจิตวิญญาณ และนามธรรมที่ได้จากการปฏิบัติไปใช้ควบคู่กับความรู้ทางโลกหรือวิทยาศาสตร์ทางโลก ก็จะทำให้มีชีวิตที่สมบูรณ์แบบและมองโลก-ปัญหาใดๆ ได้อย่างชัดเจน (เช่นเดียวกับที่ผู้สนใจทางวิทยาศาสตร์ ก็ควรหันมาค้นคว้า ศึกษา พัฒนาทางด้านจิตวิทยา จึงจะสมบูรณ์แบบ)
การทวนกระแสโลก เป็นรูปแบบการฝึกปฏิบัติ ไม่ใช่การปฏิเสธความรู้ใดๆทางโลก หรือละทิ้งโลก แต่กลับจะทำให้มองโลกอย่างรอบด้าน ชัดเจน และมั่นใจในการใช้ชีวิตอย่างแท้จริง
7.3)จากข้อ 7.2 เราจึงสามารถนำหลักการในธรรมะขั้นสูงไป ปรับปรุงรูปแบบ หรือประยุกต์ใช้ในงานทางโลกได้ เช่น เมื่อมีปัญหา(ทุกข์) ก็ย่อมมีทางออกของปัญหา(นิโรธ) เพราะรู้จักประยุกต์แนวทางปฏิบัติ (มรรค) ที่สอดคล้องกับสาเหตุของปัญหา(ตัณหา) , หรือสรรพสิ่งใดๆในโลก ล้วนมีเกิด ก็ย่อมมีดับ และมีเหตุปัจจัย ไม่ว่ารูปธรรมหรือนามธรรม ที่ปรุงประกอบมันขึ้นมา ,หรือสรรพสิ่งในโลก ล้วนตกอยู่ใต้ สภาวะ 3 ลักษณะ คือแปรเปลี่ยน มีความบีบเค้นไม่คงตัว จนไม่มีตัวตน คงทน ยั่งยืนแท้จริง

(วันนี้ ขอพิมพ์แค่นี้ แล้วต่อในกระทู้หน้าครับ)
0


หน้า 1 จาก 1
  • คุณไม่สามารถตั้งกระทู้ใหม่ได้
  • กระทู้นี้ถูกล็อค

การตอบอื่นๆต่อกระทู้นี้



#1 ผู้ใช้ออฟไลน์   mr.active ไอคอน

  • ตอบไม่มาก
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 47
  • สมัคร: 05/03/2004

ตอบ: 21/04/2007 - 23:26

(ขออนุญาติพิมพ์ต่อ จากเมื่อวานครับ)

7.4)การปฏิบัติธรรมโดยเนื้อแท้ เป็นการกระทำที่ทวนกระแสโลก จึงย่อมทำให้ผู้ปฏิบัติธรรมรู้สึกผิดแปลก แตกต่าง และไม่รู้จุดยืนที่เหมาะสมของตนท่ามกลางกระแสแห่งชีวิต ในแต่ละวัน ซึ่งหากเข้าใจการทวนกระแสที่เกิดโดยพื้นฐาน 2 ลักษณะคือ การทวนกระแสความรู้สึกและความเคยชินในตน (ที่เคยแต่วิ่งหาแต่ความสุข ความพอใจ คิดปฏิเสธหรือหนีภาระหน้าที่ ไม่สามารถทนอยู่กับสิ่งที่ไม่น่าพอใจ การเคลื่อนไหวหรือทำงานด้วยความเคยชินมากกว่าสติสัมปชัญญะ) กับ การทวนกระแสภายนอก หรือกระแสค่านิยม วัฒนธรรมและรูปแบบการใช้ชีวิตในสังคมที่แวดล้อมตนแต่ละขณะ ก็จะพอเห็นแนวทางปฏิบัติตนในแต่ละสถานการณ์ หรือต่อคนในครอบครัว เพื่อนร่วมงานและเพื่อนร่วมทุกข์ร่วมสุขในโลกได้ เช่น
- ในยามที่อยู่คนเดียว หรือปฏิบัติกิจวัตรส่วนตัว (อาบน้ำ กินข้าว นอนหลับ อ่านหนังสือ เขียนหนังสือทำงานส่วนตัว หรืออยู่ในอิริยาบถยืน เดิน ฯลฯ ย่อม เป็นช่วงที่ทำการทวนกระแสได้แน่นอน เช่น หัด ฝืนทำสิ่งต่างๆ หัดเคลื่อนไหว จับลมหายใจฯ โดยไม่ปล่อยให้ร่างกายและจิตใจ ใช้ความเคยชินหรือความคิดอยากเป็นตัวพาทำกิจวัตร ไม่ปล่อยให้ความคิดนึกฟุ้งซ่านตกจากภาระหน้าที่ในปัจจุบัน
- ในยามที่ต้องอยู่ร่วมกับผู้อื่นหรือสังคม ก็ต้องรู้จักกาล และการคล้อยตามกิจกรรมของสังคม ที่เป็นกุศล ไม่เป็นภัยต่อผู้อื่น (แต่อาจเป็นภัยแต่ตน หากไม่รู้จักกำหนดจิตเท่าทัน การปรุงแต่ง กิเลส ตัณหาที่เกิดกับตนขณะร่วมกิจกรรมในสังคม) เพียงแต่ต้องรู้จักเลือก หรือลดความผูกพันเหล่านี้ลงเรื่อยๆ หากไม่มีผลต่อการหาเลี้ยงชีพ หรือ การดำรงรักษาครอบครัวให้คงอยู่ (ต้องเผชิญความคิดเห็นแตกต่างบ้าง ก็เป็นธรรมดาโลก) อยู่ร่วมกับสมมติ แต่ไม่ยึดติดในสมมติ
อนึ่งการทำกิจกรรมทางโลก เช่น ดูละคร ดูหนัง ฟังเพลง เล่นดนตรี ฯลฯ ที่เป็นกามสุข ก็ยังคงทำได้ ไม่จำต้องทวนกระแสโลก ตลอดเวลา (ดู 9.2 ประกอบ) เพียงแต่อย่าปรุงแต่งให้เป็นเรื่องราวหรือความผูกพันเกินไป เว้นแต่เป็นสัมมาชีพของตนโดยตรง และต้องอย่ายึดติดในอารมณ์สุขหรือทุกข์ที่เกิดในสิ่งเหล่านี้ โดยปล่อยวางอารมณ์ให้เป็น เพราะเมื่อเกิดตามเหตุปัจจัยใดๆ ก็ย่อมมีดับลงในที่สุด
- หากต้องประสบ กับสังคม ที่เป็นกระแสโลกที่เป็นอกุศลรุนแรง(ทุจริตคอรัปชั่น มอมเมา-ยั่วยวนผู้อื่น คดโกงผู้อื่น หรือทำสิ่งที่ผิดต่อศีล 5 ในระดับฆราวาสนั่นเอง) ก็ควรจะหลีกห่าง หรือต้านกระแสเหล่านั้น(หากไม่ทำให้ตนเองและครอบครัวที่ตนต้องรับผิดชอบ เดือดร้อน)
ทั้งนี้ ต้องยอมรับความเป็นจริงแห่งโลกว่า ธรรมชาติของกระแสโลก ย่อมไหลลงสู่ที่ต่ำเสมอ ถ้าไม่พยายามทวนกระแส เพราะเป็นไปตามเหตุปัจจัย ดังตัวอย่างที่พระพุทธองค์ก็ทรงชี้ทางพระนิพพานได้ เท่านั้น ไม่อาจพาผู้ใดไปสู่พระนิพพาน เมื่อปัจเจกชนใดกำลังอยู่ในกระแสโลก ยังมิได้ตกกระแสพระนิพพาน ก็จะต้องรู้จักประมาณกำลังของตน รู้จักตามกระแสบ้าง เพื่อมิให้กายและจิตอ่อนล้า หมดสิ้นเรี่ยวแรงที่ตนเองจะต้องใช้ต้านกระแสต่อไปในระยะยาว
- และเมื่อต้องการทวนกระแสอย่างเต็มที่ เพื่อให้ปฏิบัติธรรมขั้นสูงได้ ก็ต้องสละเวลา ความก้าวหน้าและโอกาสทางโลกไปปฏิบัติธรรมอย่างเป็นระบบนั่นเอง เพราะไม่สามารถปฏิบัติให้ก้าวหน้าได้ในท่ามกลางสังคมปุถุชน ที่ๆไม่สัปปายะ หรือมีช่วงเวลาปฏิบัติที่สั้นเกิน แต่ทั้งนี้ ต้องระวังอย่าตั้งเป้าหมายสูงเกินไป (ดู 3.1 ,3.2,6.4 )ประกอบ โดยเฉพาะหากยังคงยึดติด หรือยังอยากเป็นฆราวาสอยู่ ก็ไม่ควรตั้งเป้าหมายสูงถึงขั้นโลกุตรธรรม หรือพระนิพพาน เพราะนอกจากจะเป็นไปไม่ได้แล้ว ยังทำให้วิปลาส หลงผิด ติดวิปัสสนึก มากกว่าเกิดวิปลาสนาญาณ เกิดทิฏฐิ มานะในตนจนเกินกว่าจะมีคนอื่นมาช่วยแก้ไขให้ได้
7.5) ปฏิบัติงาน(การทำงานในอาชีพตน) ก็เป็นการปฏิบัติธรรมได้ หากมีความเข้าใจ เรื่องศีล 5 ,เนกขัมมสุข ,การมีสติ-สัมปชัญญะในการเคลื่อนไหวและรู้จักสำรวจดูจิตตนเองสม่ำเสมอ ที่สำคัญ สามารถจัดการงานเลี้ยงชีพตน ได้เป็นดี-เป็นระบบ (อุฏฐาน สัมปทา) ดังข้อ 6. ทั้งนี้ ด้วยเหตุผล หลัก 2 ประการ คือ การรับผิดชอบเลี้ยงชีพตนเองได้ ก็คือ สัมมาอาชีวะที่เป็นมรรคาอันหนึ่งในมรรค 8 กับเพราะเหตุที่ในภาคปฏิบัติ มีสัมมาสมาธิ เป็นองค์ประธาน คอยรวบรวมองค์มรรค ที่เหลือทั้ง 7 ไว้นั่นเอง ดู ข้อ 12 ประกอบ
นั่นคือ ผู้ที่มีจิตแน่วแน่ มุ่งมั่น จดจ่อ ในการทำงานเลี้ยงชีพ ในชีวิตประจำวัน ก็คือผู้ที่กำลังปฏิบัติธรรมอยู่ นอกวัด เท่านั้นเอง (แต่ต้องไม่หลงยึดติดในความสำเร็จ ในกามสุขที่เกิดจากการทำงาน หรือความล้มเหลว รู้จักวางแผน-เป้าหมายการทำงาน มิให้เป็นการทรมานตน จนสุขภาพกายและสุขภาพจิต ย่ำแย่ เกิดฟุ้งซ่านในที่สุด คือ รู้จัก ความพอดี) ที่สำคัญที่สุด จะต้องรู้จักแสวงหาเนกขัมมะสุขเป็นด้วย ( เช่น พักผ่อนกายและจิต ด้วยการนั่งสมาธิให้เป็น และเกิดประสิทธิผล) เพื่อมิให้ต้องคอยแต่วิ่งหากามสุข มากลบเกลื่อนทุกข์ที่เกิดขึ้นตลอดเวลาในขณะทำงาน อันเป็นทางเลือกที่ 3 ของชีวิต ( คือ มัชฌิมาปฏิปทา ที่แท้จริง)
มีข้อสังเกตว่า ทุกวันนี้ โลกมีการเปลี่ยนแปลง มีตัวแปรมากมาย ที่ทำให้การจัดการงานให้ลงตัว ตามหลัก อุฏฐานสัมปทา ก็ดูจะเป็นไปได้ยาก รู้สึกทวนกระแสหนักขึ้น เพราะใจคน ปุถุชนยุคนี้ แปรเปลี่ยนง่าย เพราะคิดว่ามีเทคโนโลยี การสื่อสารมาอำนวยความสะดวก จึงมักโลเล เปลี่ยนแปลงไปๆมาๆ
7.6)พระธรรมคำสอนบางเรื่อง เช่น การไม่ควรมีภาระหนี้สิน (ไม่ว่ากรณีใดๆ) มีความขัดแย้งชัดเจน กับผู้ปฏิบัติธรรมที่ประกอบธุรกิจส่วนตัว เพราะการแข่งขันทุกวันนี้ แทบทุกวงการ เป็นการแข่งขันด้วยเงินทุน จนไม่สามารถต่อทุนจากกำไร(เก็บเล็กผสมน้อย) ได้ทันบนเวทีการแข่งขัน โดยเฉพาะในวงการค้าขาย (ปลาใหญ่ กินปลาเล็ก) ดู อันนนาถสูตร พ.ปิฎก 21/62 , อินนสูตร พ.ปิฎก 22/316 ,วสลสูตรที่ 7 พ.ปิฎก 25/305 ,พ.ปิฎก 4/108 “ห้ามคนมีหนี้สิน ออกบวช”
การนำไปประยุกต์ใช้ แต่ละกรณี จึงต้องพิจารณาอย่างแยบคายจริงๆ (โยนิโสมนสิการ)

8-ธรรมะเป็นสิ่งที่เหนือกว่าตรรกะ-นอกเหตุเหนือผล จึงเป็นสิ่งที่คนรุ่นใหม่ คนตะวันตก ที่มักเรียนวิชาทางโลก หรือวิทยาศาสตร์(ทั้งประยุกต์หรือวิทยาศาสตร์บริสุทธิ) มามากเกินจำเป็น จะต้องพึงระวังและสังวรเอาไว้ตลอดเวลา โดยเฉพาะคนที่เรียนหนังสือเก่งๆ เป็นดอกเตอร์ หรือนักวิชาการ เพราะการมีวิชาความรู้ทางโลกมาก นั่นหมายถึง จิตได้ถูกพัฒนาไปในทางให้มีการคิดนึกมากเกินไปโดยไม่รู้ตัว แม้นจะเป็น ตรรกะที่มีเหตุมีผล สามารถนำมาใช้ศึกษาธรรม ช่วยให้เรียนรู้ธรรมะได้ง่ายขึ้นและเร็วขึ้น แต่ก็มีขีดจำกัดไปได้แค่ในขั้นกลาง ไม่สามารถนำไปใช้ในขั้นสูง ซึ่งเป็น ภาวนามยปัญญา ได้ เช่น ไม่สามารถอธิบายเรื่องนามรูปปริจเฉทญาณ ,เรื่องของการมีภพชาติ ภพภูมิหรือสิ่งมีชีวิต ที่นอกเหนือจากมนุษย์และสัตว์ ,บุญกรรมในอดีตและที่จะส่งผลไปอนาคต ,วัฏฏะสงสาร ฯลฯ เหล่านี้ล้วนเป็นเรื่องที่ละเอียด เกินกว่าจะหยั่งถึงตามได้ด้วยตรรกะ (พึงระลึกถึง เหตุการณ์ที่พระพรหม ต้องลงมาอาราธนาธรรม กับพระพุทธองค์เพื่อให้พระองค์แสดงธรรมแก่มนุษย์ ) ยิ่งมีความรู้ทางโลกมาก ยิ่งทำให้สัญญาวิปลาส มีความยึดมั่นในความเป็นตัวตนสูง จิตคิดนึกปรุงแต่งจน ลืมจิตตัวรู้ ไปโดยปริยาย
8.1)ปุถุชน ย่อมมีความวิปลาสโดยพื้นฐาน 3 อย่างตามลำดับ คือ สัญญาวิปลาส จิตวิปลาสและทิฏฐิ-วิปลาส ในสิ่งที่ไม่สวยงาม ว่าสวยงาม ในสิ่งที่เป็นสภาวะทุกข์ ว่าเป็นสุข และในสิ่งที่ไม่มีตัวตน ว่ามีตัวตน น่ายึดมั่น ซึ่งจะแก้ไขได้ ต้องแก้ด้วยญาณ มิใช่ตรรกะ เพราะตรรกะไม่สามารถแก้สัญญาวิปลาสได้ (แก้ที่ทิฏฐิ หรือจิตไม่ได้ผลที่แน่นอนเท่าการแก้สัญญา) ผู้ที่กำลังฝึกตน หรือเสขบุคคล จึงควรหมั่นพิจารณาระดับความวิปลาสในตนดังนี้ เช่นกัน
8.2) ความสามารถในการแยกแยะจิตรู้ กับจิตคิดนึก ออกจากกัน นับว่า เป็นจุดสำคัญที่ช่วยให้มีความสงบ เกิดปัญญาแก้ไขปัญหาในชีวิตประจำวัน ได้มาก แต่ต้องพึงระวัง แม้นการฝึกความเคยชินใหม่ด้วยการพยายามเน้นตัวรู้ (ความรู้สึกตัว หรือสติ-สัปชัญญะ) และคอยดูจิตคิดนึก เกิดและดับ โดยไม่ยึดเอาความคิดนึกที่เกิดเป็นตัวเป็นตน จนมักหลงเข้าไปอยู่ในความคิด (เอาสังขารความคิด เป็นตนคล้ายดั่ง ลูกแก้วใส ในขวดแก้วที่ดูกลมกลืนจนแยกไม่ออกด้วยสายตา) ทั้งนี้มิได้หมายถึง การปฏิเสธ มิให้คิดนึกใดๆ หรือมองความคิด เป็นตัณหา ที่เลวร้ายไปทั้งหมด เพราะจะกลายเป็นเฉยโง่ ไม่เกิดปัญญา ทั้งนี้เพราะ
ปัญญา ก็คือ สังขารความคิดปรุงแต่งชนิดหนึ่ง ที่เป็นลักษณะสัมมาทิฏฐิ เป็นสมมติที่จิตคิดนึกปรุงแต่ง เพื่อใช้จัดการสมมติด้วยกัน(แก้ไข ปัญหา) เพียงแต่ต้องรู้ว่า ความคิดใดเป็นปัญญาแท้ ความคิดใดเป็นปัญญาลวง และเห็นปัญญาหรือความคิด(ไม่ว่าจะดีเลิศในระดับใดก็ตาม) ก็เป็นแค่เครื่องมือชนิดหนึ่ง(ที่เป็นนามธรรม) เมื่อใช้เสร็จแล้วก็ต้องปล่อยวางลง ไม่หลงยึดถือเอาไว้ จึงจะพ้น-ไม่หลงเป็นเหยื่อสังขาร ความคิดนึกในขั้นละเอียดได้
8.3)โดยลักษณะเดียวกัน การเรียนปริยัติที่มากเกินภาคปฏิบัติของตน จึงมักพาให้หลงผิด ติดปัญญาคิดนึกโดยปริยาย ทำให้ไม่เกิดแรงจูงใจ ในการเจริญจิตภาวนาในขั้นสูง หลงผิดคิดว่ารู้ธรรมนั้นๆแล้ว ที่สำคัญ จะก่อให้เกิดทิฏฐิ-มานะในตน จนยากจะหาคนมาช่วยแก้ไขการเจริญภาวนาเพื่อญาณ ที่ถูกต้องในขั้นสูงขึ้นต่อไปได้อีก ดังนั้น หากสามารถนำหลักการ หรือความรู้ใดๆ ไปชี้นำการภาวนากาย-จิต ให้ก้าวหน้าได้ ก็ไม่ควรแสวงหา ความรู้ปริยัติใดๆ ต่อไปให้รกสมอง เพราะยิ่งรู้ทฤษฏีมาก ยิ่งหลงปัญญาคิดนึกมาก โดยธรรมชาติ(ของวิปัสสนูปกิเลส) ทั้งไม่ควรจำแนก แยกแยะ ข้อธรรมใดๆ โดยละเอียด เป็นปริยายะ ต่างๆ มากมายโดยไม่จำเป็น หากข้อธรรมใด ที่ลัดสั้น มีใจความสมบูรณ์พอให้เกิดความซาบซึ้งได้ ก็เป็นปริยายเฉพาะตน นั่นเอง

9-หากจำต้องฝึกฝนด้วยตนเอง เนื่องจาก มานะหรือทิฏฐิที่มีในตน หรือไม่มีบุญที่จะค้นพบ-เข้าถึงครูอาจารย์ที่ท่านเข้าใจจริตเรา ก็ต้องศึกษาจากพระไตรปิฏก มิลินทปัญหา พุทธรรม ทิพยอำนาจ วิสุทธิมรรค อื่นๆ และโดยเฉพาะพุทธประวัติในตอนสำคัญที่เกี่ยวกับการฝึก-ค้นหาทางบรรลุธรรมของพระพุทธองค์ ดูมหาสัจจกสูตร (พ.ปิฏก เล่ม 12/405) ประกอบ หรือ อัตตชีวประวัติของครูอาจารย์ที่มีจริตใกล้เคียงกับเรา เพื่อเป็นแนวทางคิดค้น หาหนทางเฉพาะตน โดยเฉพาะต้องศึกษาวิปัสสนูปกิเลสให้เข้าใจ ถ่องแท้ (ดูคำอธิบายจากหนังสือ ประวัติพระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต ฉบับธรรมสภา) ยึดเอาพระธรรมคำสอนแทนองค์ศาสดา แต่ทั้งนี้ต้องระวัง อย่าให้เสียหน้าที่การงานทางโลก อย่าศึกษาลึกซึ้งเกินฐานะ ภูมิชั้นของตนจนเกินไป เช่น เป็นฆราวาสก็ควรเรียนธรรมใกล้ตัวและการรู้จักวิธีภาวนา ปฏิบัติให้เกิดผลในสิ่งเหล่านี้ คือ กายจิตสงบลงได้ ก่อนก็พอแล้ว เพราะต้องใช้เวลาทำงานในหน้าที่ทางโลก และความรับผิดชอบที่ตนเองเป็นผู้เลือกเอง ให้สำเร็จลุล่วงเท่าที่ทำได้ดีที่สุด โดยมีเป้าหมายที่สันโดษเฉพาะตน (แม้นอาจไม่ประสบผลสำเร็จดั่งคนอื่น ก็ไม่จำต้องดิ้นรนหรือเปรียบเทียบเกินไปนัก เพราะมีเหตุปัจจัยหลายอย่าง โดยเฉพาะบุญบารมีที่สะสมมาต่างกัน ก็ถือว่าทำหน้าที่โลกปัจจุบันอย่างดีที่สุดแล้ว)
อย่าหนีโลก หนีปัญหา เข้าหาความสงบ หรือมัวแต่นั่งอ่านหนังสือธรรมะ ค้นหาแต่สัมมาทิฏฐิ โดยไม่ได้ลงมือปฏิบัติธรรมแบบลองผิด-ถูก ไม่รู้จักอ่านจิตตนหรือต่อสู้กับอารมณ์ อกุศลต่างๆในชีวิตตนเองขณะกำลังเกิดขึ้นจริง
9.1)เห็นแนวทางการลองผิด ลองถูกของพระพุทธองค์ เช่น เหตุใดท่านจึงคิดบำเพ็ญทุกกรกิริยา หรือคิดเรียนธรรมจากอุททกดาบส และท่านอาฬารดาบส เหตุใดท่านจึงออกจากสำนักปฏิบัติธรรมของอาจารย์ทั้งสอง หรือเมื่อครั้งพระสารีบุตรขอให้ท่านสนทนากับนักปราชญ์ผู้มานะ ทะนงตน เพื่อโต้วาทะเรื่อง ผู้ฝึกตนผิดที่เน้นเพียงการฝึกจิต หรือฝึกทางด้านกายอย่างเดียว จนเป็นเหตุให้ล้มเหลวในการปฏิบัติและอาจถึงแก่ชีวิตได้ หรือเมื่อพระองค์ทรงมาถึงทางตัน ก็ทรงระลึกหวนถึงประสบการณ์ทางจิต บรรลุปฐมณาณ เมื่อคราว นั่งร่วมพิธีแรกนาขวัญ ตอน 8 พระชันษา จนเห็นแนวทางสายกลาง ในการแก้ไขปัญหา ดูมหาสัจจกสูตร (พ.ปิฏก เล่ม 12/405) ประกอบ
9.2)เพราะ ความสุข(เวทนา) ก็เป็นบาทฐานทำให้เกิดกำลังสมาธิได้ ดังนั้น หากรู้จักใช้สุขเวทนาที่ยังสัมผัสในทางโลกอยู่ให้เป็นประโยชน์ ไม่ปฏิบัติเคร่งตึง หรือทวนกระแสจนเกินกำลังของตนก็จะทำให้กายจิตมีกำลังรวมตัวสงบลงได้ง่ายเช่นกัน (สรรพสิ่งถูกรับรู้ได้ 2 ด้านเสมอ คือ ด้านที่ไม่น่าพอใจและที่น่าพอใจ-เกิดประโยชน์ ตราบที่ยังมีอภิชฌาและโทมนัส)
แต่ก็อย่าหลงใหล จนคิดปรุงแต่งกามสุขเหล่านี้ออกไปอีกมากมาย โดยเฉพาะ ให้ระวัง เมถุนธรรม ที่เป็นสุดยอดของกามสุข ที่ต้องอาศัยเนกขัมมสุข ระดับฌาน เท่านั้น จึงจะสามารถถ่วงดุล ยึดเราไว้ พอให้มีกำลังต้านทาน(หากยังไม่มีปัญญา ตัดกามสุขชนิดนี้)
9.3)มีข้อสังเกต ว่าแม้นแต่พระภิกษุที่ศึกษาพระปริยัติธรรม เกินเปรียญ 4 ขึ้นไป ก็มักจะเริ่มประสบปัญหาในการทำจิตให้สงบ โดยเฉพาะขั้นองค์ฌาน ก็ยากที่จะบรรลุหรือทำให้คล่อง(วสี)แล้ว เพราะจิตเริ่มติดนิสสัยคิดนึกมากขึ้นๆ ผู้รู้ปริยัติมากๆหรือมีความรู้ทางโลกมากๆ จึงต้องสังวรและ หาทางปฏิบัติคู่กันไปเป็นลำดับๆ

10-“ปฏิบัติให้มาก จึงจะสิ้นความสงสัย”(หนทางเดียว) โดยไม่จำต้องรู้มาก หรืออ่านทฤษฏีมาก เช่น การเข้าฌาน สำหรับคนที่มีพื้นฐานจิต ร่างกาย หรือศีลบริสุทธิโดยธรรมชาติอยู่แล้ว มีสติสมาธิดีในการเรียนหรือทำงานทางโลกอยู่แล้ว(ทั้งมีบุญได้ทำงานที่ไม่ผิดศีล อยู่ในปฏิรูปประเทศ) ก็แค่เรียนรู้หลักจับลมหายใจ และหาที่สงบ-เย็นปราศจากเสียงรบกวน แล้วอาจลองกำหนดลมหายใจเข้า “พุทธ” หายใจออก “โธ” ก็เพียงพอแล้ว สำหรับการหาประสบการณ์จิตในฌานหรือฝึกจิตเพื่อบำบัดความเครียด รักษาโรค หรือพักผ่อนแทนการนอนหลับ หรือพักผ่อนหย่อนใจด้วยกามสุข(โลกๆ)
ทั้งนี้ต้องมีความอดทนเด็ดเดี่ยวดั่งพระพุทธองค์ทรงตั้งจิตอธิษฐาน ก่อนนั่งสมาธิในคืนตรัสรู้ธรรม การมัวอ่าน ทฤษฏี แล้วเอาแต่คิดใคร่ครวญซ้ำมาซ้ำไป มีโอกาสเป็นวิปัสสนึก (ปัญญาคิดคาดเดา คล้ายดั่งการตั้งสมมติฐานแบบวิทยาศาสตร์) เพราะส่วนมากจิตมิได้ มีกำลังรวมมากพอที่จะเกิดวิปัสสนาญาณ ที่จะเข้าใจธรรมนั้นได้ และตรรกะที่ปรุงขึ้นในสมองหรือจิต มักหลอกให้คิดว่า ตนมีความเข้าใจในข้อธรรมนั้น โดยหารู้ไม่ว่า เป็นแค่การคิดนึกคาดเดา หรือ รู้ด้วย สัญญา มิใช่ ญาณปัญญา ! ( คนยุคหลัง 2500 นี้ มีน้อยคนที่สามารถบรรลุธรรมในแนวปัญญาวิมุติ ดั่งเช่นหลวงพ่อพุทธทาส ,หลวงพ่อเทียน วัดสนามใน,หลวงพ่อปัญญา นันทฯ คล้ายดั่งท่านอัญญาโกณทัณญะในครั้งพุทธกาล เมื่อฟังธรรมครั้งแรก เพราะท่านมีฐานจิตสูงในตนอยู่ก่อนแล้ว)
10.1)เมื่อถึงเวลาปฏิบัติ เดินจงกรม นั่งสมาธิ หรือกำหนดดูรูปนาม หรือวิธีใดๆ ก็ตาม ดังข้อ 6. ก็ต้องอดทน และพยายามต่อสู้กับกิเลสให้เต็มที่ ด้วยการจดจ่อสร้างเหตุ (โดยไม่ให้จิตจดจ่อที่ผล เพราะผลย่อมมาตามเหตุ หากฝึกตนถูกต้อง สร้างเหตุให้ครบ ) เช่น อาจจะต้องอดทนนั่งสมาธิ หรือเดินจงกรม นานกว่า 6-10 ชม. ก็ต้องสู้ เพราะ คนยุคนี้ส่วนใหญ่ มีลักษณะทุกขาปฏิปทา คือ ปฏิบัติลำบาก มากกว่าปฏิบัติแบบสบาย ซึ่งผู้มีปริยัติมาก หรือคิดตรรกะเก่งๆ มักเกิดความรู้ได้เร็ว แต่ส่วนใหญ่ทั้งปฏิบัติลำบาก ทั้งรู้ก็ช้า จึงต้องอดทนให้มาก เพราะตัวเราสะสมความโลภ โกรธ หลงมายาวนาน มากจนเคยชิน-กิเลสฝังติดแน่น
10.2)และต่อเนื่องจาก ข้อ 1. ผู้ปฏิบัติธรรม ไม่ควรเรียนธรรมะจากหลายสำนักฯ มากเกินไป ควรมุ่งเน้นประพฤติ-ปฏิบัติตามกฎและแนวของสำนักนั้นๆ อย่างจริงจัง พยายามเข้าหาครูอาจารย์เพื่อปรึกษาปัญหาการปฏิบัติ เพื่อพิสูจน์ความเหมาะสมกับจริต และนิสสัยของตน สักระยะหนึ่งจนแน่ใจ ว่าไม่ใช่ทางของตน จึงค่อยปรับเปลี่ยนหาแนวทางใหม่ (สิ่งที่ยังพอให้ผล ก็ยังสามารถนำไปปรับใช้กับสำนักฯอื่นได้)
อนึ่ง ด้วยเหตุที่ครูอาจารย์ผู้รู้ทั้งโลกแห่งกาม และธรรมะ นั้นยิ่งหาได้ยาก (เพราะวิชาทางโลก พัฒนาหรือปรุงแต่งไม่มีสิ้นสุด มีความหลากหลายใน details ไม่จบไม่สิ้น ต่างจากธรรมะที่ยิ่งเรียน ยิ่งพบความเป็นที่สุด)
การตระเวนเรียนธรรมในสำนักฯต่างๆ จึงสามารถกระทำได้ หากมุ่งไป เพื่อหาแนวประยุกต์ธรรม เหล่านี้ (โดยยังคงรักษาวิธีปฏิบัติกรรมฐานของตนที่ได้ผลเอาไว้)
10.3) บ่อยครั้งที่ผู้ปฏิบัติธรรมจะแปลกใจว่า เมื่อพยายามเดินจงกรม ทำสมาธิภาวนา หาความสงบ โดยละทิ้งปัญหาหรือความทุกข์ที่กำลังเผชิญอยู่ชั่วคราว ก็กลับพบว่า มักเกิดความคิดนึก เป็นปัญญา ค้นพบทางออกของปัญหา เมื่อขณะกำลังปฏิบัติจิตภาวนาอยู่เสมอ ทั้งนี้เพราะ สัญญาในปัญหานั้นๆ ยังฝังตัวอยู่ในจิตใต้สำนึก อีกทั้งธรรมชาติของจิตที่สงบจากกาม(แม้นชั่วขณะสั้นๆ) ก็ย่อมนำไปสู่ปัญญาแน่นอน นั่นคือ สมาธิเป็นบาทฐานไปสู่ปัญญา ไม่ว่าจะเป็นปัญญาทางธรรม หรือทางโลก ก็ยังมีหลักการ เป็นธรรมชาติเดียวกัน
และนี่ก็เป็นตัวอย่างการนำหลักธรรมะ ไปใช้ในผสมผสานกับงานและหน้าที่ประจำวันได้อย่างดี เห็นผลชัดเจน-รวดเร็วที่สุด (การแบ่งเวลา วันหยุดไปวัด เพื่อปฏิบัติสมาธิ ให้เฉกเช่นการไปพักผ่อนตามห้างสรรพ สินค้า ฯ จึงเป็นการจัดแบ่งเวลาในชีวิต ที่ลงตัวระหว่างโลกปุถุชน และการปฏิบัติธรรม ที่ คนสมัยก่อนปฏิบัติได้ผลมาแล้ว )

(ขอยกตอนสุดท้าย ไปวันพรุ่งนี้ครับ)
0



#2 ผู้ใช้ออฟไลน์   ริมฝั่ง ไอคอน

  • ตอบ 4000+
  • PipPipPipPipPipPip
  • กลุ่ม: ผู้ดูแลระบบ
  • ตอบ: 4213
  • สมัคร: 19/02/2004

ตอบ: 21/04/2007 - 23:46

ขออนุญาตรวมกระทู้นะครับ
0



#3 ผู้ใช้ออฟไลน์   mr.active ไอคอน

  • ตอบไม่มาก
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 47
  • สมัคร: 05/03/2004

ตอบ: 22/04/2007 - 23:27

(ขออนุญาติ พิมพ์ต่อจากเมื่อวานครับ)

11-แนวทางการปฏิบัติอย่างกว้างๆ ที่เป็นมาตรฐานเดียวกันสำหรับทุกจริต พระพุทธองค์ได้ทรงสรุปภาพรวมและวางแนวปฏิบัติเป็นลำดับขั้นไว้แล้วดังปรากฏใน มหาสติปัฏฐาน 4 นั่นเอง (เริ่มต้นที่หมวดกายให้ชำนาญก่อน หาไม่มีฐานเดิม ) จึงเป็นปริยัติที่ทุกคนไม่ว่าฆราวาสหรือพระภิกษุผู้สนใจจะปฏิบัติธรรม ต้องเริ่มต้นทฤษฏีจากจุดนี้
และในส่วนมรรค 8 นั้น ภาคปริยัติ ต้องตั้งต้นที่สัมมาทิฏฐิ ที่ถูกต้อง รู้หลักทฤษฏีที่ถูกต้องและเหมาะกับการปฏิบัติของตนเสียก่อน อันจะนำไปสู่การปฏิบัติที่ถูกต้องในมรรคทั้ง 7 ที่เหลือ
ส่วนในภาคปฏิบัติ (ขณะนั่งทำสมาธิภาวนา เดินจงกรม หรือกำลังปฏิบัติธรรม คู่กับภารกิจในชีวิตประจำวัน) มี สัมมาสมาธิ เป็นแกนนำ คอยควบคุม ความคิด ความเพียร การเลี้ยงชีพ การรักษาจิตและดำรงสติฯ หรือควบคุมมรรค 7 ที่เหลือนั่นเอง ซึ่งผู้ใฝ่ปฏิบัติจะต้องระวังข้อนี้ อย่าหลงผิดยึดเอา เน้นแต่สัมมาทิฏฐิ ไปมัวเสียเวลาคิดค้น ค้นหาทฤษฏีต่างๆ จนหลงติดปริยัติ ติดท่องจำ ติดนิสสัยคิดนึกรู้แต่ทฤษฏีหรือพระอภิธรรม เป็นพระเปรียญ-พระใบลานเปล่า มีแต่ปัญญาคิดนึก คาดเดา หรือมัวแต่คิดนึกหาหนทางแก้ไข จนลืมลงมือลองผิดถูก ซึ่งจะต้องเกิดในขณะปฏิบัติแน่นอน
และสมจริงดังที่พระพุทธองค์ทรงตรัสไว้ ว่า การฝึกสติปัฏฐาน 4 นี้แหละ เป็นทางเดียว ที่สามารถนำไปปฏิบัติ อย่างได้ผลแท้จริง ในการแก้ ทิฏฐินุสัย ( คือ คนที่ชอบคิดมาก วิตกจริต ช่างวิตกกังวลและ เหล่า perfectionist ทั้งหลาย) ผู้ที่มีปัญหานี้ จึงไม่ต้องไปปรึกษา ทดลองวิชาของจิตแพทย์ใดๆ ให้เสียเวลา หากเชื่อมั่นในพระองค์
ข้อสังเกต นักวิชาการ นักการศึกษา หรือนักคิดวิเคราะห์ เมื่อมาปฏิบัติธรรม ก็มักติดเข้าไปในลักษณะคล้ายกันกับพฤติกรรมเดิมๆ ในทางโลก คือ ชอบอ่านปริยัติ หรือหนังสือธรรมะ อาศัยการคิดนึก จนลืมเน้นภาคปฏิบัติ จึงเป็นสิ่งที่ควรพึงระวังไว้

12-ต่างคน ต่างมีแนวทางบรรลุธรรมเฉพาะตน และจะพบความสอดคล้อง หรือเข้าใจธรรมตรงกัน ก็ต่อเมื่อบรรลุธรรมขั้นสุดท้ายตรงกัน แล้วเท่านั้น (เปรียบดั่งการเข้าสู่ใจกลางเมืองเพื่อพบปะกัน ที่มีมาได้หลายทิศทาง ต่างก็ผ่านพบประสบการณ์ต่างกัน) จึงป่วยการที่จะถกเถียงหาแนวทางปฏิบัติที่ถูกต้อง มีรูปแบบเดียวกัน หรือตายตัวเป็นสากล ทุกรายละเอียด (เพราะแม้นแต่วิญญาณ ก็ไม่มีที่สิ้นสุด ไม่มีประมาณ) ไม่ว่าจะยุบหนอ พองหนอ พุทโธ สัมมาอรหัง เพ่งลูกแก้ว หรือกสิณใดๆ ไม่ว่าอาศัยการอ่านปริยัติ หรือสอบถามเอาจากผู้รู้ เพื่อแก้ข้อสงสัย หรือใช้นิมิตแปลกๆไม่เหมือนคนอื่น ต่างก็ถูกต้อง หากถูกกับจริต นิสสัยและทำให้กายและจิตตนสงบลงได้จริงและรวดเร็ว เกิดญาณปัญญาที่เหนือความคิดนึก แก้สัญญาวิปลาสในเรื่องตัวตนและความยึดมั่น ถือมั่นได้จริง(ตรวจสอบตนเองได้จากหลักสังโยชน์ และวิปัสสนาญาณ 9 ) เพียงแต่มีขีดขั้นการพัฒนาปัญญาต่างกันไปในกรรมฐานเหล่านั้น
อนึ่งการแบ่งระดับการปฏิบัติธรรมในข้อ 3) ก็เป็นเพียงตัวอย่าง การพยายามชี้ให้เห็นคร่าวๆ ถึงความยาก-ลึกซึ้งของข้อธรรมแต่ละระดับ อันจะทำให้รู้จักประมาณตน ปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรมได้ ไม่ใช่กฎตายตัวใดๆ
12.1) ผู้จะรู้ความพอดี ในการใช้ชีวิตและปฏิบัติธรรม ท่ามกลางกระแสการแข่งขัน และความแปรเปลี่ยนที่รวดเร็ว หาทางประยุกต์ธรรม ในแต่ละสถานการณ์ทั้งชีวิตส่วนตัว และที่ทำงาน ได้ด้วยตนเอง(ถึงขั้นเป็นอิสระ พึ่งพาตนเองได้แล้ว) อย่างน้อยจะต้องปฏิบัติให้ถึงขั้น ตกกระแสพระนิพพาน คือ โสดาปัตติมรรค อันจะทำให้จิตเกิดสัญญาใหม่ ดังนี้ คือ ลด สักกายะทิฏฐิ ไม่มีความลังเลสงสัยในพระพุทธเจ้า ในพระธรรมคำสอน และพระสงฆ์ผู้ปฏิบัติชอบ ที่เป็นครูอาจารย์ของเรา รวมทั้งรู้จักแยกแยะการปฏิบัติที่ผิด จับหลักการปฏิบัติที่ถูกต้อง (แม้นยังไม่ได้ผลอันเป็นที่สุด ก็ตาม แต่นับว่ามีแผนที่ รู้ทางแล้ว) ไม่ปฏิบัติแบบลูบคำๆ (เหลาะแหละ)
เพราะไม่ว่าจะประสบปัญหาที่ใหญ่โต เพียงใด เมื่อรู้แนวปฏิบัติที่ถูกต้อง เหมาะสมกับตน และรู้จักจัดสรรเวลาไปปฏิบัติดังข้อ 6. ก็จะเกิดปัญญาในขณะปฏิบัติ คิดค้น หาทางออกที่ดีที่สุดได้ด้วยตนเองเสมอ มีปัญญาพลิกแพลง และปรับลดอัตตาของตน(ที่ยังคงมี) ไปตามสถานการณ์นั้นๆ ไม่รู้สึกตีบตัน กับ ปัญหาทางโลก อีกต่อไป (ดู 10.3 และหลักสัปปุริสสธรรม 7 ประการ )
12.2)และสิ่งที่พึงระวังในการอยู่ร่วมสังคมกับผู้อื่น คือ หากเราตั้งเป้าหมายสูงเกินไป ในขณะที่ปฏิบัติธรรมท่ามกลางกระแสโลก คือ พระนิพพาน ซึ่งเป็นทางเฉพาะตน ที่ต้องเดินไปแต่ผู้เดียว ย่อมเป็นการไม่เหมาะ สม (ไม่ควรเกินอนาคามีผล) จะยิ่งเกิดสภาวะทวนกระแสอย่างรุนแรง เพราะจำต้องแยกตัว ละทิ้งทุกสิ่ง แม้นแต่พ่อแม่และเครือญาติ จึงจะเกิดสภาวะอิสระ ไม่มีเครื่องกังวล หรือผูกพันสิ่งใดๆ ทำให้เดินจิตภาวนาได้เต็มกำลัง
ซึ่งด้วยคุณลักษณะนี้ ทำให้ศาสนาพุทธ(เถรวาท) แตกต่างจากนิกายอื่นและศาสนาอื่นอย่างมาก จึงมีลักษณะด้อยกว่าศาสนาอื่น หากพิจารณาในแง่ มุ่งนำศาสนามารับใช้สังคม ปรับใช้กับชีวิต ที่ศาสนาอื่นยอมรับความสุข และอัตตาในระดับสังคมที่ควรมีความเป็นหนึ่งเดียว และทำได้ดูกลมกลืนกว่ามาก

13-สติ เป็นองค์ธรรมที่จำเป็นและสำคัญที่จะสนับสนุนสัมมาสมาธิ ตลอดเวลาในการปฏิบัติธรรม แต่ก็ต้องรู้จักใช้ให้พอดี คือ ต้องรู้จักพักผ่อน จึงจะสามารถรักษาสติไว้ได้ มิใช่ดำรงสติโดยไม่คิดพักผ่อนหลับนอน ทั้งนี้เวลานำไปใช้จะต้องระลึกถึงหลักการแก้ปัญหาใดๆ ดังนี้
13.1) ยามจิตกำลังตกอยู่ในสภาวะเป็นทุกข์ โดยมีลักษณะฟุ้งซ่าน ต้องรู้จักประยุกต์หลักความเพียรทำจิตให้สงบ ปัสสัทธิและเกิดสมาธิในอารมณ์กรรมฐานเป็นหลักเบื้องต้นก่อน อย่าคิดมนสิการ หรืออาศัยความคิด แก้ปัญหาคือ ความทุกข์ในขณะนั้น เพราะจะทำให้ยิ่งคิดฟุ้งซ่าน
13.2)แต่ถ้ายามเป็นทุกข์ ในลักษณะที่จิตมีความท้อแท้ หรือหดหู่ ก็ไม่ควรนั่งสมาธิ เพื่อหาความสงบ แต่ต้องอาศัยมนสิการในข้อธรรม หรือขบคิดธรรมที่เหมาะสม (อาจเข้าหาครูอาจารย์หรือกัลยาณมิตร เพื่อหาแนวคิดแก้ปัญหา) ที่จะทำให้เกิดกำลังใจ ฮึกเหิม ไม่หดหู่ท้อแท้ และตื่นตัว(ชาคริยานุโยค) จึงค่อยมานั่งสมาธิ เพื่อให้เกิดปํญญา แก้ปัญหาต่อไป
13.3)ข้อจำกัดในเรื่องสติ นี้เองที่ทำให้ต้องรู้จักวางแผนและตั้งเป้าหมายการปฏิบัติธรรม เป็นลำดับๆค่อยๆเป็นไป ไม่เกินกำลังตน ดังข้อ 7.4 ข้างต้น เพื่อป้องกันการฟุ้งซ่าน สติแตก สับสนทั้งโลกและธรรมได้
อย่าหวังผสมผสาน หรือประสบความสำเร็จทั้งทางโลกและทางธรรม จนสูงเกินไป เพราะย่อมเป็นสิ่งที่ขัดแย้งในตัวมันเอง จนไม่อาจเกิดร่วมกันได้ในท้ายที่สุด
13.4) สติ นี่เอง ที่จะเป็นตัวคอยระลึกรู้ ป้องกัน แก้ไข การฝึกจิตภาวนา การปฏิบัติฝึกกายและจิตที่ผิดพลาด ในขณะปฏิบัติธรรม ที่เป็นเหตุให้เกิดความวิปลาส เจ็บป่วย ทางกาย หรือทางจิต เช่น เกิดการเคร่งเครียดเก็บกดในจิตใต้สำนึก ฝันร้ายบ่อยๆ เกิดความเครียดลงกระเพาะอาหาร หรือลำไส้(บีบรัด เกร็งตัว) โดยไม่รู้สาเหตุ เกิดโรคระบบย่อยอาหารแปรปรวน เกิดลำไส้อักเสบ ริดสีดวงทวาร หรือเจ็บหน้าอก จากกล้ามเนื้อหัวใจเกร็งตัว ฯ อีกมายมาย ซึ่งล้วนเป็นอาการที่มีสมุฏฐาน มาจากจิต ที่ลึกซึ้ง และอาจถึงขั้นที่ไม่มีแพทย์ทางจิตวิทยาคนใด จะรักษาวินิจฉัยได้ถ่องแท้ หรือแก้ไขให้ได้ (เพราะต้องอาศัยความรู้ทางจิตที่เหนือการคิดเดา ตั้งสมมติฐาน)
และสติ ความระลึกได้ นี่แหละ ที่พระพุทธองค์ทรงใช้พิจารณา ในยามวิกฤติ ถึงทางตัน ( ต้องพึ่งตน แต่ผู้เดียว) คราวบำเพ็ญทุกกรกิริยา โดยอาศัยระลึกถึงประสบการณ์ในอดีตของพระองค์ คราวประทับ พักผ่อนอิริยาบถ องค์ปฐมฌาน โดยบังเอิญ เมื่อ พระชันษา 8 ปี ในงานแรกนาขวัญ (ดูรายละเอียด ในมหาสัจจก สูตร พ.ปิฎก 12/405) จึงทดลองและค้นพบทางสายกลาง หรือความพอดี ในการแสวงหาสัจจธรรมได้ในที่สุด

14-หากมีความรู้ เข้าใจธรรม หรือการแก้ปัญหาใดๆอย่างถ่องแท้แล้ว จะไม่หลงลืมหลักธรรมนี้โดยง่าย ตอบได้ทันทีด้วยญาณและ ความรู้สึกภายใน โดยไม่ต้องคิดคำนวณด้วยตรรกะใดๆ (เกิดเป็นปฏิเวธ) ซึ่งหลักการนี้ จะเป็นเครื่องช่วยตรวจสอบ ช่วยป้องกันการคิดนึก หลงตนว่าเข้าใจธรรม หรือวิธีการแก้ปัญหาใดๆ แบบเข้าใจผิด ใช้การคิดนึกคาดเดา คิดเข้าข้างตนเอง (เมื่อไม่รู้ก็ควรตอบว่าไม่รู้ เมื่อคิดนึกคาดเดา ก็ต้องยอมรับว่าคาดเดา)

15-ต้องมีการฝึกจิตภาวนาอย่างต่อเนื่องและสม่ำเสมอ เสมือนการกินอาหารที่ต้องเป็นประจำทุกวัน หรือการออกกำลังกาย ตามเวลาที่กำหนดเป็นอย่างน้อย (อาจอาศัยห้องนอนที่เย็นพอดี สงบเงียบจากเสียงภายนอกใดๆ ก็พอแก่การฝึกจิตขั้นกลาง ถ้ารู้จักหลักสัปปายะ ก็สามารถสร้าง สถานปฏิบัติธรรมในบ้านตนเอง ได้ ไม่ต้องเสียเวลาเดินทางไปแสวงหาสำนักปฏิบัติฯ มากเกินไป)
15.1)และเพื่อป้องกันอาการหลงผิด ดังข้อ 14. ผู้ปฏิบัติต้องพยายามฝึกจิตภาวนา รักษา ญาณหรือความรู้สึกเบาสบายที่เกิดขึ้นให้คงอยู่ ด้วยการ ปฏิบัติให้ต่อเนื่อง สม่ำเสมอ (เพราะสัญญาใหม่เหล่านี้ มีเกิด มีดับเช่นกัน) โดยไม่ต้องย้อนกลับไปอาศัยปริยัติเดิม อีกแล้ว หากสิ่งที่เคยปฏิบัติใช้ ได้ผล เพราะทิฏฐิจากการศึกษาปริยัติที่มากเกินไป จะกลายเป็นผลร้าย แก่การภาวนาจิตโดยไม่รู้ตัว
อนึ่ง เมื่อกำลังจิตตก ก็จะกลับไปรู้ด้วยสัญญาเก่า ที่เป็นการรู้ด้วยทิฏฐิ (แก้ได้เพียงระดับทิฏฐิวิปลาส) ก็มักถูกวิปัสสนูปกิเลส เข้าครอบงำ หลงตน หลงผิด คิดว่ารู้ธรรมนั้นๆแล้ว ทั้งๆที่ลืมสัญญา(ใหม่)แล้ว

16-มีความจำเป็นต้องเร่ง และเพียรพยายามปฏิบัติธรรม เพราะขณะนี้เป็นช่วงหลังกึ่งพุทธกาล และมีแนวโน้มชัดเจน ว่า พุทธศาสนาจะเสื่อมไปจากสังคมไทย ในช่วงไม่เกิน 200 ปีนี้ (จึงไม่ต้องแปลกใจ ที่ครูบาอาจารย์ดีๆ พระผู้มีญาณสูงส่วนใหญ่ได้มรณภาพไปเกือบหมดแล้ว ยากที่จะหาครูอาจารย์ชี้แนะให้ถูกจริตของเราแต่ละคนได้) แม้นแต่วินัยสงฆ์ก็จะย่อหย่อน หรือมีแต่ประปริยัติหรือพระผู้ใฝ่เปรียญและสมณศักดิ์มากกว่าพระผู้ใฝ่ปฏิบัติจิตภาวนา
16.1)มนุษย์ทุกวันนี้ นับวันจะวิปลาส จนไม่สามารถกำหนดรู้สภาวะทุกข์ (กิจในอริยสัจจ์ ข้อ 1) ได้ ทั้งนี้ เพราะความก้าวหน้า ทางการแพทย์ได้ ทำให้เกิดการบิดเบือน เช่น เห็นการเกิดแต่ด้านเดียว ว่านำสุขมาให้ ด้วยอาศัยเทคโนโลยี่ ไม่ได้เกิดเองตามวิถีธรรมชาติ เดิม เป็นต้น ทำให้ไม่มีโอกาสเห็นความทุกข์ ทรมาน กระทั่งอาจมีความตายที่มาเยือนพร้อมกับการเกิดได้ (สอบตก ตั้งแต่อริยสัจจ์ ข้อที่ 1 แล้ว)
16.2)ข้อดีของการเหยียบเรือ 2 แคม ปฏิบัติธรรมพร้อมๆกับการใช้ชีวิตท่ามกลางสังคมปุถุชน ทั่วไป ก็คือ การได้มีโอกาส เรียนรู้ ต่อสู้ กับกิเลส ตัณหา ทั้งของตนเอง และของผู้อื่นจากประสบการณ์จริง (อาจโดนโกง โดนเอาเปรียบ ถูกกลั่นแกล้ง หรือถูกรังแก ต่างๆนานา ) ไม่ใช่การหลบหนีอารมณ์ จนรู้สึกความสงบ คิดไปเองว่า เกิดปัญญาพาให้จิตตนฉลาด สงบวางแห่งสังขารและกองทุกข์ทั้งปวงได้แล้ว หาได้รู้ไม่ว่า สัญญาเก่าในจิต ยังแอบนอนเนื่องฝังตัวเป็นอาสวะกิเลส ไม่เคยเปลี่ยนแปลงเลย
16.3)จากข้อ 11 และ 13 จะพบว่าการฝึกสติและสมาธิ ให้มีกำลังและมีความชำนาญ คล่องตัว ยิ่งมีส่วนช่วยให้สามารถประยุกต์หลักปฏิบัติมาช่วยให้การปฏิบัติงานและใช้ชีวิตทางโลก ประสบความสำเร็จ มีความสุข สามารถค้นพบเส้นทางชีวิตและความพอดีของตน ทั้งนี้เพราะโลกปัจจุบัน มีการแข่งขันและแปรเปลี่ยนรวดเร็ว จึงยิ่งต้องใช้กำลังสติและสมาธิที่ค่อนไปทางลักขณูปนิฌาน มากกว่า(และฝึกได้ยากกว่า) อารัมณูปนิฌาน (ไม่มีเวลาให้สงบใจ เพื่อขบคิดปัญหา มากนัก)

“จึงสมควรที่เราทุกคนยิ่งต้องรีบเร่ง และตั้งใจปฏิบัติให้มาก ให้ทันโลกที่หมุนไปอย่างรวดเร็ว”





คำอธิบายประกอบ:

1- นามรูปปริจเฉทญาณ เป็นปัญญาขั้นที่รู้ชัดแจ้งว่า ตัวเราหรือชีวิต ของเราประกอบด้วยส่วนที่เป็นรูป(ร่างกาย)และนาม(จิต หรือวิญญาณ) โดยไม่ใช่ลักษณะรู้แบบคาดเดาของวิทยาศาสตร์หรือวิชาสุขศึกษา หรือรู้แบบท่องจำมาว่า ตัวเรามีกายกับจิต โดยไม่เคยเห็นด้วย ญาณ ขณะที่จิตและกายแยกส่วนกันชัดเจน อันจะเป็นเหตุให้ละสักกายทิฏฐิได้ (แต่ให้ระวังวิปัสสนูปกิเลสด้วย)
2- พระพุทธองค์ทรงท้อพระทัยที่จะสอนสัตว์โลก เพราะทรงค้นพบว่า ธรรมะที่พระองค์ตรัสรู้ เป็นธรรมที่ละเอียด ประณีต เกินวิสัยที่ตรรกะของมนุษย์จะหยั่งถึง จนธรรมะย่อมดูไร้ค่า ในสายตาปุถุชน จึงดำริเมื่อแรกตรัสรู้ใหม่ๆ ว่าไม่ประสงค์จะนำสิ่งที่ตรัสรู้ไปสอนผู้ใดเลย จนเป็นที่ปริวิตกของพระพรหม กระทั่งท่านต้องลงมาอาราธนาธรรมด้วยตนเอง (พ.ปิฏก เล่ม 4/7)
3- หากจะนำหลักธรรมะไปพิจารณาแก้ปัญหา ชีวิต จะต้องพิจารณาระดับของปัญหาและเป้าหมายในการแก้ปัญหา มิใช่จะนำหลักอริยสัจจ์ 4 ไปใช้ในทุกกรณี(โดยเฉพาระดับโลกียธรรม) เพราะสมุทัย หรือตัณหาอันเป็นเหตุให้เกิดทุกข์ เป็นเหตุที่เข้าถึงและปฏิบัติได้เฉพาะผู้ปรารถนาพ้นทุกข์สิ้นเชิง-สิ้นวัฏฏะสงสาร
“ตัณหา” เป็นธรรมที่ละเอียด สังเกตได้จากวิธีพิจารณาอริยสัจจธรรม ในหมวดธรรมานุปัสสนาสติปัฏฐาน ซึ่งเป็นขั้นโลกุตตรธรรม ซึ่งในกรณีทั่วไป ควรใช้
หลักสัปปุริสธรรม 7 ประการ คือ รู้จักเหตุ รู้จักผล รู้จักตน รู้จักประมาณ รู้จักกาล รู้จักบุคคล และรู้จักสังคม
ในการพิจารณาปัญหา-ความทุกข์ที่กำลังบังเกิด พร้อมทั้งมนสิการ หาแนวทางแก้ไข
4- ชาคริยานุโยค คือ การหมั่นพยายามรักษากายและจิตให้ตื่นตัว พร้อมที่จะมีสติและสัมปชัญญะอยู่เสมอ อันจะช่วยการปฏิบัติธรรมให้เกิดผลได้ง่าย เช่น หากรู้สึกโงกง่วง อย่าฝืนนั่งสมาธิ แต่ควรเปลี่ยนอิริยาบถ เดิน หรืออาบน้ำ ฯลฯ เพื่อที่จะทำให้กายและจิตตื่นตัว จึงค่อยมานั่งสมาธิต่อไป (จิตจึงจะรวมได้ง่ายและไม่จมแช่ โดยไม่ได้อะไรเลย)
ซึ่งการเดินจงกรมจะช่วยให้จิตตื่นตัว มีอานิสงส์ให้จิตสงบตัวได้เร็ว ก็เพราะเหตุนี้ จึงอย่าฝึกนั่งสมาธิในสภาวะที่จดหดหู่ เซื่องซึมจนเป็นนิสสัยเคยชิน เพราะจะทำให้ยิ่งติดนิสสัย จมทื่อ หรือแช่ในความเงียบ โดยไม่เกิดสมาธิขั้นองค์ฌาน ทั้งยังพาให้ติดสงบ หนีโลก ไม่ก้าวหน้าและเสียสละเวลาทางโลกมาอย่างเปล่าประโยชน์ ( ดู 13.2 เพิ่มเติม)
5- เนื่องจากพุทธศาสนาในประเทศไทย เป็นนิกายเถรวาท ซึ่งพยายามยึดเอาพระธรรมคำสั่งสอนดั้งเดิม หรือพระไตรปิฎก เป็นหลักปฏิบัติ ดังนั้น หากจะนำหลักธรรมในพระไตรปิฎก มาสอนปุถุชนโดยตรง ย่อมยากเกิน จนดูไม่เหมาะสม เพราะส่วนใหญ่มีแต่หลักธรรมที่ดูตรงกันข้ามและฝืนความรู้สึก-สามัญสำนึกของคนทั่วไป ทั้งนี้ เนื่องจากคำสอนสวนใหญ่ เป็นคำสอนที่พระพุทธองค์ทรงเน้นสอนพระภิกษุ ซึ่งคือ บุคคลผู้ปรารถนาพระนิพพาน หวังพ้นทุกข์สิ้นเชิง อีกทั้งคำสอนทั้งหลายก็ถูกถ่ายทอด-บันทึกโดยพระภิกษุสงฆ์ จึงไม่ค่อยมีคำสอนหรือรายละเอียดที่อธิบายข้อธรรม ที่เหมาะสมกับฆราวาส มากนัก โดยเฉพาะไม่เหมาะกับมนุษย์ในยุคปัจจุบัน ที่มีความวิปลาสมากกว่าคนในสมัยพุทธกาลจนเกินกว่าจะรับฟังแม้นข้อธรรมที่พระพุทธองค์ทรงพยายามสอนฆราวาสหรือปุถุชน บางเหล่าที่มีความสนใจ อยากรับฟังธรรมบ้าง ดู ฑีฆชาณุสูตร (พ.ปิฏก เล่ม 23/144) ,เวฬุทวารสูตร (พ.ปิฏก เล่ม 19/1457) ,ชาดก (พ.ปิฎก เล่ม 22-23) ประกอบ
แม้นยังมีคำสอนในพระไตรปิฎก ส่วนที่เหมาะกับฆราวาส แต่กลับขาดพระภิกษุ ผู้เห็นความสำคัญ ที่จะนำมาเทศน์สอน หรือถ่ายทอดให้ฟัง เพื่อให้เห็นคำสอนที่ยังเป็นประโยชน์และเหมาะกับคนในยุคปัจจุบันมากยิ่งขึ้น
6-แก้ไขข้อความ ข้อ 7.5 บรรทัดที่ 6 จาก “ดูข้อ 12 ประกอบ” เป็น ดูข้อ 11 ประกอบ

อย่างไรก็ตาม ข้อคิดเห็นจากประสบการณ์ของผมนี้ ก็ยังมีการเจือด้วยทิฏฐิ และการคิดเดาอยู่บ้าง ทั้งนี้ เพราะเสียเวลาปฏิบัติลองผิด มามาก เนื่องจากไม่มีโอกาส เข้าหาครูอาจารย์ผู้รู้จริต ในเวลาที่ท่านที่ยังมีชีวิตอยู่ (ทั้งยังตั้งเป้าหมายแค่ได้ตกกระแส ฯ คือ โสดาปัตติมรรค เท่านั้น) แต่ก็พยายามอาศัยผลการปฏิบัติไปสอบเข้ากับพระไตรปิฎกอยู่ตลอดเวลา และสอบกับแนวการปฏิบัติของครูอาจารย์สายพระป่า อยู่เสมอๆ (อัตตชีวิประวัติ) จนรู้สึกได้ว่า สัมมาทิฏฐิ ในการค้นพบทางเฉพาะตนได้ พอจะเกิดขึ้นกับเขาบ้างแล้ว
หากท่านใด มีประสบการณ์ที่แตกต่าง หรือสามารถชี้แนะได้ ก็จะเป็นประโยชน์ ทั้งตัวผม ( ซึ่งมีจริตผสม คือ วิตกจริตและพุทธิจริต ) และผู้ที่เพิ่งเริ่มต้นปฏิบัติ.................ได้ใช้เวลาที่มีน้อย ไปปฏิบัติให้ได้ผลคุ้มค่า ไม่เสียเวลาเนิ่นช้า หาทางของตนเอง นานเกินไป ที่สำคัญ ผมเข้าใจ(เอาเอง) ว่า ในบทเรียนที่เกิดการผิดพลาดในการปฏิบัติผิดๆ ถูกๆ ของผม (เคยต้องพึ่งพา ยาคลายเครียด ยากล่อมประสาท ฯ ) น่าจะมีส่วนคล้ายกันอย่างมาก กับกรณี เจ้าของ รร.กวดวิชาแอพพลาย ฟิสิกส์ ที่ปฏิบัติด้วยความใจร้อน มุ่งมั่นเกินไป จนผลเสียที่ตามมา อาจทำให้สังคมยิ่งมอง ผู้ปฏิบัติธรรมเป็นผู้ที่งมงาย ไม่ต่างอะไรกับปรากฏการณ์ จตุคามรามเทพ เอาเสียเลย........อนุโมทนาธรรมด้วยครับ


ขอบคุณท่านริมฝั่ง ที่ช่วยรวมกระทู้และฝากข้อธรรม มาให้
จะขอนำไปปรับใช้อย่างแน่นอนครับ
ขอให้เจริญในธรรม เช่นกัน
0



#4 ผู้ใช้ออฟไลน์   ญาณอิสระ ไอคอน

  • ตอบไม่มาก
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 76
  • สมัคร: 25/01/2007

ตอบ: 24/04/2007 - 22:49

อนุโมทนา สาธุ ที่นำประสบการณ์มาเล่าสู่กันฟังครับ
คุณ mr.active คงใช้เวลาในการเรียบเรียงมาก

จากที่อ่านมา ผมเห็นด้วยกับคุณ mr.active ครับ

ผมเองยังไม่มีวาสนาได้ใกล้ชิดกับครูบาอาจารย์ที่ผมคิดว่าฝากชีวิตไว้ได้
แต่ที่ผ่านมาก็ได้รับการความเมตตาจากครูบาอาจารย์ต่างๆบ้างพอสมควร

การปฏิบัติของผมจะขึ้นอยู่กับการอ่านหนังสือ แล้วนำความรู้มาลองปฏิบัติเองซะเป็นส่วนใหญ่ครับ ผ่านการลองผิดลองถูกมาประมาณปีสองปีครับ
- ตอนนี้คิดว่าพอรู้ว่ากรรมฐานใดถูกจริตกับเรา หลังจากลองมาแล้ว 3-4 วิธี
- คิดว่าพอเข้าใจวิธีการเจริญสติที่ถูกต้องบ้าง หลังจากที่ไม่สามารถทำได้เลย หรือหลงเพ่งมาซะนาน

ตอนนี้คิดว่าจับหลักใหญ่ๆได้แล้ว
วิธีที่ปฏิบัติอยู่ตอนนี้คือเจริญสติในชีวิตประจำวันเท่าที่ทำได้
ก่อนนอนจะไหว้พระสวดมนต์ และนั่งสมาธิพอสมควร
และที่สำคัญ ผมรักษาศีล 5 ครับ
(ผมยังไม่แน่ใจนักว่าจริตเป็นสมถยานิกหรือวิปัสสนายานิก ผมเลยพยายามทำควบคู่กันไป)

เป้าหมายตอนนี้ คือ กะว่าจะแสวงหาครูอาจารย์อย่างจริงจัง
แล้วจะออกบวชให้ทันเข้าพรรษานี้ เพื่อปฏิบัติให้เป็นแบบเป็นแผนเสียที
เพราะที่ทำอยู่ทุกวันนี้ รู้สึกจะเหมือนมวยวัดไม่มีครู

การปฏิบัติของผมคงไม่มีอะไรมาก
ไม่ได้เน้นการศึกษาปริยัติเท่าใดนัก พอรู้บ้างเพียงแค่ผ่านๆตา
ไม่ได้ตั้งเป้าว่าจะต้องได้อะไร
ปฏิบัติเพราะว่าคิดว่าเป็นสิ่งที่ควรทำ
รู้สึกว่าท้ายที่สุดแล้วทางนี้จะเป็นคำตอบให้กับชีวิตได้ครับ

ขอบคุณครับ
0



#5 ผู้ใช้ออฟไลน์   ภพกฤต ไอคอน

  • ตอบ 500+
  • PipPip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 614
  • สมัคร: 20/02/2007

ตอบ: 24/04/2007 - 23:46

สำหรับผม
ได้ข้อธรรม มาข้อหนึ่งจากการปฏิบัติครับ

ไม่รู้ว่าใครจะเห็นตรงกับผมไหม ........
แต่ผมได้มาอย่างนี้ครับ

ศึกษาธรรมของท่าน อย่าทิ้งท่าน........
พระรัตนตรัยทั้งสาม แนบแน่นอยู่ในจิต อยู่ในใจ ไม่มีสิ่งใด ละทิ้งได้เลย

เรื่องอื่นๆ คงอธิบายลำบาก
ใครก็มีเท้าของตน คนจะเดินตามคน ก็ยากจะเดินตรงรอย
อย่างไร มีจุดหมายเดียวกัน คงพบกันที่ปลายทางครับ

อนุโมทนาแด่ทุกๆท่าน ที่เพียรศึกษาธรรมเพื่อพ้นทุกข์ พ้นวัฏสงสารนี้ทุกท่านด้วยเทอญ.......
และอนุโมทนา แด่ข้อธรรมดีๆ ที่ได้นำมาไขปัญหานี้ด้วยครับ
ท้ายสุด

หากข้าพเจ้าเห็นผิดติดอวิชชาพึงของดโทษด้วย
และโปรดชี้ทางให้ตรงแท้ ตามพระสัจธรรมด้วยเทอญ....

บุญรักษา
ธรรมะคุ้มครองครับ

การโพสต์นี้ได้ถูกแก้ไขโดย ภพกฤต: 24/04/2007 - 23:48

"นิพฺพานปจฺจโย โหตุ"
ขอจงเป็นปัจจัยเพื่อพระนิพพานแด่ทุกๆท่านเทอญ...
[/b]
[url="http://ariyasaj4.blogspot.com/"]http://ariyasaj4.blogspot.com/[/url][/color]
0



#6 ผู้ใช้ออฟไลน์   mr.active ไอคอน

  • ตอบไม่มาก
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 47
  • สมัคร: 05/03/2004

ตอบ: 04/05/2007 - 22:05

ธรรมสวัสดี ท่านญาณอิสระ และท่านภพกฤต ครับ

ที่ผมตั้งกระทู้นี้มา ก็เพื่อจะบอกกล่าวให้ผู้สนใจธรรมที่เพิ่งเริ่มต้น ได้มีโจทย์หรือแนวทางเปรียบเทียบ เพื่อค้นหาทางปฏิบัติของตน โดยไม่คิดหวังตาม บางสำนักฯ ที่มักสรุปว่า แนวทางของตนลัดสั้นที่สุด เพราะจากประสบการณ์เมื่อย้อนหลังไป กว่า 13 ปี ผมว่า การพยายามค้นพบแนวทางของตนได้ นั่นก็คือ ทางลัดสั้นที่สุดเฉพาะตน เหมือนดั่งสมัยพุทธกาล เมื่อพระองค์ทรงตรัสสอนธรรมจบลง ผู้ที่มีญาณบรรลุธรรม ก็มักอุทานออกมาตรงกัน ว่า เปรียบดั่งพระองค์ชี้ทางสว่างให้อย่างง่าย ดั่งการพลิกของที่คว่ำให้หงายขึ้นมา เท่านั้นเอง(ทั้งๆที่ยกข้อธรรมที่ต่างกัน มาใช้ในแต่ละกรณี) ทั้งนี้ เพราะพระองค์ทรงมีสัพพัญญุตญาณ สามารถหยั่งรู้จริต นิสสัยและภพชาติของผู้ฟังธรรมได้ จึงตรัสสอนข้อธรรม ที่แก้ปัญหา- สร้างปัญญาได้ ตรงจุด
13 ปีก่อน ผมเริ่มปฏิบัติครั้งแรก ด้วยการลองนั่งสมาธิตาม หนังสือฐานิโยวาท นานกว่า 8 ชม. จนสัมผัสปรากฏการณ์ปิติ ขนลุก ตัวลอย จนที่สุดปรากฏแต่นิมิตแสงสว่างจ้าไปหมดในตาใน ( แต่ไม่กล้าบอกใคร หรือไม่รู้จะไปถามใคร เพราะไม่มีเพื่อนๆ ญาติที่รูจัก สนใจปฏิบัติกันเลย ได้แต่สงสัยและเก็บงำไว้อยู่ 7-8 ปี กว่าจะหาคำอธิบายได้)
ในช่วงวิ่งหาคำตอบดังกล่าว ก็คิดสงสัย คิดตรรกะหาข้อสรุปต่างๆนานา จนพาให้ลังเลในธรรม วิ่งไปศึกษาจิตวิทยาตะวันตก ปรัชญาหรือพระคริสต์ธรรม ฯ อีกมากมายนอกพุทธศาสนา หลงทางไปกว่า 5 ปี
จนเมื่อ ได้รับคำชี้แนะจากเพื่อนคนหนึ่ง ให้ลองไปเริ่มศึกษากับวัดธรรมมงคล สุขุมวิท 101 จึงเริ่มกลับมาทางที่ถูกต้องอีกครั้ง
แต่ก็ต้องใช้เวลากว่า 4 ปี จึงจะสามารถแยกนามรูปได้ เกิดความมั่นใจในพระธรรมคำสอนของพระพุทธองค์อย่างสนิทใจ ไม่หมุนกลับไปหาความรู้ทางปรัชญาใดๆ อีกแน่นอน
และยังต้องใช้เวลาอีกกว่า 4 ปีที่ตระเวนเรียนธรรมและปฏิบัติตามสำนักต่างๆ มีการค้นคว้าจากพระไตรปิฏก ฉบับธรรมทาน(จาก CD) และพิจารณาข้อธรรมอีกนานกว่าจะถึงจุดทิ่เริ่มเห็นทางกลับมาประสานเข้ากับความรู้ และปัญหาทางโลกที่ต้องเผชิญอยู่ทุกวัน ได้อย่างชัดเจนและมั่นใจ ว่าไม่ผิดมนุษย์มนากับเขา
ทำให้รู้สึกว่า มันช่างเป็นการปฏิบัติธรรม ที่แสนเหนี่อยยาก ยาวไกล ต้องทุ่มเททั้งอนาคตและชีวิตที่สุดๆ จริงๆ

ในขณะที่ เมื่อได้มีโอกาสอ่านหนังสือ “เข็มทิศชีวิต” ของคุณฐิตินาถ ณ พัทลุง ก็รู้สึกประทับใจและเกิดความคิดทันทีเลยว่า บุญบารมี มันช่างต่างกันจริงๆ (ยิ่งเชื่อเลยว่า บุญสะสมมาผิดกัน... ย่อมให้ผลต่างกันได้อย่างเหลือเชื่อ)
เลยอยากให้คนที่มาใหม่ได้ประสบความสำเร็จ ค้นพบทางตนเองได้เร็วดังเช่น คุณฐิตินาถ ไม่ต้องเสียเวลาลองผิด ลองถูกนานเกินจำเป็น และไม่เป็นการฉลาดเลย ที่จะพยายามศึกษาธรรมแบบตัวคนเดียว หากรู้ว่า ยังมีครูอาจารย์และสำนักปฏิบัติฯ ที่ดีๆอยู่ในประเทศไทย (มีมาตรฐาน และระเบียบเคร่งครัด ดีพอที่จะทำให้ค้นพบทางของตนได้เองต่อไป)
ก่อนจากกัน ก็ขออนุโมทนาบุญ กับเหล่ากัลยาณมิตร ที่สละเวลามาแลกเปลี่ยนประสบการณ์ หรือแวะเข้ามาอ่านประสบการณ์ลองผิด ที่แสนยาวไกลของผม รวมทั้งขอเพิ่มเติมเนื้อความที่เขียนเพิ่มเติมใน ช่วง 2 อาทิตย์ที่ผ่านมาด้วยครับ(โดยเฉพาะหัวข้อธรรมที่อยากให้ลองหันมาสนใจกันมากขึ้น เช่น อภิชฌาวิสมะโลภะ ,โสดาปัตติยังคะและ ธรรมานุธรรมะปฏิบัติ ซึ่งมีน้อยคนจะกล่าวถึง แต่ผมพบว่า เป็นข้อธรรมที่พระองค์ตรัสสอนกับฆราวาส ได้เหมาะสม น่าจะช่วยตอบข้อสงสัยเรื่องการปฏิบัติธรรมในชีวิตประจำวันให้ดูกลมกลืนได้ ซึ่งพบว่ากลับไม่ค่อยมีคนพูดถึง หรือศึกษาอย่างจริงจัง )
ขอให้ทุกท่านเจริญในธรรม

ปล. 1- ขอให้ท่าน “ญาณอิสระ” ได้บวชสมปรารถนาในพรรษานี้ นะครับ .....ผมขอร่วมอนุโมทนาด้วย .......ยังไง
ขอให้ได้บวชวัดที่ดีๆ มีโอกาสพบเจอครูอาจารย์ที่ท่านปฏิบัติตรงทางกันจริงๆ และชี้ทางให้ได้
อย่าให้เหมือนผม ตอนบวช ไม่รู้จักเลือกวัด ไม่มีข้อมูลครูบาอาจารย์ (สมัยนั้น ไม่รู้จักพระป่ากัมมัฏฐาน
เลยสักรูป) แถมยังมี มานะ อยากปฏิบัติให้ได้ผลด้วยลำพังตนเอง ผลสุดท้าย อยู่ได้ไม่ถึงเดือน ก็ร้อนวิชา
ออกมาเผชิญโลก โดยที่ยังอ่อนโลก ไม่รู้จักชีวิต ตามคำสอนของพระพุทธองค์เลย ทั้งไม่สามารถหา
คำตอบแก่ประสบการณ์องค์ฌาน ของตนที่สัมผัสได้ก่อนบวช ด้วยซ้ำ ...........น่าเสียดายมากครับ
2- ทุกวันนี้ ผมมีโอกาสได้เจอครูบาอาจารย์ที่ใฝ่หา แม้นท่านยังมีชีวิตอยู่ แต่ก็อาพาธลุกเดินไม่ได้ พูดไม่ได้
และเป็นอัมพาตเกือบทั้งองค์ท่าน (แต่ไม่น่าเชื่อครับ แม้นท่านจะพูดไม่ได้ แต่ท่านก็สามารถอ่านจิตผมได้
และสอนธรรมผมได้ จนผมยอมหมอบกราบเลยครับ)
ส่วนกัลยาณมิตร ในชีวิตจริง ยังสู้ไม่ได้กับกัลยาณมิตรในลานธรรมแห่งนี้ เลย ไม่ว่าจะเป็นท่านดังตฤณ
ท่านสันตินันท์(อดีต) นายโจโจ้ ท่านระหว่าง ระหว่าง ท่านตันหยง และอื่นอีกมากมายที่ไม่อาจนับได้
หมด ที่ร่วมแสดงข้อคิดเห็นตามกระทู้ให้ได้อ่าน หรือส่งกำลังใจกันมา และศึกษาธรรมะกันต่อเนื่องจริงจัง
..........ก็ขออนุญาติลากันตรงนี้เลยครับ

ธรรมะสวัสดี.............

1) เพิ่มเติม..........
1.4) ......เป็นครูอาจารย์ผู้มีปฏิสัมภิทา..........(ถ่ายทอดเป็นภาษาโลกในระดับที่เหมาะกับเรา กระชับตรง ไม่ฟุ่มเฟือย หลากหลายปริยายะเกินไป เฉกเช่น หลวงพ่อชา สุภัทโท เป็นต้น )
1.8)....อนึ่งการหาสำนักปฏิบัติธรรมดีๆ หรือครูอาจารย์ผู้สามารถเทศน์และสอนธรรมให้กับปุถุชนส่วนใหญ่ ได้อย่างประสบความสำเร็จ จนผู้ปฏิบัติสามารถค้นพบทางตนเอง นับว่าหายากมาก เมื่อเทียบกับการหาโรงเรียนกวดวิชา หรือมหาวิทยาลัยที่มีมากมาย ตรวจสอบข้อมูลได้ง่าย ในการศึกษาวิชาทางโลก ผู้เริ่มต้นปฏิบัติจึงควรตระหนักและเพิ่มความพยายามอย่างมาก ตั้งแต่การเริ่มต้นหาครูอาจารย์และสำนักปฏิบัติที่เหมาะแก่การฝากศรัทธาให้ถูกที่ตั้งแต่เริ่มต้น

2) เพิ่มเติม..........
2.1) ให้ยินดีรับความทุกข์ที่กำลังประสบอยู่ เพราะความทุกข์ที่มากน้อยต่างกัน ก็คือ เชื้อเพลิงและพลังผลักดันอย่างดีที่แต่ละคนจะได้มีโอกาสใช้ ในเส้นทางแสวงหาพระธรรมของตนนั่นเอง
สมดั่งพระพุทธองค์ทรงตรัสไว้ว่า ถ้าโลกนี้ไม่มีความทุกข์ ก็คงไม่มีเหตุให้ต้องทรงค้นหา-ตรัสรู้พระธรรม
2.2)จุดหมายปลายทางของการเรียนธรรมะ ก็เพื่อสร้างความรู้สึกมั่นคง มั่นใจ ในการใช้ชีวิต และมีความสุขที่ยั่งยืนแน่นอน อันเกิดจากการมีความรู้ความเข้าใจโลกและชีวิต รู้เท่าทันจิตใจของตนและคนอื่น ยอมรับความเป็นไปของชีวิตและความไม่แน่นอนในโลกแห่งกามได้ด้วยใจที่เป็นปรกติสุข
ซึ่งสภาวะเหล่านี้มีได้หลายระดับ จากความสุข ความมั่นคงในโลกแห่งกามที่ค่อยๆบังเกิดขึ้น (ที่ยังต้องเผชิญความไม่แน่นอนบ้าง) จนถึงสภาวะอันเป็นที่สุด คือ พระนิพพาน ที่เป็นสภาวธรรมหนึ่งเดียว ที่พ้นความต้องแปรเปลี่ยน และเป็นสภาวะสุขสงบอันเป็นที่สุด พ้นทุกข์และปัญหาใดๆอย่างสิ้นเชิง

3) เพิ่มเติม..........
3.1)...ฑีฆะชาณุสูตร(พ.ปิฏก เล่ม 23/144) ปัตตกรรมสูตร(พ.ปิฏก เล่ม 21/61) อันนาถสูตร (พ.ปิฏก เล่ม 21/62) มาคัณฑิยสูตร (พ.ปิฏก เล่ม 13/276) การตั้งเป้าหมายของชีวิตอย่างสอดคล้องกับหลักธรรม โดยเฉพาะหลักโลกียสัมมาทิฏฐิ 10 ประการ (อาทิ ภพชาติมีจริง, บุญกรรมมีจริง ฯ) ธรรมสำหรับผู้ครองเรือน(ฆราวาสธรรม)..............................................................................
ตัวอย่างงานเขียน หรือหนังสือธรรมะ ในระดับนี้ อาทิ “เข็มทิศชีวิต”(ฐิตินาถ ณ พัทลุง) งานเขียนท่านดังตฤณ ( “7 เดือน บรรลุธรรม”,“เสียดายคนตายไม่ได้อ่าน” ฯ ของสำนักพิมพ์ ดีเอ็มจี ) งานเขียนของพระอาจารย์ ว.วชิรเมธี “ธรรมนูญชีวิต” (พระพรหมคุณาภรณ์ ปยุต.โต ) เป็นต้นเป็นต้น
3.2)....ตัวอย่างงานเขียนหรือหนังสือธรรมะในระดับนี้ อาทิ วิถีแห่งการรู้แจ้ง (พระอาจารย์ปราโมช ปราโมชโช) งานเขียน อ.วศิน อินทสาระ “มหาสติปัฏฐาน 4” (ท่านดังตฤณ) งานเขียนพระอาจารย์ไพศาล วิสาโล มิลินทปัญหาและหนังสือพุทธรรม (พระพรหมคุณาภรณ์ ปยุต.โต) เป็นต้น
3.3)....ตัวอย่างงานเขียน หรือหนังสือธรรมะ ในระดับนี้ อาทิ ประวัติพระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต(ฉบับหลวงตามหาบัว) ประวัติหลวงพ่อพุธ ฐานิโย (วัดป่าสาละวัน นครราชสีมา) ประวัติหลวงปู่เจี๊ยะ (วัดป่าภูริทัตฯ ปทุมธานี) ประวัติหลวงตา มหาบัว (วัดป่าบ้านตาด) ประวัติครูอาจารย์สายวัดป่า กัมมัฏฐานต่างๆ “วิสุทธิมรรค” และพระไตรปิฏก เป็นต้น
3.4) ศาสนามิใช่เรื่องอิทธิฤทธิ์ที่จะสามารถบันดาลให้ทุกคนเป็นคนดี (สอนให้เว้นชั่ว ทำดี เพื่อเป็นบาทฐานเจริญสมาธิ-ปัญญาของตนเอง) แต่ศาสนาจะทำให้เรามองโลกอย่างกระจ่างชัดรอบด้าน ยอมรับธรรมดาโลกแห่งกามที่ย่อมมีการแก่งแย่งและเบียดเบียนกันเป็นธรรมดา (สัตว์ใหญ่กินสัตว์เล็ก ,ธุรกิจใหญ่กลืนกินธุรกิจเล็กๆ เป็นธรรมดาของสภาวะทุกขังของโลก ) สอนให้เข้าใจตนและคนอื่น สามารถค้นพบข้อบกพร่องในตนและวิธีแก้ไข ลบล้างความเคยชินที่ไม่ดีได้ จึงรู้จักเลือกเส้นทางเดินชีวิตที่เหมาะสมในแต่ละช่วงวัย รู้จักคบคนและหนีห่างไกลผู้คนที่เลวร้าย มองเห็นทั้งด้านดีและด้านร้ายของผู้คนและสรรพสิ่ง เพื่อรู้จักสร้างความสัมพันธ์อย่างเหมาะสม อาจเบื่อหน่ายคลายกำหนัดในโลกที่มากไปด้วยการปรุงแต่ง หรือโลกแห่งกามแต่ไม่คิดหนีโลก หนีภาระหน้าที่ ในปัจจุบัน
4) เพิ่มเติมข้อความ..........
การรู้จักข้อจำกัด และองค์ประกอบในการจะฝึกจิตภาวนาให้บรรลุผล เช่น ต้องมีร่างกายที่แข็งแรง (เริ่มต้นปฏิบัติธรรม ตั้งแต่วัยเด็ก หนุ่มสาว ไม่ใช่รอจนแก่เฒ่า สังขารล่วงโรย จะปฏิบัติลำบากกว่ามาก) รู้จักทำกายวิเวก-จิตวิเวก การเดินจงกรม............................

6) เพิ่มเติม..........
6.5)ศรัทธา นั้นมีความสำคัญและจำเป็นอย่างยิ่ง เพราะผู้เริ่มต้นปฏิบัติ น้อยคนที่จะกล้าเสี่ยง-ยอมสละเวลาความก้าวหน้าทางโลก มากกว่า 7 วัน ไปปฏิบัติธรรมอย่างถูกต้อง จริงจังและเป็นระบบ (ส่วนคนที่ยอมสละ หากมีปัญญาบารมีมาก่อน ก็อาจประสบความสำเร็จ บรรลุโสดาปัตติมรรค ได้ภายใน 7 วันดังกล่าว ตัวอย่างที่น่าสรรเสริญ ก็เช่น กรณี คุณฐิตินาถ ณ พัทลุง เป็นต้น)
อนึ่งผลเสีย ของการมีศรัทธาที่น้อยเกิน อาจทำให้ผู้สนใจธรรม ต้องเสียเวลาเข้าๆออกๆ สำนักปฏิบัติธรรม 1-5 วันบ้าง หรือเสียเวลาศึกษา-อ่านหนังสือธรรมะ และพระไตรปิฏก ต่างๆ นานนับ 10 ปี จึงอาจจะมีโอกาสก้าวหน้า เห็นธรรม เท่ากับกรณีคุณฐิตินาถ ผู้ใช้เวลาเพียง 7 วัน ก็สามารถหมดความลังเสสงสัยในพระธรรม ทั้งสามารถอาศัยปัญญา(ญาณ)ของตนเอง มาประยุกต์ใช้แก้ปัญหา อย่างผู้รู้ทัน กิเลส ตัณหา ที่ยังคงมี แม้นยังมิได้กำจัดสิ้นถึงอาสวะก็ตาม

7) เพิ่มเติม..........
7.5) ......การมีสติ-สัมปชัญญะในการเคลื่อนไหวและรู้จักสำรวจดูจิตตนเองสม่ำเสมอ ชีวิตที่เป็นปัจจุบันขณะ (ภัทเทกรัตตสูตร(พ.ปิฏก เล่ม 19/1179) และที่สำคัญ ต้องสามารถจัดการงานเลี้ยงชีพตน ได้อย่างดี- เป็นระบบ (อุฏฐาน สัมปทา) ดังข้อ 6. รู้จักเลือกเรียนรู้สมมติ(วิชาทางโลก )เท่าที่จำเป็น รู้จักการทำงานร่วมกัน(เป็นทีม) ท่ามกลางความขัดแย้งที่มากขึ้นเป็นธรรมดาโลก
7.7)ควรเตรียมใจสำหรับการต้องสูญเสียโอกาสทางโลกบางอย่าง เพื่อการปฏิบัติธรรมบ้าง เพราะกว่าผู้ปฏิบัติจะค้นพบทางเฉพาะตน ย่อมต้องมีการลองผิดบ้าง จึงจะเห็นความพอดี เฉกเช่นที่พระองค์แม้นสะสมบารมีมามากมายมหาศาล ก็ยังต้องสละโอกาสทางโลก และเสียเวลาลองผิด บำเพ็ญทุกกริริยาและตระเวนศึกษาตามสำนักต่างๆ อยู่นานนับ 6 ปี ผู้ปฏิบัติธรรมที่ยังเหยียบเรือ 2 แคม คือ ทั้งโลกทั้งธรรม ต้องทำใจไว้และเตรียมการสละบางอย่างแต่เนิ่นๆ
7.8)เพราะเหตุดังข้อ 7.7 ผู้ใฝ่ปฏิบัติธรรม จึงต้องระวัง มานะเจตสิก ในตนให้มาก เพราะจะเป็นตัวคอยปรุงแต่งจิตให้คิดเปรียบเทียบฐานะทางการงานและการเงิน(ชื่อเสียงและอื่นๆ) ในตน กับของคนอื่น ผู้ซึ่งส่วนใหญ่ อยู่ในโลกของกามและทุ่มเทเต็มที่กับการทำงานทางโลก (มีเงินทองและชื่อเสียง มากกว่า) จนมักทำให้สับสน ลังเล อยู่เสมอ
พึงระลึกว่า เมื่อต้องการเดินทั้งโลก ทั้งธรรม ก็ต้องมีการสูญเสียโอกาสบางอย่างทางโลกไม่มากก็น้อย และวิธีที่จะช่วยป้องกันปัญหานี้ได้มาก คือ พยายามค้นหา ความหมายของชีวิต (ด้วยการปฏิบัติธรรมให้ถึงขั้นโสดาปัตติมรรค) แล้วรีบตั้งเป้าหมายทางโลกอย่างพอดี พอเพียง ในแบบของตน ไม่จำเป็นต้องเหมือนผู้อื่น หรือไม่ตามกระแสโลกและค่านิยมฟุ้งเฟ้อ ที่พึ่งพาความสุขจากวัตถุแบบตะวันตกเพียงอย่างเดียว ( ดู ข้อ 12.1 โสดาปัตติผล หรือผู้ที่เกิดปัญญา รู้ จนมีความเชื่อมั่นในคำสอนของพระพุทธองค์ด้วยตนเอง ก็จะค้นพบแผนที่-รู้เส้นทางเดินแห่งธรรม อันนำไปสู่จุดหมายอันเป็นที่สุดได้ )

8) เพิ่มเติม..........
8.4)เพราะเหตุที่ ความเป็นไปของโลกและชีวิต(รวมทั้งเรื่องภพชาติ-วัฏฏะสงสาร เป็นต้น) ล้วนเป็นสิ่งที่ไม่สามารถอธิบาย หรือ หาคำตอบได้ด้วยตรรกะ และระบบการคิดนึกใดๆ(รวมทั้งวิทยาศาสตร์) จึงทำให้คนจำนวนมาก ที่พยายามค้นหาคำตอบ ความทุกข์ /ปัญหาที่กำลังเผชิญอยู่ด้วยตนเอง จึงมักเกิดอาการคิดมาก คิดซ้ำมา ซ้ำไป จนหลงติดในวัฏฏะความคิด(สติแตก) เกิดเป็นปัญหาสุขภาพจิต เช่น โรคซึมเศร้า, จิตเภท ในที่สุด
ซึ่งวิธีการแก้ปัญหาเหล่านี้ พระพุทธองค์ก็ทรงชี้ทางให้แล้ว โดยใช้การฝึกสติ (เน้นเคลื่อนไหวให้มาก) และทำสมาธิ เพื่อให้จิตสงบตัวลงก่อน อันเป็นวิธีการที่ถูกต้อง ตรงจุดที่สุด เพราะไม่ว่าปัญหาจะใหญ่โตเพียงใด แก้ได้หรือไม่ หากจิตในสมาธิสงบตัวได้แล้ว(ฌาน) ก็จะสงัดจากกาม จากอกุศลกรรมโดยธรรมชาติ เกิดการ ปล่อยวาง คือ จิตถอยตัว ไม่ยึดรั้งเอาความทุกข์ ไม่ยึดรั้งความคิด-วิตกกังวลใดๆ มีสภาพสงบตัวลง เป็นปัจจุบันขณะ ไม่ยึดรั้งทั้งอดีต อนาคต และแม้นแต่ปัจจุบัน เกิดการมองปัญหา /ความทุกข์ใหม่ ตามความเป็นจริง ( นั่นคือ มองทุกสิ่งเกิดดับ-มี-เป็น ไปตามเหตุปัจจัย)
และเมื่อจิตไม่พะวงอดีต ไม่กังวลอนาคต ก็จะเห็นทางแก้ไขที่เป็นปัจจุบัน อันเป็นสิ่งที่ลงมือกระทำ และเกิดขึ้นทันที ณ ปัจจุบัน เท่านั้น เพราะอดีตไม่ว่าดี หรือร้าย ก็ย่อมส่งผล หรือกลายสภาพมาเป็นปัจจัยของเหตุการณ์ปัจจุบัน ส่วนอนาคตซึ่งยังไม่ได้เกิดขึ้น แต่ก็ย่อมเกิดขึ้นเป็นผลต่อเนื่องมาจากปัจจุบันขณะนี้
ดังนั้น ไม่ว่าจะมีญาณรู้อดีต(เหตุปัจจัยในอดีต) หรืออนาคต(ทำนายได้) หรือไม่ ย่อมไม่มีผลเท่าใดนักในแง่การกระทำ เพราะ การลงมือปฏิบัติ ที่จะนำไปเกิดผลเป็นการแก้ไขได้จริง (ผลลัพธ์ไม่ได้เกิดเพราะความคิด) ก็ต้องจัดการไปตามเหตุปัจจัย (ทั้งที่นำความพอใจหรือไม่พอใจก็ตาม) ที่กำลังเกิดขึ้นตรงหน้า ณ ปัจจุบัน
8.5)อย่างไรก็ตาม จากข้อ 7.5 การรู้จักตามกระแสโดยยอมรับ-อยู่กับสมมติ แต่ไม่ติดกับสมมติ นั้น หากนำมาพิจารณาเรื่องของกาลเวลาในอดีตและอนาคต ก็มีหลักพื้นฐาน ในการพิจารณาประยุกต์ธรรม 2 ลักษณะ คือ
1-อดีตและอนาคต เป็นสมมติ ที่เรากำหนดเพื่อใช้สื่อสาร เพื่อเข้าใจกาลเวลาตรงกัน แต่มิควรปล่อยจิตเราเข้าไปหลง-ยึดติด เกิดวิตกกังวล จนเป็นทุกข์ และจิตตก(ด้วยกำลังสมาธิอ่อน)จากการจดจ่อ ณ ปัจจุบัน (มองในแง่ปัจเจก คือ ตัวเรา ซึ่งย่อมควบคุมได้)
2-แต่เพราะเราต้องอยู่ร่วม รับรู้-ยอมรับอารมณ์และความรู้สึกของคนใกล้ชิด หรือกัลยาณมิตรซึ่งแม้นบุคคลเหล่านั้น จะตกไปจากปัจจุบัน ไปอยู่ในอดีต หรืออนาคต เราก็ไม่สามารถไปช่วยแก้ไขให้เขาได้ เพราะความเข้าใจธรรมะ เป็นปัจจัตตัง( เฉพาะบุคคล ดังข้อ 1) สิ่งที่ทำได้ ก็เพียงทำหน้าที่ของตนในปัจจุบัน ที่จะให้ผลลัพธ์บังเกิดขึ้นในอนาคต หรือแก้ไขผลเสียจากอดีต ให้สอดคล้อง(แล้วเสร็จตามที่ผู้อื่นต้องการ เมื่อได้ตกลงกันไว้) ตามเวลาที่สมมติกันขึ้นมา ในอนาคต อย่างรู้จักประมาณการ พยายามกระทำได้อย่างดีที่สุดเท่านั้น
ข้อสังเกต เมื่อนำหลักสัปปุริสธรรม มาประยุกต์ใช้กับเรื่องของสมมติทางโลก จะพบว่า การจะประมาณการสมมติเป็นสิ่งที่แทบเป็นไปไม่ได้ เพราะสมมติมีมากมาย แปรเปลี่ยนรวดเร็วแล้วยังปรุงแต่งกันไม่มีที่สิ้นสุด จึงสมควรอย่างยิ่ง ที่ผู้ปฏิบัติธรรม ไม่ควรหลงไปยึดมั่นถือมั่นในโลกแห่งกาม เพราะมีความไม่แน่นอนตลอดเวลา พร้อมทั้งคิดเผื่อการผิดพลาด ล้มเหลวในแผนการใดๆอยู่เสมอ (คิดทั้งด้านดีและร้าย) ต่อให้ทำงานทางโลกอย่างถูกต้องและสมบูรณ์เพียงใด ก็มิใช่หลักประกันความสำเร็จของงานนั้น

12) เพิ่มเติม..........
12.3)“อยู่คนเดียวให้ระวังความคิด” บ่อยครั้งที่ผู้ปฏิบัติธรรมต้องอยู่สันโดษ ปลีกวิเวกคนเดียว จึงมักถูกความคิดที่ฝังอยู่ในสัญญาเก่า หรืออาจเกิดความคิดใหม่ๆในการแก้ปัญหาที่กำลังเผชิญอยู่ ซึ่งหากไม่ระวัง จะกลายเป็น คนที่ “มีตัณหา เป็นเพื่อน” คือ ยึดเอาความคิดต่างๆ เป็นตัวเป็นตน ซึ่งแม้นจะเป็นความคิดดีๆ แต่หากปล่อยจิตไหลไปตามความคิด จนขาดความรู้สึกตัว หรือยึดมั่นเอาความคิดดีๆนั้น โดยไม่มองด้านลบไว้บ้าง หรือยึดมั่นความคิดดีๆ จนเป็นสูตรสำเร็จตายตัว(วิปัสสนูปกิเลส) ก็ย่อมมีโอกาสหลุดโลก หนีโลก เข้าไปในโลกสังขารความคิดส่วนตัว จนเคยชิน-ไม่รู้ตัวและยากที่ใครจะแก้ไขให้ได้ในที่สุด
การภาวนา จึงเป็นหนทางแห่งปัญญา ที่จะช่วยป้องกันและบำบัดความคิดมากเกินควรเหล่านี้ได้ เพราะ เมื่อจิตสงบ ถึงขั้นถอยตัวสงบลงในตัวเอง ก็จะเข้าใจคำว่า ปล่อยวาง โดยธรรมชาติ ที่ถูกต้อง (มิได้เกิดจากการกดข่มจิตให้ปล่อยวาง) ยังคงมีแรงผลักดันให้ต้องกระทำการด้วยเห็นความเป็นเหตุปัจจัยที่ควรทำ จึงทำด้วยความรู้สึกสงบในจิตตลอดเวลา


13) เพิ่มเติม..........
13.5)สติระลึกรู้ ที่เป็นปัจจุบันขณะ หรือระลึกย้อนหลังแต่เพียงภพชาติปัจจุบัน(ที่ยังจำได้อยู่) ก็เพียงพอแล้ว เพราะขณะที่เจ้าชายสิทธัตถะ ทรงพยายามแก้ปัญหาในข้อ 13.4 ข้างต้น ขณะนั้นก็ยังมิได้บรรลุอตีตตังสญาณ หรือระลึกได้ถึง ทศบารมีใดๆอันยิ่งใหญ่ของพระองค์ที่สะสมมาเลย เพราะไม่มีความจำเป็นต้องรู้ เนื่องจากหากสะสม ปัญญา บารมีเหล่านี้มาก่อน ปัญญาก็ย่อมได้ช่องแสดงตน ตามเหตุและปัจจัยของมันเอง โดยไม่จำต้องรู้ที่มา ส่วนการรู้ถึงอดีตว่า มิได้สะสมมากลับจะทำให้ท้อแท้ ท้อถอย ทั้งย่อมไม่ได้ช่วยเสริมกำลังสมาธิ กำลังสติใดๆ อันเนื่องจากไม่มีเหตุปัจจัยกำหนดมา แทนที่จะตั้งหน้าอดทนทำปัจจุบัน ให้เป็นบุญในกาลข้างหน้าอันใกล้ ซึ่งก็เป็นไปได้
พระพุทธองค์จึงทรงปฏิเสธ-ไม่สนับสนุนให้ผู้ใดสอบถาม หรือฝักใฝ่ในอดีต หรืออนาคตอันยาวไกล และจะทรงตอบคำถามเรื่องเหล่านี้ แก่ผู้ที่มีญาณพิเศษ-จำเป็นต้องรู้ แต่เกิดไม่มั่นใจในสิ่งที่ไปรู้เห็นเท่านั้น นอกจากนี้ วิปัสสนาญาณ เกิดขึ้นเมื่อรู้เห็น สัมผัสปัจจุบันขณะ เท่านั้น

14) เพิ่มเติม..........
14.1)การปฏิบัติที่ได้ผล ต้อง ปฏิบัติ “ให้ถึงใจ” คือ เกิดปิติ ความซาบซึ้ง (อาจขนลุก น้ำตาไหล เป็นต้น) เกิดจิตฮึกเหิม พร้อมลุกขึ้นสู้แก้ปัญหา (เพราะเกิดมีทั้งกำลังสมาธิ-กำลังจิต และกำลังปัญญา) ที่สำคัญ สามารถเห็น ย้อนเข้ามาหาตน คือ ค้นพบความบกพร่องที่มีในตน มากกว่าเกิดความคิดดีๆมากมายไปจัดการคนอื่น หรือแก้ไขสิ่งอื่น ดังนั้น รูปแบบการวัดผล จึงไม่อาจวัดได้ด้วยจำนวนรอบของญาณ หรือนิมิตใดๆ แต่วัดได้ด้วยการกำหนดรู้ภายในตนเอง ถึงการเปลี่ยนแปลงคุณลักษณะจิตของตน โดยเฉพาะความรู้สึกมีอัตตาและความยึดมั่นต่อสิ่งต่างๆรอบตัว (บางคน มีความเปลี่ยนแปลงปรากฏได้ชัดมาถึงภายนอก เช่น กรณีคุณฐิตินาถ เป็นต้น)

16) เพิ่มเติม..........
16.4) สมจริงดั่งพระพุทธองค์ทรงตรัสไว้ “คนเราล่วงทุกข์ได้เพราะความเพียร”


เพิ่มเติมส่วนคำอธิบายประกอบ

ข้อ 3)เพิ่มข้อความ................................สัปปุริสธรรม 7 ประการ
3.1 รู้จักเหตุ (และหลักธรรม) หมายถึง รู้จักเหตุที่มา ,หน้าที่ๆตนต้องรับผิดชอบ ,ตลอดจนรู้หลักธรรมหรือหลักการที่เกี่ยวข้องในการปฏิบัติต่อสิ่งเหล่านี้
3.2 รู้จักผล (และรู้ความมุ่งหมาย,ความหมายข้อธรรม) คือ รู้จักคิดถึงผลที่เกี่ยวเนื่องจากเหตุข้อแรก รู้จักหวังผล หรือ ตั้งวัตถุประสงค์ที่ควรได้สมแก่เหตุ สอดรับกับภาระหน้าที่ สถานภาพที่ตนดำรงอยู่
3.3 รู้จักตนเอง ด้วยใจเป็นกลาง ว่ามีกำลัง ความสามารถ ข้อจำกัดและคุณธรรมมากน้อยเพียงใด
3.4 รู้จักประมาณ คือ รู้จักกระทำด้วยความพอดี ตามเหตุ ตามผล และสมรรถภาพของตน ตลอดจนรู้จักแบ่งเวลาพักผ่อนหลับหนอน หรือหย่อนใจ บันเทิงทางโลก(หากยังต้องข้องเกี่ยวในโลกแห่งกาม อยู่) อย่างถูกวิธี ไม่ผิดศีลธรรม ประเพณีดีงาม
3.5 รู้จักกาล คือ รู้จักกำหนดเวลา ทำให้ทันเวลา ตรงต่อเวลา รู้ว่าเวลาใด ควรทำสิ่งใด หรือควรงดเว้น หรือ เป็นเวลาแห่งการรอคอยเท่านั้น
3.6 รู้จักบุคคล คือ รู้จักและเข้าใจ-ยอมรับ ความแตกต่างระหว่างบุคคล ไม่คิดไปบังคับใครให้เป็นดั่งใจเรา โดยไม่จำเป็น หรือผิดหลักธรรม(ระดับโลกียธรรม)
3.7 รู้จักสังคม คือ รู้จักปฏิบัติตามระเบียบ ประเพณี วัฒนธรรมของชุมชนต่างๆ ที่ตนเข้าไปอยู่ร่วม รู้จักบำเพ็ญประโยชน์ต่อชุมชนบ้าง อย่างที่ตนเองไม่เดือดร้อน หรือเกินกำลังตน
ดู “ธรรมนูญชีวิต” หน้า 14 (เรื่องคนสมบูรณ์แบบ) และ ธัมมัญญสูตร (พ.ปิฏก เล่ม 23 / 65) ประกอบ
ในการพิจารณาปัญหา-ความทุกข์ในโลกแห่งกาม ที่กำลังบังเกิด พร้อมทั้งมนสิการ หาแนวทางแก้ไข

เพิ่มเติม ข้อ....
7) นอกจากนี้ ในหลักนิวรณ์ 5 เมื่อจะนำไปปรับใช้ในปัญญาระดับทางโลก ก็สามารถปรับใช้ได้ โดยคงหลักการเดิม ใน 4 ข้อหลัง อันได้แก่ การควบคุมโทสะ-พยาบาท ,การระวังและพยายามต่อสู้กับความท้อแท้-เซื่องซึม ,การระวังมิให้ความคิดนึกฟุ้งซ่านจนควบคุมไม่ได้ และการตัดสินใจโดยไม่ลังเลใจ (แม้นไม่ใช่การตัดสินใจที่ดีที่สุด ก็รู้ตัว) ยกเว้นข้อ 1 คือ ยังไม่จำต้องปฏิเสธสุขทางกามประสาททั้ง 5 แต่ต้องควบคุม มิให้โลภจนเกินตัว หรือเปลี่ยนแปลงเป้าหมายในโลก หรือกามคุณ ไปๆมาๆ ไม่แน่นอน นั่นคือ จิตสับสนไม่รู้หน้าที่ๆควรทำในแต่ละวัน โดยเฉพาะสิ่งที่กำลังปรากฏอยู่ตรงหน้าตนเอง (อภิชฌา วิสมโลภะ) ...ดู คำสอนที่พระพุทธองค์ตรัสสอนแก่ อนาถบิณฑิกเศรษฐี (พ.ปิฏก เล่ม 21 / 61) ประกอบ

ข้อ 8) ผู้ใดเริ่มเกิด ความคิดเห็น ตามจริงดั่งพระพุทธองค์ทรงสอนว่า ชีวิตของตนเองนั้นจะย่อมมีปัญหาหรือความทุกข์กาย-ใจ หรือมีอุปสรรคต่างๆ รออยู่เป็นเบื้องหน้า(อนาคต) ไม่มีวันจบสิ้น และเป็นสิ่งที่ไม่อาจหลีกหนี ทั้งความแก่ ความเจ็บ ความตาย ความประสบกับสิ่งไม่เป็นที่พอใจ ความพลัดพรากจากสิ่งที่พอใจ ความคับแค้นใจ ฯลฯ ,รู้สึกว่ารูปร่างกายของตนเป็นเสมือนเครื่องจักรที่มีไว้ใช้งานและเป็นภาระต้องดูแลรักษา รวมทั้งมีความเชื่อมั่นในพระธรรมและเชื่อมั่น -รู้ทางปฏิบัติเฉพาะของตนเองที่จะนำไปสู่ความพ้นวัฏฏะสงสารได้ นับว่าผู้นั้นได้เริ่มตกกระแสพระนิพพานแล้ว นั่นเอง (โสดาปัตติมรรค)

ข้อ 9) “ธรรมานุธรรมะปฏิบัติ” หมายถึง รู้จักปฏิบัติธรรม (เลือกหัวข้อธรรม) ด้วยความพอดี เหมาะสม ลงตัวกับสถานภาพตนเองโดยรวม ณ ปัจจุบัน เช่น ไม่ใช้เวลาปฏิบัติมากเกินจนเกิดความเสียหายต่อภาระหน้าที่ ที่จำเป็น เฉพาะหน้า อันเนื่องจากได้มีการเลือกกระทำ – รับผิดชอบต่อเนื่องมาจากอดีต(โดยควบคู่กับหลักสันโดษ รู้จักพอเพียง) จนปัจจุบัน ลองปฏิบัติแล้วไม่รู้สึกว่าฝืนตัวตน (ข้อปฏิบัติกลายเป็นข้าศึก - ศัตรู มากเกินไป )เป็นอันดับแรก แล้วสามารถปฏิบัติจนบรรลุผล เกิดปิติในข้อธรรมนั้น ไม่ปฏิบัติจนเกินกำลัง มีการปฏิบัติเป็นลำดับขั้นและต่อเนื่องไม่สับสน ในเวลาว่างจากภารกิจ เท่าที่จะหาได้
นอกจากนี้ ก็เป็นการรู้จักเตรียมการก่อนการปฏิบัติทั่วๆไป คือ ต้องรักษาศีล พยายามสำรวมอินทรีย์ รู้ประมาณในการกิน และพยายามประคองจิตให้ตื่น - มีสติสัมปชัญญะอยู่เสมอ ดู (พ.ปิฏก เล่ม 30/540) ,ดู (พ.ปิฏก เล่ม 30/797) ประกอบ

ข้อ 10) โลกียสัมมาทิฏฐิ 10 ประการ ได้แก่
10.1- ผลบุญจากการให้ทานมีจริง
10.2- การบูชา บวงสรวงให้ผลได้จริง
10.3- พีธีกรรมให้ผลได้จริง
10.4- ผลกรรมที่ทำดี มีจริง
10.5- ผลกรรมที่ทำชั่ว มีจริง
10.6-โลกนี้มีจริง (กำลังปรากฏตรงหน้า - การกระทำปัจจุบันย่อมมีผลจริง)
10.7-โลกหน้า ภพหน้ามีจริง (ตายมิได้ดับสูญ)
10.8- หนี้บุญคุณต่อมารดา-บิดา มี ต้องตอบแทน
10.9- สัตว์เมื่อตายแล้วจุติทันที (ในภพหนี่งภพใด)
10.10- สาวกผู้ปฏิบัติชอบ จนสามารถบรรลุธรรมด้วยตนเองได้ ยังมี..........
.มหาจัตตารีสกสูตร (พ.ปิฎก 14/257)

ข้อ 11)โสดาปัตติยังคะ คือ หลักธรรมที่จะนำไปสู่การบรรลุพระโสดาบัน มี 4 ประการ ดังนี้
11.1- สัปปุริสสังเสวะ หรือ การรู้จักคบสัตตบุรุษ ผู้จะคอยชี้นำให้เข้าใจหลักธรรมได้
11.2- สัทธัมมัสสวนะ หรือ การหมั่นฟังธรรมจากสัตตบุรุษ หรือ กัลยาณมิตร อยู่เสมอ
11.3-โยนิโสมนสิการ หรือ การฝึกตนให้รู้จักพิจารณาข้อธรรม อย่างแยบคาย (อยู่เหนือตรรกะได้)
11.4- ธัมมานุธัมมปฏิบัติ หรือ การรู้จักปฏิบัติธรรมอย่างเหมาะสม ถูกวิธี สอดคล้องกับสถานภาพของตน ไม่ดูฝืนตนหรือละทิ้งภาระหน้าที่โดยกลางครัน

ข้อ 12)แก้ไขข้อความข้อ 12.2 ........... คือ พระนิพพาน ซึ่งเป็นทางเฉพาะตน ที่ต้องเดินไปแต่ผู้เดียว ย่อมเป็นการไม่เหมาะ สม (ไม่ควรเกินอนาคามีผล) เป็น “ไม่ควรเกินสกทาคามีผล”
0



#7 ผู้ใช้ออฟไลน์   เฉลิมศักดิ์ ไอคอน

  • ตอบ 6000+
  • PipPipPipPipPipPipPipPip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 6230
  • สมัคร: 26/01/2004

ตอบ: 06/05/2007 - 07:37

อ้างอิง
5-รู้จักแนวทางเดินจิต และปัญญา 2 แนวทางพื้นฐาน คือ เจโตวิมุติ (อาศัยกำลังจิตหรืออารัมณูปนิฌาน เป็นองค์ประกอบหลัก ก่อนยกขึ้นวิปัสสนาจนบรรลุธรรม  ซึ่งมักมีอภิญญาเป็นผลพลอยได้) และปัญญาวิมุติ (อาศัยกำลังจิตแต่พอประมาณ หรือลักขณูปนิฌาน ยกขึ้นวิปัสสนาจนบรรลุธรรม โดยไม่มีอภิญญา คือ มิจำเป็นต้องบรรลุอตีตังสญาณ หรือจูตุปาญาณ ซึ่งอาจมีรูปแบบแตกต่างจากแนวทางบรรลุธรรมของพระพุทธองค์ในคืนตรัสรู้ได้) ดู สุสิมสูตร (พ.ปิฏก เล่ม 16/286) , โคปกโมคคัลลานสูตร ที่ 8 (พ.ปิฏก เล่ม 14/112)  ประกอบ
            5.1)รู้ว่าลักษณะทางเดินจิตของตน ค่อนไปทางเจโตวิมุติ หรือปัญญาวิมุติ (ถ้าไม่รู้ ให้พยายามเดินแนวเจโตวิมุติ จะปลอดภัยและมีโอกาสผิดพลาดน้อยกว่า)
            5.2) รู้จักจริต ของตนและแนวทางฝึกจริตที่เป็นคู่ปรับกับอุปนิสัยเดิมที่ฝังตัวในตนมาหลายภพชาติ เช่น ถ้าเป็นคนวิตกจริต ก็ควรฝึกอานาปานสติ และสติปัฏฐาน 4 หมวดกายานุปัสสนาสติปัฏฐาน(อริยาบถเคลื่อนไหว)ให้มาก ฯลฯ (ดูรายละเอียดใน หนังสือทิพยอำนาจ)


ขอแสดงความเห็นเพิ่มเติมครับ

เมื่อครั้งพุทธกาล ผู้บรรลุแบบ ปัญญาวิมุติ มีมากกว่า เจโตวิมุติ ครับ

จากคู่มือการศึกษาพระอภิธัมมัตถสังคหะ

ฌานลาภีบุคคลเจริญวิปัสสนา ๒ อย่าง
http://larndham.net/...21&#entry263926

ผู้บรรลุ ๒ พวก

ผู้บรรลุมรรค ผล นิพพาน นั้นมีอยู่ ๒ จำพวกด้วยกัน คือ สุกขวิปัสสกจำพวกหนึ่ง และฌานลาภีบุคคลอีกจำพวกหนึ่ง
สุกขวิปัสสกบุคคล นั้นเป็นผู้บำเพ็ญวิปัสสนาญาณ จนบรรลุเป็นพระอริยบุคคล ไม่ได้บำเพ็ญสมาธิจนบรรลุฌานมาก่อน
ฌานลาภีบุคคล นั้นเป็นผู้บำเพ็ญสมถภาวนาจนได้ฌาน แล้วเจริญวิปัสสนาภาวนาบรรลุเป็นพระอริยบุคคล ก็ฌานลาภีบุคคล มีวิธีเจริญวิปัสสนา ๓ วิธี คือ
๑. ปาทกฌานวาท
๒. สัมมสิตฌานวาท
๓. ปุคคลัชฌาสยวาท

๑. ปาทกฌานวาท คือ ก่อนที่จะเจริญวิปัสสนาภาวนานั้น เข้าฌานก่อนฌานใดฌานหนึ่งแล้วแต่อัธยาศัย ทั้งนี้เพื่อให้สมาธิมีกำลัง ฌานที่เข้าก่อนนี้เรียกว่า ปาทกฌาน เมื่อออกจากฌานแล้วก็พิจารณาที่เป็นนามรูปที่เป็นองค์ฌานนั้นโดยความเป็นไตรลักษณ์ก็ได้ หรือจะพิจารณาสังขารธรรม นามรูปที่นอกจากองค์ฌานโดยความเป็นไตรลักษณ์ก็ได้อย่างใดอย่างหนึ่ง จนบรรลุเป็นพระอริยบุคคลโดยถือฌานเป็นบาท ถ้าเข้าปฐมฌานเป็นบาท มัคคจิต ผลจิต ที่เกิดขึ้นครั้งแรกนี้เรียกว่า ปฐมฌานโสดาปัตติมรรค ปฐมฌานโสดาปัตติผล สำเร็จเป็นปฐมฌานโสดาบันบุคคล ถ้าเข้าทุติยฌาน ตติยฌาน จตุตถฌาน หรือ ปัญจมฌานเป็นบาท มรรคจิตที่เกิดขึ้นเป็นปฐมมรรคก็เรียกชื่อตามขั้นของฌาน เช่น ทุติยฌานโสดาปัตติมรรค ตติยฌานโสดาปัตติมรรค เป็นต้น ทำนองเดียวกับปฐมฌานโสดาปัตติมรรคนั่นแหละ แม้มรรคที่สูง คือ สกทาคามิมรรค-ผล อนาคามิมรรค-ผล ก็นัยนี้เหมือนกัน

๒. สัมมสิตฌานวาท คือ ฌานลาภีบุคคลผู้เจริญวิปัสสนานั้น ถือการพิจารณาฌานที่ตนเคยได้มาแล้ว จะเป็นขั้นใดก็ตามพิจารณาองค์ฌานนั้นโดยความเป็นไตรลักษณ์ จะเข้าฌานก่อนก็ได้ ไม่เข้าฌานก่อนก็ได้ ไม่ถือการเข้าฌานเป็นสำคัญ ถือการพิจารณาเป็นสำคัญ เช่น เข้าปัญจมฌาน แต่เวลาพิจารณากลับมาพิจารณาองค์ฌานของปฐมฌานก็ได้ ทุติยฌานเป็นต้นก็ได้ มรรคที่เกิดขึ้นครั้งแรกก็เป็นปฐมฌานโสดาปัตติมรรค หรือทุติยฌานโสดาปัตติมรรค ตามที่บรรลุนั้นหาใช่เป็นปัญจมฌานโสดาปัตติมรรคไม่
๓. ปุคคลัชฌาสยวาท นี้ ท่านมุ่งถึงอัธยาศัยของฌานลาภีบุคคล ผู้เจริญวิปัสสนาเป็นใหญ่ เช่น ปรารถ ตติยฌานมัคคจิตก็ต้องเจริญภาวนาอย่างใดอย่างหนึ่งใน ๒ อย่างนี้ คือ เข้าตติยฌานตรงตามความประสงค์ของตน เมื่อออกจากตติยฌานแล้วพิจารณารูปนามที่เป็นกามธรรม โดยความเป็นไตรลักษณ์ หรือไม่เข้าฌานก็ได้ แต่ต้องพิจารณาองค์ฌานของตติยฌานโดยความเป็นไตรลักษณ์ จนมรรคจิตเกิด มรรคจิตนั้นก็เป็นตติยฌานมัคคจิต

อนึ่ง สุกขวิปัสสกบุคคล ผู้ไม่ได้ฌานเจริญวิปัสสนาภาวนากำหนดพิจารณารูปนามที่เป็นกามธรรมเพียงอย่างเดียว เมื่อมรรคจิตเกิดขึ้นก็ย่อมบริบูรณ์พร้อมด้วยองค์ฌานทั้ง ๕ จัดว่าเป็นปฐมฌานโสดาปัตติมัคคจิต สกทาคามิมรรค อนาคามิมรรค อรหัตตมรรค ของสุกขวิปัสสกบุคคล ก็จัดเข้าเป็นปฐมฌานด้วยกันทั้งสิ้นตามที่อัฏฐสาลินีอรรถกถา แสดงไว้ว่า
วิปสฺสนานิยาเมน สุกฺขวิปสฺสกสฺส อุปฺปนฺนมคฺโคปิ ปฐมชฺฌานิโก โหติ แปลว่า ว่าโดยวิปัสสนานิยาม แม้มรรคที่เกิดขึ้นแล้วแก่ผู้เจริญ วิปัสสนาล้วนๆ ก็ย่อมประกอบด้วยองค์ปฐมฌาน
พระอริยะสุกขวิปัสสกบุคคล เรียกอีกอย่างหนึ่งว่า ปัญญาวิมุตติ พระอริยะนี้มีมากกว่าพระอริยะที่เป็นฌานลาภีบุคคล ก็ฌานลาภีบุคคลนี้สำเร็จเป็นพระอริยะแล้ว

อิเมสํ หิ สารีปุตฺต ปญฺจนฺนํ ภิกฺขุสตานํ สฏฺฐิ ภิกฺขู เตวิชฺชา สฏฺฐิ ภิกฺขู ฉฬาภิญฺญา สฏฺฐิ ภิกขู อุภโตภาควิมุตฺตา อถ อิตเร ปญฺญาวิมุตฺตา
แปลว่า ดูก่อนสารีบุตร ในภิกษุ ๕๐๐ เหล่านี้ ภิกษุ ๖๐ องค์เป็นเตวิชชบุคคล ๖๐ องค์ เป็น ฉฬภิญญาบุคคล ๖๐ องค์ เป็นอุภโตภาควิมุตตบุคคล ที่เหลือเป็นปัญญาวิมุตตบุคคล

ฉะนั้นจึงกล่าวได้ว่า ผู้สำเร็จมรรคผล เพราะเห็นอนิจจลักษณ์ และอนัตตลักษณ์มีมากกว่าผู้เห็นทุกขลักษณ์ เพราะว่าผู้ที่เห็นทุกขลักษณ์นี้เป็นผู้มีปุพพาธิการ ยิ่งด้วยสมาธิ
เตวิชชบุคคล ได้แก่ พระอรหันต์ผู้มีวิชชา ๓ คือ ปุพเพนิวาสานุสสติญาณ ทิพยจักขุญาณ และอาสวักขยญาณ
ฉฬาภิญญาบุคคล ได้แก่ พระอรหันต์ผู้มี อภิญญา ๖ หรือเรียกว่า วิชชา ๖ คือปุพเพนิวาสานุสสติญาณ ทิพยจักขุญาณ อาสวักขยญาณ เจโตปริยญาณ ทิพยโสตญาณ และอิทธิวิธญาณ
อุภโตภาควิมุตตบุคคล ได้แก่ พระอรหันต์ผู้เป็นฌานลาภีบุคคล หรือเรียกว่า เจโตวิมุตตบุคคล
ปัญญาวิมุตตบุคคล ได้แก่ พระอรหันต์ผู้เป็นสุกขวิปัสสก


--------------------------------------------------------------------------------------------------
สมถะที่เป็นบาทของวิปัสสนา
จากหนังสือ พุทธวิทยาน่ารู้ โดย พระครูศรีโชติญาณ
http://larndham.net/...opic=25151&st=0

----------------------------------------------------------------------------------------------
สมถะ -- วิปัสสนา ต่างกันอย่างไร ?
http://larndham.net/...=11408&st=0&hl=
----------------------------------------------------------------------------------------------
การเจริญสติปัฏฐานหมวดพิจารณาอิริยาบถ ๔
http://larndham.net/...opic=23508&st=0
0



#8 ผู้ใช้ออฟไลน์   อนันตา ไอคอน

  • ตอบ 500+
  • PipPip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 977
  • สมัคร: 24/09/2006

ตอบ: 06/05/2007 - 07:44

นักปฏิบัติธรรมส่วนมากจะเริ่มต้นที่ การเกิดปัญหาความทุกข์ทางใจที่หาทางออกไม่ได้ จึงหันมาศึกษาและปฏิบัติธรรมกัน เพื่อความพ้นทุกข์พ้นปัญหาที่ตนกำลังเผชิญอยู่ สำหรับผู้ที่ไม่เคยมีพื้นฐานความรู้ทางหลักธรรมที่ถูกต้องมาก่อน ในช่วงเริ่มต้นนี้สิ่งที่น่าเป็นห่วงคือ ความหลงทาง อาจจะถูกชักจูงไปในทางที่ไม่ถูกไม่ตรงได้ง่ายดาย เพราะผู้เริ่มต้นนั้นเปรียบเหมือนแก้วเปล่าที่ยังไม่มีน้ำ พร้อมที่จะรับน้ำที่ใคร ๆบรรจุลงไปอย่างง่ายดาย ดังนั้นสิ่งสำคัญก็คือ ศรัทธานั้นจะต้องมีปัญญาควบคู่ไปด้วยเสมอ
แนวทางแห่งการสร้างปัญญาท่านก็ได้กล่าวไว้แล้วว่า....
1. สุตมยปัญญา ปัญญาเกิดจากการฟัง สมัยนี้คงรวมถึงการอ่านด้วย
2. จินตมยปัญญา ปัญญาเกิดจากการคิดพิจารณาไตร่ตรอง
3. ภาวนามยปัญญา ปัญญาเกิดจากการลงมือทดลองปฏิบัติ ในทางพระพุทธศาสนาก็คือ การปฏิบัติสมถะภาวนา คือการทำจิตให้สงบ และวิปัสสนาภาวนา การพิจารณาให้เกิดปัญญานั่นเอง
..................

การโพสต์นี้ได้ถูกแก้ไขโดย อนันตา: 06/05/2007 - 07:47

0



#9 ผู้ใช้ออฟไลน์   เฉลิมศักดิ์ ไอคอน

  • ตอบ 6000+
  • PipPipPipPipPipPipPipPip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 6230
  • สมัคร: 26/01/2004

ตอบ: 06/05/2007 - 07:45

อ้างอิง
          1.4) เป็นครูอาจารย์ผู้รู้อรรถ รู้ธรรม และนิรุกติ คือ อธิบายข้อธรรม ที่เหมาะกับความเข้าใจของตนได้ (ถ่ายทอดเป็นภาษาโลกในระดับที่เหมาะกับเรา กระชับตรง ไม่ฟุ่มเฟือย หลากหลายปริยายะเกินไป)


เป็นบุญของผมที่ได้เจอทั้งอาจารย์ผู้ทรงพระไตรปิฏก อรรถกถา และอาจารย์ที่ถ่ายทอดให้สามารถให้เข้าใจหลักปฏิบัติวิปัสสนา ในภาษาที่เข้าใจได้ง่ายได้

http://larndham.net/...=17560&st=0&hl=

http://www.abhidhamo...g/Ajan/book.htm

บันไดสู่สติปัฏฐาน
http://www.abhidhamo...Sua/bundai1.doc

ก้าวแรกของวิปัสสนา
http://www.abhidhamo...Sua/kawraek.doc

ไขข้อข้องใจในวิปัสสนา
http://www.abhidhamo.../Sua/vipass.doc

แบบฝึกหัดวิปัสสนา
http://larndham.net/...=21524&st=0&hl=
---------------------------------------------
0



#10 ผู้ใช้ออฟไลน์   เฉลิมศักดิ์ ไอคอน

  • ตอบ 6000+
  • PipPipPipPipPipPipPipPip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 6230
  • สมัคร: 26/01/2004

ตอบ: 06/05/2007 - 07:54

อ้างอิง
ความคิดเห็นที่ 8 : (อนันตา)
นักปฏิบัติธรรมส่วนมากจะเริ่มต้นที่  การเกิดปัญหาความทุกข์ทางใจที่หาทางออกไม่ได้  จึงหันมาศึกษาและปฏิบัติธรรมกัน  เพื่อความพ้นทุกข์พ้นปัญหาที่ตนกำลังเผชิญอยู่  สำหรับผู้ที่ไม่เคยมีพื้นฐานความรู้ทางหลักธรรมที่ถูกต้องมาก่อน  ในช่วงเริ่มต้นนี้สิ่งที่น่าเป็นห่วงคือ  ความหลงทาง  อาจจะถูกชักจูงไปในทางที่ไม่ถูกไม่ตรงได้ง่ายดาย


เห็นด้วยกับคุณอนันตา ครับ โดยเฉพาะการที่หลงทางว่า

สมาธิ กับ วิปัสสนา คือสิ่งเดียวกัน

เมื่อเกิดความสงบจากสมาธิ วิปัสสนาปัญญาจะเกิดขึ้นเอง

ปริยัติไม่มีความสำคัญ ปฏิบัติ(สมถะ) แล้วจะรู้เอง

ฯลฯ

http://larndham.net/...opic=18545&st=7

แต่ในปัจจุบันนี้หาผู้ปฏิบัติสมถกรรมฐานจนสำเร็จฌานได้ยากเพราะจิตใจของบุคคลสมัยนี้เต็มไปด้วยอำนาจของกิเลสนิวรณ์ และกามคุณอารมณ์ก็อุดมสมบูรณ์
ด้วยเหตุนี้ ถ้าเรามัวแต่ฝึกอบรมสมาธิ หรือสมถกรรมฐานกัน เพื่อให้ฌานจิตเกิดหรือให้กิเลสนิวรณ์สงบ เพื่อนำไปเป็นบาทในการเจริญวิปัสสนากรรมฐานนั้น ก็คงฝึกกันได้แต่เพียงทำสมาธิเล็ก ๆ น้อย ๆ เท่านั้น ในที่สุด ก็ตายเปล่า ไม่ได้เจริญวิปัสสนาตามคำสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
เมื่อพากันเสียเวลามาฝึกสมาธิกันมาก ๆ เข้า จนไม่มีใครรู้จักการปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานนั้นว่า เป็นอย่างไร ? ผลสุดท้ายก็นึกเอาว่า สมถะ กับ วิปัสสนา นี่ เป็นอันเดียวกัน
นี่แหละ อันตรายในพระพุทธศาสนา ที่เกิดขึ้นมาด้วยความเห็นผิด ที่เป็น มิจฉาทิฏฐิ ของผู้ที่นับถือพระพุทธศาสนาด้วยกันเอง

0



#11 ผู้ใช้ออฟไลน์   เฉลิมศักดิ์ ไอคอน

  • ตอบ 6000+
  • PipPipPipPipPipPipPipPip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 6230
  • สมัคร: 26/01/2004

ตอบ: 06/05/2007 - 08:01

อ้างอิง
  2-การมีแผนผัง,แผนที่ หรือรู้แนวทางเดินจิต ที่เป็นการฝึกปฏิบัติเฉพาะตน ซึ่งไม่จำต้องเรียนรู้แนวทางปฏิบัติทุกแนว เพราะหากลองปฏิบัติแนวทางใดอย่างจริงจัง (อาศัยเพียงศรัทธา หรือความเชื่อ เป็นจุดเริ่มก่อน) จนพบว่า เกิดกายเบาสบายและจิตสงบง่าย ตามแนวทางใด  ก็จะเกิดปัญญาตัดสินใจ ต่อแนวทางนั้นๆด้วยตนเอง


แต่เมื่อเข้าปฏิบัติครั้งใด รู้สึกว่า กาย และ จิต หรือ รูป นาม เต็มไปด้วยความทุกข์ มีอิริยาบถต่าง ๆ คอยปิดบังไว้

แต่ก็มีอุปสรรค ตามประสาผู้มีปัญญาน้อย คือ ทุกข์น้อยไปก็กำหนดไม่ทัน ทุกข์มากไปก็ทนไม่ได้ กำหนดไม่ทัน :01:

แต่ก็ตั้งใจหากมีโอกาสก็จะเข้าไปฝึกสติเรื่อย ๆ


เหตุผลในการกำหนดอิริยาบถ
http://www.abhidhamo...n/BM/hatpol.doc


http://www.abhidhamo...i/Omn2/Omn1.htm
0



#12 ผู้ใช้ออฟไลน์   อนันตา ไอคอน

  • ตอบ 500+
  • PipPip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 977
  • สมัคร: 24/09/2006

ตอบ: 07/05/2007 - 06:50

สืบเนืองจากครั้งที่แล้ว
เพื่อมิให้เข็มทิศแห่งศรัทธาบิดเบือนไป จนพาเข้ารกเข้าพง นักปฏิบัติควรพิจารณากาลามสูตร 10 ข้อให้ดี
1. อย่าได้เชื่อเพียงสักว่าได้ ฟังตาม ๆกันมา
2. อย่าได้เชื่อเพียงสักว่า เป็นของเก่าที่เคยทำสืบต่อ ๆกันมา
3. อย่าได้เชื่อเพียงสักว่า กิตติศัพท์อันเป็นข่าวลือ
4. อย่าได้เชื่อเพียงสักว่า อ้างมาจากตำราหรือคัมภีร์
5. อย่าได้เชื่อเพียงสักว่า ตรรก คิดคำนวณ ด้วยการสุ่มเดาเอา
6. อย่าได้เชื่อเพียงสักว่า คาดคะเนไปตามเหตุผลของปรัชญาเพียงอย่างเดียว
7. อย่าได้เชื่อเพียงสักว่า ตรึกตามอาการ
8. อย่าได้เชื่อเพียงสักว่า ชอบใจ ที่เข้ากันได้กับทิฏฐิของตน
9. อย่าไดเชื่อเพียงสักว่า ผู้พูดเป็นที่น่าเชื่อถีอได้
10.อย่าได้เชื่อเพียงสักว่า สมณะนั้นเคยเป็นครูของเรา
ความเห็นที่ถูกต้องนั้น เกิดจากการโยนิโสมนสิการ พิจารณาโดยแยบคาย จนเกิดปัญญา ถ้าเป็นเรื่องของวิทยาศาสตร์ ก็คงต้องมีการทดลองวิจัยให้เห็นชัดก่อนค่อยเชื่อนั่นเอง หลวงตามหาบัวท่านกล่าวทำนองว่า "ปัญญาไม่ใช่สัญญา ปัญญาเป็นความจริง ส่วนสัญญาเป็นความจำ ความจำจึงไม่สามารถใช้ดับทุกข์ได้"
...............

การโพสต์นี้ได้ถูกแก้ไขโดย อนันตา: 07/05/2007 - 06:51

0



#13 ผู้ใช้ออฟไลน์   ภพกฤต ไอคอน

  • ตอบ 500+
  • PipPip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 614
  • สมัคร: 20/02/2007

ตอบ: 07/05/2007 - 11:56

อนุโมทนา แด่ธรรมทาน ครับ

หนังสือ พระนิพนธ์ ของสมเด็จพระญาณสังวรณ์ ก็ง่ายๆ เบาๆ สบายๆดีนะครับ
เริ่มจากตรงนั้นก่อนก็ได้
มีหลายทางให้เลือก ทั้ง ปัญญา
วิปัสสนา และ สมถะ ......
"นิพฺพานปจฺจโย โหตุ"
ขอจงเป็นปัจจัยเพื่อพระนิพพานแด่ทุกๆท่านเทอญ...
[/b]
[url="http://ariyasaj4.blogspot.com/"]http://ariyasaj4.blogspot.com/[/url][/color]
0



คำตอบต่อไป: ไม่มี
หน้า 1 จาก 1
  • คุณไม่สามารถตั้งกระทู้ใหม่ได้
  • กระทู้นี้ถูกล็อค

1 ผู้ใช้กำลังอ่านกระทู้นี้
0 สมาชิก, 1 ผู้เยี่ยมชม, 0 ผู้ใช้ที่ไม่ระบุชื่อ