ลานธรรมเสวนา: อกุศลมูล (โลภะ โทสะ โมหะ) และ ตัณหา ต่างกันอย่างไร - ลานธรรมเสวนา

เข้าไปดูเนื้อหา

  • (2 หน้า)
  • +
  • 1
  • 2
  • คุณไม่สามารถตั้งกระทู้ใหม่ได้
  • กระทู้นี้ถูกล็อค

อกุศลมูล (โลภะ โทสะ โมหะ) และ ตัณหา ต่างกันอย่างไร

#0 ผู้ใช้ออฟไลน์   ธีรวังโส ไอคอน

  • ตอบ 100+
  • Pip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 154
  • สมัคร: 02/08/2006

ตอบ: 30/03/2007 - 08:39

ก. ผมอ่านและจดมาจาก Internet ดังนี้ว่า "ทุกขสมุทัย คือ เหตุแห่งการเกิดทุกข์ (กามตัณหา ภวตัณหา วิภวตัณหา)"

ข. หนังสือ พุทธธรรม (ฉบับเดิม) ของท่านพระธรรมปิฎก หน้า 282 กล่าวว่า "อกุศลมูล 3 อย่าง คือ โลภะ โทสะ โมหะ"

ผมเกิดข้อสงสัยดังนี้ครับ

1. เมื่ออวิชชาถือเป็นปัจจัยแห่งทุกข์ ตามปฏิจจสมุปบาท ซึ่งตามข้อ ข. "อกุศลมูล 3 อย่าง คือ โลภะ โทสะ โมหะ" ทำไมจึงต่างไปจากข้อ 1 ที่บอกว่าเหตุแห่งทุกข์คือ (กามตัณหา ภวตัณหา วิภวตัณหา)

ทั้ง 2 ข้อเป็นปัจจัยซึ่งกันอย่างไร ขอกราบอนุโมทนาบุยครับ
[color="Orange"][size="4"][b]บรรดาทางทั้งหลาย มรรคมีองค์แปด ประเสริฐที่สุด
บรรดาบททั้งหลาย บทสี่คืออริยสัจ ประเสริฐที่สุด
บรรดาธรรมทั้งหลายวิราคะ คือการปราศจากความกำหนัดยินดีประเสริฐสุด
บรรดาสัตว์สองเท้า พระตถาคตเจ้าผู้มีจักษุประเสริฐที่สุด

ไม่มีความสุขใดเสมอด้วยความสงบ ความสุขชนิดนี้สามารถหาได้ในตัวเรานี้เอง ตราบใดที่มนุษย์ยังวิ่งวุ่นแสวงหาความสุขจากที่อื่น เขาจะไม่พบความสุขที่แท้จริงเลย มนุษย์ได้สรรค์สร้างสิ่งต่างๆ ขึ้นไว้ เพื่อให้ตัวเองวิ่งตาม แต่ก็ตามไม่เคยทัน การแสวงหาความสุขโดยปล่อยใจ ให้ไหลเลื่อนไปตามอารมณ์ที่ปรารถนานั้น เป็นการลงทุนที่มีผลไม่คุ้มเหนื่อย เหมือนบุคคลลงทุนวิดน้ำในบึงใหญ่ เพื่อต้องการปลาเล็กๆเพียงตัวเดียว
มนุษย์ส่วนใหญ่มัววุ่นวายอยู่กับเรื่องกาม เรื่องกิน และเรื่องเกียรติ จนลืมนึกถึงสิ่งหนึ่ง ซึ่งสามารถให้ความสุขแก่ตนได้ทุกเวลา สิ่งนั้นคือ ดวงจิตที่ผ่องแผ้ว[/b][/size][/color]
0


  • (2 หน้า)
  • +
  • 1
  • 2
  • คุณไม่สามารถตั้งกระทู้ใหม่ได้
  • กระทู้นี้ถูกล็อค

การตอบอื่นๆต่อกระทู้นี้



#1 ผู้ใช้ออฟไลน์   wit ไอคอน

  • ตอบ 6000+
  • PipPipPipPipPipPipPipPip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 6368
  • สมัคร: 30/06/2005

ตอบ: 30/03/2007 - 11:49

ให้นึกภาพต้นไม้น่ะครับ จากรากแก้วแล้วก็แตกออกเป็นกิ่งก้านสาขาต่างๆ
0



#2 ผู้ใช้ออฟไลน์   คนดอย ไอคอน

  • ตอบ 100+
  • Pip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 172
  • สมัคร: 17/08/2006

ตอบ: 30/03/2007 - 13:11

เหตุของทุกข์ คือ ตัณหา องค์ธรรม คือ โลภะเจตสิก
ส่วนเหตุ ๓ ที่ทำให้เป็นอกุศล คือ โลภะ โทสะ และ โมหะ เจตสิก
แต่ว่าเมื่อเจตสิกที่เกิดกับจิตที่เป็นอกุศล จะมี โมหะ อยู่เสมอ ไม่ว่าจะเป็น โลภะจิต หรือ โทสะจิต ก็จะมีโมหะเกิดด้วยเสมอ
0



#3 ผู้ใช้ออฟไลน์   ธีรวังโส ไอคอน

  • ตอบ 100+
  • Pip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 154
  • สมัคร: 02/08/2006

ตอบ: 30/03/2007 - 13:27

แล้วโทสะ ไม่ใช่เหตุของทุกข์หรือครับ (ยังสงสัย)

สาธุ
[color="Orange"][size="4"][b]บรรดาทางทั้งหลาย มรรคมีองค์แปด ประเสริฐที่สุด
บรรดาบททั้งหลาย บทสี่คืออริยสัจ ประเสริฐที่สุด
บรรดาธรรมทั้งหลายวิราคะ คือการปราศจากความกำหนัดยินดีประเสริฐสุด
บรรดาสัตว์สองเท้า พระตถาคตเจ้าผู้มีจักษุประเสริฐที่สุด

ไม่มีความสุขใดเสมอด้วยความสงบ ความสุขชนิดนี้สามารถหาได้ในตัวเรานี้เอง ตราบใดที่มนุษย์ยังวิ่งวุ่นแสวงหาความสุขจากที่อื่น เขาจะไม่พบความสุขที่แท้จริงเลย มนุษย์ได้สรรค์สร้างสิ่งต่างๆ ขึ้นไว้ เพื่อให้ตัวเองวิ่งตาม แต่ก็ตามไม่เคยทัน การแสวงหาความสุขโดยปล่อยใจ ให้ไหลเลื่อนไปตามอารมณ์ที่ปรารถนานั้น เป็นการลงทุนที่มีผลไม่คุ้มเหนื่อย เหมือนบุคคลลงทุนวิดน้ำในบึงใหญ่ เพื่อต้องการปลาเล็กๆเพียงตัวเดียว
มนุษย์ส่วนใหญ่มัววุ่นวายอยู่กับเรื่องกาม เรื่องกิน และเรื่องเกียรติ จนลืมนึกถึงสิ่งหนึ่ง ซึ่งสามารถให้ความสุขแก่ตนได้ทุกเวลา สิ่งนั้นคือ ดวงจิตที่ผ่องแผ้ว[/b][/size][/color]
0



#4 ผู้ใช้ออฟไลน์   ธีรวังโส ไอคอน

  • ตอบ 100+
  • Pip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 154
  • สมัคร: 02/08/2006

ตอบ: 30/03/2007 - 14:55

ได้คำตอบแล้ว (อ้าง http://www.abhidhamo...aphi/p7/071.htm )


ในสัจจที่ ๒ นี้แสดงว่า ตัณหา คือ โลภะเป็นตัวสมุทัย เป็นธรรมที่ควรละ ควรประหาร

ส่วนโทสะ โมหะ อันเป็นมูลเหตุให้เกิดอกุสลจิตเหมือนกันนั้น กลับจัดเป็นสัจจที่ ๑ คือ

เป็นทุกขอริยสัจจ อันเป็นธรรมที่ควรรู้เท่านั้นเอง ดังนั้นก็ หมายความว่า โทสะ นี้ ไม่

ต้องละไม่ต้องประหารกระนั้นหรือ ข้อนี้มีอธิบายว่า

โลภะ คือความชอบใจ ติดใจ อยากได้นี้ เป็นรากฐานแห่งโทสะเป็นบ่อเกิด ของโทสะ

เช่นเกิดชอบใจอยากได้สิ่งใดก็ตาม เมื่อไม่ได้ดังใจชอบก็เสียใจ น้อยใจ คือเกิดโทสะขึ้น

หรือติดใจชอบใจในสิ่งใดอยู่ สิ่งนั้นกลับมีอันเป็นให้พลัดพรากจาก สูญไป ก็เสียดาย

เสียใจ กลุ้มใจ เหล่านี้เป็นต้น ดังนั้นถ้าไม่มีโลภะซึ่งเป็นต้นเหตุ แล้ว โทสะอันเป็นปลาย

เหตุก็ย่อมไม่มีเป็นธรรมดา

ส่วนโมหะ นั้นย่อมต้องเกิดพร้อมกับโลภะหรือโทสะ โดยมี โลภะ หรือโทสะ เป็นตัวนำ

โมหะเป็นตัวสนับสนุน เมื่อไม่มีโลภะตัวนำแล้ว โมหะตัวสนับสนุน ก็มีไม่ได้ เพราะ

ไม่มีสิ่งที่จะสนับสนุน

สำหรับโมหะที่เกิดพร้อมกับวิจิกิจฉา และโมหะที่เกิดพร้อมกับอุทธัจจะนั้น เมื่อประ

หารโลภะได้ ก็ย่อมแจ้งในอริยสัจจทั้ง ๔ เมื่อแจ้งในอริยสัจจแล้ว ย่อมหมด ความ

สงสัยหมดความฟุ้งซ่าน เมื่อไม่มีความสงสัย ไม่มีความฟุ้งซ่าน ก็คือไม่มีโมหะ

ดังนั้น การประหารโลภะอันเป็นตัวสมุทัยได้แล้ว ก็เป็นอันไม่มีโทสะ และ โมหะ หมด

โทสะหมดโมหะไปด้วยในตัว ไม่ต้องตั้งหน้าตั้งตาทำการประหารโทสะ โมหะ เป็น

พิเศษเป็นการใหญ่เหมือนโลภะแต่อย่างใดเลย
[color="Orange"][size="4"][b]บรรดาทางทั้งหลาย มรรคมีองค์แปด ประเสริฐที่สุด
บรรดาบททั้งหลาย บทสี่คืออริยสัจ ประเสริฐที่สุด
บรรดาธรรมทั้งหลายวิราคะ คือการปราศจากความกำหนัดยินดีประเสริฐสุด
บรรดาสัตว์สองเท้า พระตถาคตเจ้าผู้มีจักษุประเสริฐที่สุด

ไม่มีความสุขใดเสมอด้วยความสงบ ความสุขชนิดนี้สามารถหาได้ในตัวเรานี้เอง ตราบใดที่มนุษย์ยังวิ่งวุ่นแสวงหาความสุขจากที่อื่น เขาจะไม่พบความสุขที่แท้จริงเลย มนุษย์ได้สรรค์สร้างสิ่งต่างๆ ขึ้นไว้ เพื่อให้ตัวเองวิ่งตาม แต่ก็ตามไม่เคยทัน การแสวงหาความสุขโดยปล่อยใจ ให้ไหลเลื่อนไปตามอารมณ์ที่ปรารถนานั้น เป็นการลงทุนที่มีผลไม่คุ้มเหนื่อย เหมือนบุคคลลงทุนวิดน้ำในบึงใหญ่ เพื่อต้องการปลาเล็กๆเพียงตัวเดียว
มนุษย์ส่วนใหญ่มัววุ่นวายอยู่กับเรื่องกาม เรื่องกิน และเรื่องเกียรติ จนลืมนึกถึงสิ่งหนึ่ง ซึ่งสามารถให้ความสุขแก่ตนได้ทุกเวลา สิ่งนั้นคือ ดวงจิตที่ผ่องแผ้ว[/b][/size][/color]
0



#5 ผู้ใช้ออฟไลน์   ตัวนิด ไอคอน

  • ตอบไม่มาก
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 81
  • สมัคร: 17/07/2006

ตอบ: 30/03/2007 - 15:04

:09: คุณ ธีรวังโส เป็นบุคคลที่ใฝ่รู้ บุคคลเช่นนี้ ย่อมไม่ลำบากแน่นอน
และคุณยังได้มีเมตตา มาบอกกล่าวกับคนทั่วไปอีกเช่นกัน ถือว่าได้ให้ธรรมะ กับสาธารณชน

รู้ได้ด้วยตนเองอย่างนี้ ไม่ลืมอีกแล้ว ใช่ไหมคะ
0



#6 ผู้ใช้ออฟไลน์   ตัวนิด ไอคอน

  • ตอบไม่มาก
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 81
  • สมัคร: 17/07/2006

ตอบ: 30/03/2007 - 15:08

ทั้งสามตัว โลภะ โสะ โมหะ ปลักดันให้เกิด ความอยาก ได้ อยากมี ไม่อยากได้ ไม่อยากมี
โลภะ เกิดจากความ อยากได้อยากมี เอาเข้าตัวเอง ดึงสู่ตัวเอง หรือ ภวตัณหา

โทสะ เกิดจากการผลักออก ไม่ชอบสิ่งนั้นสิ่งนี้ หรือ ผลักไสไล่ส่ง เมาจากความไม่อยากได้ไม่อยากมี (วิภวตัณหา)

โมหะ คือ อยู่กลางๆ เฉย ไม่มีความรู้สึก เช่น สบาย เกิด การหลง(ไอ้ตัวเนี้ย ร้ายนัก ละเอียดมาก จับตัวได้ยาก หลงดี หลง ชั่ว ก็ไอ้นี่ละ) เกิดจากการวนเวียนอยู่ใน กามตัณหา หอม สวย สบาย หล่อ อร่อย

อ้อ อันนี้เป็นฟามคิดหนูเอง ผิดถูกอย่างไร กรุณา สั่งสอนด้วย จักได้ เข้าใจได้มากขึ้น ค่ะ

การโพสต์นี้ได้ถูกแก้ไขโดย ตัวนิด: 30/03/2007 - 15:17

0



#7 ผู้ใช้ออฟไลน์   คนดอย ไอคอน

  • ตอบ 100+
  • Pip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 172
  • สมัคร: 17/08/2006

ตอบ: 30/03/2007 - 15:11

ในพระอภิธรรม ว่าองค์ธรรมของสมุทัย คือ โลภะ
เข้าใจเองว่า โทสะ เกิด เพราะ ไม่เป็นไปตามที่ตนอยากได้หรือไม่อยากได้อยากเป็น ก็เหตุเนื่องมาจาก ตัณหามาก่อน
จะเห็นว่า หากละตัณหาได้ โทสะก็จะก็จะไม่เกิด หรือ เกิดได้น้อยครับ

อ้าว....ตอบไป เพิ่งมาเห็นคุณธีรรังโสโพส ก็คงไม่เป็นไร ถือว่าเป็นความเห็นหนึ่งนะครับ

การโพสต์นี้ได้ถูกแก้ไขโดย คนดอย: 30/03/2007 - 15:14

0



#8 ผู้ใช้ออฟไลน์   ธีรวังโส ไอคอน

  • ตอบ 100+
  • Pip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 154
  • สมัคร: 02/08/2006

ตอบ: 30/03/2007 - 16:39

สาธุ อนุโมทนาบุญทุกท่านครับ
[color="Orange"][size="4"][b]บรรดาทางทั้งหลาย มรรคมีองค์แปด ประเสริฐที่สุด
บรรดาบททั้งหลาย บทสี่คืออริยสัจ ประเสริฐที่สุด
บรรดาธรรมทั้งหลายวิราคะ คือการปราศจากความกำหนัดยินดีประเสริฐสุด
บรรดาสัตว์สองเท้า พระตถาคตเจ้าผู้มีจักษุประเสริฐที่สุด

ไม่มีความสุขใดเสมอด้วยความสงบ ความสุขชนิดนี้สามารถหาได้ในตัวเรานี้เอง ตราบใดที่มนุษย์ยังวิ่งวุ่นแสวงหาความสุขจากที่อื่น เขาจะไม่พบความสุขที่แท้จริงเลย มนุษย์ได้สรรค์สร้างสิ่งต่างๆ ขึ้นไว้ เพื่อให้ตัวเองวิ่งตาม แต่ก็ตามไม่เคยทัน การแสวงหาความสุขโดยปล่อยใจ ให้ไหลเลื่อนไปตามอารมณ์ที่ปรารถนานั้น เป็นการลงทุนที่มีผลไม่คุ้มเหนื่อย เหมือนบุคคลลงทุนวิดน้ำในบึงใหญ่ เพื่อต้องการปลาเล็กๆเพียงตัวเดียว
มนุษย์ส่วนใหญ่มัววุ่นวายอยู่กับเรื่องกาม เรื่องกิน และเรื่องเกียรติ จนลืมนึกถึงสิ่งหนึ่ง ซึ่งสามารถให้ความสุขแก่ตนได้ทุกเวลา สิ่งนั้นคือ ดวงจิตที่ผ่องแผ้ว[/b][/size][/color]
0



#9 ผู้ใช้ออฟไลน์   เฉลิมศักดิ์ ไอคอน

  • ตอบ 6000+
  • PipPipPipPipPipPipPipPip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 6240
  • สมัคร: 26/01/2004

ตอบ: 31/03/2007 - 06:15

อ้างอิง
ความคิดเห็นที่ 5 : (ธีรวังโส)


ได้คำตอบแล้ว (อ้าง http://www.abhidhamo...aphi/p7/071.htm )


:09: สาธุครับ คุณธีรวังโส และคุณคนดอย

อ้างอิง
อ้อ อันนี้เป็นฟามคิดหนูเอง ผิดถูกอย่างไร กรุณา สั่งสอนด้วย จักได้ เข้าใจได้มากขึ้น ค่ะ


ส่วนฟามคิดหนูตัวนิดนี่ ดูทะแม่ง ๆ ไม่มี องค์ธรรม เลย ขออ่านให้หายงงก่อนนะ :16:
0



#10 ผู้ใช้ออฟไลน์   ตัวนิด ไอคอน

  • ตอบไม่มาก
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 81
  • สมัคร: 17/07/2006

ตอบ: 31/03/2007 - 09:32

:09:
0



#11 ผู้ใช้ออฟไลน์   คนดอย ไอคอน

  • ตอบ 100+
  • Pip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 172
  • สมัคร: 17/08/2006

ตอบ: 31/03/2007 - 13:23

ว่าให้ตามที่คุณตัวนิดเกริ่นมา

โมหะ หรือ อวิชชา คงเป็น ความรู้ผิด รู้ไม่ถูกต้อง รู้ไม่ตรงกับความเป็นจริง เป็นตัวที่อยู่เบื้องหลังทั้งหมดของอกุศลทั้งหลาย

สำหรับการเฉย ก็มี เฉยแบบรู้ ก็คงเป็นตัวอุเบกขามีปัญญาประกอบ และ อีก อันก็คือเฉยแบบเฉยโง่รู้ผิดหรือไม่รู้อะไรเลยมีโมหะประกอบอยู่

การโพสต์นี้ได้ถูกแก้ไขโดย คนดอย: 31/03/2007 - 13:26

0



#12 ผู้ใช้ออฟไลน์   พฤติจิต ไอคอน

  • ตอบไม่มาก
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 4
  • สมัคร: 19/12/2004

ตอบ: 31/03/2007 - 15:20

อนุโมทนาครับ
โดยคำตอบของ ปฏิจจสมุปาทธรรมะ
อวิชชา เป็นเหตุ แห่ง สังขาร สังขาร เป็นเหตุให้เกิด วิญญาณ วิญญาณให้เกิดนามรูป นามรูปให้เกิด ตัณหา (ผมเห็นด้วยอย่างยิ่งกับคำตอบของคุณ wit ซึ่ง อกุศล ทั้งสามอย่างนั้นเข้าใจว่าเของกระทู้คงหมายถึง อกุศลมูลจิต ซึ่งจริงๆพิจารณาดีๆไม่ใช่ความหมายเดียวกัน แต่มีเหตุเกือกูลให้เกิด กันและกัน โดย มี อวิชชา เป็นเหตุต้น )
0



#13 ผู้ใช้ออฟไลน์   เฉลิมศักดิ์ ไอคอน

  • ตอบ 6000+
  • PipPipPipPipPipPipPipPip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 6240
  • สมัคร: 26/01/2004

ตอบ: 02/04/2007 - 05:45

อ้างอิง
ผมเกิดข้อสงสัยดังนี้ครับ

1. เมื่ออวิชชาถือเป็นปัจจัยแห่งทุกข์ ตามปฏิจจสมุปบาท  ซึ่งตามข้อ ข. "อกุศลมูล 3 อย่าง คือ โลภะ โทสะ โมหะ"  ทำไมจึงต่างไปจากข้อ 1 ที่บอกว่าเหตุแห่งทุกข์คือ  (กามตัณหา ภวตัณหา วิภวตัณหา)

ทั้ง 2 ข้อเป็นปัจจัยซึ่งกันอย่างไร 




ขอนำคำอธิบาย ปฏิจจสมุปบาท จากพระอภิธัมมัตถสังคหะ

ปฏิจจสมุปปาทธรรม นัยที่ ๓ วีสตาการา
http://abhidhamonlin...aphi/p8/051.htm

อาการที่เป็นไปในกาลเวลาที่ล่วงไปแล้วซึ่งเรียกว่า อดีตเหตุนั้นมี ๕ ประการ ได้แก่ อวิชชา สังขาร ตัณหา อุปาทาน และภพ(คือกัมมภพ)ที่นับ ตัณหา อุปาทาน ภพ รวมเข้ากับอวิชชา สังขารด้วยนั้น ก็เพราะว่า ธรรม ๕ ประการนี้เกี่ยวเนื่องกัน ไม่เว้นจากกันไปได้เลย กล่าวคือ เมื่อมีอวิชชา สังขาร เกิดขึ้นแล้ว ที่จะไม่มีตัณหา อุปาทาน กัมมภพ เกิดรวมด้วยนั้นเป็นไม่มี ในทำนองเดียวกัน ตัณหา อุปาทาน กัมมภพ ปรากฏเกิดขึ้นในขณะใด ขณะนั้นย่อมจะต้องมี อวิชชา สังขาร เกิดร่วม ด้วยเสมอไป รวมความว่า เพราะในอดีต มีอวิชชาอยู่ จึงได้กระทำกรรม อันเป็น เหตุให้ได้รับผลในปัจจุบัน

ปฏิจจสมุปปาทธรรม นัยที่ ๖ ตีณิ วัฏฏานิ
http://abhidhamonlin...aphi/p8/054.htm

กัมมภพและสังขาร ท่านแสดงว่า เป็นกัมมวัฏฏ อุปปัตติภพก็ดี ธรรมที่เหลือ อยู่ทั้งหลายก็ดี ย่อมรู้กันอยู่แล้วว่าเป็นวิปากวัฏฏ ส่วนอวิชชาและตัณหา พึงทราบ ว่าเป็นมูลทั้ง ๒

มีความหมายว่า วัฏฏะ คือ สภาพที่วนเวียน ความวนเวียนในปฏิจจสมุปปาท นี้ จัดได้เป็น ๓ วัฏฏ คือ

๑. กิเลสวัฏฏ คือ วนเวียนในเครื่องเศร้าหมองเร่าร้อน ได้แก่ อวิชชา ตัณหา และ อุปาทาน เมื่อกิเลสเกิดขึ้นแล้วย่อมเป็นเหตุให้ทำกรรม

๒. กัมมวัฏฏ คือ วนเวียนในการกระทำตามอำนาจของกิเลส มี ๒ ได้แก่ (กัมม)ภพ และสังขาร อันหมายถึงตัวเจตนา ซึ่งเมื่อได้กระทำกรรมแล้ว ย่อมเป็น เหตุให้เกิดวิบาก คือได้ผลของกรรมที่ได้กระทำนั้น

๓. วิปากวัฏฏ คือ วนเวียนในวิบากที่เป็นผลของกรรม ได้แก่ วิญญาณ นามรูป สฬายตนะ ผัสสะ เวทนา (อุปปัตติ) ภพ ชาติ และชรามรณะ อันเป็นสิ่งที่ ก่อให้เกิดกิเลสต่อไปอีก หมุนวนเวียนอยู่อย่างนี้ไม่มีที่สิ้นสุด






อ้างอิง
ความคิดเห็นที่ 5 : (ธีรวังโส)


ได้คำตอบแล้ว (อ้าง http://www.abhidhamo...aphi/p7/071.htm )


ในสัจจที่ ๒ นี้แสดงว่า ตัณหา คือ โลภะเป็นตัวสมุทัย เป็นธรรมที่ควรละ ควรประหาร

ส่วนโทสะ โมหะ อันเป็นมูลเหตุให้เกิดอกุสลจิตเหมือนกันนั้น กลับจัดเป็นสัจจที่ ๑ คือ

เป็นทุกขอริยสัจจ อันเป็นธรรมที่ควรรู้เท่านั้นเอง ดังนั้นก็ หมายความว่า โทสะ นี้ ไม่

ต้องละไม่ต้องประหารกระนั้นหรือ ข้อนี้มีอธิบายว่า


ขออนุญาตเพิ่มเติมเกี่ยวกับ กิจ ใน อริยสัจ ๔ และ การปฏิบัติวิปัสสนา

ทุกข์และการกำหนดทุกข์
http://www.dharma-ga...aab/naab-06.htm

กิจของอริยสัจ มีอย่างไร ?

ในอริยสัจนี้พระพุทธองค์ท่านวางกิจไว้อย่างไร ? คือการปฏิบัติในอริยสัจธรรมนี้ เราจะทำอย่างไร ? อริยสัจนั้นมี ๔ คือ ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค และท่านวางกิจในอริยสัจไว้ดังนี้

๑. ทุกข์ เป็นกิจที่ต้องกำหนดรู้

๒. สมุทัย เป็นกิจที่ต้องละให้หมดไป

๓. นิโรธ เป็นกิจที่ต้องทำให้แจ้ง

๔. มรรค เป็นกิจที่ต้องเจริญให้เกิดขึ้น

เราต้องเข้าใจในกิจ หน้าที่อย่างนี้เสียก่อน เมื่อเราเข้าใจในกิจหน้าที่ของอริยสัจดีแล้ว เวลาปฏิบัติก็ให้เป็นไปตามกิจ หรือหน้าที่นั้น

ปฏิบัติอย่างไร ?

ก็ปฏิบัติกำหนดรู้ทุกข์ ละสมุทัย ทำนิโรธให้แจ้ง ทำมรรคให้เกิดขึ้น ผู้ปฏิบัติเพื่อจะบรรลุอริยสัจ จะต้องทำไปตามกิจของอริยสัจและการปฏิบัติ จะต้องทำจำเพาะเจาะจงลงในกิจของอริยสัจนี้ จึงจะเป็นหนทางที่ถูก

ฉะนั้น จึงขอให้ท่านผู้ฟังได้โปรดทำความเข้าใจตามเหตุผลนี้เสียก่อน

0



#14 ผู้ใช้ออฟไลน์   เฉลิมศักดิ์ ไอคอน

  • ตอบ 6000+
  • PipPipPipPipPipPipPipPip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 6240
  • สมัคร: 26/01/2004

ตอบ: 02/04/2007 - 06:01

ตัณหา
http://abhidhamonlin...aphi/p8/026.htm

๒. กล่าวโดยอาการที่เป็นไป คือเมื่อมีความยินดีติดใจอยากได้ในอารมณ์ ๖ นั้นแล้วก็มีอาการที่เป็นไป ๓ อย่างที่เรียกว่า กามตัณหา ภวตัณหา และวิภวตัณหา มีอาการเป็นไปดังนี้

ก. กามตัณหา เป็นความยินดีติดใจในอารมณ์ ๖ ที่เกี่ยวกับกามคุณอารมณ์ ทั้ง ๕ แต่ไม่ประกอบด้วย สัสสตทิฏฐิ และอุจเฉททิฏฐิ

ข. ภวตัณหา เป็นความยินดีติดใจในอารมณ์ ๖ ที่ประกอบด้วยความเห็น ดังต่อไปนี้ อย่างใดอย่างหนึ่งด้วย คือ

(๑) ติดใจในกามภพ การได้เกิดเป็นมนุษย์ เป็นเทวดา

(๒) ติดใจในรูปภพ การได้เกิดเป็นรูปพรหม

(๓) ติดใจในอรูปภพ การได้เกิดเป็นอรูปพรหม

(๔) ติดใจในฌานสมาบัติ การได้รูปฌาน อรูปฌาน

(๕) ติดใจในตัวตน คือเห็นว่าสัตว์ทั้งหลายมีตัวตน และตัวตนนี้ไม่สูญหายไป ไหน ถึงจะตายก็ตายแต่ร่างกาย ตัวตนที่เป็นมนุษย์ก็จะไปเกิดเป็นมนุษย์อีก ตัวตนที่ เป็นสัตว์อย่างใด ก็จะไปเกิดเป็นสัตว์อย่างนั้นอีก ไม่มีการเปลี่ยนแปลง โดยเห็นว่า เที่ยงอันเป็นความเห็นผิดที่เรียกว่า สัสสตทิฏฐิ (ข้อ ข. นี้มีมาใน สุตตันตมหาวัคค อรรถกถา)

ค. วิภวตัณหา เป็นความยินดีติดใจในอารมณ์ ๖ ที่ประกอบด้วย อุจเฉททิฏฐิ คือ ติดใจในความเห็นที่ว่า สิ่งทั้งหลายในโลกนี้มีตัวมีตนอยู่ แต่ว่าตัวตนนั้นไม่ สามารถที่จะตั้งอยู่ได้ตลอดไป ย่อมต้องสูญต้องสิ้นไปทั้งหมด ตลอดจนการกระทำ ทั้งหลายทั้งปวง ไม่ว่าจะเป็นกรรมดีหรือกรรมชั่ว ก็สูญหายไปสิ้นเช่นเดียวกัน แม้ผู้ ที่มีความเห็นว่า พระนิพพานมีตัวมีตน แล้วปรารถนาพระนิพพานเช่นนั้น ความ ปรารถนาเช่นนี้ก็ได้ชื่อว่า วิภวตัณหา

รวมความในข้อ ๒ นี้ได้ว่า อาการที่เป็นไปในตัณหา ๓ ก็ได้แก่ พวกหนึ่ง มีอุจเฉททิฏฐิเห็นว่าสูญ พวกหนึ่งมีสัสสตทิฏฐิเห็นว่าเที่ยง ส่วนอีกพวกหนึ่งติดใจ อยากได้โดยไม่ได้คำนึงถึงว่าเป็นสิ่งที่สูญหรือเที่ยงแต่อย่างใด ๆ เลย

--------------------------------------------------------------

อ้างอิง
ความคิดเห็นที่ 7 : (ตัวนิด)

ทั้งสามตัว โลภะ โสะ โมหะ ปลักดันให้เกิด ความอยาก ได้ อยากมี ไม่อยากได้ ไม่อยากมี
โลภะ เกิดจากความ อยากได้อยากมี เอาเข้าตัวเอง ดึงสู่ตัวเอง หรือ ภวตัณหา

โทสะ เกิดจากการผลักออก ไม่ชอบสิ่งนั้นสิ่งนี้ หรือ ผลักไสไล่ส่ง เมาจากความไม่อยากได้ไม่อยากมี (วิภวตัณหา)

โมหะ คือ อยู่กลางๆ เฉย ไม่มีความรู้สึก เช่น สบาย เกิด การหลง(ไอ้ตัวเนี้ย ร้ายนัก ละเอียดมาก จับตัวได้ยาก หลงดี หลง ชั่ว ก็ไอ้นี่ละ) เกิดจากการวนเวียนอยู่ใน กามตัณหา  หอม สวย สบาย หล่อ อร่อย

อ้อ อันนี้เป็นฟามคิดหนูเอง ผิดถูกอย่างไร กรุณา สั่งสอนด้วย จักได้ เข้าใจได้มากขึ้น ค่ะ


อ้างอิง
ส่วนฟามคิดหนูตัวนิดนี่  ดูทะแม่ง ๆ  ไม่มี  องค์ธรรม เลย  ขออ่านให้หายงงก่อนนะ


ความคิดคุณตัวนิดที่สรุปว่า ตัณหาโดยอาการเป็นไป ๓ อย่าง คือ โลภะ โทสะ โมหะ

เป็นการสรุปที่ไม่ตรงกับองค์ธรรมครับ

ระวังนึกไปนึกมาจะกลายเป็นว่า ไม่มีตัวเราของเรา (ตัวกู ของกู) จนนำไปสู่ อุจเฉททิฏฐิ อันเป็น วิภวตัณหา นะครับ

อ้างอิง
อ้อ อันนี้เป็นฟามคิดหนูเอง ผิดถูกอย่างไร กรุณา สั่งสอนด้วย จักได้ เข้าใจได้มากขึ้น ค่ะ


จากคำสอนของ อุบาสิกาแนบ

http://larndham.net/...opic=19112&st=0

โดยเหตุผลที่ได้อธิบายมานี้ ผู้ทำวิปัสสนาจึงมีความจำเป็นที่สุด ที่จะต้องนำเอานามรูปที่เราเข้าใจผิดอยู่นั้นมาเป็นกรรมฐาน คือเอามาเป็นที่ตั้งรับรองการพิจารณา หรือการพิสูจน์ของปัญญา จนกว่าจะได้ความจริงในสิ่งที่ตนเข้าใจผิดนั้น จึงจะเป็นเหตุผลที่สอดคล้องต้องกัน เพราะเหตุว่าการเข้าใจถูกและเข้าใจผิดนั้น จะต้องมีวัตถุเป็นเครื่องรับรองความเข้าใจถูกและความเข้าใจผิด ไม่ใช่ว่าการเข้าใจถูกและการเข้าใจผิดนั้น จะเกิดขึ้นมาเองเฉย ๆ โดยไม่มีวัตถุรองรับความเข้าใจถูกและความเข้าใจผิดนั้น อยู่ ๆ ก็เกิดคิดผิดหรือคิดถูกขึ้นมาเองเฉย ๆ ก็ได้ ถ้ามีความเข้าใจดังนี้ ท่านผู้ฟังก็คงทราบแล้วว่าไม่ถูกเพราะเป็นความเข้าใจที่ไม่มีเหตุผล ซึ่งผิดจากพระพุทธภาษิตว่า “ ธรรมทั้งหลายย่อมมีเหตุเป็นแดนเกิด “ อาจจะเป็นความเข้าใจดังนี้ดอกกระมัง ดิฉันจึงเคยได้ยินว่า การละความยึดมั่นถือมั่นนั้น ไม่ต้องมีการศึกษาอะไร และไม่ต้องมีการปฏิบัติอย่างไร และไม่ต้องมีการพิจารณาอะไรทั้งนั้น เมื่อจะละความยึดมั่นถือมั่นปล่อยวางก็นึกละเอาเอง นึกวางเอาเองโดยไม่ต้องมีการทำอะไรทั้งหมด ก็ความเข้าใจดังนี้ขอให้ท่านพิจารณาดูว่าจะเป็นเหตุผลเป็นไปได้หรือ ถ้าหากความจริงจะเป็นไปได้เช่นนั้นแล้ว ในเวลาที่เราหิวข้าวเราก็ต้องไปหาข้างกิน เรานึกกินเอาเอง ความอิ่มก็เกิดขึ้นมาเองตามที่เราต้องการดังนั้นหรือ ก็คงเป็นไปไม่ได้แน่นอน เพราะตามธรรมดานั้นเมื่อกรรมคือการกระทำนั้นมี สิ่งที่ถูกกระทำนั้นก็ต้องมี กรรมจึงจะสำเร็จผล ก็ถ้าสิ่งที่ถูกกระทำไม่มี กรรมคือการกระทำนั้นก็ไม่มี เมื่อกรรมไม่มีแล้วความสำเร็จผลแห่งกรรมนั้น ก็ต้องมีไม่ได้อยู่เองเป็นธรรมดา
0



#15 ผู้ใช้ออฟไลน์   ธีรวังโส ไอคอน

  • ตอบ 100+
  • Pip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 154
  • สมัคร: 02/08/2006

ตอบ: 02/04/2007 - 07:39

สาธุ สาธุ สาธุ

กำลังอ่าน ศึกษา ตรึกตรอง นึกคิด

อนุโมทนาบุญทุกท่านเป้นอย่างยิ่งครับ
[color="Orange"][size="4"][b]บรรดาทางทั้งหลาย มรรคมีองค์แปด ประเสริฐที่สุด
บรรดาบททั้งหลาย บทสี่คืออริยสัจ ประเสริฐที่สุด
บรรดาธรรมทั้งหลายวิราคะ คือการปราศจากความกำหนัดยินดีประเสริฐสุด
บรรดาสัตว์สองเท้า พระตถาคตเจ้าผู้มีจักษุประเสริฐที่สุด

ไม่มีความสุขใดเสมอด้วยความสงบ ความสุขชนิดนี้สามารถหาได้ในตัวเรานี้เอง ตราบใดที่มนุษย์ยังวิ่งวุ่นแสวงหาความสุขจากที่อื่น เขาจะไม่พบความสุขที่แท้จริงเลย มนุษย์ได้สรรค์สร้างสิ่งต่างๆ ขึ้นไว้ เพื่อให้ตัวเองวิ่งตาม แต่ก็ตามไม่เคยทัน การแสวงหาความสุขโดยปล่อยใจ ให้ไหลเลื่อนไปตามอารมณ์ที่ปรารถนานั้น เป็นการลงทุนที่มีผลไม่คุ้มเหนื่อย เหมือนบุคคลลงทุนวิดน้ำในบึงใหญ่ เพื่อต้องการปลาเล็กๆเพียงตัวเดียว
มนุษย์ส่วนใหญ่มัววุ่นวายอยู่กับเรื่องกาม เรื่องกิน และเรื่องเกียรติ จนลืมนึกถึงสิ่งหนึ่ง ซึ่งสามารถให้ความสุขแก่ตนได้ทุกเวลา สิ่งนั้นคือ ดวงจิตที่ผ่องแผ้ว[/b][/size][/color]
0



#16 ผู้ใช้ออฟไลน์   ตัวนิด ไอคอน

  • ตอบไม่มาก
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 81
  • สมัคร: 17/07/2006

ตอบ: 02/04/2007 - 12:00

ค. วิภวตัณหา เป็นความยินดีติดใจในอารมณ์ ๖ ที่ประกอบด้วย อุจเฉททิฏฐิ คือ ติดใจในความเห็นที่ว่า สิ่งทั้งหลายในโลกนี้มีตัวมีตนอยู่ แต่ว่าตัวตนนั้นไม่ สามารถที่จะตั้งอยู่ได้ตลอดไป ย่อมต้องสูญต้องสิ้นไปทั้งหมด ตลอดจนการกระทำ ทั้งหลายทั้งปวง ไม่ว่าจะเป็นกรรมดีหรือกรรมชั่ว ก็สูญหายไปสิ้นเช่นเดียวกัน แม้ผู้ ที่มีความเห็นว่า พระนิพพานมีตัวมีตน แล้วปรารถนาพระนิพพานเช่นนั้น ความ ปรารถนาเช่นนี้ก็ได้ชื่อว่า วิภวตัณหา

ที่หนูรู้มา วิภวตัณหา คือความไม่อยากมีไม่อยากเป็น
ไม่อยากจน ไม่อยากโด่นด่า ไม่อยากโง่ ละเอียดๆๆๆ จน ไม่อยากเกิด อยากไปนิพพาน (อันหลังเป็น ภวตัณหา)

สังขาร ทั้งหลายไม่เที่ยง เป็นอนิจจัง (สังขารทั้งหลาย คือร่างกาย จิตใจ แลรูปธรรม นามธรรมทั้งหมดทั้งสิ้น มันเป็นทุกข์ทนยาก เกิดแล้วหายไป มีแล้วหายไป)

แต่ธรรมทั้งหลายไม่ใช่ตัวตน เป็นอนัตตา

ธรรมไม่ได้ เป็นอนิจจัง แต่ธรรมเป็นอนัตตา

หรือหนูเข้าใจผิดไป
0



#17 ผู้ใช้ออฟไลน์   เฉลิมศักดิ์ ไอคอน

  • ตอบ 6000+
  • PipPipPipPipPipPipPipPip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 6240
  • สมัคร: 26/01/2004

ตอบ: 02/04/2007 - 12:23

จากหนังสือ พุทธธรรม ฉบับเดิม หน้า ๑๕๖ ของท่านเจ้าคุณพระธรรมปิฏก
-------------------------------------------------
หลักปฏิจจสมุปบาท แสดงความจริงของธรรมชาติให้เห็นว่า สิ่งทั้ง
หลายมีลักษณะเป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ที่เรียกว่าไตรลักษณ์ เป็นไปตาม
กระบวนการแห่งเหตุปัจจัย ไม่มีปัญหาในเรื่องที่ว่า สิ่งทั้งหลายมีหรือไม่มีจริง
ยั่งยืนหรือขาดสูญ เป็นต้น แต่ผู้ไม่รู้ความหมายของหลักปฏิจจสมุปบาท มัก
เข้าใจไตรลักษณ์ผิดพลาด โดยเฉพาะหลักอนัตตานั้น มักได้ยินได้ฟังกันอย่าง
ผิวเผิน แล้วตีความเอาว่า อนัตตา หมายถึงไม่มีอะไร กลายเป็นนัตถิกวาท
อันเป็นมิจฉาทิฏฐิอย่างร้ายแรงไปเสีย


ความเห็นผิดสุดโต่ง ๒ สาย
http://larndham.net/...o.pl/011129.htm
-------------------------------------------------
อ้างอิง
สังขาร ทั้งหลายไม่เที่ยง เป็นอนิจจัง (สังขารทั้งหลาย คือร่างกาย จิตใจ แลรูปธรรม นามธรรมทั้งหมดทั้งสิ้น มันเป็นทุกข์ทนยาก เกิดแล้วหายไป มีแล้วหายไป)


จากพี่ดอกแก้ว

สังขาร ในพระไตรปิฎกมีความหมายหลายนัย คือ

http://www.thaimisc....gaew&topic=3418
-------------------------------------------------


อ้างอิง
หรือหนูเข้าใจผิดไป


คุณตัวนิดคงต้องศึกษาอีกมาก จากท่านผู้รู้อื่น ๆ อย่าศึกษาเพียงจาก อาจริยวาท หรือ อัตตโนมติ เพียงอย่างเดียว
0



#18 ผู้ใช้ออฟไลน์   ตัวนิด ไอคอน

  • ตอบไม่มาก
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 81
  • สมัคร: 17/07/2006

ตอบ: 02/04/2007 - 12:50

คี่ๆ สิ่งทั้งหลาย คือสังขารส(สังขาร คนละอันกับ สังขารใน ขันธ์ห้า สังขารในขันธ์ห้าเป็น subset )

แต่อนัตตาไม่ได้แปลว่า ไม่มีอะไร
แต่แปลว่าไม่ใช่ตัวไม่ใช่ตน ไม่ควรถือว่าเรา ว่าของเรา

ความว่าง คนละอย่างกับความว่างเปล่า
นอกจากนี้ ยังมีอีกพวกหนึ่งที่เห็นเลยเถิดไปอีกทางหนึ่งว่า ความไม่มีตัวตนก็คือ ไม่มีอะไรเลย ความไม่มีสัตว์ บุคคล ก็คือไม่มีผู้รับผล เมื่อไม่มีใครรับผล การกระทำใดๆก็ไม่มีผล ทำก็ไม่เป็นอันทำ ไม่มีความรับผิดชอบต่อกรรม หรือพูดง่ายๆว่ากรรมไม่มีนั่นเอง
บละ บละ บละ อีกพวกหนึ่ง ก็คงพวก ไม่มีตัวตนคือไม่มีอะไร
และพวกหนึ่งเห็นว่าหรือถือว่า ไม่มีอะไรเลย ไม่มีสภาวะที่จะกำหนดเอาเป็นหลักสาระได้ เรียกชื่อว่า นัตถิกทิฏฐิ หรือ นัตถิกวาท
จาก http://larndham.net/...o.pl/011129.htm

การกระทำมีอยู่ ผลของการกระทำก็มีอยู่ กรรมแปลว่าอะไร กรรมคือการกระทำ ไม่เคยปฏิเสธเลยว่าจะไม่ได้รับผลจากการกระทำ
สภาวะที่กำหนด ก็กำหนดรู้ แค่ปัจจุบันขณะ มะช่ายพวก เจริญ อรูปฌาณซักหน่อยที่เอาความว่างเปล่าเป็นอารมณ์ฌาณ พี่เหลิมก็ เอามาปนกันได้ คนละเรื่องกันแท้ๆ สงสัยกัว พวกสุญญตา ไปเกิดเป็นพรหม ฉิบหายจาก นิพพาน ปนกันมั่วไปหมด

จากที่พี่เคยอ้าง

ต่อครับ ( หลังจากนั้นท่านเจ้าคุณพระธรรมปิฏก ก็ได้อ้างอิง ความเห็นของพระพุทธโฆษาจารย์ จาก คัมภีร์วิสุทธิมรรค )
----------------------------------------------------------------------------------------------
ข้อความต่อไปนี้ จากคัมภีร์วิสุทธิมรรค อาจช่วยเสริมความที่กล่าวมาข้างต้นนี้ได้ จึงขอยกคำแปลมาแสดงไว้ ณ ที่นี้
“ ว่าโดยความจริงแท้ (สัจจะ) ในโลกนี้มีแต่นามและรูป (นามธรรมและรูปธรรม) ก็แล ในนามและรูปนั้น สัตว์หรือคน ก็หามีไม่ นามและรูปนี้ว่างเปล่า ถูก(ปัจจัย)ปรุงแต่งขึ้น เหมือนดังเครื่องยนต์ เป็นกองแห่งทุกข์ (สิ่งไม่คงตัว) เช่นกับหญ้าและฟืน”
ทุกข์นั่นแหละมีอยู่ แต่ผู้ทุกข์หามีไม่ , การกระทำมีอยู่ แต่ผู้ทำหามีไม่, นิพพานมีอยู่ แต่คนผู้นิพพานไม่มี, ทางก็มีอยู่ แต่ผู้เดินทางไม่มี”
“ผู้ทำกรรมก็ไม่มี ผู้เสวยผลก็ไม่มี มีแต่ธรรมทั้งหลายล้วนๆ เป็นไป (กระบวนธรรม), อย่างนี้นี่เป็นความเห็นที่ถูกต้อง เมื่อกรรมและวิบาก(ผลของกรรม) พร้อมทั้งเหตุ เป็นไปอยู่อย่างนี้ ต้น ปลาย ก็ไม่เป็นที่รู้ได้ เหมือนดั่งก่อนหรือหลังแห่งเมล็ดพืชกับต้นไม้เป็นต้น แม้ในอนาคต เมื่อสังสาระยังมีอยู่ก็ยังมองไม่เห็นการที่จะไม่เป็นไป (ของกรรมและวิบาก)”
พวกเดียรถีย์ ไม่รู้ความข้อนี้ จึงไม่เป็นอิสระ (อสยํวสี = ไม่มีอำนาจในตน หรือไม่เป็นตัวของตนเองต้องขึ้นต่อผู้อื่นด้วยการยึดถือผิด ) ยึดเอาสัตตสัญญา ( ความสำคัญหมายว่าเป็นสัตว์บุคคล) แล้ว มีความเห็นไปว่า เที่ยงแท้ยั่งยืน (เป็นสัสสตะ) บ้าง ว่าขาดสูญ( เป็นอุจเฉทะ) บ้าง พากันถือทิฏฐิ ๖๒ อย่าง ขัดแย้งกันและกัน , พวกเขาถูกมัดด้วยเครื่องพันธนาการคือทิฏฐิ ถูกกระแสตัณหา พัดพาไป , เมื่อล่องลอยไปตามกระแสตัณหา ก็พ้นจากทุกข์ไม่ได้ ส่วนภิกษุพุทธสาวก รู้กระจ่างที่ว่ามาอย่างนี้ ย่อมเข้าใจปรุโปร่ง(แทงตลอด) ถึงปัจจัยที่ลึกซึ้งละเอียดและว่าง”
“ กรรมไม่มีในวิบาก วิบากไม่มีในกรรม ทั้งสองว่างจากกันและกัน , แต่ปราศจากกรรม ผลก็ไม่มี เหมือนดังว่า ไฟมิใช่อยู่ในแสงแดด มิใช่อยู่ในแว่นแก้ว (อย่างเลนส์นูน) มิใช่อยู่ในมูลโคแห้ง (ที่ใช้เป็นเชื้อเพลิง) แต่ก็มิใช่อยู่ภายนอกจากวัตถุทั้งสามนั้น หากเกิดจากการประกอบพร้อมเข้าด้วยกัน ฉันใด , วิบากก็หาไม่ได้ที่ภายในกรรม แต่ภายนอกกรรมก็หาไม่ได้ ส่วนกรรมเล่าก็ไม่มีในวิบากนั้น กรรมว่างจากผล ผลก็ไม่มีในกรรม แต่ผลก็อาศัยกรรมนั่นแหละเกิดขึ้นจากกรรมนั้น ฉันนั้น แท้จริง ในกระบวนแห่งสาระนี้ เทพก็ตาม พรหมก็ตาม ผู้สร้างสังสาระ หามีไม่ มีแต่ธรรมทั้งหลายล้วนๆ เป็นไป ด้วยอาศัยการประชุมพร้อมแห่งเหตุเป็นปัจจัย “
“ ธรรมชาตินี้ มีเหตุ เกิดพรั่งพร้อมแล้วอย่างนี้ เป็นทุกข์ ไม่เที่ยง คลอนแคลน เป็นของชั่วคราวไม่ยั่งยืน , ธรรมทั้งหลาย ก็เกิดจากธรรมทั้งหลาย โดยเป็นเหตุกัน , ในกระบวนความเป็นไปนี้ จึงไม่มีทั้งตัวตน(อัตตา) ไม่มีทั้งตัวอื่น”
“ ธรรมทั้งหลายยังธรรมทั้งหลายให้เกิดขึ้น โดยความประกอบพร้อมแห่งเหตุเป็นปัจจัย , พระพุทธเจ้าทรงแสดงธรรมเพื่อความดับแห่งเหตุทั้งหลาย , เมื่อเหตุทั้งหลายระงับไป วงจร(วัฏฏะ)ขาด ก็ไม่หมุนต่อไป , ชีวิตประเสริฐ (พรหมจรรย์) ย่อมมีเพื่อการทำความจบสิ้นแห่งทุกข์อย่างนี้ , เมื่อหาตัวสัตว์ไม่ได้ จึงไม่มีทั้งขาดสูญ ไม่มีทั้งเที่ยงแท้ยั่งยืน ”

พี่ก็เคยอ้าง นี่นา

การลดทิฐิ จะกระทำได้เมื่อเห็นไตรลักษณ์ คลายความยึดมั่น ถือมั่น เมื่อไหร่เห็นเกิด ดับ ก็จะ ไม่เหลือ ตัวตน เมื่อไม่เหลือ ตัว ตน นั้นคือเข้าใจ อนัตตา
ไม่ได้คิดว่า ไม่มี ฉัน ไม่มี เธอ แต่ รู้ว่าไม่มีฉัน ไม่มีเธอ

พี่ยังเคยถามหนูเลย ไหนตัวนิด หรือลืมไปแล้ว
แต่ลิ้งมันพังไปแล้ว ช่างมันเถิด

การโพสต์นี้ได้ถูกแก้ไขโดย ตัวนิด: 02/04/2007 - 13:08

0



#19 ผู้ใช้ออฟไลน์   เฉลิมศักดิ์ ไอคอน

  • ตอบ 6000+
  • PipPipPipPipPipPipPipPip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 6240
  • สมัคร: 26/01/2004

ตอบ: 03/04/2007 - 06:16

ทิฏฐิวิสุทธิ โดยอุบาสิกาแนบ มหานีรานนท์
http://larndham.net/...opic=19112&st=0

วิปัสสนาภาวนาเป็นปัญญาที่รู้ได้ด้วยตนเองว่าได้รู้แล้วได้เห็นแล้ว

ต่อเมื่อใดได้เข้าทำการปฏิบัติจนได้เห็นนามและรูปโดยชัดเจนแล้วว่าไม่ใช่เราด้วยวิปัสสนาภาวนา คือนามรูปปริจเฉทญาณนั้นแล้ว จึงจะถ่ายถอนความยึดมั่นถือมั่นที่หมักดองอยู่ในจิตใจนั้นหรือในขณะที่เห็นที่ได้ยินนั้นได้ว่า ไม่ใช่เราเห็น หรือได้ยิน เป็นต้น และปัญญาอันนี้เป็นปัญญาที่ผู้ปฏิบัติจะรู้ด้วยตนเองว่า ตนได้รู้แล้ว เห็นแล้ว เพราะเป็นความรู้ที่ได้มาจากที่ตนได้ปฏิบัติให้เกิดขึ้นด้วยตนเองของตนเอง และคนอื่นก็ทำให้ไม่ได้แม้แต่พระพุทธองค์
ฉะนั้น ความรู้ที่ได้มาจากที่ตนได้เข้าไปพิสูจน์ด้วยตนเองนั้น ความรู้อันนี้แหละจึงจะถ่ายถอนความสำคัญผิดที่เห็นว่านามรูปนั้นเป็นตัวตนออกได้ ก็เพราะเหตุที่เข้าไปรู้ความจริงของนามรูปนั้นเอง และก็ขอให้เข้าใจไว้อีกข้อหนึ่งด้วยว่า การเห็นอนัตตานั้น คือเห็นนามเห็นรูปนั่นเอง

-------------------------------------------------------------

อ้างอิง
การลดทิฐิ จะกระทำได้เมื่อเห็นไตรลักษณ์ คลายความยึดมั่น ถือมั่น เมื่อไหร่เห็นเกิด ดับ ก็จะ ไม่เหลือ ตัวตน เมื่อไม่เหลือ ตัว ตน นั้นคือเข้าใจ อนัตตา
ไม่ได้คิดว่า ไม่มี ฉัน ไม่มี เธอ  แต่ รู้ว่าไม่มีฉัน ไม่มีเธอ


คุณตัวนิดครับ แต่วิปัสสนาเป็นผู้เห็นครับ

ไม่ใช่เรานึกปรุงแต่งขึ้นมาเองว่า ไม่มีตัวกู ของกู อะไรทำนองนี้ แล้วก็มานั่งปฏิเสธว่าไม่มีฉัน ไม่มีเธอ แต่ รู้ว่าไม่มีฉัน ไม่มีเธอ (วิปัสสนึก)
0



คำตอบต่อไป: damrong121 - มาฆะ - วสันต์ - Noppawan Pienvuthikul - GG -
  • (2 หน้า)
  • +
  • 1
  • 2
  • คุณไม่สามารถตั้งกระทู้ใหม่ได้
  • กระทู้นี้ถูกล็อค

1 ผู้ใช้กำลังอ่านกระทู้นี้
0 สมาชิก, 1 ผู้เยี่ยมชม, 0 ผู้ใช้ที่ไม่ระบุชื่อ