ลานธรรมเสวนา: สมเด็จกู้แผ่นดิน - ลานธรรมเสวนา

เข้าไปดูเนื้อหา

  • (2 หน้า)
  • +
  • 1
  • 2
  • คุณไม่สามารถตั้งกระทู้ใหม่ได้
  • กระทู้นี้ถูกล็อค

สมเด็จกู้แผ่นดิน ตำนานพระผู้กอบกู้แผ่นดินไทยจากอริราชศัตรู

#0 ผู้ใช้ออฟไลน์   พอแล้ว ไอคอน

  • ตอบ 1000+
  • PipPipPip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 1880
  • สมัคร: 18/10/2006

ตอบ: 10/11/2006 - 11:02

มาจากหนังสือ สมเด็จกู้แผ่นดิน โดยพระครูสังฆรักษ์ บุญส่ง อุปสโม

วัดทรงเมตตาวนาราม ต.บางเสร่ อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี

*********
เนื่องจากระบบรวนลบข้อความบางตอน เจ้าของกระทู้โพสต์ข้อความใหม่ตั้งแต่ความเห็นที่ 5 ค่ะ

การโพสต์นี้ได้ถูกแก้ไขโดย คนไกลวัด: 26/12/2006 - 02:37

คนเราล้วน ดิ้นรน เพื่อสิ่งที่ต้องทิ้ง

บางคนทำสิ่งที่ไม่เป็นแก่นสารสาระ ได้ไร้สาระที่สุด
แต่บางคนก็สามารถใช้สิ่งอันไร้แก่นสาร สาระนี้
ได้เป็นสาระเกิดประโยชน์สูงสุด คือได้ มรรค ผล นิพพาน

ธรรมะ หาได้ในกายยาววา หนาคืบ กว้างศอกนี้แล
0


  • (2 หน้า)
  • +
  • 1
  • 2
  • คุณไม่สามารถตั้งกระทู้ใหม่ได้
  • กระทู้นี้ถูกล็อค

การตอบอื่นๆต่อกระทู้นี้

คำตอบก่อนหน้า: พอแล้ว - บัวรัศมิ์ - พอแล้ว - อนันต์ - d-muvy - พอแล้ว - พอแล้ว - พอแล้ว -

#8 ผู้ใช้ออฟไลน์   พอแล้ว ไอคอน

  • ตอบ 1000+
  • PipPipPip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 1880
  • สมัคร: 18/10/2006

ตอบ: 23/12/2006 - 20:23

หากญาติโยมคนใดจะร่วมบริจาคปัจจัย ในการสร้างและพุทธาภิเษก พระผงและเสื้อยันต์นักรบ (ยันต์หลวงปู่ทวด) อาหารและปัจจัยอื่นๆ ก็ขอให้ส่งทางไปรษณีย์ ทางธนาณัติ หรือโอนเงินเข้าบัญชีธนาคารทหารไทยชื่อบัญชีวัดทรงเมตตาวนาราม บัญชีออมทรัพย์เลขที่ ๓๐๒-๒-๗๐๗๙๒-๒ สาขา สัตหีบ หรือทางธนาณัติ สั่งจ่ายพระอธิการชัยพร อนาภโย วัดทรงเมตตาวนาราม ๒๒๕ ม.๖ ต.บางเสร่ อ.สัตหีบ ชลบุรี ๒๐๒๕๐ หรือ ๐๑-๗๒๓๘๘๕๘,๐๑-๗๘๑๙๖๕๖ ได้ทุกวัน หรือจะเดินทางมาด้วยตัวเองก็ได้ ถ้าสนใจร่วมคณะเดินทางก็ติดต่อสอบถามได้ทุกวันเช่นกัน จึงขอฝากคำกลอน ที่ล้นเกล้าวีรกษัตริย์ไทยเราได้พระราชนิพรธ์ขึ้นดังนี้
ที่ท่านเชิญเราขึ้นครองราชย์ แล้วอารมณ์สุโขสโมสร
เราจะประศาสน์การพระนคร ให้ประชาชนนิกรสุขสราญ
ซึ่งท่านให้เจริญอิสริยศ เรามิอาจหาพจน์ตอบแทนท่าน ขอแค่ให้เสนาพฤฒาจารย์ สมัครสามานสามัคคี
อย่าเห็นแก่ตัวมัวพะวง ลุ่มหลงลาภยศไม่ควรที่
อย่าต่างคน ต่างแข่งแย่งกันดี อย่าให้ช่องไพรีที่มุ่งร้าย
แม้เราริษยากันและกัน ไม่ช้าพลันจะพากันฉิบหาย
ระวังการยุยงทำร้าย นั่นแหละเครื่องหมายทำลายสามัคคี
คณะใดศัตรูผู้ฉลาด หมายมาดทำลายให้เร่งรี่
ก็ยุแยกให้แตกสามัคคี เช่นเรื่องของ กษัตริย์ลิจฉวีวงศ์โบราณ
พราหมณ์ผู้เดียวรับใช้ไปยุแหย่ สาระแนยุญาติให้แตกฉาน
จนเวลาศัตรูจู่ไปราน มัวเกี่ยงกันเสียการเสียนคร
ฉะนั้นไซร้ขอไทยจงร่วมรัก จงร่วมสมัครสโมสร
เอาไว้เผื่อเมื่อมีไพรีรอน จะได้สู้ต่อกรด้วยเต็มแรง

ไทยรวมกำลังตั้งมั่น จะสามารถป้องกันขันแข็ง
ถึงแม้ว่าศัตรูผู้มีแรง มายุแย่งก็จะปราศไป
ขอแต่เพียงให้เราอย่าผลาญญาติ ร่วมชาติ ร่วมจิต เป็นช่อใหญ่
ไทยอย่ามุ่งร้ายทำร้ายลายไทย จงพร้อมใจพร้อมกำลังระวังเมือง
ให้นานาภาษาเขานิยม ชมเกียรติยศ ฟูเฟื่อง
ช่วยกันบำรุงความรุ่งเรือง ให้ชื่อไทยกระเดื่องทั่วโลกา
ช่วยกันเต็มใจใฝ่ผดุง บำรุงทั้งชาติ ศาสนา
ให้อยู่จนสิ้น ดินฟ้า วัฒนาเถิดไทย ไชโย
พระราชนิพนธ์ ในล้นเกล้า รัชกาลที่๖
คนเราล้วน ดิ้นรน เพื่อสิ่งที่ต้องทิ้ง

บางคนทำสิ่งที่ไม่เป็นแก่นสารสาระ ได้ไร้สาระที่สุด
แต่บางคนก็สามารถใช้สิ่งอันไร้แก่นสาร สาระนี้
ได้เป็นสาระเกิดประโยชน์สูงสุด คือได้ มรรค ผล นิพพาน

ธรรมะ หาได้ในกายยาววา หนาคืบ กว้างศอกนี้แล
0



#9 ผู้ใช้ออฟไลน์   พอแล้ว ไอคอน

  • ตอบ 1000+
  • PipPipPip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 1880
  • สมัคร: 18/10/2006

ตอบ: 23/12/2006 - 20:26

บทที่ ๒
ทำได้ยาก ยิ่งมากผล

หลังทำวัตรเช้า เจริญภาวนาแล้วอ่านตำรา ใกล้เพลมีหลายคน มาทำบุญเลี้ยงเพล ได้ให้โอวาทไปว่า การให้ทานทำให้รวย การรักษาศีลทำให้สวยมีเสน่ห์ น่ารักน่าภิรมย์รักใคร่ การเจริญภาวนาชำระจิตใจ ให้ผ่องใสปราศจากความกำหนัดรักใคร่ ความโกรธแค้นความอาฆาต การไม่หลงนึกคิดในทางที่ชั่วที่เลว ทำให้เกิดความสุขความสงบความเย็น ความจำดี ความคิดดี ปัญญาดี ทำให้หลุดโลก พ้นโลก พ้นความทุกข์ทั้งปวง
การให้ทานจะต้องถึงพร้อม ด้วยความศรัทธา ความเคารพ ความเลื่อมใส ให้ด้วยจิตอนุเคราะห์ เอ็นดูสงสารเมตตา ให้ตามกาล ตามเวลา ที่เราสบายใจ เราไม่มีความเครียด ความทุกข์ความหม่นหมอง ในวันเวลาที่เราสบายใจ ภูมิใจ อิ่มใจ ให้ด้วยปัจจัยอันบริสุทธิ์ ไม่ไปลักขโมยของใครมา ไม่ไปฉ้อโกงใครมาทำบุญ การให้ข้าวให้น้ำให้ขนมนมเนยอาหารชื่อว่าให้กำลังให้สุขภาพ แข็งแรง เกิดมาไม่อดอยากขาดแคลนอาหาร การให้เสื้อผ้าไตรจีวร ทำให้เกิดมามีผิวพรรณงดงามไม่มีโรคผิวหนัง ไม่ขาดแคลนความอบอุ่น จากสามีภรรยา ลูกเมียไม่ขาดแคลนเครื่องนุ่งห่ม เครื่องแต่งตัวอันสวยงาม
ให้ยารักษาโรคเกิดมาไม่มีโรคภัยไข้เจ็บเบียดเบียน สุขภาพร่างกายแข็งแรงสมบูรณ์ มีพละกำลังเข้มแข็ง
การให้ร่มให้กลดเกิดมามีแต่ความร่มเย็นเป็นสุขไม่เกิดในบ้านเมืองที่แห้งแล้งทุกข์ยากอดอยากขาดแคลน
การให้ยานพาหนะ เกิดมาทำอะไรนึกคิดอะไร จะสำเร็จได้ดั่งใจอย่างรวดเร็วไปไหนๆอย่างไม่ติดขัดการเดินทางจะปลอดภัยตลอด
การให้ดอกไม้ของหอม เกิดมาผิวพรรณสวยมีเสน่ห์ มีกลิ่นตัวราศี น่ารักน่าหลง บุคลิกดีสวยงามสมส่วน
การให้ไฟฟ้า แสงสว่าง เทียน ธูป เกิดมาดวงตาสวยมีเสน่ห์ ใครเห็นใครใครรักใครชม ใครเอ็นดู ใครหลงใหลดื่มด่ำ
การให้ที่พักพิงอาศัย ย่อมได้ทุกสิ่งทุกอย่างที่ปรารถนาที่ต้องการอยากมีอยากได้ครอบครัวที่อบอุ่นเป็นที่อิงอาศัยได้อย่างปลอดภัยอบอุ่นใจได้ตลอดไป
การให้เงินทองทรัพย์สมบัติ เกิดมาร่ำรวยเงินทอง ทรัพย์สมบัติ ข้าทาสบริวารเครื่องประดับตกแต่งลูบไล้ของหอมเครื่องแต่งตัว เกิดมาในกองเงินกองทอง พ่อแม่เป็นเศรษฐี มหาเศรษฐี ให้ด้วยของดีของประณีตของเลิศของประเสริฐเราก็จะได้แต่ของดีของเลิศ ของประเสริฐ ของมือหนึ่งไม่มีสอง ได้สามีภรรยาหนึ่งไม่มีสอง ได้อะไรหนึ่งตลอด ได้รางวัลที่ ๑ ได้ชนะเลิศที่ ๑ ได้รวยอันดับหนึ่ง ได้เป็นใหญ่คนที่ ๑ ให้ของ เช่นไรก็ได้เช่นนั้น ให้ของกลาง ๆ ก็ได้กลาง ๆ ให้ของเลวก็ได้ของเลว ให้ของเหลือเดนก็ได้ของเหลือเดน
คนเราล้วน ดิ้นรน เพื่อสิ่งที่ต้องทิ้ง

บางคนทำสิ่งที่ไม่เป็นแก่นสารสาระ ได้ไร้สาระที่สุด
แต่บางคนก็สามารถใช้สิ่งอันไร้แก่นสาร สาระนี้
ได้เป็นสาระเกิดประโยชน์สูงสุด คือได้ มรรค ผล นิพพาน

ธรรมะ หาได้ในกายยาววา หนาคืบ กว้างศอกนี้แล
0



#10 ผู้ใช้ออฟไลน์   พอแล้ว ไอคอน

  • ตอบ 1000+
  • PipPipPip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 1880
  • สมัคร: 18/10/2006

ตอบ: 23/12/2006 - 20:29

ดังตัวอย่างการถวายทานของนางอุมมาทันตี
ในสมัยพุทธกาลพระพุทธองค์ได้เคยเล่าประวัตินางอุมมาทันตีให้ฟังว่า....
นางเกิดในตระกูลเศรษฐีมหาเศรษฐีใหญ่ ในเมือง สาวัตถี เมื่อนางเจริญเติบโตเป็นสาว ก็เป็นสาวที่งามเป็นเลิศในเมืองสาวัตถี ได้รับการบำรุงเลี้ยงดูเป็นอย่างเลิศจากมหาเศรษฐีผู้บิดา พออายุพอจะมีสามีได้ท่านเศรษฐีเมืองอื่น ๆ ก็มาสู่ขอจะให้แต่งงานกับบุตรชายของตน แต่เศรษฐีผู้บิดาคิดว่า อุมมาทันตีธิดาของตนไม่เหมาะกับใครเท่ากับพระราชาเจ้าเมืองเท่านั้น จึงได้ให้พราหมณ์ในบ้านของตนเข้าไปเสนอให้เป็นมเหสีของเจ้าเมืองสาวัตถี เจ้าเมืองสาวัตถีจึงได้แต่งตั้งพราหมณ์ปุโรหิต ให้ไปดูลักษณะนางแก้ว ในเรือนเศรษฐีเสียก่อน หากสวยงามพร้อมลักษณะราศีสมบูรณ์ดีจึงจะให้เข้าวังอภิเษกสมรส
เมื่อได้เวลานัดแนะ เศรษฐีผู้บิดานางอุมมาทันตี จึงให้ตกแต่งธิดาของตน ด้วยเครื่องตกแต่งลดามหาปราสาท อันสมบูรณ์ด้วยของมีค่า มีราคามหาศาลถึง ๑๘ โกฏิ เหมือนของนางวิสาขามหาอุบาสิกา พอพราหมณ์ของเจ้าเมืองสาวัตถี ขึ้นเรือนก็ได้การต้อนรับจากนางอุมมาทันตีที่ตกแต่งด้วยเครื่องประดับลดามหาปราสาท จนทำให้พราหมณ์ ปุโรหิตเกิดหลง งงงวย ในเสน่ห์ความสวย ความงาม แห่งนางอุมมาทันตี จนทำให้ขาดสติจากความควบคุมตัวเอง พอนางประเคนน้ำดื่ม หมากพลูก็รับผิดรับถูก จับไม้จับมือ จับโน่นจับนี่ เหมือนคนบ้าไม่มีสติ ขาดกิริยาอันสมควรจะสำรวมระวัง ของความเป็นผู้ดี เป็นผู้หลักผู้ใหญ่ ที่พระราชาตกแต่งมาทั้งหมด
นางอุมมาทันตี ตบะแตกถึงกับไล่พราหมณ์ปุโรหิตให้ออกจากบ้านไปเหมือนไม่ใช่ราชฑูตของพระราชา พอราชทูต ได้สติกลับคืนมา ก็เกิดความโกรธแค้น อาฆาต พยาบาท ในนางอุมมาทันตี ที่ได้ไล่พวกเขาเหมือนหมู หมา กา ไก่ เช่นนี้ จึงรวมหัวกันไปรายงานเจ้าเมืองสาวัตถีว่า ...
นางสาวอุมมาทันตี มิใช่ลักษณะนางแก้วเหมาะสมกับพระองค์ นางอุมมาทันตีมีลักษณะหญิงกาลกิณี ๕๔ ใครได้เป็นภรรยาจะตกอับบรรลัยพินาศ ไม่ดี ถึงตายเสื่อมทรัพย์ ตระกูลจะฉิบหาย เจ้าเมืองสาวัตถี ได้ยินเช่นนี้ก็ไม่ยินดีที่จะอภิเษกด้วย ท่านเศรษฐีผู้บิดาเมื่อได้ทราบข่าวว่าราชทูตได้กราบทูลรายงานเช่นนั้น ก็เสียใจมาก เจ็บใจ จึงได้ติดต่อให้มหาอำมาตย์ปุโรหิต อันดับรองจากพระราชามาดูตัวนางอุมมาทันตีแทน พอได้เห็นความจริงไม่ตรงกับที่อำมาตย์ราชทูตรายงานพระราชาถึงกับหลงใหลในความสวยงามลักษณะ ราศีดียิ่งนัก ก็เพราะนางอุมมาทันตีเธอมีความมากด้วย ชาติสมบัติ สกุลสมบัติ อิสริยศสมบัติ บริวารสมบัติ ลาภหรือทรัพย์สมบัติ ยศอำนาจสมบัติ ความยกย่องสรรเสริญสมบัติ ความสุขสมบัติ ความเป็นสาวสมบัติ ความไม่มีโรคสมบัติ ความเป็นอยู่ที่สะดวกสบาย ทุกอย่างเป็นสมบัติที่ติดตัวเธอมาพร้อมนางอุมมาทันตี ยังผูกพัน ให้ชายหลงใหล ด้วยอาการ ๘ อย่าง คือ
นางมีรูปงามเป็นเลิศ
นางมีอาการยิ้มหัวเป็นเลิศ
นางเจรจาปราศรัยด้วยความไพเราะดีเลิศ
นางยังขับร้องได้ไพเราะดีเลิศ
นางร้องไห้ก็ทำให้ชายสงสารได้ดีเลิศ
นางมีมารยาทดีเป็นเลิศ
หากนางได้ให้ของอันเป็นที่รักแก่ใครก็ให้ของดีเลิศ
หากใครได้รับการสัมผัสต้องกายนางแล้วจะติดใจดีเลิศ
มหาอำมาตย์ปุโรหิตเอกแห่งเมืองสาวัตถี ดูลักษณะแห่งหญิงอันเป็นอุดมมงคลนารีเป็นเพราะเห็นนางอุมมาทันตีว่า เธอมีเต้านมดังดอกบัว หัวนมเล็ก หน้าอกเต็ม นมงอน ผิวเนื้อละเอียด ข้อเท้าเล็ก สะเอวน้อยเล็กหน้าอิ่มเต็ม ยิ้มเสมอ จมูก ดุจปั้น เมื่อพิศดูมองดูวิไลลักษณ์ ยิ่งพิศยิ่งงาม งามพิศ หัวนมชัด หญิงใดมีลักษณะดังกล่าว บุรุษสมาคมจักเกษมศานต์ ดุจได้ดวงแก้วมณี จินดามาไว้ อันลักษณะหญิงสามาลย์นั้นท่านว่ามีเป็นอันมาก แต่หญิงลักษณะวิไลเลิศนั้นมีน้อย และหญิงดีงามป้องกันอัปมงคล แม้จะมีนรลักษณ์ไม่ดีมาอยู่ด้วย ก็อาจกลั่นกรองอันตรายได้เป็นอันมาก
สตรีกาลกิณีชายใดใครได้ไว้จะนำมาซึ่งอัปมงคลไม่ดีเลย ๒๖ ประการ เช่น มีหน้าผากแข็ง มีขนมีหนวดที่ริมฝีปาก มีขนที่หน้าแข้ง มีขนรักแร้ดำและหยาบ มีสีจัดที่หน้าผม เป็นหลุมที่ไหล่ เป็นหลุมร้ายที่แก้ม ( มีลักยิ้ม ) เป็นถล่มพังที่สะโพก ฟันไม่เรียบไม่สะอาด นุ่งผ้าใต้สะดือ ตามสีข้างผิวเนื้อหยาบกระด้าง เอวเป็นหนาม แข้งใหญ่ ตีนใหญ่เดินนิ้วก้อยกระเดิดไม่ถึงดิน เชิดสูงอยู่ เดินย้ายหัวสั่นหัว หัวโคลงไปโคลงมา เดินย้ายสะโพกดุจหมู และม้า นิ้วตีนพิการตีนเก ผิวเนื้อหยาบกระด้าง นิ้วตีนห่าง กลิ่นตัวดุจแร้ง กลิ่นตัวดุจกา กลิ่นตัวดุจดังหมู และหมา กลิ่นตัวดุจน้ำคาวปลา และน้ำคร่ำ กลิ่นกายเหม็นดุจ หมูเน่า ปลาเน่า
หากได้หญิงเช่นนี้แต่งงาน จะพลันเสียตบะเดชะ ถอยทรัพย์ จะพลัดพรากจากความสุข จักมีทุกข์ทุกเมื่อ จะข่มขี่ให้ร้ายอยู่ในอำนาจ คิดเอาใจออกห่าง ใฝ่ใจชายอื่นเล่นชู้ผลาญทรัพย์สมบัติให้ชายพินาศเพราะเล่นชู้ มักตายจากกันก่อนเสมอ
มหาอำมาตย์เมื่อได้เห็นลักษณะของนางอุมมาทันตีจึงได้ขอแต่งงานด้วย จนมีความสุขด้วยกัน
วันหนึ่งเป็นวันงานประจำปี พระราชาเจ้าเมืองสาวัตถี บอกมหาอำมาตย์ให้จัดการบ้านเมืองให้ดูดี ตนจะนั่งหลังช้างออกชมบ้านชมเมืองไปตามถนนใหญ่ทุกสาย อำมาตย์เอกก็ได้จัดการให้มีการตกแต่งบ้านเมืองทุกหลังและได้บอกอุมมาทันตีว่า วันอาทิตย์นี้เจ้าเมืองจะออกชมบ้านชมเมืองและจะต้องผ่านบ้านเราซึ่งติดถนนใหญ่ เธอก็อย่าตกแต่งกายให้งามนักและอย่าโผล่หน้าต่างมองเจ้าเมือง อย่าให้เจ้าเมืองเห็นเธอเป็นอันขาด นางอุมมาทันตี จึงได้ถามว่าเพราะเหตุอะไรถ้าเห็นแล้วจะเป็นอย่างไร ?
มหาอำมาตย์จึงบอกความจริงแก่นางอุมมาทันตีว่า ตอนที่ราชทูตมาดูตัวเธอได้กลับไปกราบทูลกับพระราชาว่าเธอมีลักษณะของหญิงกาลกิณีไม่งาม ไม่เหมาะสมกับพระราชา หากพระราชาได้มาเห็นตัวจริงของนางเข้าจะเกิดความรักใคร่ หลงใหล ในความสวยงามของเธอ แล้วเธอก็จะต้องเดือดร้อน และต้องตกเป็นมเหสี ของเจ้าเมืองเป็นแน่แท้ ฉันไม่อยากจะเสียเธอไป ในใจนั้นนางอุมมาทันตี เธอก็แค้นเจ้าเมืองมานานแล้ว คิดจะล้างแค้นให้สาสมใจเธอมานานแล้ว อำมาตย์สามีเธอก็ไม่รู้ความในใจว่าเธอโกรธแค้นเจ้าเมือง ดังโบราณว่า ช้างสาร งูเห่า ข้าเก่า เมียรัก อย่าได้ไว้ใจเลย สตรีหากจะรู้เรื่องนอกใจสามี ให้สังเกตว่า เธอมักจะไปเที่ยวสวนเนือง ๆ ไปเที่ยวป่าไม้เนือง ๆ ไปเที่ยวท่าน้ำเนือง ๆ ไปเที่ยวหาวงศ์ญาติเนือง ๆ ไปเที่ยวบ้านผู้อื่นเนือง ๆ ไปเที่ยวหาเครื่องแต่งตัวเนือง ๆ ไปเที่ยวดื่มเหล้าเนือง ๆ เที่ยวมองเฝ้ามองตามประตูเนือง ๆ ชอบยืนตรงปากประตูบ้านเนือง ๆ ทั้งหมดกำลังคิดนอกใจสามีใหญ่แล
พอพระราชาเสด็จชมบ้านชมเมืองมาถึงบ้านมหาอำมาตย์นางอุมมาทันตีเธอก็มองมาทางหน้าต่างแล้วเธอก็แสดงตนให้พระราชาได้เห็นเธอโปรยยิ้มอันอ่อนหวานให้แก่พระราชา พระราชาก็ทรงหลงใหล เสน่หา งมงาย ตามืดบอดด้วยความกำหนัดรักใคร่ในตัวนางอุมมาทันตีเหมือนคนเป็นบ้า สิ้นสติ อยากได้เธอมาเป็นมเหสี พอได้สติเธอก็เข้าบ้านไปเสียแล้ว พระราชา ก็ไม่มีอารมณ์ที่จะทรงสนุกสนานกับการเสด็จชมบ้านชมเมืองต่อไป เสด็จกลับวังแล้วก็นอนป่วยด้วยความตรอมใจเพราะคิดถึงนางอุมมาทันตี จนลืมมเหสี สนมเอกในวังทั้งหมด พระราชาได้ถามมหาอำมาตย์ที่ติดตาม ก็ได้ทรงทราบว่านางอุมมาทันตีเป็นภรรยาของมหาอำมาตย์นั่นเอง
พอมหาอำมาตย์แม้จะกราบทูลยกให้แก่พระราชา ก็ทรงเขินอายที่จะเอาเมียของมหาอำมาตย์มาเป็นเมียของตนเอง จนพวกเหล่าเสนาอำมาตย์ต้องวางแผนกันกราบทูลแก่พระราชาว่าแม้แต่รุกขเทวดานางไม้ในป่า ก็รู้ว่าพระราชาคิดจะเอาภรรยาของมหาอำมาตย์มาเป็นมเหสีของตัวเอง จึงทำให้พระราชาเกิดขันติยมานะ ตัดใจคลายความรักความใคร่ในตัวนางอุมมาทันตี เห็นโทษแห่งกาม แล้วกลับมาบริหารบ้านเมืองตามปกติ ด้วยทศพิทราชธรรม ความละอายเกรงกลัวต่อบาปกรรม
พระพุทธองค์ได้ทรงเล่าเรื่องนางอุมมาทันตี ที่มีความสวยงามเป็นเลิศจนทุกคนหลงใหล ใครเห็นใครรัก ใครเห็นใครหลง งมงาย ดื่มด่ำมัวเมาในตัวของนางอุมมาทันตี เพราะบุญที่เธอกระทำไว้ดีแล้วในชาติปางก่อน ซึ่งพระพุทธองค์ทรงย้อนถึงอดีตชาติให้ชาวพุทธอย่างเราได้ทราบว่า ในอดีตชาตินางอุมมาทันตีเกิดในตระกูลที่ยากจนไม่มีทรัพย์ ไม่มีสมบัติใดๆ ไม่มีเครื่องแต่งกายที่สวยงามเหมือนคนรวยทั้งหลาย จนเธอเจริญเติบโตขึ้น
คนเราล้วน ดิ้นรน เพื่อสิ่งที่ต้องทิ้ง

บางคนทำสิ่งที่ไม่เป็นแก่นสารสาระ ได้ไร้สาระที่สุด
แต่บางคนก็สามารถใช้สิ่งอันไร้แก่นสาร สาระนี้
ได้เป็นสาระเกิดประโยชน์สูงสุด คือได้ มรรค ผล นิพพาน

ธรรมะ หาได้ในกายยาววา หนาคืบ กว้างศอกนี้แล
0



#11 ผู้ใช้ออฟไลน์   พอแล้ว ไอคอน

  • ตอบ 1000+
  • PipPipPip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 1880
  • สมัคร: 18/10/2006

ตอบ: 23/12/2006 - 20:31

เมื่อถึงงานวันนักขัตฤกษ์ประจำปีของเมืองสตรีวัยสาวที่อยู่ในเมืองต่างพากันแต่งตัวสวยงามเพื่อจะได้ให้หนุ่ม ๆ มาคล้องคอขอแต่งงานด้วย เมื่อไม่มีเสื้อผ้าเครื่องแต่งกายสวย ๆ งาม ๆ โดยเฉพาะชุดสีแดงของชาวอินเดียจะเป็นชุดที่สวยงามมาก เธอจึงขอต่อบิดามารดาให้เธอมีเงินไปซื้อผ้าส่าหรี สีแดงบ้าง พ่อแม่เธอก็บอกว่าไม่มีทรัพย์พอที่จะซื้อได้ เธอจึงขออนุญาติบิดามารดาไปทำงานรับจ้าง หาเงินมาซื้อผ้าสวย ๆ ซึ่งบิดามารดาเธอก็ตามใจ
เธอจึงไปทำงานที่บ้านเศรษฐีใหญ่ เศรษฐีก็ถามว่าจะเอาค่าแรงเท่าไหร่ เธอก็บอกว่าเธอปรารถนาจะได้ผ้าส่าหรี สวย ๆ สีแดง มาแต่งตัวไปเที่ยวในงานนักขัตฤกษ์ เศรษฐีจึงบอกว่าเธอต้องทำงานถึง ๓ ปี ถึงจะได้ผ้าชนิดนั้น เธอก็เต็มใจที่จะทำงาน เธอได้ทำงานอยู่ในบ้านของเศรษฐีอย่างขยันขันแข็ง ด้วยความตั้งใจแน่วแน่และอดทน ซื่อสัตย์ เข้มแข็ง เด็ดเดี่ยว มั่นคงเต็มใจทั้งกลางวันและกลางคืน อย่างไม่เห็นแก่เหน็ดเหนื่อย จนงานทุกอย่างที่เศรษฐีบอกให้ทำสำเร็จลุล่วงไปด้วยดี และรวดเร็ว ซึ่งไม่มีใครทำได้ดีเลิศเท่านางอุมมาทันตี จนเป็นที่รักของภรรยาของเศรษฐี ยิ่งนัก
เมื่อครบกำหนด จึงได้ให้ผ้าส่าหรีอย่างดี ๒ ผืน พร้อมทั้งเงินทองอาหาร อย่างอื่นเป็นทุนให้นางอุมมาทันตี เมื่อเธอเดินทางกลับบ้านด้วยความเบิกบานสดชื่นแจ่มใสจนได้มาถึงกลางป่า ได้พบลำธารแห่งหนึ่ง ซึ่งมีพระปัจเจกพุทธเจ้าซึ่งกำลังสรงน้ำอยู่ และได้ถอดผ้าจีวรไว้บนฝั่งแต่ก็ถูกขโมยตัวดีมาขโมยผ้าไปเสีย เมื่อหาผ้าไม่เจอก็ได้เอาใบไม้มาปกคลุมร่างกาย หวังว่าจะไปหาผ้าบังสุกุลที่กองขยะมาทำเครื่องนุ่งห่ม พอดีกับที่นางอุมมาทันตีมาพบเข้า ได้เห็นสมณะไม่มีจีวรนุ่งห่มก็เกิดความสงสาร จึงคิดจะทำบุญสงเคราะห์ให้สมณะให้ได้มีผ้าจีวรเครื่องนุ่งห่ม ทั้ง ๆ ที่ความจริงนางต้องทำงานอยู่ถึง ๓ ปี กว่าที่จะได้ผ้ามา นางได้คิดว่า เพราะเราไม่ได้ทำบุญไว้ดีแล้วในชาติก่อนชาตินี้เราจึงได้มีชีวิตที่ขาดแคลนเช่นนี้ และผ้าใหม่นี้นางใช้ได้ไม่กี่ปีผ้าก็จะขาดผุพังไปในที่สุด หากนางได้ทำบุญในพระศาสนานางเกิดมาก็จะได้เป็นเศรษฐีมีทรัพย์ สมบัติมากมาย ร่ำรวยอาหารเสื้อผ้า เครื่องนุ่งห่ม ที่อยู่อาศัย ยารักษาโรค ทุกอย่างเพียบพร้อมอุดมสมบูรณ์ดีกว่า มีเสื้อผ้าเพียงชาตินี้ก็แค่ ๒ ผืนจึงได้ตั้งใจถวายผ้าทั้งสองผืนแก่พระปัจเจกพุทธเจ้า
พระปัจเจกพุทธเจ้าทรงให้พรว่า .....
ห้วงน้ำที่เต็มด้วยน้ำ ย่อมไหลไปสู่สมุทรสาครให้เต็มฉันใด ทานที่ท่านให้แล้วในโลกนี้ย่อมสำเร็จแก่ผู้ที่ล่วงลับไปแล้วฉันนั้น ขอสิ่งที่ท่านมุ่งมาดปรารถนาตั้งไว้จงสำเร็จโดยพลันทันที ความดำริทั้งปวงของท่านจงเต็มบริบูรณ์เหมือนดวงจันทร์ในวันเพ็ญขึ้น ๑๕ ค่ำและเหมือนแก้วมณีโชติอันให้สำเร็จประโยชน์ทั้งปวงฉันนั้น
ขอความเสนียดจัญไรทั้งหลายจงผ่านพ้นท่านไป ขอโรคทั้งปวงของท่านจงพินาศหายไป ขออันตรายอย่าได้มีแก่ท่าน ขอท่านจงมีความสุขมีอายุยืนนาน พรทั้งสี่ประการคือ อายุ วรรณะ สุขะ พละ ย่อมเจริญแก่ผู้มีปกติกราบไหว้และเคารพต่อผู้ใหญ่เป็นนิจ
นางอุมมาทันตีก็ได้ตั้งความปรารถนา ขอให้นางได้เกิดมาเป็นคนสวยที่สุด ใครเห็นใครรัก ใครเห็นใครหลงใหล งงงวยด้วยความเสน่หา ร่ำรวยไม่อดอยากขาดแคลนทรัพย์สมบัติใด ๆ ทุกอย่าง และหลังจากนางได้ถวายผ้าแก่พระปัจเจกพุทธเจ้าแล้ว นางก็ได้กลับบ้านทำงาน มีครอบครัวอยู่อย่างผาสุก ตราบสิ้นอายุขัย จนได้กลับชาติมาเกิดเป็นนางอุมมาทันตีในชาติปัจจุบันนี้ เป็นคนสวย รวยเสน่ห์ ใครเห็นใครรัก ใครเห็นใครหลง งงงวย ดังคำที่นางปรารถนาไว้ในชาติปางก่อน ก็เพราะนางได้ถวายของที่เป็นเลิศ วิเศษ สวยงามอันได้มาโดยยากซึ่งเป็นการสละที่สละได้โดยยาก แต่นางก็สละได้ บุญจึงได้ของดี ของที่เป็นเลิศ ของที่วิเศษ ตามที่ตั้งใจไว้
บุญอันดีอันวิเศษปกติจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อ ผู้รับบริสุทธิ์ ผู้ให้บริสุทธิ์ ผู้ให้ศรัทธา เคารพเลื่อมใสให้ด้วยความอนุเคราะห์เมตตาสงสาร ให้ในกาลเวลาที่เหมาะสม ให้ด้วยของอันได้มาอย่างบริสุทธิ์อย่างที่นางอุมมาทันตีได้มาอย่างบริสุทธิ์ แล้ว ดังนี้แล ในสมัยพุทธกาลนางอุมมาทันตีก็คือ พระนางอุบลวัณณาเถรี มหาอำมาตย์ก็คือพระสารีบุตร อำมาตย์สารถี คือ พระอานนท์ ส่วนพระราชา คือ ตถาคตนั้นเอง
จึงขอสรุป สตรีงาม นางแก้ว หญิงกัลยาณี
มิได้สูงนัก มิได้เตี้ยนัก มิได้อ้วนนัก มิได้ผอมนัก มิได้ขาวนัก มิได้ดำนัก
นางแก้วจักต้องมีปกติดังนี้ เมื่อสามีมาลุกต้อนรับฉับพลัน สามีนั่งก็คอยอยู่รับใช้ ทำการงานใด ๆ ขออนุญาตก่อน ประพฤติให้พึงพอใจสามี กล่าวถ้อยคำอันหวานน่ารัก มิได้คิดนอกใจสามี
สตรีใดรูปงาม มีทรัพย์ มีศีล ขยัน มีบุตรที่ดีไว้สืบสกุล ย่อมเป็นที่ชอบใจ ของบุรุษ ทุกคนและเป็นกำลังของสตรีที่จะฉุดสามีให้อยู่ในอำนาจได้
ธรรมดาของหญิงเธอย่อมต้องการบุรุษ ใฝ่ใจในเครื่องแต่งตัว มั่นใจในการได้บุตร มุ่งเป็นใหญ่ในบ้านในที่สุดหน้าที่ของหญิงแม่บ้าน จัดการงานบ้านดี สงเคราะห์คนข้างเคียงสามีดี ไม่ประพฤตินอกใจสามี รักษาทรัพย์ที่สามีหามาได้ ขยันทำกิจการทั้งปวงในบ้าน

สตรีที่ควรหลีกให้ไกล
หญิงใดชอบทะเลาะวิวาท มักคิดริษยา เห็นอะไรก็อยากได้ ชอบเที่ยวเตร่ไม่เป็นเวลา นอนไม่ประมาณเวลา นอนได้ทุกเวลา ถึงเจ้าหล่อนจะมีลูกตั้งร้อยก็ทิ้งเสียเถิด
ควรห่างไกลจากประเทศชั่ว มิตรชั่ว ญาติชั่ว เผ่าพันธุ์ชั่ว ภรรยาชั่ว สามีชั่ว ข้าราชการชั่ว หรือ ไฟ น้ำ หญิง คนโง่ สกุลชั่ว เสียเถิดก่อนความหายนะจะตามมา
ผู้เกียจคร้านหรือจะพบวิชา
ผู้ไม่มีวิชาหรือจะพบทรัพย์ได้
ผู้ไร้ทรัพย์หรือจะพึ่งมิตรสหาย
ผู้ไร้มิตรสหายหรือจะหมายสุขสำราญ
ผู้ไร้สุขหรือจะกอปรบุญกุศล
ผู้ไร้บุญหรือจะหมายพระนิพพาน
เกลือกกลั้วกับสตรีจะมีความสงบอย่างไร
ผู้กินมังสะเนื้อหรือจะมีเมตตา
ผู้เมาสุราหรือจะมีสติ
ผู้ละโมบจัดหรือจะมีความละอาย
ผู้เกียจคร้านมากมายหรือจะมีศิลปะ
ผู้มีโทสะร้ายหรือจะมีทรัพย์
รูปเป็นทรัพย์สำหรับหญิง
สกุลเป็นทรัพย์สำหรับชาย
พิษเป็นทรัพย์สำหรับงู
พสกนิกรเป็นทรัพย์สำหรับพระเจ้าแผ่นดิน
ศีลเป็นทรัพย์สำหรับภิกษุ วิชาเป็นทรัพย์สำหรับพราหมณ์
เสื้อผ้าไม่สะอาดย่อมทำให้ความสวยงามของผู้แต่งเสื่อมไป
อาหารชั่วทำให้หย่อนกำลัง
เมียทุศีลเป็นเครื่องกวนให้ผัวตายจาก
ลูกชายที่นิสัยต่ำช้าเป็นเครื่องนำความฉิบหายมาสู่วงศ์ตระกูล
หญิงไม่ว่าเพราะรักหรือเพราะเกลียด ย่อมเป็นเหตุแห่งความทุกข์เสมอ
เหตุหายนะของนารี ๖ อย่าง
ง่วงเหงาหาวนอน เซื่องซึม
ไม่ว่องไว ขลาดในสิ่งไม่ควร
โทษคนอื่น เกียจคร้าน ผลัดเพี้ยนเวลา
คนไม่เจริญงอกงงามในชีวิตเพราะเหตุ ๖ อย่าง
คนลวงโลก คนดื้อด้าน คนโลเล
คนเจ้าแง่แสนงอน คนเย่อหยิ่ง คนใจวอกแวก
และขอฝากทางแห่งประโยชน์ ๖ อย่าง
ความไม่มีโรคเป็นลาภอันประเสริฐ ความประพฤติกาย วาจา ใจ เรียบร้อย คล้อยตามผู้รู้ ย่อมเป็นผู้บริบูรณ์ด้วยความรู้ความปรารถนา ความสดับรับฟังเป็นบ่อเกิดแห่งปัญญา จักได้ประโยชน์ในโลกนี้แน่นอน การประพฤติตามธรรมย่อมมีแก่สุจริตชนไม่เห็นใครพัก(เว้นแต่คนพาล)ไม่มีความหดหู่ย่อมมีแต่ทางก้าวรุดไปข้างหน้าอย่างภาคภูมิใจ
0



#12 ผู้ใช้ออฟไลน์   พอแล้ว ไอคอน

  • ตอบ 1000+
  • PipPipPip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 1880
  • สมัคร: 18/10/2006

ตอบ: 23/12/2006 - 20:32

บทที่ ๓
ความสุข บนความทุกข์และความขื่นขม

เช้าวันนี้หลังจากที่ทำวัตรเช้า เจริญภาวนาแล้ว ได้กรวดน้ำอุทิศให้ศรัทธาญาติโยมที่ร่วมบุญ ร่วมกุศลกับข้าพเจ้ามาตลอด ๒๙ พรรษา หลังจากนั้นก็ได้อ่านตำราจนเพลก็ได้มีชาวประมงญี่ปุ่นมาทำบุญถวายผลไม้ และยาหยอดตาเพราะหลวงพ่อตื่นขึ้นมาตาบวมคงจะมือสกปรกแล้วเผลอไปเช็ดตาเข้า จึงเกิดอาการอักเสบ มีโยมหลายท่านได้มานั่งสมาธิ แผ่เมตตากัน
หลังเพลแล้ว ก็แก้ปัญหาชีวิตโยมท่านหนึ่ง เธอได้เล่าว่า เธอเคยเหลวไหล ดื้อรั้น กับคุณพ่อ คุณแม่ซึ่งเป็นข้าราชการ ทั้งคู่ เธอเอาแต่ใจตัว เที่ยวกลางคืน เที่ยวบาร์ เที่ยวดิสโก้เทค เที่ยวกินเหล้า จนสุดท้ายต้องเสียตัวให้กับเพื่อนนักเรียนตั้งแต่สมัยเรียนชั้นมัธยม จนต้องหนีออกจากบ้านเป็นเดือน จนคุณพ่อถึงกับประกาศในหน้าหนังสือพิมพ์ว่าจะไม่บังคับเรื่องการเที่ยวเตร่ ขอให้กลับบ้านนะลูกรัก แต่เธอก็ติดสนุก เพลิดเพลิน กับแสงสี ร้องรำทำเพลง เล่นกาม เล่นเสียว กับเพื่อนนักเรียนถึง ๓-๔ คน ไม่สนใจการศึกษาเล่าเรียน จนเรียนพาณิชย์ไม่จบ แล้วเธอก็ได้รับการชักชวนจากพวกแมงดานายหน้าค้าสาวไทยว่า หากมาญี่ปุ่น เพียง ๖ เดือน ก็จะได้เงินหนึ่งล้านเยน แต่เธอต้องเสียค่าตัว ๕๕๐ใบ ใบละ๑๐๐๐๐ เยน หรือ ๓๕๐๐ บาทต่อใบ คิดเป็นเงินไทยค่าตัวเธอหนึ่งล้านเก้าแสนบาท
ลูกจ๋า เธอก็คิดว่าตัวเธอก็ไม่ได้สดมาจากไหน ก็เคยผ่านการเสียตัวมาแล้ว หากมาแค่ ๖ เดือนมีเงินเหลือหนึ่งล้านบาทก็คงได้ซื้อรถเก๋งขับในเมืองไทย โก้หรูแล้วใครจะรู้ว่าเธอไปขายนาแปลงน้อยในญี่ปุ่นมา ก็พ่อแม่เป็นถึงข้าราชการ ก็ย่อมจะมีเงินซื้อรถเก๋งให้ลูกได้ พอเธอเดินทางไปถึงญี่ปุ่น เธอก็เล่าให้ฟังว่า นายหน้าเขาจะต้องไปซื้อ Passport ของหญิงที่หน้าตาคล้าย ๆ เธอ แล้วจัดการเปลี่ยนรูปใหม่ เปลี่ยนโดยไม่ต้องเปลี่ยนชื่อ นามสกุลแล้วทำเรื่องได้แต่งงานกับชาวญี่ปุ่น
ก็เป็นอันว่าได้วีซ่าเข้าประเทศญี่ปุ่น ๓ เดือน แต่ต่อได้อีก ๓ เดือน ก็เป็นหกเดือน เมื่อเข้าประเทศญี่ปุ่น เธอก็ถูกจัดให้ลงเมืองท่าเรือใหญ่โยโกฮาม่า ซึ่งเป็นเมืองใหญ่อันดับสองของประเทศญี่ปุ่น มีคนมาก เธอต้องทำหน้าที่ขายนาแปลงน้อยกับแขกญี่ปุ่น ซึ่งรูปร่างหน้าตาของเธอจัดว่าสวยมาก เวลานี้ขนาดอายุ ๓๗ ปี ก็ยังสวยขนาดรับแขกได้ ไม่เสื่อมโทรม เธอเล่าให้ฟังว่า เมื่อ ๑๗ ปีมาแล้ว แขกนอนกับเธอคืนละ ๑๕-๒๐ คน คนละ ๓ นาที รอบละ ๑๐๐๐๐ เยน หรือ ๓๕๐๐ บาท ต่อคน เอาเป็นว่าเฉลี่ยวันละ ๑๐ คนได้ค่าตัววันละ ๑๐๐,๐๐๐ เยน หรือเป็นเงินไทยประมาณ ๓๕,๐๐๐ บาทต่อวัน เดือนหนึ่งเธอจะได้ค่าตัวหนึ่งล้านห้าหมื่นบาท แต่เธอต้องทำงานใช้หนี้ค่าตัวหนึ่งล้านเก้าหมื่นบาท เธอจะต้องทำงานฟรี ๒ เดือน ก็หมดหนี้
จากนั้นเธอก็เป็นอิสระหลุดพ้นจากพันธะทั้งปวง หลุดจากการควบคุมของเจ้าหนี้ เธออยู่ ญี่ปุ่นมา ๑๗ ปี แล้ว เธอเคยฝากเงินให้แม่ที่เมืองไทยถึง ๑๐ ล้านบาท ซึ่งพ่อของเธอได้ตายก่อนที่จะเห็นเงิน ๑๐ ล้านบาท แต่ในที่สุดเธอก็ให้คุณแม่ส่งเงินจำนวนนั้นกลับคืนมา ให้เธอเล่นการพนัน เล่น Pachinko เล่น บักคาร์ร่า ป๊อกเด้ง กับเพื่อนคนไทยในเวลาเพียง ๓ เดือน เงิน ๑๐ ล้าน ก็หมดไป การพนันมีโทษมากมาย
เมื่อชนะก็ก่อเวร เมื่อแพ้ก็ย่อมเสียดาย ทรัพย์ที่เสียไป ทรัพย์ย่อมพินาศฉิบหาย ไม่มีใครเชื่อถือ เป็นที่ดูถูกดูหมิ่นจากเพื่อน ไม่มีใครประสงค์จะแต่งงานด้วย สุดท้ายเธอก็ต้องขายตัวขายนาแปลงน้อย ที่แม่ให้มา เล่นการพนันต่อถึง ๑๗ ปี ก็ยังไม่เหลือเงินเก็บ มาวันนี้เธอมาร้องไห้ให้หลวงพ่อได้ฟังความในใจ ความเหลวไหลที่เธอได้กระทำไว้ ต่อบิดา มารดา ที่เธอเอาแต่ใจตัวเอง ไม่สนใจการศึกษาเล่าเรียน ไม่มีความกตัญญูรู้คุณ กับบิดามารดา หลวงพ่อจึงได้สอนให้เธอได้สำนึกบาป สารภาพผิด กับบิดามารดา โดยให้เธอโทรศัพท์ขอขมาแม่ว่า

ขอนอบน้อมหมอบกราบแท้... พระแม่แก้ว
สำนึกแล้ว... ความเลวเคยเหลวไหล
ลูกซึ้งแล้วแนววิถี ที่เป็นไป
แม่ช้ำใจเพราะลูกมาจนชาชิน
ลูกสร้างกรรมทำบาปกราบเท้าแม่
ซึ้งใจแท้แม่อภัยให้หมดสิ้น
น้ำตาแม่แต่ละหยดที่รดริน
ลูกถวิลดังน้ำกรด... รดหัวใจ

พระคุณ “ แม่ ” เลิศฟ้ามหาสมุทร พระคุณแม่สูงสุดมหาศาล
พระคุณแม่เลิศกว่าสุธาธาร ใครจะปานแม่ฉันนั้นไม่มี

แม่ แม่ แม่ คำนี้มีความหมาย
มีพระคุณมากมายหลายสถาน
แม่เป็นได้หลายสิ่งหลายประการ
เป็นธนาคารเป็นพระพรหม เป็นร่มไทร

เป็นผู้ให้กำเนิดเกิดลูกรัก
เป็นผู้ให้ ที่พัก ที่อาศัย
เป็นผู้ให้ความการุณย์ อบอุ่นใจ
เป็นผู้ให้อะไร อะไร ไม่รามือ
ลูกเจ็บไข้แม่ก็ให้การรักษา
ลูกโตมาแม่ก็ส่งเรียนหนังสือ
ลูกต้องการตำราแม่หาซื้อ
ลูกปรึกษาหารือแม่ยินดี
ลูกคนใดกระทำกรรมแก่แม่
สุดเลวแท้ ชั่วช้า สิ้นราศี
ลูกด่าแม่ ลูกตีแม่ ลูกกาลี
ลูกไม่ดี ทำแม่ช้ำ น้ำตาริน
น้ำตาแม่รินไหลเมื่อลูกร้าย
น้ำตาแม่เป็นสายเมื่อลูกหมิ่น
น้ำตาแม่หลั่งลงรดแผ่นดิน
เมื่อได้ยินลูกเสเพลเนรคุณ
โอ้แม่จ๋า พระคุณแม่แผ่ปกเกล้า
โอ้แม่จ๋า ผู้เฝ้าเข้าเกื้อหนุน
โอ้แม่จ๋า ผู้เมตตา ผู้การุณย์
โอ้แม่จ๋า ผู้ค้ำจุน ไม่ห่างไกล
ดวงใจแม่ใสสะอาดกว่าทุกสิ่ง
ดวงใจแม่สะอาดยิ่งกว่าสิ่งไหน
ดวงใจแม่ส่องสว่างกลางดวงใจ
ดวงใจแม่มีไว้เพื่อลูกเอย...
0



#13 ผู้ใช้ออฟไลน์   พอแล้ว ไอคอน

  • ตอบ 1000+
  • PipPipPip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 1880
  • สมัคร: 18/10/2006

ตอบ: 23/12/2006 - 20:34

จากการที่ลูกจ๋า พูดจาไม่สุภาพ พูดจาไม่ไพเราะกับพ่อแม่ ดื้อรั้น ต่อพ่อแม่ ดูถูกดูแคลนพ่อแม่ ด่าว่าพ่อแม่ด้วยถ้อยคำ ไม่ไพเราะ จึงเกิดปัญหาที่เต็มไปด้วยความทุกข์ ความเดือดร้อน ความวุ่นวายมากมาย ๑๐ ประการ กล่าวคือ
 ไม่บรรลุความสุขที่แท้จริงในชีวิตเลย
 เสื่อมจากลาภทรัพย์สมบัติการงานที่ทำทุกอย่าง
 มีจิตใจไม่ผ่องแผ้ว ไม่ร่าเริง แจ่มใส
 เกิดความสำคัญผิดคิดว่าตนเก่ง ตนดี ตนรวย แต่ไม่ได้เป็นอย่างที่ตนคิด
 มีจิตใจที่ตกต่ำ ลามก ปลิ้นปล้อน ตลบตะแลง
 มีแต่โรคอันน่ารังเกียจจะเกิดขึ้นในอนาคต
 มีจิตใจฟุ้งซ่าน หงุดหงิด โมโห อารมณ์เสียเพราะทุกอย่างไม่ได้ดั่งใจนึก
 มีชีวิตอย่างร้อนรน กระวนกระวายด้วยไฟการพนัน ไฟราคะ ไฟโกรธ ไฟหึง ไฟริษยา อาฆาต พยาบาท จองเวรตลอด
 จะตายไม่สงบ ไม่เป็นสุข ไม่เย็น ไม่อิสระ ไม่ว่าง ไม่มีเกียรติ ในบั้นปลายชีวิตหากไม่กลับใจ
 ลูกจ๋า ตายแล้วอาจจะต้องไปใช้กรรมในโลกแห่งความทุกข์ทรมานกายใจ คือ นรกโลก หากไม่กลับตัว
เพราะอะไร ชีวิตลูกทุกวันนี้เต็มไปด้วยความโลภอยากได้เงินทองด้วยความไม่บริสุทธิ์ เมื่อไม่ได้ก็โกรธแค้นอาฆาต พยาบาท จองเวร คิดชั่ว คิดร้าย ตระหนี่ มารยา เจ้าเล่ห์ โอ้อวด ลามก พูดปด พูดเท็จ พูดหลอกลวง พูดปรารถนาลามก ลบหลู่คุณท่าน ผู้มีคุณ เห็นแก่ตัวแก่ได้ ของเขาตลอดแล้วไม่มีความจริงใจในการตอบแทนเขา คิดแต่จะเอาของเขาตลอด
ลูกจ๋าลูกเอ๋ย ลูกจะถูกไฟราคะ ไฟโทสะ ไฟโมหะเผา ไฟทุกข์เผา ไฟแก่ชราเผา ไฟเจ็บทรมานกายเผา ไฟแห่งความพลัดพรากจากคนรักที่ชอบใจเผา ไฟเศร้าโศกเสียใจเผา ไฟแห่งความพิรี้พิไรรำพันเผา ไฟแห่งความโศกเผา ไฟแห่งความโทมนัสเสียใจเผา และไฟแห่งความคับแค้นเผาใจอยู่ตลอดเวลา
หากลูกมองไม่เห็นโทษแห่งกามตัณหา ราคะ เสมือนหนึ่งร่างกระดูก ๓๐๐ ท่อน มองไม่เห็น
กามตัณหาเสมือนชิ้นเนื้อที่สุนัขแย่งกันกัด
กามตัณหาเสมือนคนถือคบเพลิงวิ่งทวนลมก็เผาไหม้ตัวเอง
กามตัณหาเสมือนหลุมถ่านเพลิง ใครตกลงไปแล้วต้องถูกเผาอย่างปวดแสบปวดร้อนทรมาน
กามเสมือนถูกหอก ธนูเสียบแทงเจ็บปวดทรมานออกไม่ได้
กามเปรียบเสมือนการกลืนกินยาพิษ แสบปวดทรมานกายใจอย่างแสนสาหัส
กามเปรียบเสมือนตื่นจากความฝัน แล้วพบกับความจริง เอาเป็นแก่นสารไม่ได้
กามเปรียบเสมือนการหยิบยืมของเขามาแล้วต้องคืนเขาไป
กามเปรียบเสมือนผลไม้รสหวานหอมเกิดในที่สาธารณะมีการแย่งชิงจนอับเฉาล้มตายในทีสุด
กามเปรียบเสมือนถูกอสรพิษขบกัดปวดแสบ ปวดร้อน ทรมานตายในที่สุด
กามเปรียบเสมือนตกเหวทรมาน ขึ้นมายากแสนยาก ต้องเจ็บปวด เหนื่อยยากกว่าจะขึ้นมาได้
กามเปรียบเสมือนฝีหนองที่อักเสบ ปวดบวม พอแตกแล้วก็เกิดกลิ่นเน่าเหม็นคลุ้งไปทั่ว น่ารังเกียจ
ลูกเอ๋ยอย่ามัวเมาในชาติตระกูลอยู่เลย อย่ามัวเมาในความไม่มีโรคอยู่เลย อย่ามัวเมาในความสวยความหล่ออยู่เลย อย่ามัวเมาในชีวิตที่มีกินมีใช้อย่างสะดวกสบายอีกเลย อย่ามัวเมาในการได้เงินมากอยู่เลย อย่ามัวเมาในการบำรุงบำเรอจากชายหนุ่มอยู่เลย อย่ามัวเมาในการให้ความเคารพเอาใจอยู่เลย อย่ามัวเมาในการมีผู้คนแวดล้อมอุปถัมภ์อยู่เลย อย่ามัวเมาในบริวารอยู่เลย อย่ามัวเมาในโภคะมากอยู่เลย อย่ามัวเมาด้วยการมีผิวพรรณงามอยู่เลย อย่ามัวเมาในการพูดจาประจบเอาใจอยู่เลย อย่ามัวเมาในปฏิภาณความสามารถของตัวเองอยู่เลย อย่ามัวเมาในการท่องราตรีอยู่เลย อย่ามัวเมาว่าตนอยู่นานรู้ทุกอย่างอยู่เลย อย่ามัวเมา อิริยาบท ท่าทางยังหนุ่มยังสาวอยู่เลย อย่ามัวเมาว่าตนมีฤทธิ์มีเสน่ห์ ให้หนุ่มติดใจอยู่เลย อย่ามัวเมาในยศอยู่เลย อย่ามัวเมาในความสุขความซึ้งอยู่เลย อย่ามัวเมาในศิลปะวิทยา ความรู้ ในการร้องเล่นเต้นรำอยู่เลย อย่ามัวเมาในความมีสง่าราศี อยู่เลย อย่ามัวเมารูปพรรณสัณฐาน รูปร่างสรีระอันเต่งตึงอยู่เลย

ลูกเอ๋ยหากลูกปรารถนา อยู่อย่างมีความสุขแล้วไซร้
จงมีความสันโดษต่อไปนี้
 จงมีความสันโดษในการนึกคิดเรื่องตัณหาราคะให้น้อยลง
 จงมีความสันโดษในการเล่นเสียว เล่นกามให้น้อยลง
 จงมีความสันโดษในการแสวงหาตัณหา ราคะ ความกำหนัดให้น้อยลง
 จงมีความสันโดษในการแสวงหาให้ได้มาซึ่งการสนองกามให้น้อยลง
 จงมีความสันโดษในการถือเอาผัวชาวบ้านให้น้อยลง
 จงมีความสันโดษในการเอาความรักความใคร พอประมาณ
 จงสันโดษในการงดเว้นจากการโลเลหลายใจเสียเถิด
 จงมีความสันโดษความมีความได้อย่ามักมากเลย
 จงมีความสันโดษตามกำลังแห่งความพอดี
 จงมีความสันโดษตามกำลังแก่อัตภาพ
 จงมีความสันโดษเพียงเพื่อยู่ได้โดยไม่ขาดแคลน
 จงมีความสันโดษในการประมาณการใช้จ่ายปัจจัยไม่สุรุ่ยสุร่าย
 จงมีความสันโดษในการละเว้น การสะสมเครื่องบำรุงกิเลส
 จงมีความสันโดษในการละปล่อยวาง ซึ่งกิเลส ตัณหา ราคะ เสียเถิดลูกเอ๋ย
ลูกเอ๋ยพ่อขอให้ลูกหยุดความฟุ้งซ่านในการดำรงชีวิตอันเหลวไหลเสียเถิด หัดมาสร้างบุญกุศลความดีอันให้เป็นสุขทั้งโลกนี้และโลกหน้า และสุขอย่างยิ่งคือพระนิพพานในที่สุด โดยการให้ทำบุญกับสัตว์ ยาจกขอทาน คนมีศีล ๕-๘-๑๐ ภิกษุ สามเณร แม่ชี หันมารักษาศีล ไม่ฆ่าสัตว์ ไม่ลักขโมย ไม่เป็นชู้สามี ภรรยา ไม่โกหกหลอกลวง ไม่พูดคำหยาบเพ้อเจ่อ เหลวไหล ไม่ดื่มสุรายาเสพติด
รู้จักเจริญภาวนา สวดมนต์ ทำสมาธิ เจริญภาวนาวิปัสสนากรรมฐาน รู้จักอุทิศส่วนกุศลให้ผู้มีพระคุณ รู้จักอนุโมทนา ใครทำดีด้วยอย่าอิจฉาริษยา รู้จักในความกตัญญูรู้คุณตอบแทนคุณคนมีสัมมาคารวะ มีการบำเพ็ญตนให้เป็นประโยชน์ต่อชาติศาสนาบ้านเมืองที่ตนอยู่ รู้จักศึกษาเล่าเรียนประพฤติปฏิบัติให้จิตใจของตนสูงส่งยิ่งขึ้น รู้จักช่วยเหลืออนุเคราะห์สัตว์โลกที่มีทุกข์ ให้พ้นทุกข์ตามกำลังความสามารถโดยไม่ให้เดือดร้อนเป็นทุกข์ รู้จักยกจิตใจของตนให้หลุดออกจากอบายมุข คือ การเล่นการพนัน การเสพยาเสพติด การเที่ยวเป็นชู้หลายใจ การค้าประเวณี การเลิกคบคนชั่ว คนเล่นกินเที่ยวเสียเถิด เพราะการเมาทำให้เสียทรัพย์ เป็นเหตุแห่งการวิวาทชกต่อย ทำร้าย เป็นเหตุแห่งโรคตับแข็ง เป็นเหตุเสียชื่อเสียง (ไอ้ขี้เหล้า) เป็นเหตุให้ไม่มียางอาย หน้าด้าน ผิดศีลธรรมได้ตลอด เป็นเหตุให้บั่นทอนกำลัง และสติปัญญา ความรอบรู้ความสามารถ

โทษของการเสพของเมา(สุรายาเสพติดทุกประเภท)
ขาดสติ ขาดความทรงจำ ขาดปัญญา เป็นคนเขลา ซื่อบื่อ ประมาท เหมือนคนบ้าไม่รู้ตัวเองเป็นบ้า ไม่มีความรู้ หวั่นไหวตกใจง่าย ไม่มีเหตุผล เป็นคนเซอะเซ่อ เป็นใบ้ เป็นคนมัวเมา เป็นคนประมาท เป็นคนหลงใหล เป็นคนหวาดสะดุ้งกลัว เป็นคนมีความรำคาญง่าย เป็นคนถูกริษยา เป็นคนขี้เกียจขวนขวายน้อย เป็นคนไม่มีความสุข เป็นคนไม่มีความเกรงใจ เป็นคนไม่มีใครเชื่อถือคำพูด เป็นคนถูกส่อเสียด เป็นคนพูดแต่คำหยาบ เป็นคนพูดจาเพ้อเจ้อเหลวไหล เป็นคนอกตัญญูไม่รู้คุณคน เป็นคนตระหนี่ เป็นคนไม่รู้จักเจือจุนช่วยเหลือใครๆ เป็นคนไม่มีศีลธรรม เป็นคนคดโกงไม่ซื่อตรง เป็นคนมักโกรธขี้โมโห เป็นคนไม่ละอายต่อบาปกรรม ทั้งปวง เป็นคนเห็นผิดเป็นชอบ เป็นคนไม่รู้จักโทษจักบาปทั้งปวง
ลูกเอ๋ยจงให้ทานเถิดลูกจะได้อานิสงส์ ดังนี้
๑. เป็นเหตุแห่งความสุข
๒. เป็นรากเหง้าแห่งสมบัติ
๓. เป็นที่ตั้งแห่งความรวยทั้งปวง
๔. เป็นทางตัดความตระหนี่
๕. เป็นเครื่องป้องกันภัย
๖. เป็นเส้นทางสู่สุคติ
๗. เป็นที่พึ่งที่อาศัย
๘. เป็นที่ยึดเหนี่ยว
๙. เป็นทางเดินของพระพุทธเจ้า
๑๐. เป็นวงศ์ของพระพุทธเจ้า
๑๑. ให้สมบัติแก่พระอินทร์
๑๒. ให้สมบัติแก่พระยามาร
๑๓. ให้สมบัติพระยายม
๑๔. ให้สมบัติ พระเจ้าจักรพรรดิ
๑๕. ให้สาวกญาณบารมี
๑๖. ให้เป็นพระปัจเจกพุทธเจ้า
๑๗. ให้สำเร็จโพธิญาณเป็นพระพุทธเจ้า
คนเราล้วน ดิ้นรน เพื่อสิ่งที่ต้องทิ้ง

บางคนทำสิ่งที่ไม่เป็นแก่นสารสาระ ได้ไร้สาระที่สุด
แต่บางคนก็สามารถใช้สิ่งอันไร้แก่นสาร สาระนี้
ได้เป็นสาระเกิดประโยชน์สูงสุด คือได้ มรรค ผล นิพพาน

ธรรมะ หาได้ในกายยาววา หนาคืบ กว้างศอกนี้แล
0



#14 ผู้ใช้ออฟไลน์   พอแล้ว ไอคอน

  • ตอบ 1000+
  • PipPipPip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 1880
  • สมัคร: 18/10/2006

ตอบ: 23/12/2006 - 20:36

บทที่ ๔
เสน่ห์ และ วิธีเข้าเมืองญี่ปุ่น

เมื่อได้ฟังเรื่องราวของลูก ๆ หลายคนที่มาสารภาพบาปกับข้าพเจ้า ก็ทำให้หวนนึกถึงเมื่อครั้งที่ข้าพเจ้าได้เดินทางมาญี่ปุ่นในปี พ.ศ. ๒๕๔๔ พร้อมกับหลวงเตี่ยวัดโพธิ์ ซึ่งขณะนั้นมีฐานะเป็น “ พระธรรมราชานุวัตร เจ้าคณะภาค ๓ วัดพระเชตุพลวิมลมังคลาราม ” ซึ่งท่านได้มรณภาพไปแล้ว ข้าพเจ้าได้เขียนบันทึกการเดินทางครั้งนั้นไว้ แต่ยังไม่ได้จัดพิมพ์เพราะมีญาติโยมหลายคนเห็นว่าไม่เหมาะสมด้วยกระทบต่อคนหลายคน ครั้งนี้เห็นว่าเป็นการสมควรแล้วที่จะได้นำเรื่องราวอันน่าสนใจ ประกอบด้วยสัจธรรมความจริงแท้แห่งชีวิต มาบอกเล่าให้เกิดเป็นบุญ กุศลแก่ผู้เป็นต้นเรื่องที่กล้าสารภาพบาป ในแง่มุมแห่งชีวิตที่เกิดขึ้จริงให้เราท่านทั้งหลายได้รับทราบกันดังนี้
“ เวลาประมาณเที่ยงคืน พ่อกับหลวงเตี่ย จึงได้พักผ่อนหลับนอน ( จำวัด ) พอประมาณตี ๓ - ๔ ก็มีญาติโยมคนไทยมารอกันหลายคน ทำให้พ่อจำต้องล้างหน้า แปรงฟัน แล้วก็สนทนากับญาติโยม ทำให้รู้ว่า โยมคนไทยแต่ละคนทำงานอะไรกัน จึงสรุปได้ว่า…
บ้างก็มีอาชีพเป็นแม่บ้านญี่ปุ่น ( ภรรยา )
บ้างก็มีอาชีพค้าขายสินค้าจากเมืองไทย
บ้างก็มีอาชีพเปิดร้านอาหาร ไทย – ญี่ปุ่น
บ้างก็มีอาชีพเปิดร้าน SNACK ( บาร์เบียร์เหล้า )
บ้างก็มีอาชีพเป็นหญิงเกอิชา หญิงงามเมือง
บ้างก็มีอาชีพเป็นกรรมกรก่อสร้าง , อื่น ๆ ฯลฯ
จึงเห็นว่าหญิงไทยมากกว่าชายไทย ประมาณกันไม่ถูกว่ามีคนไทยโดยประมาณเท่าไรในประเทศญี่ปุ่น พอคร่าว ๆ ๔ - ๕ หมื่นคน พ่อเคยเทศน์ไว้เสมอว่า การจะเป็นนักพรตนักบวช ที่จะช่วยโปรดสัตว์ อนุเคราะห์คนที่ตกทุกข์ กาย – ใจ ต้องอาศัยเมตตาความรัก ความเข้าใจ กรุณาสงสารให้ความช่วยเหลือ มุทิตากับความดี ให้โอกาสเมื่อเขาจะกลับตัวกลับใจ และอุเบกขา วางเฉยได้เมื่อเขาไม่ใส่ใจทำตาม ไม่รังเกียจที่จะเข้าไปคลุกคลีกับญาติโยมในวงเหล้า วงการพนัน วงเจ้าชู้ วงยาเสพติด วงการนักเลงอันธพาล
ในที่สุด… พ่อก็อยู่ได้อย่างสบาย ไม่เคอะเขินละอายใจใด ๆ เพราะเรารู้แก่ใจด้วยตนเองว่า เราไม่ได้ติดเหล้า ติดการพนัน ติดยาเสพติด ติดเจ้าชู้ ติดการอันธพาลใด ๆ แต่เราเข้าไปสังคมเหล่านี้เพื่อช่วยยกจิตคนเหล่านี้ ให้จิตใจสูงส่งขึ้นบ้างไม่มากก็น้อย โดยการบอกทางสว่าง ทางบุญ ทางกุศล ทางแห่งความดี ที่พบความสุขความหลุดพ้นจากทุกข์ให้เขาเหล่านั้น ส่วนจะโปรดได้มากหรือน้อย เราไม่ตั้งความหวังอะไรมากนัก เพราะพ่อทราบเป็นอย่างดีว่า คนไทยในญี่ปุ่นเขาเป็นอยู่ได้ เพราะเขาต้องประกอบอาชีพอะไรเป็นหลัก พ่อหวังเพียงว่าหากคนไทยเหล่านี้ ที่พ่อได้เจอะเจอและได้ปรารภธรรม หากเขาได้กลับเมืองไทย แล้วสารภาพบาป ขอขมา และหยุด เลิก ละบาปทั้งปวงได้ ก็ยังมีทางสวรรค์ให้เธอได้อย่างแท้จริงในที่สุด
ถามว่าทำไม ? คุณหญิงไทยเราจึงต้องมีอาชีพเกอิชา หากินกลางคืนกันเป็นส่วนมากในญี่ปุ่น ตอบง่าย ๆ ก็เพราะเป็นอาชีพที่หาเงินง่าย ๆ เงินดี คนญี่ปุ่นชอบซื้อ ชอบจ่ายให้ ด้วยความเต็มใจ ไม่ได้ลักขโมย ทุจริต คอร์รัปชันเป็นการขายนาแปลงน้อยที่คุณแม่ให้ไว้ติดตัว
แต่โอ้อนิจจา ! เมื่อมีคนไทยขายนาแปลงน้อยได้ ก็มีสาวจากยุโรป รัสเซีย ฟิลิปปินส์ อินโด ก็เดินทางไปขายนาแปลงน้อยในญี่ปุ่นมากมาย ทำให้นาแปลงน้อยของคนไทย ขายไม่ดีเท่าที่ควรผิดกับเมื่อ ๑๐ - ๒๐ ปีก่อนมาลงทุนเดินทาง ๕ - ๘ แสนบาทใช้เวลาเพียง ๒-๓ เดือน ก็ได้กำไรงามแล้ว ส่งกลับประเทศได้กำไรเงินตราต่างประเทศมากมายโอ้อนิจจา ! พ่อได้ทราบความจริงว่า…
หลายคนได้ส่งเงินกลับเมืองไทย ปีหนึ่ง ๆ คนละ ๓ - ๕ แสนบาทต่อปี ทำเงินส่งกลับเกือบ ๆ ๑๐ ปี บางคนบอกว่าทางบ้านมีเหตุให้ต้องใช้เงินหมด แล้วบางรายยังมีหนี้อีกก็มี จึงทำให้คนไทยโดยเฉพาะสาวไทยยังกลับบ้านเมืองไม่ได้ ก็เพราะกลับไปก็ไม่มีเงินใช้ งานหาเงินดี ๆ ง่าย ๆ ได้เยอะก็ไม่มีให้ทำอีก จึงคิดว่าอยู่ญี่ปุ่นดีกว่ากลับเมืองไทยไปเตะฝุ่นไม่มีงานทำ ไม่มีเงินใช้ แถมยังอายชาวบ้านว่า ไปขายนากลับมาต้องขายเมีย หรือไปเป็นหญิงต้องขายนา กลับมาผัวเป็นอื่น ( มีเมียน้อย ) คนไทยหลายคนพูดให้พ่อฟังว่า… ทำไมต้องมาทำงานในต่างประเทศ
๑. เพราะมีหนี้สินมากมายในเมืองไทย จำต้องมาทำเงินใช้หนี้เขาให้หมดโดยเร็ว
๒. เพราะลูกเมีย ครอบครัว สามี จำต้องใช้เงินมาก ในการศึกษา เล่าเรียน ลงทุนอื่น ๆ ต้องใช้เงินก้อนใหญ่ เพื่อเห็นแก่ลูกสามี ภรรยา จึงจำต้องเดินทางไกลไปหาเงินต่างแดน
๓. เพราะมีเหตุทะเลาะวิวาท หย่าร้าง ครอบครัวแตกแยก ไม่กล้าสู้หน้าในหมู่บ้าน จึงจำต้องเดินทางไกลมิให้ใครรู้ว่า อยู่ที่ไหน เพื่อหลีกเลี่ยงการถูกนินทา
๔. เพราะมีศัตรูคู่แค้นคอยกลั่นแกล้ง เล่นงานต่าง ๆ นานา ชนิดต้องตกทุกข์ ลำบากอันตราย จึงจำต้องหลีกหนีไปให้ไกลคนชั่วคนพาล
๕.เพราะความกตัญญูต่อผู้มีพระคุณ เมื่อเห็นท่านกำลังเป็นทุกข์ เดือดร้อนการเงิน จึงเกิดหาทางช่วยเหลือ โดยต้องไปทำงานต่างแดน
๖. เพราะการเมืองมีปัญหา มีศัตรูคู่แค้น จึงต้องออกนอกประเทศ กันตายไว้ก่อน
๗.เพราะคิดว่าเป็นทางเดียวที่ทำให้รวยเร็วจะได้สร้างฐานะให้เป็นเศรษฐีในเวลาอันรวดเร็วอย่างไม่มีใครคิด
๘. เพราะรู้ตัวว่ามีโรคร้าย ๆ กำลังเล่นงาน จะต้องตายในที่สุด จึงไปตายเอาดาบหน้า อย่าให้คนไทยได้รู้ว่าตนตายเพราะโรคเอดส์ โรคปอด โรควัณโรค โรคหัวใจ ฯลฯ
๙. เพราะรักสนุก ชอบเสี่ยงภัย ชอบเผชิญปัญหา เพราะไหน ๆ เพื่อน ๆ ก็รู้แล้วว่าตนเองเป็นอย่างนี้
๑๐. เพราะบริษัท ห้างร้าน ให้ไปดูงาน เกิดไปแล้วชอบใจ จึงไม่คิดกลับเมืองไทย กลับได้ครอบครัวเป็นคนญี่ปุ่นเลยก็มี ไปเจอคู่เป็นคนไทยก็มี เลยคิดตั้งตัวให้รวยในเมืองญี่ปุ่น
0



#15 ผู้ใช้ออฟไลน์   พอแล้ว ไอคอน

  • ตอบ 1000+
  • PipPipPip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 1880
  • สมัคร: 18/10/2006

ตอบ: 23/12/2006 - 20:38

การเข้าเมืองญี่ปุ่นของ “ คนไทย”
๑. มีบริษัทนายหน้าชาวญี่ปุ่นเป็นธุระจัดเตรียมเอกสารให้ทุกอย่าง แต่ต้องเสียค่าบริการสูงมาก ๆ ตั้งแต่ ๘ แสน ถึง ๑ ล้านบาท แล้วแต่ใครจะคุ้นเคยมากน้อย กับบริษัทหางานมากน้อยแค่ไหน ? บางกรณีก็สวมพาสปอร์ท โดยเลือกคนที่มีฐานะดี ประวัติสะอาด ที่หน้าตาคล้ายกัน โคลงหน้าเหมือนกันแต่งหน้าให้คล้ายกันมากที่สุด ก็ไปได้
๒. รู้จักคนญี่ปุ่นแล้วจ้างวานให้มีการแต่งงานหลอก ๆ พร้อมจดทะเบียนสมรสในเมืองไทย แล้วเอาเอกสารการจดทะเบียนสมรสทำเรื่องไปอยู่กินกันในเมืองญี่ปุ่น พอได้เดินทางถึงญี่ปุ่น ได้ทำงานแล้วจึงผ่อนส่งค่าจ้างวานภายหลังก็มี ทราบว่าค่าจ้างวานประมาณ ๓ - ๖ แสนบาท
๓. มีเพื่อนรู้จักบริษัทญี่ปุ่น ที่ค่าขายหรือมีกิจการในเมืองไทย แล้วใช้สิทธิ์พิเศษ หรือจ้างวานให้บริษัทที่ทำกิจการในเมืองไทย ให้ทำเรื่องส่งตัวไปดูงานในบริษัทแม่ในญี่ปุ่น เมื่อทำเรื่องได้แล้ว ก็ได้บินไปดูงาน ๙๐ วัน เมื่อถึงญี่ปุ่นก็หางานทำ แล้วก็ไม่กลับยาวนานก็มี ( หนีวีซ่า )
๔. ทำเรื่องไปทางกรมแรงงาน กระทรวงแรงงาน ขอไปทำงานในประเทศญี่ปุ่น ตามที่ตนถนัดงานอะไร หากเวลาใดบริษัทในญี่ปุ่นต้องการตัว ก็ได้ไปสมใจ เมื่อไปแล้วเกิดติดใจ ไม่อยากกลับทั้ง ๆ วีซ่าอายุงานหมดแล้วก็กลายเป็นคนหลบวีซ่าญี่ปุ่น ไปเรื่อย ๆ จนกว่าจะถูกส่งตัวกลับ ฐานหลบวีซ่า ค่าใช้จ่ายทราบว่าเป็นแสนเหมือนกัน และมีงานน้อย ( ปัจจุบันแทบไม่มีวีซ่าให้แล้ว )
๕. บางคนทำเรื่องไปเยี่ยมญาติคนไทยเจ็บป่วย ด้วยอ้างเป็นพี่น้อง , อา , น้า , แม่ พ่อ แต่ต้องมีหลักฐานญาติแท้ ๆ ทางญี่ปุ่นส่งเรื่องหลักฐาน มาให้เป็นพยาน แล้วจึงทำเรื่องขอวีซ่าเดินทาง ๙๐ วัน เมื่อผ่านแล้วก็เดินทางไปหางานทำ แล้วก็ไม่กลับยาวเลยทั้ง ๆ วีซ่าหมดอายุแล้ว จนกว่าจะถูกจับโดยส่งกลับเมืองไทย
๖. บางคนเป็นข้าราชการ หน่วยงานส่งไปดูงานในประเทศญี่ปุ่น ก็ทำเรื่องขอวีซ่าได้อย่างสบาย บางคนอาจตัดสินใจลาออกจากราชการ เมื่อคิดว่า การทำงานในประเทศญี่ปุ่นดีกว่า รวยกว่า ทำในเมืองไทยก็เคยมีมาแล้ว
๗. บางคนทำเรื่องไปเรียนต่อตามสถาบันการศึกษาต่าง ๆ ในญี่ปุ่นก็จะต้องมีหลักฐานจากสถาบันนั้น ๆ รับรองให้ก่อน จึงทำเรื่องไปได้ เมื่อเรียนจบแล้วเกิดชอบใจพอใจในเมืองญี่ปุ่น อาจได้งานดี ๆ ทำเลยไม่กลับก็มีเหมือนกัน และบางคนได้คนญี่ปุ่นมีครอบครัวเลยก็มี
๘. บางคนให้บริษัททัวร์ทำรายการท่องเที่ยวเมืองญี่ปุ่น พอได้วีซ่า ๙๐ วันแล้วก็ไม่ยอมกลับ เกิดการหลบหนีรายการทัวร์ แล้วหางานทำเลยในญี่ปุ่นก็มีเหมือนกัน
๙. บางคนจ้างวานให้บริษัทเดินเรือขนส่งสินค้าทางเรือ ที่ไปขึ้นท่าในเมืองญี่ปุ่นนำลงเรือโดยหลบอยู่ในตู้คอนเทรนเนอร์ มิได้ทำเรื่องขอวีซ่าแต่อย่างใด เป็นคนหลบหนีเข้าเมืองผิดกฎหมาย รายการนี้เสี่ยงมาก ค่าใช้จ่ายสูงถึง ๕ - ๘ แสนบาทต่อหัว แต่ก็มีคนไทยอยากไป และไปกันมากด้วย กัปตันเรือก็เสี่ยงต่อการถูกจับได้สูงจึงเรียกค่าใช้จ่ายสูงตามเงา (ปัจจุบันญี่ปุ่นใช้ระบบเรดาห์ ดาวเทียมตรวจจับอย่างทันสมัย)
๑๐. ภิกษุสงฆ์จะไปญี่ปุ่นจะต้องได้รับหนังสือนิมนต์จากคนญี่ปุ่น บริษัทญี่ปุ่น หรือคนไทยที่ได้แต่งงานกับคนญี่ปุ่น ทำหนังสือเชิญให้ไปตามกิจนิมนต์ต่าง ๆ ได้ ครั้งละไม่เกิน ๙๐ วัน จะต้องมีการรับรองทางด้านการเงินไม่ต่ำกว่า ๒ แสนบาทด้วย
การเข้าเมืองญี่ปุ่นยังมีอีกหลายวิธีการพ่อทราบมาเพียงแค่นี้ หากใครรู้อย่างอื่นอีกก็ขอให้บอกให้ทราบภายหลัง จะได้เพิ่มเติมให้มากขึ้น และขอบอกว่าการเดินทางไปญี่ปุ่นค่าใช้จ่ายสูงมาก อย่างเก่ง ๕-๘ หมื่นบาท ไม่เก่ง ระหว่าง ๑ - ๒ ล้านบาท แล้วถามว่าจะคุ้มทุนกี่ปีจึงจะหมดหนี้ ๕ แสน หากได้งานทำวันละ ๑๐,๐๐๐ เยน วันหนึ่งก็ตก ๓,๕๐๐ บาท เดือนหนึ่งก็ได้ ๙๐,๐๐๐ บาท หักค่าใช้จ่ายครึ่งหนึ่ง ก็เหลือ ๔๕,๐๐๐ บาท ปีหนึ่งก็เหลือ ๕๔๐,๐๐๐ บาท แต่ก็อยู่ที่จะถูกจับฐานหลบหนี วีซ่าเข้าเมืองกันก่อนหรือเปล่า
ปัจจุบันคนไทยถูกเข้มงวดมาก ๆ และถูกจับกันบ่อย ๆ เมื่อถูกจับได้ก็จะเข้าเมืองญี่ปุ่นไม่ได้อีกเลย นอกจากหนีเข้าเมือง เปลี่ยนชื่อใหม่ โดยวิธีการอย่างแยบยล คุ้มหรือไม่กับการลงทุนที่สูงมาก ๆ คิดดูก็แล้วกันว่าบ้านไหนเมืองไหนในโลกค่าแรงวันหนึ่งตก ๓,๐๐๐ - ๕,๐๐๐ บาท หญิงไทยทำงานอาชีพเกอิชา วันหนึ่งหากรับแขก ๓ ประตู ก็ได้ ๙,๐๐๐ - ๑๐,๐๐๐ บาท ต่อวัน ผิดกับเมื่อก่อนสาวไทยขึ้นชื่อมากในการบริการแขกญี่ปุ่นวันหนึ่ง ๆ รับแขกถึง ๒๐ - ๓๐ ประตู ต่อวัน ๑๐ ประตูก็ได้ ๓๐,๐๐๐ บาท หากได้ ๓๐ ประตู ก็ได้ ๙ หมื่น แล้ววันหนึ่ง ๓๐ ประตูนั้นเป็นสมัยชาติชายเป็นนายก
แต่เดี๋ยวนี้สาวไทยเราบอกพ่อว่า วันหนึ่งได้สักประตูก็ดีแล้ว ไม่อดตาย ก็เพราะมีสาวยุโรป สาวรัสเซีย สาวฟิลิปปินส์ สาวอินโดนีเซีย จีนมาเป็นคู่แข่งเสียแล้ว และที่สำคัญยังต้องจ่าย “ แก็งค์ยามากูซ่า ” เป็นรายวัน วันละ ๑,๐๐๐ - ๕,๐๐๐ เยน อีกด้วย ใครคิดจะไปตายเอาดาบหน้าในเมืองญี่ปุ่นคิดดูให้ดี ๆ เพราะเวลานี้ปี พ.ศ. ๒๕๔๔ คนญี่ปุ่นเองก็ตกงานกันมาก เศรษฐกิจกำลังย่ำแย่ งานก็หาทำยาก นอกจากงานผิดกฎหมายเท่านั้น ที่พอเหลือให้ทำ และต้องหลบ ๆ ซ่อน ๆ ตัวตลอดเวลา และจะต้องมีผู้มาคุ้มครองพิเศษจึงพอรอดตัวอยู่ได้นาน พอจะคุ้มกับการลงทุนหากเพลี่ยงพล้ำถูกจับก่อนกำหนดจะถอนทุน ก็จะช้ำใจอีกนาน แต่ก็มีคนไทยจำนวนมากกลับอยู่ได้นานถึง ๒๐–๓๐ ปีก็มี ทั้ง ๆ ที่วีซ่าหมดอยู่นานแล้ว
0



#16 ผู้ใช้ออฟไลน์   พอแล้ว ไอคอน

  • ตอบ 1000+
  • PipPipPip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 1880
  • สมัคร: 18/10/2006

ตอบ: 23/12/2006 - 20:39

“ เสน่ห์ญี่ปุ่นอยู่ที่ไหนหนอ ”
๑.) เงินดี ( ค่าแรงต่อวัน ๒,๐๐๐ - ๓,๕๐๐ บาท )
๒.) อิสระเสรีดีในการกิน เที่ยว เล่น เมา การพนัน กามารมณ์
๓.) คนญี่ปุ่นเป็นคนมีระเบียบวินัย ขยันดี ปลอดจากการลักเล็ก ขโมยน้อย
๔.) คนญี่ปุ่นเป็นคนใจดี หากเจอคนไทยเอาใจเก่ง
๕.) ธรรมชาติ บรรยากาศญี่ปุ่นดีกว่าเมืองไทยมาก ๆ ( สภาวะสิ่งแวดล้อมไม่เป็นพิษ )
๖.) การเดินทางรถ เรือ เครื่อง สะดวกรวดเร็วมาก ๆ
๗.) คนญี่ปุ่นเป็นคนรักความสะอาด จะเป็นบ้าน ที่พัก ห้องน้ำ สถานที่ต่าง ๆ สะอาดมาก ๆ
๘.) ญี่ปุ่นมีความเจริญในแสง สี รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส อิฏฐารมณ์ อารมณ์อันน่ารักน่าพอใจทำให้คนติดใจมากมาย หลายสถานที่
๙.) เมื่อมีเรื่องติดต่อกับสถานที่ราชการการงานกับคนญี่ปุ่น จะได้รับการบริการที่รวดเร็ว ทันใจ สะดวก และอ่อนน้อม รู้จักให้ความคารวะ
๑๐.) คนญี่ปุ่นส่วนใหญ่วาจาคำพูดมีสัจจะ รับปากแล้วจะต้องทำให้ได้ ไม่กะล่อน ไม่ตอแหล ไม่สับปรับ โกหก ปลอดจากขโมย โจรผู้ร้าย
เสน่ห์อีกมากมายพ่อเขียนมาได้แค่นี้ ต่อให้ลูก ๆ ได้ไปเที่ยวเอง แล้วจะรู้มากกว่านี้
0



#17 ผู้ใช้ออฟไลน์   พอแล้ว ไอคอน

  • ตอบ 1000+
  • PipPipPip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 1880
  • สมัคร: 18/10/2006

ตอบ: 23/12/2006 - 20:41

บทที่ ๕
“ พ่อท่านแช่ม ” ผู้นำกองทัพธรรมพิทักษ์ชาติ

หลังจากทำวัตรเช้าเจริญภาวนาแล้ว ก็ได้ศึกษาตำรารัฐศาสตร์ ว่าด้วยการพิทักษ์ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ จนกระทั่งได้เวลา ฉันเพลโยมแมว ซึ่งเป็นคนภูเก็ต เธอได้เล่าว่า เธอเป็นคนบ้านฉลอง อ.เมือง จ.ภูเก็ต บ้านเกิดของข้าพเจ้า จึงขอเล่าวีรกรรมในการพิทักษ์ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ ของชาวภูเก็ตให้ได้รับทาบกันดังนี้.....
“ ภูเก็ต เป็นจังหวัดที่เป็นเกาะที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทยมีเกาะช้าง จังหวัดตราด ใหญ่รองลงมา และเกาะสมุย สุราษฏร์ธานีเป็นอันดับที่สาม เกาะภูเก็ตเป็นเกาะที่มีมานานคู่แผ่นดินไทย เป็นเกาะที่มีแร่ดีบุกมากที่สุด มีมะพร้าว สวนยาง และแหล่งท่องเที่ยวทางทะเลที่ขึ้นชื่อ ชาวต่างประเทศชื่นชอบที่นี่มาก ภูเก็ตมี ๓ อำเภอคือ อำเภอเมือง อำเภอถลาง และอำเภอกระทู้ ความจริงข้าพเจ้ามีญาตินามสกุล ณ ถลาง ซึ่งก็เป็นผู้หนึ่งในการสืบทอดเชื้อสาย ท้าวเทพกษัตรี ท้าวศรีสุนทร ชาวภูเก็ตมีเลือดนักสู้ผู้ยิ่งใหญ่ เป็นที่รู้จักกันดี ไม่แพ้คุณหญิงโมชาวโคราช
ในสมัยรัชกาลที่หนึ่งหลังจากปราบดาภิเษกขึ้นเป็นกษัตริย์ ในปี พ.ศ.๒๓๒๘ ในสมัยกษัตริย์พม่า พระเจ้าประดุง ให้แม่ทัพยกทัพมาตีไทยถึงเก้าทัพ เรียกกันว่า “ ศึกเก้าทัพ ” ทัพที่ลงมาทางใต้ เข้าตีเมืองถลาง เมืองถลางสมัยนั้นเจ้าเมืองถึงแก่กรรมใหม่ๆ คุณหญิงจัน ภรรยาพร้อมด้วยคุณมุขน้องสาว ได้เป็นกำลังในการปลุกระดมให้ชาวเมืองถลาง ลุกขึ้นสู้ ทั้งความจริงอาวุธและกำลังทหารที่ได้รับการฝึกสู้เขาไม่ได้ แต่สติปัญญา ไหวพริบปฏิภาณ ของคุณหญิงจัน และคุณมุก ให้สตรีชาวถลางแต่งตัวเป็นชาย และเอาทางมะพร้าวและทางจากมาเหลาทำเป็นอาวุธ หลอกๆ ทำเป็นดาบทำเป็นธนู แหลน หลาว
เมื่อทัพพม่ามาตั้งทัพหลับนอน หุงหาอาหาร คุณหญิงจันและคุณมุก ได้ให้สตรีแต่งตัวสวยๆ นำเหล้าไปแจกจ่ายย้อมใจเหล่าทหารพม่า พอเหล่าทหารพม่ากินเหล้าเมา ทหารชายก็ยกทัพเข้าตีปล้นค่าย ทัพพม่าซึ่งกำลังเมามายและหลับ ก็พ่ายแพ้ในที่สุด ประจวบกับกองทัพจากกรมพระราชวังหลัง เจ้าพระยาสุรสีห์อุปราชจากกรุงเทพ ฯ ส่งลงมาช่วยรบก็ชนะอย่างขาวสะอาด
คุณหญิงจันและคุณมุก ถูกเรียกตัวให้เข้ารับตำแหน่งท้าวเทพกษัตรี และ ท้าวศรีสุนทร จากรัชกาลที่ ๑ พระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ซึ่งปัจจุบันก็มีอนุสาวรีย์ของคุณหญิงจันและคุณหญิงมุก อยู่กลางถนนในอำเภอถลาง ให้ทุกคนที่เข้าเมืองภูเก็ตได้เห็นอนุสรณ์แห่งวีรกรรมการต่อสู้ที่เด็ดเดี่ยวในการที่จะพิทักษ์ผืนแผ่นดินไทย จากนักสู้ของชาวถลาง ร.๑ ต่อมาในสมัยรัชกาลที่ ๕ ก็มีเหตุการณ์สำคัญเกิดขึ้น
พ่อท่านแช่ม หรือ หลวงพ่อแช่ม ในสมัยรัชกาลที่๕ ชาวจีนโพ้นทะเลได้ลงเรือหนีความอดอยากยากจนมาเป็นกรรมกรทำเหมืองแร่ดีบุกจำนวนมาก ณ เมืองถลาง เกาะภูเก็ตจึงเต็มไปด้วยชาวจีนที่ไว้ผมเปียหางยาว มาเป็นกรรมกรชาวเหมืองขุดแร่ดีบุกเป็นร้อยเป็นพันคน
แร่ดีบุกข้าพเจ้ารู้จักดีเพราะเกิดที่ภูเก็ต ปี ๒๔๙๘ เคยผ่านการทำเหมืองแร่มาแล้ว แร่ดีบุกมีลักษณะคล้ายๆทองแดงหนักมาก เขาเอาไปเคลือบโลหะไม่ให้เกิดสนิม เช่นเคลือบกระป๋อง สังกะสี ท่อน้ำ โลหะทุกชนิดแล้วจะไม่เกิดสนิม ข้าพเจ้ายังจำได้ปี ๒๔๙๘ โลหะดีบุกมีราคากิโลกรัมละ ๔๐ บาท แต่ค่าแรงสมัยนั้นวันละ ๒๐ บาท คนขุดแร่เก่งๆจะได้วันละ๕-๑๐ กิโลกรัม ก็ทำให้ร่ำรวยได้ เมื่อชาวจีนเข้ามาในเมืองถลาง มากขึ้น ก็มีแก๊งค์อันธพาลเกิดขึ้นต่อมาก็ออกปล้นชาวบ้าน ชาวเมือง คิดการใหญ่หมายจะยึดเมืองถลางเสีย ชาวบ้านชาวเมืองต่างเกรงกลัวไม่มีอาวุธก็หลบหนีขนย้ายข้าวของออกจากบ้านเรือนเข้าป่าเป็นส่วนใหญ่ ต่อมาพวกชาวจีนที่เป็นแก๊งค์อั้งยี่นี้จะยกพวกมาปล้นหมู่บ้านฉลอง ซึ่งมีหลวงพ่อแช่มเป็นเจ้าอาวาส อยู่วัดฉลอง
ชาวบ้านที่ทราบข่าวก็มาชวนหลวงพ่อแช่มหนี แต่หลวงพ่อท่านไม่ยอมหนี ท่านว่าท่านแก่แล้ว หนีก็ตายไม่หนีก็ตายอยู่ดี แต่ท่านขอตายอย่างสบายๆไม่ต้องลำบากลำบนกับสังขารอันทรุดโทรมแก่แล้วซึ่งขณะนั้นอายุท่านจะ ๘๐ แล้ว พอพ่อท่านแช่มไม่หนีชาวบ้านก็ถามว่าทานไม่กลัวตายหรือ ท่านก็บอกว่า... อันความตายชายนารีหนีไม่พ้น
จะมีจนก็ต้องวายกลายเป็นผี
ถึงแสนรักก็ต้องร้างห่างทันที
ไม่วันนี้ก็วันหน้าจริงหนาเรา
ทุกกคนจะต้องไปไม่กลับ หลับไม่ตื่น ฟื้นไม่มี หนีไม่พ้น หลบไม่ได้ คือตายแน่ๆทุกคน หลวงพ่อแช่มท่านว่าท่านเตรียมตัวก่อนตาย เตรียมกายก่อนแก่เตรียมปลงได้แล้วก่อนจะตาย เพราะท่านรู้มานานแล้วว่า สัตว์โลกทั้งหลาย
เกิดเท่าไร ตายเกลี้ยงเลี้ยงไม่ทัน
เกิดทุกวัน ตายทุกวัน นะท่านหนา
เกิดทั้งโลก ตายทั้งโลกอย่าโศกา
เราเกิดมาเพื่อตายอย่าไว้ใจ
เป็นความจริงที่หลวงพ่อแช่มท่านรู้ว่าชายหนุ่ม หญิงสาว แก่ชราย่อมตายด้วยกันทั้งนั้น ใครเล่าจะพึงวางใจว่าชีวิตเรายังหนุ่มยังสาวจะไม่แก่ไม่เจ็บไม่ตาย อายุของคนเป็นของน้อยนิด เพราะความล่วงไปแห่งวันคืนความเป็นอยู่ใน วัยหนุ่มวัยสาวนั้นก็ไม่ผิดอะไรกับอายุของพวกปลาที่อยู่ในน้ำอันน้อย รอเพียงเวลาตายเท่านั้น
ภัยอันตรายคือความร่วงหล่นแห่งผลไม้อันสุกแล้ว ย่อมมีอยู่เป็นนิตย์ฉันใด ภัยอันตรายคือความตายย่อมมีแก่สัตว์ผู้เกิดแล้วเป็นนิตย์ฉันนั้น บุคคลผู้ทำความเพียรถึงแม้ตัวจะตายก็ได้ชื่อว่าไม่เป็นหนี้ คือ ไม่ถูกตำหนิติเตียน แห่งหมู่ญาติ เทวดา และมารดาบิดา อนึ่งบุคคลเมื่อทำกิจอย่างลูกผู้ชายย่อมไม่เดือดร้อนในภายหลัง ผู้ใดไม่เบียดเบียนสัตว์เอง ไม่ให้ผู้อื่นเบียดเบียน ไม่ฆ่าเอง ไม่ใช้ให้ผู้อื่นฆ่า ไม่ชนะเอง ไม่ใช้ให้ผู้อื่นชนะ ผู้นั้นเป็นผู้มีเมตตาธรรมในสัตว์ทั้งปวงเขาจะไม่มีเวรกับใครๆ
ความเกิด แก่ เจ็บ ความตายกายมนุษย์
ไม่สิ้นสุด เวลามาฉุกเฉิน
ความหมุนเวียน เปลี่ยนแปลงแห่งโลกเดิน
ก็ดำเนินตามกรรม นำชีวี
จันทร์เต็มดวงยังกลับหันเป็นจันทร์แรม
แสงอะแหล่ม นวลอร่ามกลับทรงศรี
น้ำขึ้นแล้ว ยังกลับลดปรากฏมี
ชั่วแล้วดี ดีแล้วชั่วกลั้วกันไป
0



#18 ผู้ใช้ออฟไลน์   พอแล้ว ไอคอน

  • ตอบ 1000+
  • PipPipPip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 1880
  • สมัคร: 18/10/2006

ตอบ: 23/12/2006 - 20:44

เมื่อลูกศิษย์หลวงพ่อแช่มถามท่านว่าท่านไม่หนีเวลาพวกอั้งยี่ชาวจีนอันธพาลมาราวี ท่านจะเอาอะไรต่อสู้กับพวกนั้น ท่านก็บอกลูกศิษย์ว่า...
หลวงปู่มีความองอาจ ปฏิบัติตรง ซื่อตรง กังวลน้อย บริสุทธิ์ อ่อนโยน สันโดษ เลี้ยงง่าย ไม่ดูหมิ่น ไม่ประมาท มีอินทรีย์อันสงบ รู้จักรักษาใจ ไม่กลัวความตาย ว่าง่ายสอนง่าย รู้จักรักษาใจ ไม่กลัวความตาย ไม่ติดลาภยศ ติดตำแหน่ง ไม่มัวเมาไม่ประมาทมาเป็นอาวุธเกราะป้องกันพวกอั้งยี่ที่จะมา
หลวงพ่อแช่มได้บอกลูกหลานว่า ท่านได้สร้างสมบุญบารมีมาด้วยความไม่ประมาทมาถึง ๖๐ ปีแล้ว ความไม่ประมาทของท่านจะทำให้เกิดบารมีมหากุศล ทำให้ท่านไม่ตายร้ายป้องกันจากอบายภูมิได้ คลายจากกองทุกข์ทั้งปวง
สนุกเป็นสุขทั้ง ๆ ที่ภัยมาถึงตัว เพราะจิตท่านมีแต่กุศลคือ ความสุขสงบเย็นตลอด การที่ท่านยืนกรานที่จะอยู่ก็ปลุกชาวถลางให้ตื่นจากความกลัว ได้อุปถัมภ์พระพุทธศาสนาให้เจริญก้าวหน้ามั่นคงต่อไป
เมื่อหลวงพ่อแช่มท่านไม่กลัวความตาย ชาวบ้านถลางหนุ่ม ๆ หลายคนก็คอยเป็นห่วงใยท่าน จึงบอกว่าเมื่อท่านไม่หนีพวกเขาก็จะอาสาคุ้มครองความปลอดภัยให้ท่านเอง แต่ก็ขอเครื่องลางของขลังเพื่อจะได้เป็นกำลังใจ เป็นพุทธานุภาพในการคุ้มครองป้องกันภัยในยามไม่ประมาท หลงพ่อแช่มก็ได้ให้บรรดาลูก ๆ เอาผ้าขาวมาให้แล้วเขียน คาถาอาคมง่ายๆคือ อิติปิโส ๘ ทิศ และก็เขียนคาถาอาคมเป็นภาษาไทยกำกับไว้ว่า " อยู่ยงคงรอดอยู่ยอดปลอดภัยจากอันตรายทั้ง ๘ ทิศ " และอธิษฐานเสกให้ทุกคนประมาณ๑๐-๑๕ คน ไว้โพกศีรษะติดตัวไว้
พอพวกอั้งยี่มาถึงหมู่บ้านเหมือนหมู่บ้านร้างเพราะชาวบ้านได้หนีเข้าป่ากันไปหมดแล้ว เมื่อไม่มีสมบัติให้ปล้นพวกอั้งยี่ก็เห็นอุโบสถยอดเป็นทองคำ(ปิดทอง) ก็คิดว่าในโบสถ์คงมีพระทองคำ ให้ปล้นจึงเข้าวัดอย่างประมาทคิดว่าทุกคนหนีกันไปหมดแล้ว พวกลูกศิษย์หลวงพ่อแช่มที่อยู่รอบ ๆกำแพงแก้วอุโบสถเมื่อเห็นพวกอั้งยี่เข้ามาใกล้วิถีกระสุนปืนแกลบก็ยิงปืนแกลบโดนพวกอั้งยี่ตายไปหลายคน พวกอั้งยี่ไม่รู้ความจริงว่าชาวบ้านมีประมาณมากน้อยเท่าไหร่ และก็ไม่ได้เตรียมตัวไว้ก่อน จึงหลบหนีออกจากวัดไป ข่าวว่าลูกศิษย์หลวงพ่อแช่มรบชนะพวกอั้งยี่เพราะมีผ้ายันต์ ดีปกป้องคุ้มครองหมู่บ้าน คอยคิดสู้พวกอั้งยี่ ส่วนพวกอั้งยี่ก็ประกาศให้ค่าหัวหลวงพ่อแช่ม ใครฆ่าได้ให้รางวัลอย่างงาม แล้วก็จัดกองทัพที่ใหญ่ ไปตีหมู่บ้านฉลองใหม่ เพื่อแสดงศักดาโจรอั้งยี่ ให้ชาวถลางเกรงขาม ชาวบ้านฉลองก็เตรียมพร้อมดังพระราชนิพนธ์ในรัชกาลที่ ๖ ว่า....
แม้หวังตั้งสงบ จงเตรียมรบให้พร้อมสรรพ
ศัตรูกล้ามาประจัน จะอาจสู้ริปูสลาย
ชาวบ้านอื่น ๆ พอทราบข่าวความขลังความศักดิ์สิทธิ์ของพ่อท่านแช่มก็อาศัยใบบุญความดีความคุ้มครองจากท่าน ปรากฏว่ามีชาวบ้านจำนวนมากพร้อมรบกองทัพโจรมากขึ้น เมื่อมาประจัญบานกันชาวบ้านก็มีหลุมหลบภัย มีบังเก้อไว้ป้องกันตัว พร้อมทุกคน ได้เอาผ้ายันต์ของพ่อท่านแช่มพันศีรษะ ไว้ให้ทุกคน จึงเกิดกำลังใจรบ มีการยิงกันแต่ไกลๆ เพราะทั้ง ๒ ฝ่ายไม่ประมาทในกำลังซึ่งกันและกัน รบกันจนมีการพักเที่ยง พวกอั้งยี่ก็หุงหาข้าวปลา ชาวบ้านโดยเฉพาะแม่บ้านก็หุงหาข้าวปลาให้ชาวเมืองไว้พร้อมแล้ว ขณะที่พวกอั้งยี่กำลังกินอาหาร ก็ยกทัพชาวเมืองเข้าตีขณะหุงหาอาหารกินโดยไม่ได้ตั้งตัว พวกอั้งยี่ไม่ได้เตรียมพร้อมรบก็เสียทีถูกกระสุนตายไปหลายคน ที่เหลือก็โดดหนีเอาตัวรอด ชาวบ้านไม่มีใครตาย โจรอั้งยี่ก็ประกาศยอมแพ้ ประจวบกับทางราชการในสมัยรัชกาลที่ ๕ ได้ส่งกำลังทหารจากเมืองหลวงลงมาปราบปรามจนราบคาบ ชาติบ้านเมืองก็อยู่กันอย่างสงบ
หลวงพ่อแช่มเลยได้รับการยกย่องจากพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวพระราชทานตำแหน่งพระครูสังฆทิสาปาโมกข์ประจำมณฑลภูเก็ต และหัวเมืองภาคใต้ทั้งหมด ชาวถลางได้เบิกบานในความบริสุทธิ์สะอาดปราศจากมลทิน ของจิตด้วยการไม่ทำบาปทั้งปวง ทำกุศลถึงพร้อม ทำจิตให้ผ่องใสตลอดเวลา จนได้สมญานามกองทัพธรรมพิทักษ์แผ่นดินไทย ทำให้นักปราชญ์ชนรุ่นหลังได้ให้สมญานามท่านพระครูสังฆปาโมกข์ผู้พิทักษ์แผ่นดินไทย
และด้วยความศักดิ์สิทธิ์อิทธิฤทธิ์ ของหลวงพ่อแช่ม ชาวบ้านชาวเมืองมักจะขอติดทองคำเปลว ที่เท้าและแข้งท่านเพื่อแก้บนต่างๆนานา เพราะมีเรื่องเล่าว่า มีหญิงวัยกลางคน คนหนึ่งเธอเป็นคนขี้โรคเจ็บป่วยอยู่บ่อย ๆ รักษาหมอยาดี ๆ ก็ไม่หาย มีชาวบ้านแนะนำให้เธอไปบนพ่อท่านแช่ม วัดฉลอง เธอเป็นสาวทะลึ่ง สาวทะเล้น ไปอธิษฐานที่วัดฉลอง กับพ่อท่านแช่มว่า หากเธอหายจากโรคร้ายที่เป็นอยู่ เธอจะปิดทองที่ปลัดขิกของหลวงพ่อแช่ม เธอคงพูดเล่น ๆ ไม่จริงจังอะไร เพราะไม่ค่อยเชื่อเรื่องบนบานศาลกล่าว ที่มาเพราะแม่บังคับให้มา เกิดเธอหายจากโรคเลือดโรคลมจริง ๆ แม่ก็บอกลูกสาวให้ไปแก้บนเสีย แต่ลูกสาวก็ไม่ไป จนกระทั่งเกิดป่วยอีกครั้ง หนักกว่าเดิม กำลังจะตายแม่ก็ถามลูกสาวว่าตอนที่ไปบนพ่อท่านแช่มแล้วหายแต่ไม่ไปแก้บน ลูกบนว่าอะไร แม่จะไปแก้บนให้ ฝ่ายลูกสาวก็ไม่บอกความจริง แต่ในที่สุดเธอกำลังจะตายก็สำนึกผิด เธอบอกแม่ว่า เธอทะลึ่งบนปิดทองที่ปลัดขิก (อวัยวะเพศ) ของหลวงพ่อแช่ม พอแม่ทราบความจริงก็ไปปรึกษากับหลวงพ่อแช่มว่าจะทำอย่างไรดี เพราะลูกสาวมันทะลึ่งบนไว้อย่างนี้ หากท่านไม่ยอมให้ปิดทองที่ปลัดขิกของท่านลูกสาวคงตายแน่ ๆ พ่อท่านแช่มจึงให้หามลูกสาวมาวัด แล้วพ่อท่านแช่มก็ออกมาให้ลูกสาวปิดทองคำเปลว แต่ท่านเอาไม้เท้าของท่านมาวางไว้แล้วก็นั่งทับให้โผล่ออกมาจากหว่างขา ให้ลูกสาวปิดทองคำเปลว ตั้งแต่นั้นมาเธอก็หายจากโรคร้าย และก็เลิกทะเล้นทะลึ่ง ข่าวการปิดทองที่ปลัดขิกก็ระบือลือไกล ใครติดขัดอะไรก็บนปิดทองที่แข้งของท่าน ท่านออกไปไหน ๆ ก็จะมีคนขอปิดทองทุกวัน จนไปเฝ้าเข้ารับพัดยศจากรัชกาลที่ ๕ ที่ ก็ยังมีทองคำเปลวติดหน้าแข้ง รัชกาลที่ ๕ ทรงตรัสถามความเป็นไปจากหลวงพ่อแช่ม จนมีประวัติศาสตร์เขียนไว้จนถึงทุกวันนี้
ปัจจุบันนี้วัดฉลองสวยงามมาก มีโบสถ์ใหม่ มีพิพิธภัณฑ์หุ่นขี้ผึ้งเป็นเรือนไทยติดแอร์เย็นฉ่ำของพ่อท่านแช่ม มีเจดีย์ใหญ่ที่บรรจุพระบรมสารีริกธาตุรูปทรงแบบพระธาตุพนม มีชาวไทย ชาวจีน ชาวมาเลย์ ชาวสิงคโปร์ ปีนัง และชาวต่างชาติประเทศอื่น ๆ มาสักการะปิดทองมากมายทุกวัน จนมีสำนวนว่าใครไปภูเก็ตไม่ได้ไปวัดฉลองก็เสมือนไปไม่ถึงภูเก็ต เหมือนใครไปเชียงใหม่ไม่ขึ้นดอยสุเทพก็ไปไม่ถึงเชียงใหม่ ใครไปปัตตานีไม่ได้ไปวัดช้างไห้ก็ไปไม่ถึงปัตตานี เป็นต้น
ข้าพเจ้าเกิดที่จังหวัดภูเก็ต ปี ๒๔๙๘ สมัยเป็นเด็กทารกค่อนข้างที่จะเลี้ยงยาก ชอบร้องไห้งอแง จนได้มีคนแนะนำให้ไปบนบานศาลกล่าวกับหลวงพ่อแช่มว่า ยกให้เป็นลูกศิษย์ของท่าน โตแล้วจะให้บวชอุทิศให้ท่าน ข้าพเจ้าจึงได้บวชมา ๒๙ พรรษา ไม่ได้ลาสิกขา ก็คงเป็นเพราะแรงอธิษฐานของแม่ ที่บนบนศาลกล่าวกับพ่อท่านแช่มเช่นนี้นี่เอง
พูดถึงความศักดิ์สิทธิ์ของผ้ายันต์ของพ่อท่านแช่ม ทำให้วัดทรงเมตตาวนาราม ต.บางเสร่ อ.สัตหีบ ชลบุรี ที่ข้าพเจ้าสร้างจึงได้คิดทำผ้ายันต์หลวงปู่ทวดเหยียบน้ำทะเลจืดและเสื้อยันต์พิทักษ์เอกราชขึ้นมา แล้วนำไปแจกแก่ทหาร ตำรวจ พ่อค้า ชาวบ้านในจังหวัดภาคใต้โดยเฉพาะยะลา ปัตตานี นราธิวาส และจังหวัดอื่นๆอีก ๑๔ จังหวัดภาคใต้ จนได้รับการกล่าวขวัญว่าเป็นกำลังใจในการสู้รบกับพวกแบ่งแยกดินแดน จนปลอดภัยแคล้วคลาด จากอันตรายหลายครั้ง จนต้องนำไปแจกครั้งละ ๓๐๐๐ ตัว ถึง ๖ ครั้ง และก็ยังรอผู้มีจิตศรัทธาช่วยบริจาคปัจจัยสร้างเสื้อยันต์นักรบและวัตถุมงคลอีก เพื่อที่จะได้ทำเสื้อยันต์นักรบอีกครั้ง
พ่อท่านแช่มท่านไม่กลัวความตายเพราะท่านพิจารณาว่าความตายมาปรากฏเฉพาะหน้าเสมือนนายเพชฌฆาตถือดาบกวัดแกว่งอยู่ใกล้คอ ยืนชิดท่านอยู่หมายตัดศีรษะ ความตายจะต้องพลัดพรากจากสมบัติ สมบัติไม่ว่ามากหรือน้อย ไม่ว่าจะเป็นสมบัติของเจ้าจักรพรรดิ แต่เมื่อ สิ้นบุญไปแล้วย่อมวิบัติพลัดพราก จากทรัพย์เอาอะไรติดตัวไปด้วยไม่ได้ พ่อท่านแช่มท่านเปรียบว่าผู้มียศ มีบุญ มีกำลัง มีฤทธิ์ มีปัญญามากน้อยแค่ไหน แม้แต่พระอรหันต์ พระปัจเจกพระพุทธเจ้า และพระพุทธองค์ท่านก็ต้านความตายไม่ได้
พ่อท่านแช่มท่านพิจารณาว่า กายของท่านเป็นของสาธารณะ เป็นอาหารของเชื้อโรค มักคอยกลืนกินเลือดเนื้อ กระดูกอวัยวะ อยู่ตลอดเวลา จะมามัวใจดีรักใคร่อยู่ใย ตัดอาลัยอาวรณ์เสียเถิด หลวงพ่อท่านพิจารณาว่ากายท่านทุพลภาพ ย่อมอยู่ได้ไม่นาน พอสิ้นกรรม สิ้นอายุ สิ้นลมหายใจ ชีวิตก็แตกดับลับหายล้มตายไปในที่สุด จะมาเสียดายชีวิตทำไม?
ท่านพิจารณาว่าชีวิตไม่มีนิมิตเครื่องหมายอะไร เป็นของเราตลอดไป เกิดกับโลกเป็นอยู่กับโลก และดับหายไปกับโลก มายึดมั่นว่าเป็นเราเป็นของเราได้อย่างไร
หลวงพ่อแช่มท่านพิจารณาอยู่ตลอดเวลาว่า ตัวเราไม่มี ใคร ๆ ก็ไม่มี ตัวเราไม่ได้ไปเกี่ยวข้องกับใคร ๆ ใคร ๆ ก็ใม่ได้เกี่ยวข้องกับเรา เพราะโดยธรรมชาติแล้ว เรา ตัวเรา ของเราไม่มีในโลกนี้โลกไหนๆ แล้วจะกลัวต่อความตายไปทำไม
พ่อท่านแช่มพิจารณาอยู่ตลอดว่า กาล อายุของสัตว์โลกนี้น้อยนัก ทุกคนจำต้องไปสู่สัมปรายภพ จึงรีบทำกาย วาจา ใจ ของเราให้บริสุทธิ์ ว่าง สงบ เย็น พร้อมตายตลอด
หลวงพ่อท่านมีความหมดจดแห่งศีลบริสุทธิ์ มีความหมดจดแห่งจิตไม่เศร้าหมอง มีความหมดจดปราศจากความเห็นผิด มีความหมดจดไม่มีความสงสัยโลเล มีความหมดจดแห่งทางพ้นทุกข์ มีความหมดจดแห่งการเห็นทุกข์ เหตุแห่งทุกข์ ความดับทุกข์ หนทางปฏิบัติแห่งความพ้นทุกข์ มีความหมดจดแห่งเครื่องรู้แจ้งทางนิพพาน ความสุขอย่างยิ่ง มีความหมดจดแห่งปัญญาความรู้แจ้งเห็นจริงยังสิ่งทั้งปวง มีความหมดจดแห่งความหลุดพ้น จากวัฏฏะสงสาร การเวียนว่าย ตายเกิด อันเป็นทุกข์ทั้งปวง
เพราะคุณธรรมของพ่อท่านแช่มจึงนำความเคารพเลื่อมใส มาสู่ชาวถลาง และชาวไทยทั่วทุกจังหวัด และนานาชาติไม่แพ้หลวงปู่ทวดเหยียบน้ำทะเลจืด หลวงพ่อสมเด็จพระพุฒาจารย์ โต พรหมรังษี แล้วแลฯ
ใครราน ใครรุก ด้าว แดนไทย
ไทยรบจน สุดใจ ขาดดิ้น
เสียเนื้อเลือด หลั่งไหล ยอมสละ สิ้นแล
เสียชีพไป่ เสียสิ้น ชื่อก้องเกียรติ นาม
หากสยามยังอยู่ ยั้ง ยืนยง
ไทยก็เหมือนอยู่คง ชีพด้วย
หากสยามพินาศลง ไทยอยู่ ได้ฤา
เราก็เหมือนมอดม้วย หมด สิ้นสกุลไทย
(พระราชนิพนธ์ ในรัชกาลที่ ๖)
0



#19 ผู้ใช้ออฟไลน์   พอแล้ว ไอคอน

  • ตอบ 1000+
  • PipPipPip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 1880
  • สมัคร: 18/10/2006

ตอบ: 23/12/2006 - 20:45

บทที่ ๖
ธรรมะจากดวงวิญญาบริสุทธิ์
หลวงปู่ทวด (เหยียบน้ำทะเลจืด)

หลักแห่งความจริงของการทำงานใหญ่ ผู้ที่จะทำงานจะต้องมีขันติเป็นสรณะ การทำงานทุกอย่างนั้น เราต้องทำด้วยหลักแห่งความเมตตาและเสียสละ คือทำด้วยหลักแห่งการไม่มีการยึดมั่นในอัตตา ทุกวันนี้โลกมนุษย์ยุ่งเหยิง ก็เพราะว่าโลกมนุษย์ยึดมั่นในอัตตา คือการทำอะไรก็แล้วแต่มนุษย์ล้วนแล้วแต่ยึดในตน คืออยากเป็นผู้ยิ่งใหญ่ มนุษย์ทุกคนต่างคนต่างมีกรรม ต่างคนต่างมีภาระต่างคนต่างมีวิบาก แต่ทุกคนไม่แลตน แลแต่ความใหญ่ ทีนี้ท่านลองศึกษา ลองดูรอบ ๆ ว่าอะไรเป็นความยิ่งใหญ่อันแท้จริง มนุษย์ทุกคน บางคนที่ทำงานก็นึกว่าตนมีที่อยู่ใหญ่ๆ มีอะไรใหญ่ๆ ก็เรียกว่าใหญ่ มนุษย์บางคนก็ยึดในตนว่ามีทรัพย์มาก มียศ สมมติแห่งบัญญัติที่เขาแต่งตั้งให้ใหญ่โต เช่นเป็นข้าราชการ เป็นเจ้าเมือง เป็นนายทหาร ก็นึกว่าสิ่งนั้นเป็นความยิ่งใหญ่การต่อสู้ในสังคมปัจจุบันซึ่งเป็นสังคมมนุษย์แห่งความวุ่นวายนั้น ทุกคนหวังเป็นผู้ยิ่งใหญ่ แต่แล้วไม่มีใครใหญ่จริง
การทำงานทั้งหลาย ท่านต้องเข้าใจว่า งานใหญ่คนๆ เดียวย่อมทำไม่ได้ งานใหญ่ย่อมต้องเป็นหมู่คณะ การทำงานเป็นหมู่คณะ ก็จกเป็นจะต้องเดินไปด้วยกัน งานนั้นจึงสำเร็จสัมฤทธิ์ผลได้ การทำงานใหญ่ เราอย่าไปถือหลักว่า ถ้าไม่มีเราแล้วงานนั้นจะไม่สำเร็จ กฎของธรรมชาติมันจะมีตัวตายตัวแทนของมันอยู่เสมอ เขาเรียกว่าเกิดดับของมันเอง เพราะฉะนั้นการทำงานใหญ่ต้องมีหลัก คือ ต้องเชื่อมั่นว่างานนั้นจะต้องสำเร็จ นั่นคือการสร้างพลังใจ
- หมู่คณะต้องมีความสามัคคี งานนั้นก็จะสำเร็จ
- ต้องอย่าสำคัญตนผิดว่า ในหมู่คณะนั้นไม่มีเราแล้วงานนั้นจะไม่สำเร็จถ้าท่านมีคติ ๓ ข้อนี้อยู่ในใจ และเป็นรูปของกลุ่มทำงาน คิดว่างานทั้งหลายไม่เกิดความสามารถของมนุษย์ ถ้างานเหล่านั้นไม่ใช่งานดุลกรรม งานฝืนกฎแห่งกรรมมากนัก
- ปรกติที่โลกมันเกิดความวุ่นวายทั้งหลาย เพราะมนุษย์ไปสำคัญตนผิด ไปสำคัญว่าถ้าไม่มีเราแล้วงานนั้นก็คงจะไม่สำเร็จบ้าง ไปสำคัญว่าตนนั้น มีความรู้เก่งกว่าคนอื่นบ้าง ตนนั้นมีความดีเกินกว่าคนอื่นบ้าง คนอื่นเป็นคนไม่ดีทั้งหมดเป็นต้น มันจึงเกิดความวุ่นวายของโลกขึ้น คือถ้ามนุษย์ยึดหลักแห่งการเป็นปุถุชนที่ดีแล้ว ต้องเข้าใจว่า ชีวิตแห่งการเป็นปุถุชนนั้นไม่มีใครดีกว่าใคร ไม่มีใครเลวกว่าใคร เพราะทุกคนเกิดมาใช้กรรมของตน ทุกคนมาตามกรรมวิบาก ถ้าทุกคนมีคติอันนี้ และพยายามวางในการทำงานให้ดี คิดว่างานทั้งหลายก็จะดีได้
การทำงานส่วนร่วม ทำเพราะฝืนใจทำ เพราะจำใจทำ เพราะเพื่อคนอื่นนี่น่ะ มันไม่ได้ประโยชน์ มันต้องทำด้วยความศรัทธาว่าเราเกิดมาสร้างความดี ไม่กี่ปีไม่ถึงร้อยปีก็ต้องจากการเป็นมนุษย์ การมีชีวิตเกิดเป็นคนนี้เป็นสัตว์ที่ประเสริฐ สัตว์ประเสริฐนี้น่ะอยู่ได้ไม่ถึงร้อยปี ไม่ถึงร้อยปีก็เอาอะไรไปไม่ได้ บ้านช่องอะไรก็เอาไปไม่ได้สักอย่าง ตายไปแล้วเหลือแต่จิตวิญญาณไปเสวยกรรมในปรภพ เหลือแต่ชื่อ ดีกับชั่วให้อนุชนรุ่นหลังสรรเสริญและนินทา
ในการที่เราจะทำงานใหญ่ เราจะต้องว่างตนให้ถูกที่ถูกกาลเทศะ คนเราถ้าพิจารณาให้ถ่องแท้แล้ว โลกนี้ไม่มีอะไรใหญ่ เพราะสรรพสัตว์ทั้งหลายก็เป็นผู้มีกรรมพัวพันกันในอดีต
แผ่นดินนี้ไม่มีขอบเขตที่กัน ถ้ามนุษย์ไม่แบ่งกันคนที่เกิดเป็นมนุษย์ ก็ไม่มีขอบเขต ไม่แบ่งเป็นประเทศ ทุกคนเป็นสัตว์โลกที่เกิดมาใช้กรรม ถ้าทุกคนพิจารณาให้ซึ้งถึงธรรมะอันแท้จริงขององค์สัมมาสัมพุทธโคดม แล้วความสันติสุขย่อมเกิดขึ้นในโลกมนุษย์
เราทำอะไรก็ดี จงทำด้วยความสงบ อย่าทำด้วยอารมณ์แห่งความร้อน เพราะการทำด้วยอารมณ์ แห่งความร้อนน่ะแหละ มันจะพาไปสู่ทางหายนะ เมื่อเราเกิดอารมณ์ร้อนเราจะทำไปสิ่งใดสิ่งหนึ่งจงอย่าทำ นั่งให้จิตใจสบายก่อน เมื่อจิตใจสบายแล้วปัญญาก็เกิด เมื่อเกิดปัญญาแล้วจะทำสิ่งนั้นไปได้โดยสะดวก
คนเรานั้นถ้าจะเป็นคนดีต้องหัดมีความเมตตาเป็นหลัก มีความกรุณาเป็นสรณะ ความอภัยเป็นจิตใจ เพราะจิตใจถ้ามีอภัยต่อกันและกันแล้ว จิตใจนั้นเป็นจิตที่มีความสุขอย่างยิ่ง เพราะเราอยู่อย่างไม่มีความอาฆาต อยู่อย่างมีความเมตตา อารมณ์แห่งความเมตตาของจิตนั้นแหละจะทำให้ในอารมณ์ของเราเกิดปิติอย่างดีตลอดเวลา
ถ้าเราเข้าถึงธรรมะข้ออุเบกขาแล้วอย่างถ่องแท้ได้แล้วเราก็มีความสุข มีความสุขโดยไม่ต้องมีความเสียดาย ไม่มีความเสียใจ ไม่มีความพอใจ ไม่มีความชอบ ไม่มีความเกลียดชัง ไม่มีความว่าจะต้องทำและไม่มีความว่าไม่ต้องทำ นั่งคืออารมณ์แห่งความอุเบกขาที่แท้จริง ถ้าเราเข้าไม่ถึงตัวอุเบกขาแล้ว เราย่อมปล่อยให้อารมณ์ อ่อนไหวไปตามการมาของอายตนะ เราปล่อยให้อารมณ์เป็นไปตามการเข้าออกของโทสะ โลภะ โมหะ ความพอใจ ความไม่พอใจ
เราต้องยอมรับในกฎแห่งกรรมของวิบาก ของธรรมชาติกฎแห่งกรรม ในวิบากของธรรมชาตินั้น ย่อมมีการเกิดดับเป็นธรรมดาของกฎ เมื่อย่อมมีการเกิดดับเป็นธรรมดา ของกฎแล้วเหตุก็ย่อมมีปัจจัย เหตุมีปัจจัย เราก็ใช้หลักแห่งสมุฏฐานในทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค หลักของอริยสัจ ๔ เราเป็นจุดในการตั้งสมุฏฐาน เพราะฉะนั้นจุดในการตั้งสมุฎฐานแล้วในหลักของการเป็นพุทธสาวกนั้นพระพุทธองค์สอนให้ทุกคนเตรียมสติพร้อม
ในการตอบรับของวิบากกรรมทุกอย่างที่จะเกิดขึ้น ไม่ว่าวิบากกรรมนั้นจะเกิดขึ้นในทางที่ดี ไม่ว่าวิบากกรรมนั้นจะเกิดในทางที่ร้าย การเกิดเป็นมนุษย์เพราะมีกรรมที่จะต้องมาใช้ตามวิบาก เราขอให้มีสติสัมปชัญญะพร้อมในการรับรู้สถานการณ์นั้น ตามถึงสถานการณ์นั้นๆ และพร้อมที่จะรับสถานการณ์นั้นๆ ก็คิดว่านี่คือธรรมะ แค่นี้ก็พอ
เราจะแลเห็นเจ้าโทสะ เจ้าโมหะ เจ้าโลภะ เราก็ต้องมีสติ การที่เราจะมีสติเราก็ต้องทำสมาธิในสมาธิแห่งการตามทัน อายตนะของสิ่งทั้งหลาย ที่สมมุติเข้ามาสู่ในกายเรา สู่ในจิตเราสู่ในการกระทบ
ถ้ามนุษย์ทุกรูปทุกนามรู้จักดูให้ดี ถึงหลักแห่งอริยสัจ ๔ หลักแห่งปัจจัยของทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค มาดำเนินการแห่งชีวิต ดำเนินการแห่งการทำงาน ดำเนินการทำงานแห่งการวินิจฉัย มาดำเนินการแห่งการพิจารณาในการจดจ่อ สิ่งนั้นก็จะเป็นไปได้ดี เพราะไปด้วยการมีสติ ไม่ใช่ด้วยการมีโทสะ โมหะ โลภะ
จงรับความจริง และอภัยให้กับความผิดพลาดที่ผ่านไป ที่นี้ที่เราเกิดมา ชีวิตแห่งการเกิดนั้นง่ายชีวิตแห่งการตายนั้นก็ง่าย แต่ชีวิตแห่งการอยู่นั้นซิยาก เราจะทำอย่างไรจึงให้อยู่ได้อย่างสบายในภาวะแห่งการอยู่ที่จะอยู่อย่างสบายนั้น เราต้องอยู่กันอย่างไม่ยึด อยู่กันอย่างไม่ยินดีอยู่กันอย่างไม่ยินร้าย อยู่กันอย่างพยายามให้จิตวิญญาณของนามธรรมนั้นเหนืออารมณ์ เหนือความโกรธ เหนือความหลง เหนือการสรรเสริญ เหนือการนินทา เหนือความสำเร็จ เหนือความไม่สำเร็จ เหนือความรัก เหนือความชัง
ทุกวันนี้ ความสันติสุขในโลกมนุษย์ไม่มี เพราะว่าทุกคนไม่ยอมพิจารณาให้ถ่องแท้ในธรรมะว่า ความจริงนั้น สัตว์โลกทุกคนมีกรรมพัวพันกันมา ไม่ว่าจะเกิดเป็นฝรั่ง จีน หรือเป็นแขก หรือชาติอะไรก็แล้วแต่ก็ล้วนแต่เกิดเป็นคน เพื่อมาใช้กรรมทั้งสิ้น ขอบฟ้านี้ไม่มีการแบ่งพรรคแบ่งพวก เพียงแต่มาสมมุติกัน มาแบ่งกันมาถือกัน มาอวดทิฐิกัน จึงเกิดความยุ่งยาก ขึ้นในโลกมนุษย์ เพราะฉะนั้นการเป็นคนนี้ท่านจะต้องรู้จักการพิจารณาตน ท่านต้องรู้จักจบอารมณ์ แล้วจะไม่มีอะไรที่น่าติด น่ายึด
ท่านจะต้องอยู่ในที่วิเวก อันตรายขัดสนและเต็มไปด้วยไข้ชุกชุมนั่นแหละ จิตจึงไปสู่วิมุตติได้แต่ถ้าท่านอยู่ในที่สบายไม่มีทางที่จิตจะหลุดพ้นได้ไม่อย่างนั้นเขาจะต้องเข้าป่าวิเวกทำไม เพราะฉะนั้นทุกวันนี้จึงมีแต่ชาวพุทธแต่เปลือกเท่านั้น สำเร็จนิพพานสำเร็จอรหันต์กันอยู่แต่ในวัดกรุงเทพฯ เท่านั้นดูหนังดูละครพระเต้นรำกัน พวกอรหันต์หันกันใหญ่ อันนี้เป็นเรื่องที่น่าคิด เพราะฉะนั้นจึงบอกว่า พุทธสาวกที่แท้จริง ในยุคนี้หายาก
ผู้ที่จะศึกษา “ธรรมชาติ” นั้นจะต้องศึกษาธรรมะไม่ต้องไปศึกษาพระไตรปิฎก ธรรมะอยู่ที่ขันธ์ห้าของเรา กายเรามีอะไรเป็นใหญ่ เป็นประธาน ก็คือใจ กายเรามีอะไรเป็นเครื่องมือของใจ ก็มีสมองกายเราเป็นเครื่องมือของสมอง ก็มีตา หู จมูก ลิ้น ซึ่งรัฐบาลในกายเรานี้มีครบทุกอย่าง เมื่อตาเราเห็น เรียกว่าจักขุวิญญาณกระทบรูป รูปเป็นสมมุตินาม ตาได้กระทบได้รายงานเข้าทางประสาทประสาทได้รายงานเข้าทางใจ ว่าได้พบเห็นสิ่งนี้ จะทำอย่างไรต่อ ใจก็สั่ง ถ้าผู้มีสมาธิก็สั่งด้วยฌาน ถ้าผู้ไม่มีสมาธิก็จะสั่งด้วย ดมหะ โทสะ โลภะ คือ “อารมณ์แห่งความหลง” ซึ่งจักขุวิญญาณนั้นรายงานมาประสาท ประสาทรายงานทางใจนั้นมันเร็วยิ่งกว่าอะไร ๆ เอาปรอทวัดไม่ได้หรอก ไม่ทันการรายงานของสังขารทั้งห้านี้
ปัญหาเรื่อง โลหะ โทสะ โมหะ ของมนุษย์เรานั้นจะทำอย่างไร เพียงแต่ให้เบาบางอย่าพูดถึงคำว่าหมดกิเลส ตราบใดที่ยังเป็นมนุษย์ ตราบนั้นกิเลสตัณหายังต้องมีอยู่ในสังขาร ในสังสารวัฏเพียงแต่อย่างให้ประมาท ในการที่ตนอย่ายึดนิ่งในตนให้รู้จักในสังวรหนึ่ง ให้รู้จักสันโดษเพียงพอในตนที่มีอยู่หนึ่งถ้ามนุษย์ทั้งโลกยึดหลักแห่งการรู้สึกสังวรตน รู้จักสันโดษตนในขอบเขตก็คิดว่าสันติสุขจะเกิดขึ้นได้
เราจะควบคุมอารมณ์แห่งโทสะ โมหะ และอารมณ์แห่งโลภะได้ ก็จำเป็นที่จะต้องพิจารณากายในกาย ด้วยการทำกรรมฐาน หรือทำสมาธิให้จิตนิ่ง ให้จิตเป็นหนึ่งเพื่อพักผ่อนและให้ธาตุอยู่เป็นปกติ เมื่อจิตเป็นหนึ่งก็ส่องให้เกิดปัญญาขึ้น ก็ย่อมที่จะเป็นคนมีความเจริญในการเป็นมนุษย์
การเจริญวิปัสสนานั้น เมื่อยังติดอารมณ์อยู่ย่อมจะหาทางหลุดพ้นไม่ได้ เมื่อจิตสงบจึงทิ้งอารมณ์นั้นปล่อยให้ไปตามสภาวะของธรรมชาติธาตุทั้งสี่ ก็จะเสมอกัน เมื่อธาตุทั้งสี่เสมอกัน เรียกว่า ทวารทั้งห้าของเราปิดเสียสี่ เหลือหนึ่งคือลมหายใจ และเมื่อจิตนั้นนิ่งสงบเป็นประภัสสร นิมิตย่อมเกิดขึ้นและเมื่อเกิดนิมิตก็ต้องแล้วแต่บุญบารมีของผู้นั้น จะรักษานิมิตนั้นได้หรือไม่ และการทำบุญนั้นจะต้องทำด้วยจิตใจบริสุทธิ์จะต้องทำด้วยความศรัทธา ผลสะท้อนมันจะเกิดขึ้นเกินความคาดหมาย
0



#20 ผู้ใช้ออฟไลน์   พอแล้ว ไอคอน

  • ตอบ 1000+
  • PipPipPip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 1880
  • สมัคร: 18/10/2006

ตอบ: 23/12/2006 - 20:46

มนุษย์เรานี่คนพูดมีทัศนะอย่างหนึ่ง คนฟังมีทัศนะอีกอย่างหนึ่ง ย่อมไม่เหมือนกัน นานาจิตตังคือคนพุดมีเจตนาดี แต่คนฟังเข้าใจในทางเจตนาร้ายก็ได้ เพราะว่าคนฟังมีอกุศล และกิเลสติดอยู่ในตนคือมีอกุศลอารมณ์เกลียดคนๆ นั้นอยู่ ก็ย่อมปรุงใจไปสู่ทางที่ไม่ดี ในทางที่ผิด แต่ถ้าคนที่ฟังมีเจตนารมณ์ รักใคร่คนพูด มีเจตนาบริสุทธิ์ต่อคนที่พูด คำพูดของคนนั้นถึงแม้จะเป็นคำพูดที่ไม่ดี ก็แปรเจตนานั้นไปในทางที่ดีก็ได้ นี่คือเรื่องของอารมณ์มนุษย์
ถ้าคนฟังมีสมองเขาก็จะคิดว่า คนที่ว่าคนนี้ใช่ไม่ได้ เพราะอะไร เพราะว่าคนดีเขาไม่เที่ยวด่าคนนี่เป็นหลักความจริง และคนที่มีสมอง มีความคิด เขาจะต้องมีความรู้สึกนึกคิดว่าคนๆ นี้ พอหลับหลังก็ว่าคนนี้คนนั้นได้ ถ้าเราฟังเขาเราเชื่อเขาหลังจากที่เขาจากเราไปเจออีกคนหนึ่ง เขาจะไม่ด่าเราหรือ นี่สำหรับคนที่มีปัญญา ปัญญาของการเป็นคน แต่ถ้า “ปัญญาที่ไม่ได้เป็นคนแล้ว” ก็คือคำด่าถือคำชม เป็นหลัก
แม้แต่ศัตรูของเราก็ดี ถ้าเราเข้าไปคุยกับศัตรูด้วยการยิ้มแย้มแจ่มใส และด้วยความบริสุทธิ์ของจิตศัตรูคู่อริก็จะกลายเป็นมิตรได้ นี่เป็นธรรมดาของธรรมชาติ ที่คนติดอารมณ์ แต่ถ้าท่านถือหลักแห่งความจริงของธรรมชาติ แห่งธรรมะแล้ว ย่อมไม่ติดอารมณ์ เมื่อท่านไม่มีอารมณ์ยึดคำว่า สรรเสริญนินทา ก็ไม่เห็นมันโผล่ออกมาให้ดูว่า นี่เป็นคำสรรเสริญ นี่เป็นคำนินทา เพียงแต่เป็นอารมณ์ที่มากระทบอายตนะหูเท่านั้น อารมณ์อันนี้เกิดจากอารมณ์ฝ่ายตรงข้ามที่อยู่ภายในแสดงออกทางปาก มากระทบหูของเราให้ฟัง เมื่อเราฟังแล้วเก็บมาปรุงก็เกิดความฮึกเหิม ถ้าเราไม่ปรุงก็จะสบายใจ เพราะนั้นถ้าอยากจะเป็นคนที่มรอายุ วรรณะ ผิวพรรณผ่องใสก็อย่าไปถืออารมณ์ของคนอื่นมาปรุง จะต้องพิจารณาให้ถ่องแท้ว่า สิ่งใดทำไปแล้วสัตว์โลกมีความสุข สิ่งนั้นควรทำ นี่คือหลักความจริงของธรรมะ
ก่อนนอนก็ดี ตื่นเช้าก็ดี เรานั่งสวดมนต์แผ่เมตตาพรหมโลก เทวโลก มนุษย์โลก นรกโลกทุกรูป ทุกนาม จงเป็นสุขเป็นสุขเถิด เราท่องอย่างนี้ไปเรื่อยๆ ทุกๆ วันแล้วจงดูซิว่า การติตต่อการงานของเรามันจะเป็นอย่างไร รับรองว่าไปไหน คนจะเกลียดน้อย นี่คือเสน่ห์ ผลนี้เกิดจากอะไรเล่า บอกได้ว่า วิญญาณมนุษย์นั้นละละเอียดยิ่งกว่าอณูปรมณู วิญญาณมนุษย์เสมือนหนึ่งน้ำซึ่งเป็นของเหลวที่เราจะจับขึ้นมาไม่ได้ แต่เราเห็นเป็นน้ำ เมื่อเราตั้งจิตดี จะเกิดดวงวิญญาณจิต ถ้าไฟในดวงวิญญาณจิตของเราบริสุทธิ์ สามารถต่อดวงไฟในจิตทุกๆ ดวงได้ จิตเราตั้งมั่นแผ่กุศลทุกๆ ดวง ทุกๆ รูป ทุกๆนาม ผลแห่งการตั้งจิตแน่วแน่ที่เรียกว่า ปณิธาน หรือการตั้งจิตแผ่เมตตา เมื่อจิตเรามีเมตตา บริสุทธิ์มอบของดีให้เขา
เมื่อเราแผ่เมตตาให้ทุกรูปทุกนามแล้ว เราไปติดต่องานต่างๆ ย่อมสะดวก เพราะว่าภายในรับทราบ จิตเราบริสุทธิ์ต่อผู้อื่น ผลสะท้อนของดวงจิตประสานกันได้ เรียกว่าภายในรับทราบ ที่นี้เมื่อเราได้กรรมฐานแล้วถ้าเราจะใช้กรรมฐานนั้นไปในทางที่ชั่ว เช่นบีบรัดเขาก็ดี เห็นผู้หญิงคนนี้สวยคิดจะเอาเป็นเมียก็ดี ใช้หลักกรรมฐานบังคับจิตก็ดี ผลที่ฝึกมาก็ย่อมเสื่อมแต่ถ้าเสื่อมแล้ว เราก้อย่าถืออัตตาทิฐิแม้ถืออัตตาทิฐิมันก็ต้องตายไปทั้งนั้น
อะไรเรียกว่า “บุญ” อะไรเรียกว่า “การทำบุญ” และเมื่อทำบุญแล้วจะได้อะไรจากการทำบุญ การทำบุญที่ดีที่สุดคือเราช่วยเหลือเขาในสิ่งที่เขาเริ่มทำ โดยเราช่วยเหลือเขาโดยพิจารณาด้วยสามัญสำนึกของการเป็นมนุษย์ปุถุชนว่าสิ่งนี้เราควรจะช่วยหรือไม่ ทั้งนี้ไม่ว่าเป็นบุคคลเป็นปูชนียสถานหรือเป็นสถานที่ใดสถานที่หนึ่ง และระหว่างเราทำบุญนั้นเราไม่ต้องคิดอะไร จงอธิฐานในการทำบุญนั้นว่า สิ่งนี้ข้าฯ ทำด้วยความบริสุทธิ์ใจ ขอให้ข้าฯ พ้นทุกข์ ของให้การกระทำของข้าฯ สนองข้าฯ ในชาตินี้หรือชาติหน้าเถิด
ทุกคนรู้ว่าเหล้าเป็นสิ่งที่ไม่ดี แต่ทุกคนก็อดไม่ได้ ทุกคนรู้ภาวะแห่งความตายคืบคลานก้าวเข้ามาหาตนทุกคน ก็ไม่ละการเห็นแก่ตัว คือตัวโลภะของตน เพราะอะไรเล่า ก็เพราะอารมณ์แห่งตัวหลงได้เข้าสู่ภาวะจิตอันบริสุทธิ์ของคนแล้ว ที่นี้ภาวะวิบากของมนุษย์ทุกคน ก็มีอารมณ์ผุดเข้า ผุดออกของนรก สวรรค์ นิพพานสับเปลี่ยนอยู่ในจิตใจของตนแทบทุกรูปทุกนาม
เมื่อครั้งพระพุทธองค์ทรงสอนธรรมะในชมพูทวีป พระองค์ตรัสว่า พระองค์ไม่กลัวคนแข็งกระด้าง พระองค์ไม่กลัวมหาโจรพระองค์ไม่กลัวคนเคยชิน แต่พระองค์กลัวคนมีอนุสัยสันดานเดิม สันดานเดิมของคนที่เกิดมาเป็นสัตว์โลก ย่อมไม่เหมือนกัน ย่อมมีกรรมย่อมมีภาวะ ย่อมมีอะไรต่างๆ เฉพาะตนเพียงแต่ว่าเขาย่อมพิจารณา ตัวเองเกลาสันดานของตัวเองหรือไม่ เพราะว่าสันดานนี่นะให้ใครขัดเกลาไม่ได้เปรียบเสมือนหนึ่งคนที่ท้องหิว ไม่มีใครรู้ว่าท่านหิวต้องตัวท่านเองจึงจะรู้ว่าหิว เมื่อตัวท่านรู้ว่าทานหิว แต่ท่านไม่อ้าปาก เขาใส่ข้าวไปในปากของท่านได้ไหมฉันใดก็ฉันนั้น เพราะฉะนั้น ผู้ที่จะดัดสันดานเดิมของตนที่ไม่ดีจะต้องหมั่นพิจารณาตนเองจึงจะได้ผล และดัดสันดานที่ไม่ดีได้
มนุษย์ปุถุชนทั้งหลายย่อมมีอารมณ์ ภาวะแห่งมนุษย์ปุถุชนทั้งหลาย ย่อมที่จะไม่ต้องการให้คนอื่น ดีกว่าตนหนึ่ง ย่อมมีจิตแห่งความอิจฉาริษยาหนึ่ง หลักอันนี้ เราจำเป็นจะต้องใช้ขันติธรรม และก็แลในสิ่งที่เขาพูดมาว่า ทุกอย่างต้องเข้าสู้ในหลักของคำว่า ต้องเอาสัจจะ ธรรมะ ความจริง เหตุผล
0



#21 ผู้ใช้ออฟไลน์   พอแล้ว ไอคอน

  • ตอบ 1000+
  • PipPipPip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 1880
  • สมัคร: 18/10/2006

ตอบ: 23/12/2006 - 20:47

บทที่ ๗
สมเด็จพระพุฒจารย์ (โต พรหมรังสี)
สุดยอดเถระแห่งกรุงรัตนโกสินทร์

ข้าพเจ้ามีความผูกพันกับเจ้าประคุณ สมเด็จพระ พุฒจารย์ (โต พรหมรังสี ) มานานตั้งแต่สมัยยังไม่ได้บวชเข้ามาใต้ร่มเงาผ้าเหลือง เมื่อครั้งยังเรียนอยู่วิทยาลัยช่างกลปทุมวัน ซึ่งมักจะมีเรื่องกับวิทยาลัยข้างเคียงอยู่เป็นประจำ จนต้องหันไปพึ่งวัตถุมงคล เครื่องรางของขลัง ซึ่งว่ากันว่าสุดยอดแห่งเครื่องรางของขลังก็คือพระสมเด็จ ที่สมเด็จพระพุฒจารย์ (โต พรหมรังสี) เป็นผู้สร้างขึ้นนั้นเอง และท่านก็ใช้พระคาถาชินบัญชรอธิษฐานจิตพุทธาภิเษก เมื่อข้าพเจ้าหาพระสมเด็จมาพกติดตัวไม่ได้ก็ได้อาศัยท่องบ่นคาถาชินบัญชรนี้จนได้สัมผัสกับท่านบ่อย ๆ ถ้าอยากทราบเรื่องราวก็สามารถหาอ่านได้จากหนังสือเล่มก่อน ๆ
ได้กล่าวถึงพระเถระที่ช่วยชาติบ้านเมืองไว้ แต่หากไม่กล่าวถึงเจ้าประคุณ สมเด็จโตเลยก็คงจะไม่ถูกต้องเพราะท่านเป็นสุดยอดบัณฑิตมีปฏิภาณสูงส่ง และเกิดมาเพื่อประเทศชาติโดยเฉพาะ โดยเฉพาะอย่างยิ่งท่านมีชีวิตอยู่ถึง ๕ แผ่นดิน คือ ๕รัชกาล บางตำนานก็กล่าวกันว่าท่านเป็นโอรสนอกเศวตฉัตรของสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช รัชกาลที่ ๑ แต่ก็ไม่เป็นที่ชัดเจนเราเกิดมาทีหลังก็ฟังไว้ใช่ว่า ว่ากันว่าสมเด็จโตนั้นเป็นลูกเจ้าฟ้าเจ้าแผ่นดิน รัชกาลที่ ๑ ตั้งแต่สมัยครั้งที่ยังเป็นแม่ทัพให้กับพระเจ้ากรุงธนบุรี หรือพระเจ้าตากสิน มีพระอิสริยายศเป็นพระยาจักรี และได้เป็น พระยากษัตริย์ศึกเมื่อครั้งรบกับอะแซหวุ่นกี้แม่ทัพพม่า ครั้งหนึ่งพระยาจักรีได้ออกลาดตระเวนดูความสงบบ้านเมืองแต่เพียงผู้เดียว รู้สึกกระหายน้ำมาก พอดีพบกระท่อมโรงนาจึงเข้าไปขอน้ำแก้กระหาย เมื่อไปถึงก็ได้พบหญิงสาวชาวบ้านหน้าตาน่ารัก น่าเอ็นดู จึงขอน้ำดื่มแก้กระหาย หญิงสาวส่งน้ำให้แต่ปรากฏว่าในน้ำมีเกสรดอกไม้โรยอยู่เต็มไปหมด แต่ด้วยความกระหายจึงค่อย ๆ ดื่มน้ำนั้น เมื่อดื่มเสร็จก็ถามนางว่าเหตุใดต้องแกล้งกันรู้อยู่ว่าเรากระหายน้ำมาก
นางจึงสาธยายให้ฟังด้วยความนุ่มนวลว่าท่านดื่มไวก็จะจุก หรือสำลักได้ ไม่ดีกับคมเหนื่อยมาก ๆ ฉันจึงเอาเกสรดอกไม้โรยไว้จะได้ดื่มแต่เบา ๆ เมื่อพระยาจักรีทราบความก็นึกชมเชย และนึกรักนางเข้าจึงขอความรักจากนาง ได้ถามชื่อเสียงเรียงนาม ก็ทราบว่าชื่อนางงุด ลูกสาวของตาผล ยายลา และได้สู่ขอนางกับตายายพ่อแม่ในวันนั้นเอง โดยให้แหวน ไว้เป็นสินสอด ช่วงที่อยู่ในสนามรบชายแดนนั้นพระยาจักรีได้มาหานางอยู่เป็นประจำโดยไม่มีใครรู้เลย จนกระทั่งพระเจ้ากรุงธนบุรีได้สั่งเคลื่อนย้ายทัพไปที่อื่นจึงได้แยกจากกัน โดยก่อนไปท่านได้ให้รัดประคดหนามขนุนไว้ดูต่างหน้า ซึ่งตอนนั้นนางได้ตั้งครรภ์อ่อน ๆ แล้ว เมื่อพระยาจักรีจากไป สามคนพ่อ แม่ลูกก็เดินทางมาค้าขายในบางกอก จนมาคลอดที่บางขุนพรหม ให้ชื่อว่า เด็กชาย โต
เด็กชายโตเมื่อเจริญวัยได้หนึ่งเดือน ญาติมิตรก็พากันมาเยี่ยมเห็นมีลักษณะพิเศษว่ากระดูกแขนและมีปานดำที่หลังด้วยก็ทักท้วงกันไปต่าง ๆ นานา เด็กชายโตเป็นคนเลี้ยงอยากร้องไห้งอแง จนในที่สุดนางงุดจึงนำไปฝากหลวงพ่อแก้ว วัดบางลำภูบน หลวงพ่อแก้วก็ได้พิจารณาว่าเด็กชายคนนี้เป็นผู้มีบุญอายุยื่นจะเฉลียวฉลาดเก่งทางทางวิทยาคมและจะเป็นผู้มียศใหญ่มีบริวารมากมายและท่านจึงผูกข้อมือเสกเป่าคาถาให้แก่เด็กชายโต
เมื่อปี พ.ศ.๒๓๓๑ เด็กชาย(โต) อายุได้ ๑๓ ขวบสมควรทำการโกนจุกแม่จึงนำเด็กชาย(โต)ไปหาพระครูใหญ่ซึ่งเป็นพระอาจารย์ ผู้มีวิชาความรู้มากมายทั้งด้านปริยัติ บาลี ไวยากรณ์คัมภีร์ต่าง ๆ อย่างแตกฉาน และเป็นผู้เฉียวฉานทางด้านการปฏิบัติ คาถา อาคม เวทย์มนต์ เมตตามหานิยมต่าง ๆ จนบวชได้ ๓ พรรษา ก็เรียนจบวิชาสาขาต่าง ๆ ของพระครูใหญ่ เณรโต ก็มาอ้อนวอนพระครูใหญ่ขอศึกษาคัมภีร์อื่น ต่อไป แต่ด้วยพระคัมภีร์เสียหายและถูกขโมยเมื่อครั้งพม่าบุกเมือง ท่านจึงส่งเณรโตไปเรียนกับพระครูวัตรเมืองไชยนาท ซึ่งเป็นผู้คงแก่เรียนหมั่นเอาใจใส่สอบสวนทวนศัพท์แสงทางบาลีเสมอ และยังบอกสอนพระเณรไม่ห่วงวิชานิยมชมชอบในคนที่รักพระพุทธศาสนาพระธรรมวินัย
เมื่อเณรโตฝากตัวเป็นศิษย์พระครูวัดเมืองไชยนาทแล้ว ท่านก็ส่งสอนธรรมะ อันสมควรแก่ภูมิธรรมและวัยของเธอเรียนอยู่ ๓ ปี ก็จบบาลีขั้น ๘ เณรโตก็มีความกระหายอยากจะศึกษาในขั้นสูงต่อไป เข้าสู่เมืองกรุงเมืองบางกอกในสมัยนั้น โดยได้เดินทางกลับมากราบพระอาจารย์แก้วอีกครั้ง และร่ำเรียนที่วัดบางลำพูบน โดยการอุปัฏฐากของคหบดีผู้หลักผู้ใหญ่ในวัง หลายท่านด้วยท่านเหล่านั้นเห็นว่าสามเณรผู้นี้ ช่างน่าศรัทธานักดูไม่เห็นแววของการน้อมนำไปในทางกามคุณเลย อีกทั้งฉลาดปราดเปรื่อง ไม่มีความขัดเขิน ดูองอาจสามเป็นสมณะมาก
สามเณรโต เป็นสามเณรที่มีความพิเศษหลายอย่าง ทั้งบุคลิก ท่าทาง การพูดการจาเฉลียวฉลาด เป็นเด็กที่น่าสนใจ พระเถราจารย์ ผู้หลักผู้ใหญ่ทั้งหลายล้วนรักใคร่ เอ็นดู ที่สำคัญเมื่อจะเดินทางไปฝากตัวเป็นศิษย์กับพระอุปัชฌาย์ อาจารย์องค์ใด ท่านนั้น ๆ ก็มักจะมีนิมิตหมายประหลาด ๆ เช่น ฝันว่าช้างเผือกมาไล่ขวิดเอาตู้พระไตรปิฎกบ้างก็มี
สามเณรโตท่านมีความตั้งใจเคร่งครัดศึกษาเล่าเรียนเป็นอย่างมาก ท่านแตกฉานในคัมภีร์ต่าง ๆ มากมายหลากหลายครู อาจารย์ ซึ่งแต่ละองค์ไม่ใช่แค่สอนปริยัติให้ท่านเท่านั้น แต่ยังสอนเคล็ดวิชาต่าง ๆ คาถาต่าง ๆ ท่านจึงคุ้นเคยกับคาถา อาคม การปฏิบัติจิต ทำสมาธิวิปัสสนามาตั้งแต่วัยเยาว์
สิ่งที่สร้างชื่อให้สามเณรโตเป็นอย่างมาก คือ การเทศน์มหาชาติ ๑๓ กัณฑ์ ซึ่งท่านสามารถแสดงได้อย่างไพเราะสมบทบาทเสียงเสนาะ กังวานน่าศรัทธายิ่งนัก ไม่มีกระแสแห่งความลุ่มหลงอยู่ในการแหล่นั้น ๆ เลย ไม่ว่าจะมีคนชื่นชมมากมายประการใดก็ตาม เณรโตก็ไม่เคยหลงตัวเองเลย
ครั้งหนึ่งข้าราชการผู้ใหญ่ได้เห็นรัดประคดชั้นดีของเณรโตเข้าก็เข้าไถ่ถาม จึงนำตัวเข้าเฝ้าสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอเจ้าฟ้ากรมหลวงอิศรสุนทร พระราชโอรสในรัชกาลที่ ๑ ผู้มีศรัทธาศึกษาพระธรรมชอบใจทั้งคันถะธุระ และวิปัสสนาธุระ เมื่อซักถามถึงประวัติความเป็นมา จนได้ความจริงจนตระหนักในพระทัยแล้ว ก็ได้ปาวารนาเป็นโยมอุปัฏฐาก และโปรดให้ส่งเณรโตไปร่ำเรียนกับสมเด็จพระสังฆราช มี วัดนิพพานาราม หรือวัดมหาธาตุในปัจจุบัน และให้ความสนับสนุนสามเณรโตอย่างเต็มที่
และสามเณรโตก็ได้อุปสมบทตามความตั้งใจของพระองค์ท่าน รัชกาลที่ ๑ ณ สมพระเกียรติอย่างนาคหลวง จัดการบวชอย่างยิ่งใหญ่ สมโภชน์อย่างยิ่งใหญ่ หลายวันหลายคืน ในที่สุดสามเณรโตก็ได้อุปสมบทเป็นพระภิกษุโดยมีสมเด็จพระวันรัต เป็นพระอุปัชฌาย์ หลวงพ่อแก้ววัดบางลำภูบนเป็นพระกรรมวาจาจารย์ และพระอธิการวัดตะไกรเป็นพระอนุสาวนาจารย์
สามเณรโต ได้อุปสมบทในสมัยรัชกาลที่ ๑ เมื่ออายุ ๒๑ ปี วันขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๖ ๑ โมงเช้า พระภิกษุโตก็มีความรู้แตกฉานลึกซึ้งในพระธรรมวินัย ไตรปิฎก แต่ไม่ชอบสอบเอาเปรียญธรรมสักเท่าไหร่ ไม่ชอบยศ เคยหนีการแต่งตั้งสมณศักดิ์ไปธุดงค์ก็มี
0



#22 ผู้ใช้ออฟไลน์   พอแล้ว ไอคอน

  • ตอบ 1000+
  • PipPipPip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 1880
  • สมัคร: 18/10/2006

ตอบ: 23/12/2006 - 20:51

ด้วยความเข้านอกออกในพระบรมหาราชวังอยู่เป็นประจำ ทำให้เจ้าประคุณสมเด็จโตเป็นที่เคารพ เชื่อฟังตั้งแต่เจ้าฟ้ามหากษัตริย์ ตลอดทั้งข้าราชบริพารทั้งหลาย เมื่อมีปัญหาสำคัญ ๆ เกิดในประเทศชาติบ้านเมือง เจ้าประคุณสมเด็จโต จะมีบทบาทในการให้คำแนะนำอันประกอบด้วยศีลธรรม และเชื่อกันว่าญาณหยั่งรู้ของท่านเจ้าประคุณสมเด็จโตนั้นเป็นเลิศกว่าใคร ๆ กว่าโหราจารย์ในราชสำนักแบบเปรียบกันไม่ได้
หากจะเรียบเรียงชีวประวัติคร่าว ๆ ของท่านก็ได้ดังนี้
สมัยรัชกาลที่ ๑ ( ครองราชย์ พ.ศ. ๒๓๒๕ - ๒๓๕๒)
เป็นช่วงที่เจ้าประคุณเกิด ตำบลไก่จ้น แขวงท่าหลวง อ.ท่าเรือ จ.พระนครศรีอยุธยา วันพฤหัสบดี ขึ้น ๑๒ ค่ำ เดือน ๕ ปีวอก ตรงกับวันที่ ๑๗ เมษายน พ.ศ. ๒๓๓๑ เวลาประมาณ ๐๖.๕๔น.และออกบวชเป็นสามเณรศึกษาวิชาต่าง ๆ ทั้งปริยัติ ปฏิบัติ บาลี ไวยากรณ์ คาถา อาคม การโยธาก่อสร้าง การเมืองการปกครอง อุปสมบทบวชเป็นพระภิกษุเป็นที่เคารพสักการะเลื่อมใสแก่ชนทุกหมู่เหล่าเป็นอย่างดี
สมัยรัชกาลที่ ๒ ( ครองราชย์ พ.ศ. ๒๓๕๒- ๒๓๖๗ )
สั่งสอนอบรมธรรมะแก้ปัญหาการบ้าน การเมือง ศึกษาพระธรรมวินัยกับพระเถระ ครูบาอาจารย์หลายท่าน และเป็นครูสอนธรรมะแก่ราชวงศ์ทั้งหลาย ได้รับเรือพระที่นั่งจากสมเด็จเจ้าฟ้า และยังได้รับตำแหน่ง " มหาโต " อีกด้วย
เมื่อสิ้นสมเด็จพระสังฆราช มี สมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยครองราชย์ และได้ยกสมเด็จพระชินวรขึ้นเป็นพระสังฆราช ( นาค ) พระมหาโตท่านจึงได้ร่วมทำสังฆกรรมกับสมเด็จพระสังฆราชถึง ๒ พระองค์
ต่อมาเจ้าฟ้าองค์ใหญ่ ซึ่งก็คือ พระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ร.๔ ออกผนวชเป็นสามเณรท่านก็ได้เป็นพระพี่เลี้ยง และเป็นครูสอนภาษาขอม และพระคัมภีร์ต่าง ๆ จนเป็นที่สนิทสนมคุ้นเคยกันจนเจ้าฟ้าลาสิกขา และกลับมาผนวชเป็นพระภิกษุท่านก็ทำหน้าที่เดิมอีกครั้ง กระทั้งรัชกาลที่ ๒ สิ้นพระชนม์ มหาโตอายุได้ ๔๙ ปี ๒๘ พรรษา พระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวก็ขึ้นครองราชเป็นรัชกาลที่ ๓ ในวันนั้น
สมัยรัชกาลที่ ๓ ( ครองราชพ.ศ. ๒๓๖๗ - ๒๓๙๔ )
มารดาท่านเสียชีวิตขณะที่ท่านกำลังเดินทางมาเยี่ยม เมื่อทำศพเรียบร้อยท่านจึงนำมรดกมาจัดการแบ่งให้แก่ญาติ ๆ หลาน ๆ และได้นำมาสร้างพระนอนอันวิจิตร งดงาม ที่วัดขุนอินทร์ประมูล สร้างอยู่หลายปี ตอนนั้นท่านอยู่แบบสงบ ๆ หวังในการปฏิบัติให้ถึงพระนิพพาน ได้ปัจจัยมาก็สร้างพระจนหมดและอยู่อย่างสมถะปฏิบัติจิตจนสิ้นรัชกาลนี้ มหาโตอายุได้ ๖๔ ปี ๔๒ พรรษา
สมัยรัชการที่ ๔ ( ครองราชย์ พ.ศ. ๒๓๙๕ - ๒๔๑๑ )
เมื่อขึ้นครองราชย์ มหาโตก็ออกธุดงค์หนีเข้าป่า ทรงมีรับสั่งให้หามหาโตให้เจอ ทั้งฝ่ายฆราวาส และฝ่ายสงฆ์ต่างตามหามหาโตกันสนุกสนาน เที่ยวจับพระธุดงค์ในที่ต่าง ๆ มาแต่ก็ไม่เจอมหาโต ด้วยเพราะท่านมีวิชาอาคม เปลี่ยนหน้าตาให้คนจำไม่ได้ หนักเข้าพระธุดงค์เดือดร้อนกันใหญ่ ท่านจึงแสดงตัวออกมาในที่สุด และตรัสบอกให้มหาโตช่วยงานพยุงประเทศน์ชาติ พระศาสนาด้วยกัน มหาโตได้รับแต่งตั้งให้เป็นพระธรรมกิตติ เจ้าอาวาสวัดระฆังโฆสิตาราม
วัดระฆังเนืองแน่นไปด้วยผู้คนแห่กันไปกราบไหว้ท่าน บ้างก็ว่าท่านบ้า แต่ความศักดิ์สิทธิ์ของท่านก็มีให้เห็นอยู่เป็นประจำ โดยเฉพาะเรื่องหวยมีคนไปเฝ้าตีหวยกับสมเด็จโตถูกบ้าง โดนกินบ้างแต่ก็มาตามประสาพวกบ้าหวย
ท่านได้เลื่อนชั้นเป็นพระเทพกวี (โต ) ท่านเริ่มสร้างพระสมเด็จ ๓ ชนิด ตั้งแต่ครั้งยังเป็นพระเทพกวี แต่ละพิมพ์ทำถึง ๘๔,๐๐๐ องค์ บรรจุไว้ฐานพระบ้าง เจดีย์บ้างหลายวัดด้วยกัน ในปีพ.ศ. ๒๔๐๘ ท่านได้เลื่อนเป็นสมเด็จพระพุฒาจารย์ อายุ ๗๘ พรรษา ๕๖
สิ่งที่ปรากฏอยู่ตลอดกาลชีวิตของท่านไม่ขาดสาย ก็คือกระแสธรรมที่ถ่ายทอดออกมาอย่างตรงไปตรงมาด้วยเหตุนี้ท่าน ถูกขับไล่จากราชอาณาจักรด้วยเหตุที่ไม่พอพระทัย ในคำเทศน์ จากพระเจ้าแผ่นดิน ท่านจึงหนีไปอาศัยอยู่ในโบสถ์ และได้พบกันเมื่อพิธีกฐินหลวง พระเจ้าอยู่หัว ร.๔ จึงได้ส่งราชบุตร ลูกหลานในราชวงศ์มาร่ำเรียนกับเจ้าประคุณสมเด็จอีกครั้ง รวมถึงเจ้าฟ้าพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวในขณะนั้นด้วย ซึ่งยังทรงพระเยาว์อยู่
เมื่อประเทศแถบยุโรปออกล่าอาณานิคมไปทั่วว่ากันว่าด้วยพระปรีชาสามารถของล้นเกล้ารัชกาลที่ ๔ และด้วยมีบัณฑิตคู่ใจ คู่บัลลังก์อย่างเจ้าประคุณสมเด็จจึงทำให้สามารถผ่านพ้นวิกฤตมาได้โดยเสียเพียงเมืองเขมรให้แก่ฝรั่งเศสในปี พ.ศ. ๒๔๑๐ และก่อนหน้านี้ก็ใช้วิธีประนีประนอม ไม่ทำตามการยั่วยุของต่างชาติที่ต้องการให้เกิดเรื่องเพื่อต้องการยึดแผ่นดินไทย
0



#23 ผู้ใช้ออฟไลน์   พอแล้ว ไอคอน

  • ตอบ 1000+
  • PipPipPip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 1880
  • สมัคร: 18/10/2006

ตอบ: 23/12/2006 - 20:52

สมัยรัชกาลที่ ๕( ครองราชย์ พ.ศ. ๒๔๑๑ - ๒๔๕๓ )
เจ้าประคุณสมเด็จทรงถวายการสอนแก่พระปิยมหาราชมาตั้งแต่เยาว์วัยมิใช่เพียงวิชาการบ้านการเมือง แต่ยังได้ช่วยพระองค์ท่านไว้จากสมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์ ผู้สำเร็จราชกาลแผ่นดินซึ่งคิดจะก่อกบฏ เจ้าประคุณสมเด็จจึงจุดไต้ ( คบเพลิง ) เข้าไปในวัง กล่าวธรรมให้ท่านได้สติ และล้มเลิกความคิดนั้น
และเจ้าประคุณสมเด็จยังให้คุณธรรมอันสูงยิ่ง ให้เรียนพุทธคุณ ธรรมคุณ สังฆคุณ เมตตามหานิยมเพื่อใช้ในการทูต ให้ล้นเกล้ารัชกาลที่ ๕ มีความอดทน ด้วยท่านทราบว่ายุคสมัยขณะนั้นเป็นที่ลำบากนักสำหรับสยามประเทศ ประเทศชาติจะเกิดภัยนานาประการ จึงอบรมสั่งสอนศิลปะวิทยาการแก่เจ้าฟ้ามากมายทุกรูปแบบ และด้วยบุญญาวาสนาของล้นเกล้า ร. ๕ ที่เกิดมาเพื่อประเทศชาติเจ้าประคุณสมเด็จท่านได้ให้พินัยกรรมแก่ ร.๕ ว่า " หากถึงคราวจำเป็น ไม่สามารถจะสู้รบกับชาติยุโรป ขอให้ยอมตัดแขนขา อวัยวะบางส่วนเพื่อแลกกับอิสรภาพของสยาม " และก็เป็นจริงตามที่ท่านว่าไว้
ในปี พ.ศ. ๒๔๓๑ สิ้นหลวงปู่โตแล้วไทยสูญเสีย ๑๒จุไทให้แก่ฝรั่งเศส โดยที่ฝรั่งเศสอ้างว่าจะช่วยไทยปราบพวกฮ้อแต่พอยึดได้ก็ไม่ยกทัพกลับ
และในปี พ.ศ. ๒๔๓๖ ต้องเสียดินแดนฝั่งซ้ายแม่น้ำโขงให้แก่ฝรั่งเศสอีกครั้ง โดยอ้างว่าเขมรและญวนเคยมีอำนาจเหนือลาวมาก่อนเมื่อเป็นของเขมรแล้ว ลาวก็ควรเป็นของเขมรด้วย โดยฝรั่งเศสได้ยกทัพมาปิดแม่น้ำเจ้าพระยา และไทยยอมสงบศึกและยกดินแดนให้
อีก ๑๐ ปีต่อมา พ.ศ. ๒๔๔๖ ฝรั่งเศสก็ยึดเมืองจันทบุรี ยึดไว้หลายปี จนไทยต้องยอมเสียฝั่งขวาแม่น้ำโขงเพื่อแลกกับการถอนตัว และอีก ๓ ปี พ.ศ. ๒๔๔๙ ฝรั่งเศสก็ยึดตราด และเกาะต่าง ๆ ทำให้ไทยต้องเสียมณฑลบูรพา คือ เมืองพระตะบอง เสียมราฐ และ ศรีโสภณ แลกกับสิทธิทางการศาลด้วย
การเสียแผ่นดินครั้งสุดท้ายก็ในสมันรัชกาลที่ ๕ พ.ศ. ๒๔๕๒ เสียไทรบุรี ปะลิส กลันตัน ตรังกานูให้อังกฤษ เพื่อแลกกับหัวเมืองมลายู และสิทธิสภาพนอกอาณาเขต จนในที่สุดก็เหลือแผ่นดินเท่าที่เราได้เห็นอยู่ทุกวันนี้
ในสมัย ร.๕ นี้เองที่พระสมเด็จของหลวงปู่โตเป็นที่กล่าวขานถึงความศักดิ์สิทธิ์ เมื่อครั้งเกิดโรคห่าอาละวาด จนคนตายเป็นแสน พระปิยท่านทรงพระสุบิน ฝันเห็นหลวงปู่โตมาบอกให้แจกพระสมเด็จ ที่หลวงปู่สร้างถวายเมื่อครั้งเถลิงราชสมบัติขึ้นครองราชย์ และให้เอาพระแช่น้ำทำน้ำมนต์ ให้คนได้ดื่ม อาบ ประพรมกันทั่วทุกที่โรคห่าก็หายไปอย่างน่าอัศจรรย์
เมื่อครั้งที่ ร.๕ ออกเดินทางไปประพาสต่างประเทศท่านก็ได้พกพระสมเด็จของหลวงปู่โตไปด้วย ที่รัสเซียพระเจ้าไกเซอร์ได้พบเห็นแสงออกจากกษัตริย์ชาวไทย เป็นที่อัศจรรย์ จนเกิดเป็นพระสมเด็จไกเซอร์ขึ้นเลื่องลือไปถึงต่างประเทศ ด้วยเมตตา มหานิยมที่หลวงปู่โตได้ประสิทธิ์ประสาทถวายพระองค์ท่าน ทำให้การทูตสมัย ร.๕ ดีมาก
เจ้าประคุณสมเด็จพระพุฒาจารย์ ( โต พรหมรังสี ) ถึงชีพตักษัย ในวันเสาร์แรม ๒ ค่ำ เดือน ๘ ปี วอก จ.ศ. ๑๒๓๔ พ.ศ.๒๔๑๕ รวมศิริอายุ ๘๔ ปี บวชได้ ๖๓ พรรษา หลังจาพระจุลจองเกล้าครองราชย์ได้เพียง ๔ ปี
ในปี ๒๕๔๘ นี้ ข้าพเจ้าได้เดินทางไปประเทศเยอรมันได้พบพระเจ้าอาวาสที่เยอรมัน และท่านได้ขอให้สร้างหลวงปู่โต มาประดิษฐานเพื่อให้คนได้สักการบูชา และทางวัดทรงเมตตาได้ทำพิธีหล่อเศียรของท่านในวันมาฆบูชาที่ผ่านมา บังเกิดเหตุอัศจรรย์ มีภาพหลวงปู่นั่งบริกรรมอยู่ที่ผิวนอกเบ้าหล่อ ซึ่งมีผู้สังเกตเห็นปรากฏการณ์ให้ได้ชมด้วยตาเปล่า ภาพอันน่าอัศจรรย์นั้น ปรากฏขึ้นตั้งแต่เริ่มชุมนุมเทวดาเป็นภาพปาฏิหาริย์ที่ประทับอยู่ในใจของผู้พบเห็น มีพระธรรมคำสอนที่กล่าวไว้ว่าทุกสิ่งล้วนเกิดจากเหตุดังนั้น ภาพที่เกิดขึ้นนี้ ย่อมไม่ใช่เรื่องบังเอิญและเมื่อได้ชมภาพถ่ายจากกล้องถ่ายรูปเราก็ได้ประจักษ์กับความไม่ธรรมดาของบรรยากาศงานพิธีในวันนี้เพราะหลายภาพได้มีสิ่งที่เราท่าน ไม่เคยเห็นมาก่อน ซึ่งทำให้นึกถึงภาพในจิตรกรรมฝาผนังตามโบสถ์ วิหารต่าง ๆ ภาพเทพ เทวดาที่ลอยอยู่เหนือมนุษย์ที่ปรากฏมีรัสมี ออกจากกายทิพย์ของท่านเหล่านั้น
คณะสงฆ์จึงได้ตกลงกันสร้างพระสมเด็จมีรูปเหมือนองค์ท่านหลวงปู่ โดยให้ชื่อว่า " สมเด็จปาฏิหาริย์ " จำนวน ๒๐,๐๐๐ องค์ ผู้รับไปหลายท่านได้พบกับปาฏิหาริย์ต่าง ๆ กันไป ซึ่งเป็นผลให้หลาย ๆ ท่านมาตามหาขอไปบูชากันมากมาย เรื่องเล่าของสมเด็จปาฏิหาริย์นั้นมีมาก ข้าพเจ้าก็ฟังมาจากลูกศิษย์อีกต่อหนึ่ง ไม่ได้เห็นกับตาตนเอง จะเล่าให้ฟังเท่าที่จำได้
โดยปกติผู้คนมักจะมากราบไหว้ขอพรที่ศาลาครูบาศักดิ์สิทธิ์ ๘ ทิศกันเป็นประจำ บ้างก็มาเสี่ยงเซียมซีถามเรื่องราวปัญหาชีวิตต่าง ๆ กันไป ข้าพเจ้าก็เห็นว่าได้ผลกันหลายท่าน มาแก้บนกันบ่อย ๆ ที่ฮิตติดอันดับการบนบานก็เห็นจะเป็นการบนบวชปฏิบัติธรรม จนเป็นที่เรื่องลือแนะนำกันไปต่าง ๆ นานา เมื่อทางวัดได้สร้างสมเด็จปาฏิหาริย์ขึ้นก็มีผู้มารับกันแรก ๆ ก็ไม่ได้อยากได้กันมากมาย จนมีข่าวว่าชาวเรือบางเสร่เอาไปลองยิง ไม่ออกและตามหาพระสมเด็จวัดทรงเมตตากันมากขึ้น ญาติโยมหลาย ๆ ที่รับพระไปมากก็เอาพระมาคืนวัดให้คนได้เช่าบูชา และได้ตั้งราคากันเองได้มาก็ถวายวัด เป็นการช่วยวัดอีกทาง ข้าพเจ้ามาดูราคาก็ยังตกใจว่าเพียงไม่กี่เดือนก็ราคาสูงขนาดนี้เลยหรือ
ส่วนใหญ่ที่มีประสบการณ์กันก็จะเป็นเรื่องความแคล้วคลาดจากอุบัติเหตุ หรือเกิดอุบัติเหตุแล้วไม่เป็นไร มีอยู่วันหนึ่ง มีแก็งค์มอร์เตอร์ไซด์ ๒๐ กว่าคันวิ่งขึ้นมาบนวัดชาววัดต่างพากันตกอกตกใจ นึกว่าจะมีเรื่องสอบถามกันก็ทราบว่า เป็นวิน มอร์เตอร์ไซด์ เห็นเพื่อในวินด้วยกันนั่งรถประจำทางกลับมาที่วิน เสื่อผ้าขาดตามตัวมีรอยเปื้อนเหมือนคนมีเรื่องกับใครมา ก็เข้าไปถามไถ่จึงรู้ว่าเพื่อนเกิดอุบัติเหตุถูกรถใหญ่ปาดหน้า จนตกสะพาน รถพังยับเยิน แต่ก็แปลกตัวเองไม่เป็นอะไร ถามว่ามีอะไรดี ก็ไม่ได้พกอะไร จนมานึกได้ว่าพึ่งไปบูชาสมเด็จปาฏิหาริย์มาจากวัดทรงเมตตา ฯ พวกวินทั้งหมดก็เลยมาเช่าบูชาไปใส่กันภัยอย่างที่เห็น
บางคนขึ้นโรงขึ้นศาลข้าพเจ้าก็ให้พึ่งบารมีหลวงปู่ครูบาอาจารย์ เขาก็ไปใสเสื่อยันต์กันภัยพิบัติ ใส่สมเด็จวัดทรงเมตตา ฯ เรื่องราวก็จบได้ด้วยดี เรื่องราวของหลวงปู่โตยังมีอีกมากมายว่าง ๆ ท่านผู้อ่านมาคุยกันได้ที่วัด จะได้อรรถรสกว่ากันเยอะ " สมเด็จพระพุฒจารย์ (โต พรหมรังสี) " จึงเป็นพระคู่บ้านคู่เมื่อง และกู้บ้านเมืองไทยเรามาเช่นเดียวกันกับหลวงปู่ทวดเหยียบน้ำทะเลจืดนั้นเอง
หนังสือสมเด็จกู้แผ่นดินเล่มนี้ ก็เนื่องด้วยข้าพเจ้าไปจำพรรษาที่ญี่ปุ่น และได้ส่งหลวงปู่โต หลวงปู่ทวด ขนาด สูง ๔ เมตร ถึง ๓ องค์ ไปต่างประเทศจึงได้ระลึกนึกถึงว่าข้าพเจ้าอยู่มาได้เพราะบารมีบรมครู อาจารย์ปกปักษ์ รักษาคุ้มครองหากขาดที่แล้วคงไม่มีชีวิรอดยืนยาวในพระศาสนามาได้จนถึงทุกวันนี้ จึงขออาราธนาพุทธบารมี ธัมมะบามี สังฆะบารมี บารมีแห่งบรมครู อุปัชฌาย์ อาจารย์ โดยเฉพาะ หลวงปู่ทวดเหยียบน้ำทะเลจืด สมเด็จพระพุฒาจารย์ โต พรหมรังษี พระอรหันต์ชินปัญจะระ พ่อท่านแช่ม พ่อท่านคล้าย หลวงพ่อสด หลวงปู่มั่น ครูบาศรีวิชัย พระโพธิสัตว์พระศรีอาริยเมตตรัย พรหม - เทพ วีระกษัตริย์ไทย นักรบไทยทั้งหลาย ได้โปรดกอบกู้จิตวิญญาณ ลูกหลาน ศิษยานุศิษย์ ให้ก้าวข้ามวังวน วัฏฏสงสาร การเวียนว่ายตายเกิด หมดทุกข์ หมดโศก หมดโรค หมดภัย อันตรายนานาประการ คุณธรรมอันเป็นไปเพื่อพระนิพพานใดๆที่พระองค์ท่านเข้าถึงก็ขอได้โปรดเมตตา สงสาร เอ็นดู ลูกหลาน สัตว์โลก ผู้อ่านให้ได้เข้าถึงโดยฉับพลันทันที ในปัจจุบันกาลนี้ด้วยเทอญ



รักลูกทุกคนเสมอ จากพ่อในแดนธรรม



พระครูสังฆรักษ์บุญส่ง อุปสโม
0



#24 ผู้ใช้ออฟไลน์   พอแล้ว ไอคอน

  • ตอบ 1000+
  • PipPipPip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 1880
  • สมัคร: 18/10/2006

ตอบ: 23/12/2006 - 20:54

จบแล้วครับ ก็อ่านสนุก ๆกันไปนะครับ บันเทิงธรรมนี่

สาธุกับตัวเองจริง ๆ ที่พิมพ์เสร็จ
คนเราล้วน ดิ้นรน เพื่อสิ่งที่ต้องทิ้ง

บางคนทำสิ่งที่ไม่เป็นแก่นสารสาระ ได้ไร้สาระที่สุด
แต่บางคนก็สามารถใช้สิ่งอันไร้แก่นสาร สาระนี้
ได้เป็นสาระเกิดประโยชน์สูงสุด คือได้ มรรค ผล นิพพาน

ธรรมะ หาได้ในกายยาววา หนาคืบ กว้างศอกนี้แล
0



#25 ผู้ใช้ออฟไลน์   ธรรมเนียบขาว ไอคอน

  • ตอบ 200+
  • Pip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 205
  • สมัคร: 22/10/2006

ตอบ: 26/12/2006 - 19:52

:09: :09: :09:
:30: :30: :30:
:12: :12: :12:
0



#26 ผู้ใช้ออฟไลน์   ทีโม ไอคอน

  • ตอบ 100+
  • Pip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 180
  • สมัคร: 30/12/2005

ตอบ: 26/12/2006 - 21:22

โมทนา สาธุ ค่ะ อ่านแล้วซาบซึ้งในพระคุณ ของสมเด็จที่มีกับสยามประเทศ จริงๆค่ะ
0



คำตอบต่อไป: ไม่มี
  • (2 หน้า)
  • +
  • 1
  • 2
  • คุณไม่สามารถตั้งกระทู้ใหม่ได้
  • กระทู้นี้ถูกล็อค

1 ผู้ใช้กำลังอ่านกระทู้นี้
0 สมาชิก, 1 ผู้เยี่ยมชม, 0 ผู้ใช้ที่ไม่ระบุชื่อ