ลานธรรมเสวนา: อย่างไร จึงเรียกว่า บรรลุโสดาบันครับ - ลานธรรมเสวนา

เข้าไปดูเนื้อหา

หน้า 1 จาก 1
  • คุณไม่สามารถตั้งกระทู้ใหม่ได้
  • กระทู้นี้ถูกล็อค

อย่างไร จึงเรียกว่า บรรลุโสดาบันครับ

#0 ผู้ใช้ออฟไลน์   wathongchai ไอคอน

  • ตอบไม่มาก
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 54
  • สมัคร: 27/08/2006

ตอบ: 09/10/2006 - 01:25

คือ ผมสงสัยมานานแล้วครับ เนื่องจากว่าอ่านพุทธประวัติหลายๆ ครั้ง ก็ได้พบ เหตุการณ์ที่มักจะบอกว่า "บุคคลท่านนั้น ท่านนี้ได้บรรลุโสดาปัตติผล ด้วยประการฉะนี้"
เลยอยากทราบว่า เรารู้ได้อย่างไร และต้องมีคุณสมบัติอย่างไรจึงถือว่า บรรลุธรรมขั้นนั้นแล้วครับ

ขอบคุณและอนุโมทนาแด่ผู้แบ่งปันธรรมทานครับ
0


หน้า 1 จาก 1
  • คุณไม่สามารถตั้งกระทู้ใหม่ได้
  • กระทู้นี้ถูกล็อค

การตอบอื่นๆต่อกระทู้นี้



#1 ผู้ใช้ออฟไลน์   หนานตา ไอคอน

  • ตอบ 100+
  • Pip
  • กลุ่ม: ยกเลิกการเป็นสมาชิก
  • ตอบ: 195
  • สมัคร: 15/05/2004

ตอบ: 10/10/2006 - 07:48

ต้องละสังโยชน์ได้สามอย่าง

1 ไม่ยึดมั่นถือมั่น ว่าขันธ์ ๕ เป็นสัตว์ บุคคล ตัวตน เรา เขา หรือเป็นนั่นเป็นนี่
ขันธ์ ๕ ไม่ใช่ของวิเศษ ที่ถูกสร้างมาโดยผู้มีความวิเศษ (พระเจ้า)
แต่ขันธ์เป็นแค่เพียงการปรากฏขึ้นจากการปรุงแต่ง ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา

2 หมดความกังวล หรือโลเลสังสัย ไม่มั่นใจในพระธรรมคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า

3 ไม่เชื่อถือมงคลตื่นข่าว โชคชตาราศรี หมอดู หมอเดา ฤกษ์ยาม ตลอดจนพิธีกรรม ต่าง ๆ
แต่หันมาเชื่อเรื่องกรรม หรือกฏแห่งกรรม

ทั้งสามที่ว่ามาไม่สักแต่ว่าเชื่อเท่านั้น ต้องรู้เห็น และเข้าใจอย่างแจ่มแจ้ง เอาเหตุ เอาผลเป็นหลัก
0



#2 ผู้ใช้ออฟไลน์   asdfg ไอคอน

  • ตอบ 300+
  • Pip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 354
  • สมัคร: 09/10/2005

ตอบ: 11/10/2006 - 12:42

เอากระทู้มาฝากครับ
เรื่องของพระโสดาบัน
0



#3 ผู้ใช้ออฟไลน์   กานต์ ไอคอน

  • ตอบ 4000+
  • PipPipPipPipPipPip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 4289
  • สมัคร: 13/08/2004

ตอบ: 11/10/2006 - 13:33

:09: สาธุ คห. 3ครับ
มรรคผลอยู่ข้างหน้า มองหาแล้วจะพบ
--
จาก พี่ตุลย์ ดังตฤณ งานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติครั้งที่ ๓๓ วันที่ ๓ เมษายน ๒๕๔๘

-----------
วิมุตติปฏิปทา :

หนทางยังมีอยู่ ผู้เดินทางยังไม่ขาดสาย
ลงมือเสียแต่วันนี้ ก่อนที่กระแสลมแห่งกาลเวลา
จะพัดพารอยพระบาทของท่านหายไป เพราะถึงเวลานั้น
พวกเราก็จะต้องระหกระเหินไร้ทิศทาง ไปอีกแสนนาน ...

_/|\_ _/|\_ _/|\_

พระอาจารย์ปราโมทย์ ปาโมชฺโช
0



#4 ผู้ใช้ออฟไลน์   damrong121 ไอคอน

  • ตอบ 1000+
  • PipPipPip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 1759
  • สมัคร: 07/05/2006

ตอบ: 11/10/2006 - 18:54

เหมือนตาม คห.ที่ 2-4 ครับ

แต่ยาวหน่อย ผมให้แฟนพิมพ์ให้ แต่เค้าให้เพื่อนพิมพ์ให้ต่อครับ คัดมาจากหนังสือที่แจกให้อ่านทั่วไปที่สำนักที่ปฏิบัติวิปัสสนาแห่งหนึ่งครับ
http://larndham.net/...pic=22546&st=10

กัลยาณมิตรธรรม
เฉยๆ
0



#5 ผู้ใช้ออฟไลน์   wathongchai ไอคอน

  • ตอบไม่มาก
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 54
  • สมัคร: 27/08/2006

ตอบ: 24/12/2006 - 19:56

ขอบคุณทุกท่านที่มาแบ่งปันข้อมูลครับ
0



#6 ผู้ใช้ออฟไลน์   เฉลิมศักดิ์ ไอคอน

  • ตอบ 6000+
  • PipPipPipPipPipPipPipPip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 6234
  • สมัคร: 26/01/2004

ตอบ: 25/12/2006 - 06:33

พระพุทธศาสนาจากพระโอษฐ์

069 พระอริยะกับคนธรรมดา
http://84000.org/true/069.html

ปัญหา คฤหัสถ์บางคนไม่เชื่อว่า ภิกษุที่ออกบรรพชาอุสมบทประพฤติพรหมจรรย์จะได้รู้ได้เห็น ได้เสวยธรรมวิเศษอย่างใดอย่างหนึ่ง ไม่เห็นคุณค่าของการประพฤติพรหมจรรย์ ในเรื่องนี้พระผู้มีพระภาคทรงเห็นอย่างไร ?

พุทธดำรัสตอบ “.....ดูก่อนอัคคิเวสสนะ ข้อที่ความข้อนั้นเขา (สมณะ) รู้ เขาเห็น เขาบรรลุ เขาทำให้แจ้งกันได้ด้วยเนกขัมมะ แต่พระราชกุมารชยเสนะยังอยู่ท่ามกลางกาม ยังบริโภคกาม ถูกกามวิตกกิน ถูกความเร่าร้อนเพราะกามเผา ยังขวนขวายในการแสวงหากาม จักทรงรู้ หรือจักทรง หรือจักทรงเห็น หรือจักทรงทำให้แจ้ง ความข้อนั้นได้ นั้นไม่ใช้ฐานะที่จะมีได้
“.....ดูก่อนอัคคิเวสสนะ เปรียบเหมือนภูเขาใหญ่ไม่ห่างไกลบ้านหรือนิคมสหายสองคนออกจากบ้านหรือนิคมนั้น ไปยังภูเขาลูกนั้นแล้ว..... สหายคนหนึ่งยืนที่เชิงภูเขาเบื้องล่าง อีกคนหนึ่งขึ้นไปข้างบนภูเขา สหายที่ยืนตรงเชิงภูเขาข้างล่าง เอ่ยถามสหายผู้ยืนบนภูเขานั้นอย่างนี้ว่า แนะเพื่อน เท่าที่เพื่อนยืนบนภูเขานั้น เพื่อนเห็นอะไร สหายคนนั้นตอบอย่างนี้ว่า เพื่อนเอ๋ย เรายืนบนภูเขาแล้ว เห็นสวนป่าไม้ภูมิภาคและสระโบกขรณีอันน่ารื่นรมย์
“สหายข้างล่างกล่าวอย่างนี้ว่า แนะเพื่อน ข้อที่เพื่อยืนบนภูเขาแล้ว เห็น สวน ป่าไม้ ภูมิภาค และสระโบกขรณีที่น่ารื่นรมย์ นั่นไม่ใช่ฐานะ ไม่ใช่โอกาสเลย
“สหายที่ยืนบนภูเขาจึงลงมายังเชิงเขาข้างล่าง แล้วจูงแขนสหายคนนั้นให้ขึ้นไปบนภูเขาลูกนั้น ให้สบายใจครู่หนึ่งแล้ว เอ่ยถามสหายนั้นว่า แนะเพื่อน เท่าที่เพื่อนยืนบนภูเขาแล้ว เพื่อนเห็นอะไร ?
“สหายคนนั้นตอบอย่างนี้ว่า แนะเพื่อ เรายืนบนภูเขาแล้ว แลเห็นสวน ป่าไม้ ภูมิภาค และสระโบกขรณีอันน่ารื่นรมย์.....”

ทันตภูมิสูตร อุ. ม. (๓๙๒-๓๙๔)
ตบ. ๑๔ : ๒๖๒-๒๖๔ ตท. ๑๔ : ๒๒๙-๒๓๑
ตอ. MLS. III : ๑๗๖-๑๗๗


065 วิธีพิสูจน์พระอรหันต์

ปัญหา เราจะมีวิธีพิสูจน์ได้อย่างไร ว่าภิกษุรูปใดเป็นพระอรหันต์ หรือไม่ เพราะเราไม่อาจจะทราบได้ด้วยเครื่องหมายภายนอกใด ๆ ?
http://84000.org/true/065.html
--------------------------------------------------------------------------
คุณสมบัติของพระโสดาบัน จากรัตนสูตร
http://84000.org/tip...book=9&bookZ=33

พระอริยบุคคลเหล่าใด ทำให้แจ้งซึ่งอริยสัจทั้งหลาย อันพระศาสดาทรงแสดงดีแล้ว ด้วยปัญญาอันลึกซึ้ง พระอริยบุคคลเหล่านั้น ยังเป็นผู้ประมาทอย่างแรงกล้าอยู่ก็จริง ถึงกระนั้น ท่านย่อมไม่ยึดถือเอาภพที่ ๘ สังฆรัตนะแม้นี้เป็นรัตนะอันประณีต ด้วยสัจจวาจานี้ ขอความสวัสดีจงมีแก่สัตว์เหล่านี้ สักกายทิฏฐิและวิจิกิจฉา หรือแม้สีลัพพตปรามาส อันใดอันหนึ่งยังมีอยู่ ธรรมเหล่านั้น อันพระอริยบุคคลนั้นละได้แล้ว พร้อมด้วยความถึงพร้อมแห่งการเห็น[นิพพาน] ทีเดียว อนึ่ง พระอริยบุคคลเป็นผู้พ้นแล้วจากอบายทั้ง ๔ ทั้งไม่ควรเพื่อจะทำอภิฐานทั้ง ๖ [คืออนันตริยกรรม ๕ และการเข้ารีด] สังฆรัตนะแม้นี้เป็นรัตนะอันประณีต ด้วยสัจจวาจานี้ ขอความสวัสดีจงมีแก่สัตว์เหล่านี้
--------------------------------------------------------
คุณสมบัติพระโสดาบัน จากพระอภิธัมมัตถสังคหะ
http://larndham.net/...t=2&#entry96360
------------------------------------------------------------------------

อ้างอิง
ผมสงสัยมานานแล้วครับ เนื่องจากว่าอ่านพุทธประวัติหลายๆ ครั้ง ก็ได้พบ เหตุการณ์ที่มักจะบอกว่า "บุคคลท่านนั้น ท่านนี้ได้บรรลุโสดาปัตติผล ด้วยประการฉะนี้"
เลยอยากทราบว่า เรารู้ได้อย่างไร และต้องมีคุณสมบัติอย่างไรจึงถือว่า บรรลุธรรมขั้นนั้นแล้วครับ


อ้างอิง
แต่ยาวหน่อย ผมให้แฟนพิมพ์ให้ แต่เค้าให้เพื่อนพิมพ์ให้ต่อครับ คัดมาจากหนังสือที่แจกให้อ่านทั่วไปที่สำนักที่ปฏิบัติวิปัสสนาแห่งหนึ่งครับ
http://larndham.net/...pic=22546&st=10

กัลยาณมิตรธรรม


ปุถุชนผู้หนาแน่นด้วยกิเลสอย่างผม และพวกเรา มิอาจล่วงรู้ว่า ภิกษุท่านใดเป็นพระโสดาบัน

อย่าอาศัยเพียงรูปลักษณ์ภายนอกของท่านตัดสิน เช่น มีความสงบเสงี่ยมน่าเลื่อมใส, ดูท่านเรียบง่าย สอนเรื่องนิพพานแบบง่าย, นั่งสมาธิเก่งได้ฌาน , มีอภินิหาร ฯลฯ

เหตุให้เกิดศรัทธา ๔ ประการ (จากพระอภิธรรม ปุคคลบัญญัติ)

๑. รูปัปปมาณศรัทธา -- บุคคลผู้ถือรูปที่สมส่วน หรืองามพร้อม ไม่มีที่ติเป็นประมาณ แล้วจึงเกิดความเลื่อมใสศรัทธา ( หรือเห็นความเป็นระเบียบ, สวยงาม)

๒. โฆสัปปมาณศรัทธา -- บุคคลผู้ถือเสียงมีการสรรเสริญคุณ พูดยกย่องชมเชย เขียนหรือพูดต่อหน้า หรือแม้ติดในเสียงผู้แสดง ก็นับว่าถือเสียงเป็นเหตุให้เกิดศรัทธา บุคคลนี้ ชื่อว่าถือเสียงเป็นประมาณ

๓. ลูขัปปมาณศรัทธา -- บุคคลผู้ถือความเศร้าหมองแห่งจีวร บาตร เสนาสนะ หรือเห็นการทำทุกรกิริยา ( เช่น ไม่ใส่รองเท้า ไม่ใช้อิริยาบถนอน ฉันมื้อเดียว ฯลฯ ) ถือเอาสิ่งเหล่านี้เป็นประมาณ แล้วเกิดศรัทธา

๔. ธัมมัปปมาณศรัทธา -- บุคคลผู้ถือธรรม คือ เหตุ – ผล ด้วยปัญญา ฟัง คิด ( ภาวนา – ศีล สมาธิ ปัญญา ) จนเข้าถึงเหตุ – ผล เกิดปัญญาขึ้น บุคคลนั้นจึงเกิดความเลื่อมใสศรัทธา

ท่านจัดอันดับบุคคลในโลกนี้ ที่ศรัทธาในรูปมีมากที่สุด ผู้ศรัทธาในธรรม ถือเหตุ – ผล มีน้อยที่สุด


หมายเหตุ ชาวพุทธเรามักหลงติดอาจารย์ ไม่อาการใดก็อาการหนึ่งเสมอ
0



#7 ผู้ใช้ออฟไลน์   CalZera ไอคอน

  • ตอบ 100+
  • Pip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 163
  • สมัคร: 24/11/2005

ตอบ: 25/12/2006 - 16:08

[๓๖๖] ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคยังท่านพระอนุรุทธ ท่านพระนันทิยะ และท่านพระ-
*กิมิละ ให้เห็นแจ้ง ให้สมาทาน ให้อาจหาญ ให้ร่าเริง ด้วยธรรมีกถาแล้วเสด็จลุกจากอาสนะ
หลีกไป ท่านพระอนุรุทธ ท่านพระนันทิยะ และท่านพระกิมิละ ส่งเสด็จพระผู้มีพระภาค
ครั้นกลับจากที่นั้นแล้ว ท่านพระนันทิยะ และท่านพระกิมิละ ได้กล่าวกะท่านพระอนุรุทธว่า
ท่านอนุรุทธประกาศคุณวิเศษอันใดของพวกกระผม จนกระทั่งถึงความสิ้นอาสวะ ในที่เฉพาะ
พระพักตร์ พระผู้มีพระภาค พวกกระผมได้บอกคุณวิเศษนั้น แก่ท่านอนุรุทธอย่างนี้หรือว่า พวก
เราได้วิหารสมาบัติเหล่านี้ด้วย.
อ. พวกท่านผู้มีอายุมิได้บอกแก่กระผมอย่างนี้ว่า พวกเราได้วิหารสมาบัติเหล่านี้ด้วยๆ
แต่ว่ากระผมกำหนดใจของพวกท่านผู้มีอายุด้วยใจแล้วรู้ได้ว่า ท่านผู้มีอายุเหล่านี้ ได้วิหารสมาบัติ
เหล่านี้ด้วยๆ แม้พวกเทวดาก็ได้บอกเนื้อความข้อนี้แก่กระผมว่า ท่านผู้มีอายุเหล่านี้ ได้วิหาร-
*สมาบัติเหล่านี้ด้วยๆ กระผม ถูกพระผู้มีพระภาคตรัสถามปัญหาแล้ว จึงทูลถวายพยากรณ์
เนื้อความนั้น.


ขออนุญาตนำส่วนของพระสูตรมาแสดงไว้ ณ ที่นี้ครับ

พระสูตร จูฬโคสิงคสาลสูตร

อรรถกถา จูฬโคสิงคสาลสูตร

การโพสต์นี้ได้ถูกแก้ไขโดย CalZera: 25/12/2006 - 16:08

0



#8 ผู้ใช้ออฟไลน์   pworachai ไอคอน

  • ตอบไม่มาก
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 85
  • สมัคร: 28/12/2005

ตอบ: 26/12/2006 - 22:28

ขอให้ทุก ๆ ท่านได้เจริญในธรรม ยิ่ง ๆ ขึ้นไปนะครับ สาธุ สาธุ
0



#9 ผู้ใช้ออฟไลน์   สวัสดี ไอคอน

  • ตอบ 1000+
  • PipPipPip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 1704
  • สมัคร: 16/12/2005

ตอบ: 27/12/2006 - 02:55

:09:
0



#10 ผู้ใช้ออฟไลน์   วิภาช* ไอคอน

  • ตอบ 400+
  • Pip
  • กลุ่ม: สมาชิกผู้อ่านอย่างเดียว
  • ตอบ: 488
  • สมัคร: 19/10/2004

ตอบ: 27/12/2006 - 09:18

พระพุทธเจ้าท่านตรัสให้หลักไว้ชัดเจนแล้วครับว่า พระโสดาบัน คือ ผู้ที่ละสังโยชน์ 3 ได้แล้วอย่างเด็ดขาด ซึ่งคุณหนานตาก็ได้อธิบายไว้แล้วในความเห็นที่ 1



ผมจะขออธิบายโดยใช้ภาษาร่วมสมัยอีกสำนวนหนึ่ง เผื่อว่าอาจเป็นประโยชน์ในความเข้าใจให้ชัดยิ่งขึ้น อย่างนี้นะครับ


1. ในแง่ของปุถุชน หรือบุคคลที่ไม่ใช่พระโสดาบัน

บุคคลประเภทนี้ มี สักกายทิฏฐิ , วิจิกิจฉา และสีลัพพตปรามาส อยู่อย่างเหนียวแน่น และดำเนินชีวิตไปตามสังโยชน์ทั้ง 3 ประการนี้

กล่าวคือ บุคคลที่ยังมีความเห็นผิด (=สักกายทิฏฐิ) คือบุคคลที่ยังไม่รู้จริงหรือรู้ไม่ถูกต้องในเรื่องของชีวิต ในเรื่องสาระและเป้าหมายที่แท้จริงของชีวิต ไม่รู้ในเรื่องทางของชีวิต บุคคลเหล่านี้เมื่อยังไม่รู้ความจริงในเรื่องของชีวิต ก็ย่อมจะขาดมั่นใจในการดำเนินชีวิต (=วิจิกิจฉา) เมื่อขาดความมั่นใจ จิตย่อมอยู่นิ่งไม่ได้ ต้องแสวงหาที่ยึดเหนี่ยวเพื่อให้คลายจากความหวาดและกลัวอันเนื่องมาจากการขาดความมั่นใจ จึงเที่ยวไปยึดถือมั่นในเรื่องของสิ่งศักดิ์สิทธิ์ต่างๆ ตลอดจนพิธีกรรมที่ยึดถือว่าเป็นของศักดิ์สิทธิ์ เพื่อให้รู้สึกมั่นใจและปลอดจากการรบกวนที่เกิดขึ้นจากความหวาดและกลัวนั้นๆ (=สีลัพพตปรามาส)

อุปมาเปรียบได้กับบุคคลที่อยู่ในกลางป่า ไม่รู้ทิศทางหรือตำแหน่งแห่งหนว่าอยู่ ณ ที่ใด? ทางที่กำลังเดินอยู่จะนำไปถึงไหน ? หรือทางแพร่งที่เจออยู่ข้างหน้า จะเลือกไปทางใดดี ?(=สักกายทิฏฐิ) บุคคลที่ว่านี้ย่อมเดินไปด้วยความรู้สึกที่หวาดระแวง ไม่มีความมั่นใจในการเดิน (=วิจิกิจฉา) และต้องคอยนึกถึงสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายให้ช่วยคุ้มครองและดลบันดาลอยู่ตลอดเวลา (=สีลัพพตปรามาส)

วิถีชีวิตของปุถุชนแทบทั้งนั้น จึงตกอยู่ภายใต้การดำเนินชีวิตในลักษณะดังที่พรรณนาไปแล้วนี้ ไม่สามารถพ้นไปจากอำนาจหรือข่ายของสังโยชน์เบื้องต้นทั้ง 3 นี้ได้



2. บุคคลที่เป็นพระโสดาบัน

พระโสดาบันคือผู้ที่ละสังโยชน์ 3 ได้แล้วจนหมดสิ้น เพราะมี “สัมมาทิฏฐิสมบูรณ์ ” หรือด้วยอำนาจของสัมมาทิฏฐินั่นเอง กล่าวคือบุคคลที่รู้จริงหรือรู้ถูกต้องในเรื่องของชีวิต ในเรื่องสาระและเป้าหมายที่แท้จริงของชีวิต ในเรื่องทางของชีวิต (=ละสักกายทิฏฐิ) เมื่อรู้เข้าใจในเรื่องของชีวิตได้อย่างถูกต้อง ก็ย่อมมีความมั่นใจในการดำเนินชีวิต (=ละวิจิกิจฉา) และการดำเนินชีวิตไม่ต้องไปเที่ยวพึ่งสิ่งศักดิ์สิทธิ์หรือสิ่งอื่นใดเลย(=ละสีลัพพตปรามาส) แต่อาศัย “สัมมาทิฏฐิ” ที่มีอยู่นั้น เป็นหลักหรือแสงสว่างในการชี้นำการดำเนินชีวิตต่อไป

อุปมาเปรียบได้กับบุคคลที่อยู่ในกลางป่า ที่มีแผนที่ที่ถูกต้องอยู่ในมือ (=สัมมาทิฏฐิ) ย่อมรู้ทิศทางหรือตำแหน่งแห่งหนว่าอยู่ ณ ที่ใด? ทางที่กำลังเดินอยู่จะนำไปถึงไหน ? หรือทางแพร่งที่เจออยู่ข้างหน้า จะเลือกไปทางใดดี ?(=ละสักกายทิฏฐิ) บุคคลที่ว่านี้ย่อมเดินไปในที่ต่าง ๆ ด้วยความมั่นใจ (=วิจิกิจฉา) ไม่ต้องคอยนึกถึงสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายให้ช่วยคุ้มครองและดลบันดาล (=ละสีลัพพตปรามาส) แต่จะอาศัยแผนที่ที่มีอยู่นั้น เป็นหลักเป็นเครื่องมือในการเดินทาง (=อจลสัทธา) และจะช้าหรือเร็วก็ต้องเดินทางถึงจุดหมายปลายทางในที่สุด (=พระโสดาบัน ย่อมเกิดอีกไม่เกิน 7 ชาติ)

การโพสต์นี้ได้ถูกแก้ไขโดย วิภาช*: 27/12/2006 - 09:20

0



คำตอบต่อไป: ไม่มี
หน้า 1 จาก 1
  • คุณไม่สามารถตั้งกระทู้ใหม่ได้
  • กระทู้นี้ถูกล็อค

1 ผู้ใช้กำลังอ่านกระทู้นี้
0 สมาชิก, 1 ผู้เยี่ยมชม, 0 ผู้ใช้ที่ไม่ระบุชื่อ