ลานธรรมเสวนา: วิกฤตสิ่งแวดล้อมโลก…. Global Warming - ลานธรรมเสวนา

เข้าไปดูเนื้อหา

  • (2 หน้า)
  • +
  • 1
  • 2
  • คุณไม่สามารถตั้งกระทู้ใหม่ได้
  • กระทู้นี้ถูกล็อค

วิกฤตสิ่งแวดล้อมโลก…. Global Warming แหล่งที่มา: http://www.worldviewofglobalwarming.org/index.html

#0 ผู้ใช้ออฟไลน์   prin ไอคอน

  • ตอบ 200+
  • Pip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 227
  • สมัคร: 27/12/2004

ตอบ: 07/07/2006 - 02:50

แหล่งที่มา: http://www.worldview....org/index.html และ http://www.nrdc.org/globalwarming/

เนื่องจากภาวะอุณหภูมิโลกสูงขึ้น ก่อให้เกิดปัญหาทางสิ่งแวดล้อมตามมาเช่น การสูญเสียระบบนิเวศวิทยา มลพิษทางอากาศ ฝนตกไม่ต้องตามฤดูกาล เชื้อโรคระบาด น้ำทะเลสูงขึ้น เป็นต้น

ทั้งนี้ในปี2003 ภาวะอุณหภูมิโลกร้อนขึ้นนี้ คลื่นความร้อนได้คล่าชีวิต ผู้คนในยุโรปถึง20,000คน และ1,500คนในอินเดีย นักวิทยาศาสตร์ได้ระบุว่า มีสัญญาณเตือนภัยจากการลดจำนวนลงอย่างมากของหมีขั้วโลกเหนือในรอบระยะเวลา10ปี

สาเหตุส่วนใหญ่มาจากมลพิษทางอากาศ ซึ่งเกิดจากควันเสียจากรถยนต์ โรงงานอุตสหกรรมซึ่งทำลายชั้นบรรยากาศ ผลที่ตามมาอย่างเช่นน้ำในมหาสมุทรและทะเลมีอุณหภูมิสูงขึ้น การเกิดพายุโซนร้อน พายุเฮอร์ริเคนมีกำลังความรุนแรงเพิ่มขึ้น มีอันตรายมากขึ้น

น้ำแข็งที่ขั้วโลกละลาย ระดับน้ำทะเลสูงขึ้นทำให้เกิดน้ำท่วม ตามชายฝั่งทะเลตะวันออก ฟลอริดา และบางส่วนในอ่าวเม็กซิโก

ป่าไม้ ฟาร์ม และเมืองต่างๆประสบปัญหาการแพร่กระจายเชื้อโรคจากยุง

สูญเสียแนวปะการัง พืชพันธ์ และสัตว์บางชนิดสูญพันธ์

มีรายงานว่าภาวะอุณหภูมิโลกสูงขึ้นนี้ ก่อให้เกิดปัญหาความมั่นคงระหว่างประเทศ เนื่องจากทำให้พื้นที่ที่เป็นทะเลทรายเพิ่มมากขึ้น พื้นที่ส่วนใหญ่อยู่อาศัยไม่ได้ ทำให้เกิดภาวะคลาดแคลนอาหารขึ้น น้ำขาดแคลน เป็นเหตุให้ เกิดการอพยพและสงคราม

การเกิดคลื่นยักษ์ อย่างเช่น tsunami ในรอบ18เดือนที่ผ่านมา คลื่นยักษ์นี้ได้คล่าชีวิตผู้คนถึง 200,000คน ใน12ประเทศ รอบๆมหาสมุทรอินเดีย
0


  • (2 หน้า)
  • +
  • 1
  • 2
  • คุณไม่สามารถตั้งกระทู้ใหม่ได้
  • กระทู้นี้ถูกล็อค

การตอบอื่นๆต่อกระทู้นี้

คำตอบก่อนหน้า: prin - prin - prin - prin - BST - jellynim - ศรชัย - panitta3 - Brave - เล็กหญิง - prin - prin - panitta3 - ริมฝั่ง - ไข่เจียว - prin - prin - ริมฝั่ง - ริมฝั่ง - ริมฝั่ง -

#20 ผู้ใช้ออฟไลน์   อัปปมัญญา ไอคอน

  • ตอบ 1000+
  • PipPipPip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 1048
  • สมัคร: 27/09/2004

ตอบ: 05/02/2007 - 00:35

ใช่ค่ะ โลกร้อนจริงๆ

ถ้าจำมาผิดยังไงขออภัยด้วยนะคะ
แต่ไม่น่าจะผิดค่ะ เรื่องมีอยู่ว่า
เราเคยอ่านไดอารีของผู้ชายคนหนึ่ง
เป็นนักเขียนแนวๆ สายลม ดอกไม้ แสงแดด
นักเขียนท่านนี้ได้เขียนถึง ดร. อาจอง เอาไว้ว่า....

ท่านเคยออกรายการโทรทัศน์รายการหนึ่ง
ถ้าจำไม่ผิดคือรายการที่นี่...หมอชิต
ดร.อาจอง ได้พูดถึงเรื่องโลกร้อน ว่าโลกร้อนขึ้นมา 0.8 องศา
ก็น่าคิดนะคะ ว่าที่โลกร้อนขึ้นมา 0.8 มันไม่น้อยแล้วนะคะ

อุณหภูมิของโลกยุคน้ำแข็งต่างจากโลกยุคปัจจุบันแค่ 4 องศา
สี่องศาทำให้อดีตยุคน้ำแข็งกลายมาเป็นยุคนี้ได้
แล้วที่ขึ้นมา 0.8 นี่จะถือว่าน้อยอยู่ ไม่ได้นะคะ

เข้าทำนอง เล็กน้อย สะเทือนถึงดวงดาว
เด็ดดอกไม้ สะเทือนถึงดวงดาว
ดูเหมือนน้อย แต่โลกทั้งใบ ใบก็ใหญ่
น้ำทะเลก็เยอะ สิ่งที่ว่าน้อย ก็ดูจะไม่น้อยแล้ว

อ้อ ท่าน ดร. พูดถึงเรื่องโลกบวมน้ำด้วย
ถ้าน้ำทะเลเพิ่มขึ้น แกนโลก กับการหมุนจะเป็นยังไง
ประมาณนี้น่ะค่ะ

โลกร้อนขึ้นทุกวัน เป็นเรื่องจริง ที่ต้องยอมรับ

ทุกคนต้องช่วยกันค่ะ ตระหนักถึงโลกร้อน
และร่วมกันช่วยบรรเทาอาการของโลกให้ไม่ร้อนเกินไป
ด้วยการใช้ทรัพยาการอย่างรู้คุณค่า ด้วยความพอเพียง
อันเป็นพระราชดำริในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว :09:

ปล. ชื่นชม มติชน ที่เป็นสื่อไม่ปิดความจริง
หมายถึงเรื่องนี้อ่ะค่ะ
แล้วก็ นิตยสาร สารคดี ก็นำเสนอเรื่องโลกร้อน
น่าชมเชยค่ะ ที่ช่วยเป็นกระบอกเสียงในเรื่องที่ไม่ควรละเลย
0



#21 ผู้ใช้ออฟไลน์   prin ไอคอน

  • ตอบ 200+
  • Pip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 227
  • สมัคร: 27/12/2004

ตอบ: 05/02/2007 - 13:16

เปิดรายงาน "โลกร้อน" มนุษย์คือตัวการและยังไม่มีทีท่าว่าจะหยุด

เอเจนซี/เอพี - นักวิทยาศาสตร์จาก 113 ประเทศได้นำรายงานเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศโลกฉบับสำคัญออกเผยแพร่ โดยระบุว่าพวกเขาแทบไม่แปลกใจที่จะบอกว่า "มนุษย์" เป็นตัวการสำคัญทำให้เกิดโลกร้อน และทำนายว่าอุณหภูมิจะยังคงเพิ่มสูงขึ้นและระดับน้ำทะเลยังคงเพิ่มต่อเนื่องไปนับศตวรรษ นอกจากนี้ยังกดดันรัฐบาลต่างๆ ให้ลงมือต่อสู้กับภาวะโลกร้อนที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วให้มากกว่านี้ นับเป็นคำเตือนอันหนักแน่นที่สุดเท่าที่เคยมีมา

คณะกรรมาธิการระหว่างรัฐบาลว่าด้วยความเปลี่ยนแปลงของภูมิอากาศ (IPCC) ซึ่งเป็นกลุ่มผู้เชี่ยวชาญด้านโลกร้อนที่รวบรวมนักวิทยาศาสตร์ 2,500 คนจากกว่า 130 ประเทศ เปิดเผยรายงานความยาว 21 หน้า ที่มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์รองรับมากที่สุดเท่าที่เคยมีมาถึงสถานการณ์โลกร้อนที่เกิดขึ้น โดยอธิบายว่าสถานการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นได้อย่างไร และเพราะเหตุใด เมื่อวันที่ 2 เดือน 2 และยังมีรายงานอีก 2 ฉบับจะเปิดเผยติดตามมาในไม่ช้า

รายงานของไอพีซีซีระบุว่า "เป็นไปได้อย่างมาก" ซึ่งมีแนวโน้มมากกว่า 90% ที่กิจกรรมที่มนุษย์เป็นผู้ก่อให้เกิดสิ่งเหล่านี้ขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การเผาไหม้เชื้อเพลิงฟอสซิล (เช่นน้ำมัน, ก๊าซ, ถ่านหิน) เป็นสาเหตุเกือบทั้งหมดของการเกิดภาวะโลกร้อนในรอบ 50 ปีที่ผ่านมา

ตัวเลขดังกล่าวหนักแน่นขึ้นกว่ารายงานฉบับที่แล้วเมื่อปี 2001 ซึ่งไอพีซีซีระบุว่า ความเกี่ยวเนื่องดังกล่าวอยู่ในระดับ "เป็นไปได้" โดยมีแนวโน้มอยู่ที่ 66% สัญญาณเตือนของการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศนั้น มีปรากฏให้เห็นแล้วตั้งแต่ ภาวะแห้งแล้งในออสเตรเลีย ไปจนถึง อุณหภูมิเดือนม.ค.ที่สูงทำลายสถิติทั่วยุโรป

"วันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2007 น่าจะได้รับการจดจำว่า เป็นวันที่เครื่องหมายคำถามเรื่องมนุษย์เป็นตัวการการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศหรือไม่ ได้ถูกกำจัดออกไป" อาชิม สไตเนอร์ (Achim Steiner) ประธานโครงการสิ่งแวดล้อมของยูเอ็น (UNEP) กล่าวในการแถลงข่าว

เขาเร่งให้รัฐบาลต่างๆ เพิ่มแรงผลักดันในการเจรจาตัดลดการปล่อยไอเสียในระยะยาว เพื่อแก้ปัญหาระดับก๊าซเรือนกระจกในชั้นบรรยากาศ ซึ่งไม่เคยสูงเท่านี้มาก่อนในรอบ 650,000 ปีที่ผ่านมา

"ยึดตามหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ เรากำลังทำในสิ่งที่ไม่เคยเกิดขึ้นใน 650,000 ปี" ราเชนทรา ปาจาอุรี (Rajendra Pachauri) ประธานไอพีซีซี แถลง

ข้อสรุปความยาว 21 หน้านี้ ให้โครงร่างการเปลี่ยนแปลงอันน่ากลัว อาทิ น้ำแข็งในทะเลที่ขั้วโลกเหนืออาจละลายหมดในหน้าร้อนภายในปี 2100 และระบุด้วยว่า "เป็นไปได้มากกว่าเป็นไปไมได้" ที่ก๊าซเรือนกระจกได้ทำให้พายุหมุนเขตร้อนมีความรุนแรงมากขึ้น

รายงานดังกล่าว "ประมาณแบบเจาะจงที่สุด" ว่า อุณหภูมิจะเพิ่มสูงขึ้น 1.8 - 4 องศาเซลเซียส ในศตวรรษที่ 21 นี้ โดยได้ประมาณอย่างกว้างกว่าด้วย เอาไว้ที่ 1.1-6.4 องศาเซลเซียส

ทั้งนี้อุณหภูมิเพิ่มสูงขึ้น 0.7 องศาเมื่อศตวรรษที่ 20 และ 10 ปีที่ร้อนที่สุดนับตั้งแต่มีการเก็บสถิติมาตั้งแต่ทศวรรษที่ 1850 อยู่ในปีหลังปี 1994 เป็นต้นมา

เจ้าหน้าที่จากยูเอ็นหวังว่ารายงานดังกล่าวจะทำให้รัฐบาลต่างๆ นำโดยสหรัฐฯ ซึ่งเป็นผู้ปล่อยก๊าซเรือนกระจกอันดับ 1 รวมทั้งบริษัทต่างๆลงมือตัดลดก๊าซเรือนกระจกให้มากกว่านี้ ซึ่งก๊าซดังกล่าวถูกปล่อยออกมาจากการเผาไหม้เชื้อเพลิงฟอสซิลในโรงไฟฟ้า โรงงาน และรถยนต์ เป็นส่วนมาก

ผู้สนับสนุนพิธีสารเกียวโตของยูเอ็น (อนุสัญญาที่ผูกพันให้ประเทศอุตสาหกรรม 35 ประเทศ ตัดลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกภายในปี 2012) จำนวนมาก ต้องการให้ประเทศที่ไม่เกี่ยวข้องเข้ามามีส่วนร่วมมากกว่านี้ ที่ผ่านมา สหรัฐฯและจีนยังไม่ยอมตกลงทำตามเป้าหมายของพิธีสารดังกล่าว

ประธานาธิบดีของคิริบาตี ประเทศหมู่เกาะในมหาสมุทรแปซิฟิก ซึ่งถูกคุกคามจากระดับน้ำทะเลที่เพิ่มสูงขึ้น ระบุว่า เวลานั้นเหลือน้อยลงทุกที

"คำถามก็คือ เราทำอะไรได้ตอนนี้? เราแทบจะทำอะไรไม่ได้เพื่อหยุดกระบวนการนั้น" ประธานาธิบดี อะโนเท ทอง กล่าว

รายงานดังกล่าว คาดการณ์ว่า ระดับน้ำทะเลจะเพิ่มสูงขึ้น 18 ถึง 59 ซม. ในศตวรรษนี้ และระบุว่า ยังเป็นไปได้ที่จะเพิ่มสูงกว่านี้หากแผ่นน้ำแข็งในทวีปแอนตาร์กติกาและเกาะกรีนแลนด์ละลาย

นักวิทยาศาสตร์ระดับแนวหน้าบางคนไม่เห็นด้วยกับร่างก่อนหน้าที่ลดขอบเขตจากที่ปี 2001 คาดไว้ว่าน้ำทะเลจะเพิ่มสูงขึ้น 9 ถึง 88 ซม.ภายในปี 2100 ทั้งนี้ระดับน้ำทะเลที่เพิ่มสูงขึ้นจะคุกคามประเทศอย่าง คิริบาตี ตลอดจนเมืองริมทะเลต่างๆ นับตั้งแต่ เซี่ยงไฮ้ ถึงบัวโนสไอเรส

ที่มา : ผู้จัดการออนไลน์ 4 กุมภาพันธ์ 2550 11:59 น. http://www.manager.c...D=9500000013816
0



#22 ผู้ใช้ออฟไลน์   prin ไอคอน

  • ตอบ 200+
  • Pip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 227
  • สมัคร: 27/12/2004

ตอบ: 09/02/2007 - 02:37

ยูเอ็นส่งสัญญาณเตือนทั่วโลก เผชิญอากาศแปรปรวนรุนแรง

ที่มา : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ
http://www.thairath....e&content=35614
[3 ก.พ. 50 - 00:34]

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานวานนี้ (2 ก.พ.) ว่า คณะผู้เชี่ยวชาญในคณะทำงานระหว่างรัฐบาล ว่าด้วยสภาพอากาศเปลี่ยนแปลงของยูเอ็น หรือไอพีซีซี ซึ่งประกอบด้วยนักวิทยาศาสตร์ราว 2,500 คน จากกว่า 100 ประเทศทั่วโลกทำนายว่า อุณหภูมิบนพื้นผิวโลกจะสูงขึ้นราว 1.8-4.0 องศาเซลเซียส และระดับน้ำทะเลจะสูงขึ้นอีกราว 18-59 เซนติเมตร ภายในปี 2643 เนื่องจากปัญหาโลกร้อน หรือปฏิกิริยาเรือนกระจก สาเหตุจากการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากยวดยานต่าง ๆ และสารซีเอฟซีจากตู้เย็น เครื่องปรับอากาศ และเครื่องทำความเย็นอื่น ๆ

นายเดวิด มิลิแบนด์ รัฐมนตรีสิ่งแวดล้อมอังกฤษ กล่าวว่า คำเตือนของคณะผู้เชี่ยวชาญยูเอ็น ยืนยันสัญญาณอันตรายว่า ประเทศทั่วโลกอาจหมดโอกาสที่จะหลีกหนีผลกระทบจากปัญหาโลกร้อนเร็วกว่าที่คาดไว้ก่อนหน้านี้ และกลุ่มอนุรักษ์สภาพแวดล้อมทั่วโลกต่างเรียกร้องให้ประชาคมระหว่างประเทศเร่งร่วมมือลดการปล่อยก๊าซ และสารที่ก่อให้เกิดปฏิกิริยาเรือนกระจก

ขณะที่มีรายงานว่า การคมนาคมในกรุงจาการ์ตา เมืองหลวงของอินโดนีเซีย กลายเป็นอัมพาตวันนี้ สาเหตุจากอุทกภัยที่มีระดับน้ำสูงถึงเอวหลังจากฝนตกกระหน่ำลงมาอย่างหนักเป็นเวลา 2 วันติดต่อกัน

รายงานแจ้งว่า ระดับน้ำที่สูงถึงกว่า 1 เมตร ทำให้ประชาชน และเด็กนักเรียนในกรุงจาการ์ตา ไม่อาจเดินทางไปทำงาน หรือไปโรงเรียนได้ เนื่องจากรถยนต์ และรถไฟไม่สามารถวิ่งได้ตามปกติ นอกจากนี้ ประชาชนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ราบยังต้องอพยพไปอาศัยอยู่ในที่สูงเป็นการชั่วคราว รายงานระบุว่า แม้แต่ประธานาธิบดี สุสิโล บัมบัง ยูโดโยโน ของอินโดนีเซีย ก็ยังต้องทำงานจากบ้านพัก

ทางด้านสำนักงานพยากรณ์อากาศและธรณีฟิสิกส์ของอินโดนีเซียรายงานว่า กรุงจาการ์ตา จะยังคงมีฝนตกต่อไปในระยะ 2-3 วันข้างหน้านี้ และอาจจะมีฝนตกหนักอีกบางช่วงในเดือนนี้ และว่าปีนี้ฤดูฝนมาช้า และจะยังคงมีฝนตกต่อเนื่องในอินโดนีเซียไปจนถึงสิ้นเดือนมีนาคม ก่อนหน้านี้ กรุงจาการ์ตาเคยประสบอุทกภัยครั้งใหญ่เมื่อปี 2545 ยังผลให้มีผู้เสียชีวิต 40 ราย และอีกราว 300,000 ราย ต้องอพยพไปอาศัยอยู่ตามสุเหร่า โรงเรียน หรือแม้แต่สุสานที่อยู่ในพื้นที่สูงเป็นการชั่วคราว
0



#23 ผู้ใช้ออฟไลน์   ริมฝั่ง ไอคอน

  • ตอบ 4000+
  • PipPipPipPipPipPip
  • กลุ่ม: ผู้ดูแลระบบ
  • ตอบ: 4224
  • สมัคร: 19/02/2004

ตอบ: 13/02/2007 - 16:07

เส้นทางปัญหา"โลกร้อน"

ปี 2370 : Jean Baptiste Fourier ชาวฝรั่งเศส เป็นนักวิทยาศาสตร์คนแรกที่ออกมาตั้งข้อสังเกตว่า ในอนาคตจะเกิดปรากฏการณ์แปรปรวนเกี่ยวกับสภาพบรรยากาศส่งผลให้อุณหภูมิโลกอบอุ่นขึ้น คำพยากรณ์นี้ก็หมายถึงสภาวะ "ก๊าซเรือนกระจก" ที่สะสมในชั้นบรรยากาศจนเป็นสาเหตุโลกร้อนในเวลาต่อมานั่นเอง

ปี 2433 : Svante Arrthenius นักวิทยาศาสตร์ชาวสวีเดน กับ P C Chamberlain นักวิทยาศาสตร์อเมริกัน ศึกษาจนพบว่า การเผาไหม้เชื้อเพลิงฟอสซิลจะเพิ่มปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) ในบรรยากาศและอาจก่อให้เกิดภาวะโลกร้อน

ปี 2513 : กระทรวงพลังงาน สหรัฐอเมริกา เริ่มจัดทำรายงานหลายฉบับเพื่อศึกษาปัญหาโลกร้อนที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต

ปี 2522 : การประชุมสภาพบรรยากาศโลกจัดขึ้นเป็นครั้งแรก และเรียกร้องให้รัฐบาลทั่วโลกวางมาตรการป้องกันวิกฤตสภาพอากาศโลกเปลี่ยนแปลง

ปี 2528 : การประชุมปัญหาก๊าซเรือนกระจกระดับโลกถือกำเนิดขึ้นเป็นครั้งแรก ที่เมืองวิลลาช ประเทศออสเตรีย และเปิดข้อมูลว่าก๊าซเรือนกระจกที่เป็นอันตรายนอกเหนือจาก CO2 แล้วก็ยังมีมีเทน โอโซน ซีเอฟซี และไนตรัสออกไซด์

ปี 2533 : "ไอพีซีซี" เปิดเผยรายงานภัยโลกร้อนฉบับแรก ชี้ว่า ในรอบ 100 ปีที่ผ่านมา อุณหภูมิโลกร้อนกว่า 100 ปีก่อน ราวๆ 0.5 องศาเซลเซียส และเตือนว่า แนวทางป้องกันปัญหาโลกร้อนไม่ให้เข้าขั้นวิกฤตต้องทำโดยการออกมาตรการหยุดยั้งการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างเด็ดขาดเท่านั้น

ปี 2537 : กลุ่มพันธมิตรประเทศเกาะขนาดเล็ก ซึ่งวิตกว่าภาวะโลกร้อนจะเร่งเวลาละลายของน้ำแข็งขั้วโลกและเพิ่มระดับน้ำทะเลให้สูงขึ้นจนเป็นอันตรายต่อชาติหมู่เกาะ ออกมติเรียกร้องให้ประชาคมโลกช่วยกันลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลงอีก 20 เปอร์เซ็นต์ภายในปี 2005

ปี 2540 : ที่ประชุมชาติสมาชิกที่ลงนาม "พิธีสารเกียวโต" มีมติให้ "ชาติอุตสาหกรรม" ลดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกให้ได้ 5.4 เปอร์เซ็นต์ภายในปี 2010

ปี 2544 : นายจอร์จ ดับเบิลยู. บุช ประธานาธิบดีคนใหม่ของสหรัฐอเมริกา ชาติอุตสาหกรรมที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกสูงที่สุดในโลก ประกาศว่า สหรัฐขอถอนตัวจากพิธีสารเกียวโต เพราะส่งผลกระทบต่อการเจริญเติบโตของเศรษฐกิจสหรัฐ

นับตั้งแต่ปี 2546 จนถึงปัจจุบัน อุณหภูมิของโลกยังทำสถิติสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องทุกปี และรายงานของ "ไอพีซีซี" มีความเห็นว่า ปัญหาภาวะโลกร้อน 90 เปอร์เซ็นต์ เกิดจากฝีมือมนุษย์

ที่มา : http://www.matichon....2/13
0



#24 ผู้ใช้ออฟไลน์   prin ไอคอน

  • ตอบ 200+
  • Pip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 227
  • สมัคร: 27/12/2004

ตอบ: 14/02/2007 - 14:03

..............

บีบีซีนิวส์/เอพี – “บรานสัน” เจ้าของเครือเวอร์จินพักเรื่องท่องอวกาศไว้ชั่วครู่ แล้วหันมาใส่ใจสิ่งแวดล้อม หลังตระหนักว่าสถานการณ์โลกร้อนเป็นปัญหาใหญ่รอไม่ได้อีกแล้ว จึงตั้งรางวัลมูลค่า 25 ล้านเหรียญ ท้าทายนักวิทยาศาสตร์ทั่วโลก คิดกระบวนการแยกคาร์บอนไดออกไซด์ตัวการสำคัญที่ทำให้เกิดปรากฎการณ์เรือนกระจก ออกจากชั้นบรรยากาศให้ได้

เซอร์ริชาร์ด บรานสัน (Richard Branson) นักธุรกิจชาวอังกฤษ เจ้าของเครือเวอร์จิน (Virgin) ตั้งเงินรางวัล 25 ล้านเหรียญสหรัฐฯ (840 ล้านบาท) ให้แก่นักวิทยาศาสตร์ที่สามารถค้นคว้าวิจัยจนพบวิธีดูดก๊าซเรือนกระจกออกจากอากาศได้สำเร็จ โดยมีอดีตรองประธานาธิบดีสหรัฐฯ อัล กอร์ (Al Gore) ผู้หันมารณรงค์เรื่องโลกร้อนอย่างจริงจัง ให้การสนับสนุนคำประกาศอันท้าทายของบรานสัน

แนวคิดนี้ผุดขึ้นเพียง 1 สัปดาห์หลังจากกลุ่มนักวิทยาศาสตร์ชั้นนำด้านภูมิอากาศและเจ้าหน้าที่รัฐจากประเทศต่างๆ ร่วมประชุมและเผยแพร่รายงานที่ว่าด้วยสถานการณ์โลกร้อนไปเมื่อวันที่ 2 ก.พ.ทีผ่านมา โดยมีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ที่ชี้ชัดว่าสถานการณ์โลกร้อนจะหนักหน่วงขึ้น โดยในปี 2100 โลกอาจมีอุณหภูมิสูงขึ้น 2.0 - 11.5 องศา และยังคงมีปัญหาต่อเนื่องไปเป็นอีกศตวรรษ

"มนุษย์สร้างปัญหา ดังนั้นมนุษย์นี่ล่ะจะต้องแก้ปัญหา" บรานสันกล่าว โดยได้อ้างถึงเหตุการณ์ในปี 1714 ที่รัฐบาลอังกฤษเสนอรางวัลให้กับผู้ที่สามารถคิดวิธีหาลองจิจูดได้ด้วยความแม่นยำ ซึ่งในอีก 6 ทศวรรษต่อมา จอห์น แฮร์ริสัน (John Harrison) ช่างทำนาฬิกาชาวอังกฤษก็สามารถทำได้สำเร็จ รับพระราชทานรางวัลจากพระเจ้าจอร์จที่ 3 จำนวน 20,000 ปอนด์

"โลกเรารอนานถึง 60 ปีอย่างนั้นไม่ได้ พวกเราต้องการให้ทุกๆ คนที่มีศักยภาพช่วยกันค้นหาคำตอบ" บรานสันกล่าว และหวังว่าเงินรางวัลที่เขานำเสนอนั้นจะทำให้เกิดอุปกรณ์ดูดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) ออกจากชั้นบรรยากาศ เพราะก๊าซดังกล่าวเป็นตัวการสำคัญที่ทำให้อุณหภูมิของโลกเพิ่มสูงขึ้นทุกขณะ

ทั้งนี้ แนวคิดของบรานสันนั้น นักวิทยาศาสตร์จำนวนมาก รวมถึงคณะกรรมาธิการระหว่างประเทศว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงของภูมิอากาศ หรือไอพีซีซี เจ้าของรายงานโลกร้อนฉบับใหญ่ ต่างลงความเห็นว่าการแยกคาร์บอนไดออกไซด์ออกจากอากาศนั้นน่าจะมีความเป็นไปได้จริงในอนาคต

เดวิด ไคธ (David Keith) ศาสตราจารย์ด้านวิศวกรรม มหาวิทยาลัยแห่งเมืองแคลแกรี (University of Calgary) ในแคนาดา เจ้าของสิทธิบัตรผลงานเทคโนโลยีการเก็บแยกคาร์บอนจากชั้นบรรยากาศ กล่าวว่า กุญแจสำคัญคือการพัฒนากระบวนการแยกให้มีราคาที่ไม่สูงเกินไป

ถ้าบรานสันนำเสนอเงินรางวัลนี้ให้แก่ไคธเพื่อนำเทคนิคของเขาไปใช้นั้น ไคธบอกว่า เทคนิควิธีแยกคาร์บอนไดออกไซด์ออกจากอากาศที่เขาคิดขึ้นใช้การได้จริง แต่ไม่มีประสิทธภาพมากนัก

ไคธืชี้ว่า "ปัญหาใหญ่คือราคา" ซึ่งกระบวนการแยกคาร์บอนไดออกไซด์ออกจากอากาศนั้นสนนราคาถึงตันละ 300 เหรียญสหรัฐฯ (หรือ 10,080 บาท) เลยทีเดียว

นอกจากนี้ ยังมีกลุ่มนักวิทยาศาสตร์จากสแกนดิเนเวียได้ลองนำคาร์บอนไดออกไซด์ที่กำลังเดินทางสู่ชั้นบรรยากาศ ให้ไหลย้อนกลับฝังไว้ใต้ชั้นดินแทน แต่ก็ยังไม่สามารถแยกก๊าซออกจากอากาศได้

ทั้งนี้ บรานสันยังได้ย้ำคำพูดที่เคยบอกไว้เมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมาว่า เขาจะวางแผนใช้เงิน 3 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ ลงทุนต่อสู้กับภาวะโลกร้อน โดยแบ่งจากผลกำไรที่ได้จากบริษัทท่องเที่ยวในเครือของบรานสันในรอบ 10 ปี นอกจากนี้ บรานสันยังตั้งกิจการใหม่ชือว่า “เวอร์จิน ฟิวเอิลส์” (Virgin Fuels) โดยลงทุนไป 400 ล้านเหรียญเพื่อนำพลังงานสะอาดมาใช้ให้ได้ภายใน 3 ปี

ส่วนนักวิทยาศาสตร์ที่สามารถทำได้ตามที่บรานสันตั้งรางวัลไว้นั้น เจ้าของเครือเวอร์จินอธิบายวิธีการรับเงินรางวัลว่า ทันทีที่กระบวนการนำคาร์บอนไดออกไซด์ออกจากอากาศได้รับการพิสูจน์ว่าทำได้จริง ก็จะให้เงินรอบแรกไปก่อน 5 ล้านเหรียญ ส่วนอีก 20 ล้านเหรียญที่เหลือจะพิจารณาจ่ายให้ในอีก 10 ปีถัดไป เมื่อพิสูจน์ได้แน่ว่ากระบวนการดังกล่าวช่วยลดปริมาณคาร์บอนไดออกไซด์ในชั้นบรรยากาศได้อย่างมีนัยสำคัญ

ที่มา : ผู้จัดการออนไลน์ 12 กุมภาพันธ์ 2550 01:21 น.
http://www.manager.c...D=9500000017004
0



#25 ผู้ใช้ออฟไลน์   prin ไอคอน

  • ตอบ 200+
  • Pip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 227
  • สมัคร: 27/12/2004

ตอบ: 10/03/2007 - 13:17

"มลพิษเอเชีย" ส่งผลพายุแปซิฟิกแรงผิดปกติ

เอเอฟพี - ผลวิจัยระบุ ปริมาณมลพิษที่เพิ่มสูงขึ้นในเอเชีย มีส่วนทำให้สภาพชั้นบรรยากาศบริเวณมหาสมุทรแปซิกตอนเหนือเปลี่ยนแปลง และยังอาจเป็นสาเหตุทำให้พายุฝนที่เกิดขึ้นในแถบนี้ช่วงฤดูหนาวมีความรุนแรงผิดปกติ

ผลการวิจัยชิ้นนี้เป็นผลงานศึกษาร่วมระหว่างคณะนักวิจัยจากห้องปฏิบัติการจรวดขับดัน ขององค์การบริหารการบินอวกาศสหรัฐฯ (NASA's Jet Propulsion Laboratory) ร่วมกับสถาบันเทคโนโลยีแมสซาชูเซตส์ (Massachusetts Institute of Technology) และมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย ในซานติเอโก (University of California, San Diego) ตีพิมพ์ลงในวารสารของสมาคมวิทยาศาสตร์สหรัฐฯ (Proceedings of the National Academy of Sciences) เมื่อวันที่ 5 มี.ค. โดยระบุว่า ปริมาณมลพิษที่เพิ่มสูงขึ้นมากในทวีปเอเชียช่วงหลายสิบปีผ่านมานี้ อาจมีส่วนเชื่อมโยงกับการเพิ่มจำนวนขึ้นของปริมาณเมฆฝนแถบมหาสมุทรแปซิฟิก

ตามผลการวิเคราะห์ข้อมูลจากดาวเทียมบ่งชี้ว่า ระหว่างปี 1994-2005 ปริมาณเมฆฝนแถบแปซิฟิกตอนเหนือเพิ่มสูงขึ้นราว 20-50% เมื่อเปรียบเทียบระยะ 10 ปีก่อน

คณะนักวิจัยชี้ว่า แนวโน้มดังกล่าวไม่น่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับสภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลงไปด้านอื่นๆ เช่น อุณหภูมิน้ำทะเลหรือปรากฎการณ์เอลนีโญ (El Nino) หากแต่ผลการจำลองด้วยเครื่องคอมพิวเตอร์บ่งชี้ว่า ปริมาณเมฆฝนที่เพิ่มจำนวนสูงขึ้นนี้มีสาเหตุมาจากการที่ชั้นบรรยากาศแถบเอเชียมีมลพิษมากขึ้น

ข้อมูลที่ได้จากการตรวจสอบทางดาวเทียมระยะยาวชี้ว่า การที่ภูมิภาคนี้ได้ขยายเขตเมืองและมีการพัฒนาอุตสาหกรรมอย่างรวดเร็วในบางพื้นที่โดยเฉพาะอย่างยิ่งในจีนและอินเดีย ส่งผลกระทบทำให้ชั้นบรรยากาศเกิดการสะสมฝุ่นละอองอนุภาคซัลเฟอร์และเขม่า ซึ่งเกิดขึ้นระหว่างการเผาไหม้เชื้อเพลิงฟอสซิล เพิ่มมากขึ้นอย่างมหาศาล

แม้ผลการวิจัยที่ผ่านมาจะพบแล้วว่า ฝุ่นละอองในชั้นบรรยากาศมีอิทธิพลต่อการก่อตัวและการควบแน่นของเมฆฝน แต่ยังไม่ทราบแน่ชัดว่าผลกระทบที่เกิดขึ้นมีความรุนแรงมากน้อยเพียงใด

เหรินอี้ จาง (Renyi Zhang) ศาสตราจารย์ด้านวิทยาศาสตร์บรรยากาศจากมหาวิทยาลัยเทกซัส เอแอนด์เอ็ม (Texas A&M University) ซึ่งเป็นผู้นำทีมเขียนรายงานกล่าวว่า ผลการศึกษาชิ้นนี้จึงถือเป็นหลักฐานชิ้นแรกที่ให้ข้อสรุปอันโต้แย้งมิได้ว่า มลภาวะที่เกิดจากน้ำมือมนุษย์ส่งผลกระทบร้ายแรงต่อเส้นทางพายุเหนือมหาสมุทรแปซิฟิก พร้อมเตือนอีกว่าผลกระทบที่เกิดอาจแผ่วงกว้างไปยังส่วนอื่นๆในโลกด้วย เพราะพายุในแปซิฟิกจะพัดพานำเอาอนุภาคมลพิษจากเอเชียไปยังชายฝั่งตะวันตกของแคนาดา สหรัฐฯ และทั่วทั้งทวีปอเมริกา รวมไปถึงส่วนอื่นๆทั่วโลกในที่สุด

รายงานฉบับนี้แจงอีกว่า และหากอนุภาคมลพิษพัดพาไปตกยังพื้นน้ำแข็งขั้วโลก ผลลัพธ์อาจยิ่งทวีความรุนแรง โดยเฉพาะเมื่อเขม่าซึ่งอยู่ในรูปคาร์บอนสีดำ ไปเกาะติดสะสมบนน้ำแข็งและดูดความร้อนจากแสงอาทิตย์ อาจยิ่งส่งผลให้น้ำแข็งขั้วโลกละลายเร็วขึ้น จนส่งผลให้ระดับน้ำทะเลยิ่งเพิ่มสูงในที่สุด

ที่มา : http://www.manager.c...D=9500000026711
0



#26 ผู้ใช้ออฟไลน์   prin ไอคอน

  • ตอบ 200+
  • Pip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 227
  • สมัคร: 27/12/2004

ตอบ: 13/03/2007 - 02:31

ภาวะร้อน-แล้ง วิกฤติชีวิต...ธรรมชาติ!!

เพียงแค่ปลายฝนต้นหนาว ก็ทำเอาหลายพื้นที่หลายจังหวัดถูกประกาศให้เป็นพื้นที่ประสบภัยแล้งกันแล้วหลายแห่ง ซีรี่ส์วาไรตี้วันอาทิตย์ ประจำเดือนมีนาคม ขอเกาะกระแสนำเสนอเรื่อง ราวความเคลื่อนไหว ที่มาและสาเหตุการเกิดภาวะภัยแล้ง การทำฝนเทียมดับร้อน สถาน การณ์ไฟป่า ปิดท้ายด้วยโรคหน้าร้อนที่พึงระวัง เรียงรายให้อ่านกันจุใจเพื่อเป็นความรู้ และแนวทางปฏิบัติตนบรรเทาความเดือดร้อน

เริ่มกันที่นิยามของภัยแล้งที่ต้องเจอะเจอกันเป็นประจำทุกปี ภัยแล้ง คือ ภัยธรรมชาติที่เกิดจากสภาพอากาศที่แห้งแล้งผิดปกติ หรือการขาดน้ำเป็นเวลานาน จนก่อให้เกิดการเสียดุล ปรากฏสภาวะน้ำผิวดินและใต้ดินต่ำกว่าปกติ เกิดความแห้งแล้งอย่างรุนแรงต่อพื้นที่ ส่งผลให้เกิดการขาดแคลนน้ำดื่มน้ำใช้ และสร้างความเสียหายต่อพืชผลทางการเกษตร

สาเหตุของการเกิดภัยแล้ง เป็นที่ทราบกันดีว่า เกิดขึ้นทั้ง โดยธรรมชาติ และการ กระทำของมนุษย์ การเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิโลก การเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ ความผิดปกติของตำแหน่งร่องมรสุม การเปลี่ยนแปลงของระดับน้ำทะเล รวมถึงภัยธรรม ชาติประเภทวาตภัย และแผ่นดินไหว ล้วนเป็นสาเหตุหลัก ที่ทำให้เกิดสภาวะความร้อน และความแห้งแล้ง บวกรวมกับการกระทำของมนุษย์ อันเป็น ผลมาจากการเจริญพัฒนาด้านอุตสาหกรรม การเผาทำลายพลาสติก ทำลายชั้นโอโซน ผลกระทบของภาวะเรือนกระจกที่เกิดจากก๊าซบางชนิด เช่น ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์, มีเทน ลอยขึ้นสู่ชั้นบรรยากาศจนหนาแน่นขึ้น ก่อให้เกิดความร้อน สะสมในอากาศ และอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญอันเป็นสาเหตุหลัก ที่ทำให้เกิดภาวะโลกร้อนและความแห้งแล้งรุนแรง นั่นก็คือ การตัดไม้ทำลายป่า อันเกิดจากฝีมือและความเห็นแก่ประโยชน์ส่วนตัวของมนุษย์ล้วน ๆ

ภัยแล้งในประเทศไทย ส่วนใหญ่มักเกิดจากฝนแล้งและฝนทิ้งช่วง ซึ่งฝนแล้งเป็นภาวะปริมาณฝนที่ตกน้อยกว่าปกติ หรือฝนไม่ตกต้องตามฤดูกาล ส่วนฝนทิ้งช่วง หมายถึง ช่วงที่มีปริมาณฝนตกไม่ถึงวัน ละ 1 มิลลิเมตร ติดต่อกันเกิน 15 วัน ในช่วงฤดูฝน เดือนที่มีโอกาสเกิดฝนทิ้งช่วงสูง คือ เดือนมิถุนายน และกรกฎาคม

ช่วงเวลาการเกิดภัยแล้งในประเทศไทยจะเกิดขึ้นได้ 2 ช่วง ด้วยกัน ได้แก่ ช่วงฤดูหนาวต่อเนื่องถึงฤดูร้อน เริ่มจากครึ่งเดือนหลังของเดือนตุลาคมเป็นต้นไป บริเวณประเทศไทยตอนบน (ภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลางและภาคตะวันออก) จะมีปริมาณฝนลดลงเป็นลำดับ ซึ่งในฤดูร้อน ฝนที่ตกจะเกิดจากพายุฝนฟ้าคะนอง ภัยแล้งลักษณะนี้จะเกิดขึ้นเป็นประจำทุกปี

อีกช่วงเวลาหนึ่งคือ ช่วงกลางฤดูฝน ประมาณปลายเดือนมิถุนายนถึงเดือนกรกฎาคม จะมีฝนทิ้งช่วงเกิดขึ้น ภัยแล้ง ลักษณะนี้จะเกิดขึ้นเฉพาะท้องถิ่น หรือบางบริเวณ บางครั้งอาจครอบคลุมพื้นที่เป็นบริเวณกว้างเกือบทั่วประเทศ โดยพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากภัยแล้งของประเทศไทย ส่วนใหญ่มักได้แก่ บริเวณภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนกลาง เพราะเป็นบริเวณที่อิทธิพลของลมมรสุมตะวันตกเฉียงใต้เข้าไปไม่ถึง ขณะเดียวกันหากปีใดไม่มีพายุหมุนเขตร้อนเคลื่อนผ่านในแนวดังกล่าวยิ่งก่อให้เกิดภัยแล้งรุนแรงมากขึ้น

ปัญหาภัยแล้งและสภาพ ภูมิอากาศที่ร้อนจัดที่เกิดขึ้นเป็นประจำทุกปี มักส่งผลกระทบโดยตรงต่อการดำเนินชีวิตของมนุษย์ในหลาย ๆ ด้าน ตั้งแต่การประกอบอาชีพ โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่ประกอบอาชีพเกษตร กรรม ผลกระทบจากภัยแล้งทำให้พื้นดินขาดความชุ่มชื้น พืชขาดน้ำ ชะงักการเจริญเติบโต ผลผลิตที่ได้มีคุณภาพต่ำ ปริมาณผลผลิตลดลง ทำให้ได้รับผลตอบแทนที่น้อยลง รวมถึงผลกระทบต่อสุขภาพอนามัย เกิดความขัดแย้งในการใช้น้ำ การ จัดการคุณภาพชีวิตลดลง นอกจากนี้ยังส่งผลต่อภาวะความ เจ็บป่วยของร่างกาย เกิดภาวะหงุดหงิดง่าย นำไปสู่ปัญหาความเครียด บั่นทอนสุขภาพ

ไม่เพียงเท่านั้น ในด้านสิ่งแวดล้อมก็ทำให้เกิดผลเสีย ต่อการดำรงชีวิตของพืชและ สัตว์มากมาย ตั้งแต่การขาดแคลนน้ำที่ส่งผลให้เกิดโรคกับสัตว์ การสูญเสียความหลากหลายของสายพันธุ์ รวมถึงการส่งผลกระทบทำให้ระดับและปริมาณน้ำในพื้นที่ชุ่มน้ำลดลง ความเค็มของน้ำเปลี่ยนแปลง ระดับน้ำในดินเปลี่ยนแปลง ทำให้เกิดการกัดเซาะของดิน เกิดไฟป่าเพิ่มขึ้น ส่งผลต่อคุณภาพอากาศและการสูญเสียทัศนียภาพ เป็นต้น

การแก้ไขปัญหาภาวะร้อน-แล้ง สามารถทำได้หลากหลายวิธี ทั้งในการแก้ปัญหาระยะสั้น ได้แก่ การนำน้ำไปแจกจ่ายให้กับประชาชนเพื่อบรรเทาความเดือดร้อน การสร้างศูนย์จ่ายน้ำ การขุดเจาะน้ำบาดาล รวมไปถึงการจัดทำฝนเทียม

ส่วนการแก้ไขปัญหาระยะยาว สามารถทำได้โดยการพัฒนาลุ่มน้ำ การสร้างเขื่อน สร้าง ฝาย ขุดลอกแหล่งน้ำ และประการสำคัญที่สุด ที่ต้องอาศัยการร่วมแรงร่วมใจของพวกเรา ทุกคนก็คือ การช่วยกันปลูกป่า และรักษาผืนป่าให้คงความอุดมสมบูรณ์สืบต่อไปยาวนานตลอดจนชั่วลูกชั่วหลาน ซึ่งหากทำได้ในอนาคตปัญหาความเดือดร้อนจากภาวะความแห้งแล้งและสภาพภูมิอากาศที่ร้อนจัดก็อาจทุเลาเบาบางลงได้

สัปดาห์หน้าพบกันใหม่กับความคืบหน้าสถานการณ์ไฟป่าที่กำลังเป็นปัญหาใหญ่ในหลายพื้นที่ น่าสนใจแค่ไหนต้องติดตาม.

คุณศิริรัตน์ สาโพธิ์สิงห์/เรื่อง

ที่มา : http://www.dailynews...pe=1&Template=2
0



#27 ผู้ใช้ออฟไลน์   วุฒิกร แสงรุ่งเรือง ไอคอน

  • ตอบ 200+
  • Pip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 266
  • สมัคร: 07/04/2005

ตอบ: 20/03/2007 - 11:48

เรื่องโลกร้อน นี่คุณแอ๊ด คาราบาว รณรงค์มาตั้งแต่ ปี 2533 แล้วนะครับ ดูจากเนื้อเพลง สนั่นป่า อัลบั้ม โนพลอมแพลม มีเนื้อร้องว่า

"รู้เต็มอก ว่าโลกมันร้อน ยังมัวนอนติดแอร์ ติดแอร์
เกาไม่ถูกที่คันไม่แก้ นอนติดแอร์กินกระแสไฟ
ฝนไม่ตกเพราะโลกมันร้อน ลมพัดแรงเพราะเขามันโล้น
ไม้มันหมดเพราะน้ำมือคน ผลิตผลอุตสาหกรรม"


ปัญหาก็รู้กันอยู่ คนเมืองก็ยังชอบดูหนังเดินห้างสรรพสินค้าติดแอร์ -> ใช้ไฟมหาศาล
สร้างเขื่อน -> ไม้โดนตัดอีก
รักสบายใช้รถส่วนตัว -> รถติดปล่อยไอเสีย

ทางแก้ ก็ลดใช้พลังงาน ปลูกต้นไม้กันเยอะๆ ใช้บริการขนส่งสาธารณะ ทางใกล้ก็ขี่จักรยานกันได้

แต่ก็มีน้อยคนที่เสียสละความสบายตัว อย่างมากก็ทำกันแค่วูบๆ เป็นไฟไหม้ฟาง
เฮ้อเมืองไทย
0



#28 ผู้ใช้ออฟไลน์   ริมฝั่ง ไอคอน

  • ตอบ 4000+
  • PipPipPipPipPipPip
  • กลุ่ม: ผู้ดูแลระบบ
  • ตอบ: 4224
  • สมัคร: 19/02/2004

ตอบ: 22/03/2007 - 00:52

ปรากฏการณ์น้ำท่วม (โลก)

คอลัมน์ จับกระแสโลกร้อน



An Inconvenient Truth ของ อัล กอร์ พูดถึงผลการศึกษาใหม่ที่เกิดขึ้นในปี 2006 การค้นพบปรากฏการณ์เป็นผลจากสภาวะโลกร้อน 2 เรื่อง ที่สร้างความประหลาดใจในหมู่นักวิทยาศาสตร์อย่างมากในการหาคำอธิบายเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น

ประการแรกคือ ปริมาณมวลรวมของชั้นน้ำแข็งแอนตาร์กติกาและกรีนแลนด์กำลังลดลง และมีธารน้ำแข็งราวร้อยละ 85 ไหลลงสู่ทะเลเร็วขึ้น

ประการที่สอง อุณหภูมิอากาศที่วัดจากระดับสูงเหนือมวลน้ำแข็งเหล่านี้ อุ่นขึ้นเร็วกว่าอุณหภูมิในส่วนอื่นๆ ของโลก

ที่น่าตระหนกคือ หากชั้นน้ำแข็งแอนตาร์กติกาตะวันตก เกิดละลายและไหลลงสู่ทะเล จะส่งผลให้ระดับน้ำทะเลทั่วโลกเพิ่มสูงขึ้นถึง 20 ฟุต

หากชั้นน้ำแข็งบนเกาะกรีนแลนด์ซึ่งมีขนาดและมวลเท่ากับชั้นน้ำแข็งแอนตาร์กติกาตะวันตกเกิดละลายและแตกออกจมลงสู่ทะเลก็จะทำให้ระดับน้ำทั่วโลกสูงขึ้นอีก 20 ฟุตเช่นกัน

ระดับน้ำทะเลทั่วโลกที่สูงขึ้น ทำให้เมือง สถานที่ต่างๆ หลายแห่งทั่วโลกจะจมอยู่ใต้น้ำ

เกิดอะไรขึ้น? หรือจะถึงเวลาที่เราต้องร่างแผนที่โลกกันใหม่แล้ว?

ปี 2550 ปัญหาเรื่องโลกร้อน ถูกหยิบยกมาพูดถึงมากที่สุดในเวทีการหารือระดับนานาประเทศทั่วโลก ไม่เว้นแม้เวทีเศรษฐกิจ อย่างธนาคารโลกที่ได้เผยแพร่ผลการศึกษาเกี่ยวกับผลกระทบจากภาวะโลกร้อน ซึ่งศึกษาจากชายฝั่งของประเทศกำลังพัฒนา 84 ประเทศ แบ่งการศึกษาเป็น 5 ระดับ คือ กรณีน้ำทะเลสูงขึ้นตั้งแต่ 1-5 เมตร

ผลการศึกษายังระบุด้วยว่า กรณีระดับน้ำทะเลสูงขึ้น 1 เมตร จะทำให้ประชาชนประมาณ 60 ล้านคน หรือ 1.28% ในประเทศกำลังพัฒนาต้องอพยพโยกย้ายจากถิ่นที่อยู่ เนื่องจากพื้นที่ริมชายฝั่งจมอยู่ใต้น้ำ บริเวณที่จะได้รับผลกระทบมากที่สุดคือ ตะวันออกกลาง เอเชียตะวันออก และแอฟริกาเหนือ โดยรวมจะมีพื้นที่ถูกน้ำท่วมถึง 194,000 ตารางกิโลเมตร

สร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจอย่างมโหฬารประเมินค่าไม่ได้...

ยังมีรายงานทางวิทยาศาสตร์อีกหลายชิ้นประเมินว่า ภายในสิ้นศตวรรษนี้ หรือ ค.ศ.2100 ระดับน้ำทะเลจะสูงขึ้นครึ่งเมตรไปถึง 1.4 เมตร เนื่องจากก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ถูกขังอยู่ในโลกมาเป็นเวลา 100 ปี ทำให้ระดับน้ำทะเลก็จะสูงขึ้นเรื่อยๆ

ถ้าเป็นกรณีน้ำทะเลทะยานสูงถึง 5 เมตร อะไรจะเกิดขึ้น!!!

จาก : มติชน คอลัมน์ จับกระแสโลกร้อน 20 มีนาคม พ.ศ. 2550
0



#29 ผู้ใช้ออฟไลน์   prin ไอคอน

  • ตอบ 200+
  • Pip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 227
  • สมัคร: 27/12/2004

ตอบ: 29/03/2007 - 02:23

รัฐบาลทุ่ม 40 ล้าน รับมือภัยแล้งปี 50 [23 มี.ค. 50 - 04:26]

เมื่อวันที่ 22 มี.ค. นายโฆสิต ปั้นเปี่ยมรัษฎ์ รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ กล่าวเปิดงานวันน้ำโลก ประจำปี 2550 ว่า ในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา ประเทศไทยประสบปัญหาน้ำค่อนข้างมาก ทั้งการขาดแคลนน้ำ น้ำท่วม คุณภาพน้ำและปัญหาการบริหารจัดการน้ำที่เริ่มมีความรุนแรงขึ้นทุกปี สาเหตุมาจากการเพิ่มขึ้นของประชากร รวมทั้งการเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อมที่เกิดขึ้นจากธรรมชาติและจากฝีมือของมนุษย์ ในปีที่ผ่านมาได้เกิดอุทกภัยน้ำหลากและดินถล่มอย่างรุนแรงในจังหวัดภาคเหนือตอนล่างทำให้มีผู้เสียชีวิตถึง 88 คน ก่อนจะเกิดซ้ำอีกครั้งครอบคลุมพื้นที่ 47 จังหวัด มีผู้เสียชีวิตถึง 340 คน มูลค่าความเสียไม่น้อยกว่า 28,000 ล้านบาท ซึ่งรัฐบาลได้เร่งแก้ปัญหาอย่างเต็มที่โดยมีการตั้งคณะกรรมการและคณะอนุกรรมการด้านต่างๆ รวม 14 คณะ และอนุมัติ 22,468 ล้านบาท เพื่อจัดทำแผนบรรเทาอุทกภัย โดยคำนึงถึงผล 3 ด้าน คือ ด้านการใช้ที่ดินและการป้องกันพื้นที่เศรษฐกิจหลัก ด้านเกษตรและการชลประทานและด้านการบริหารจัดการน้ำ ขณะนี้แผนเสร็จเรียบร้อยแล้วจะเข้าคณะรัฐมนตรีเร็วๆ นี้ เพื่อจัดงบประมาณตามแผนปี 2551

ประธานคณะกรรมการทรัพยากรน้ำฯ กล่าวต่อว่า แต่อย่างไรก็ตาม หลังปัญหาน้ำท่วมผ่านไป ก็เกิดปัญหาภัยแล้งตามมา ขณะนี้รัฐบาลได้ประกาศพื้นที่ประสบภัยพิบัติแล้ว 23,129 หมู่บ้าน จากทั้งหมด 74,435 หมู่บ้าน หรือประมาณ 31.40 เปอร์เซ็นต์ของพื้นที่ประเทศ ซึ่งรัฐบาลพยายามช่วยเหลืออย่างเต็มที่ โดยแผนรับมือสถานการณ์ภัยแล้งในปีนี้ ได้นำประสบการณ์จากปีที่ผ่านมาเป็นตัวอย่างเพื่อหาทางป้องกันและแก้ไข ล่าสุดได้เสนอของบประมาณ ในการจัดการน้ำกว่า 4,000 ล้านบาท และยังได้หารือเรื่องกฎหมายน้ำ โดยมอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมกันพิจารณาต่อไป.

ที่มา : http://www.thairath....n&content=41072
0



#30 ผู้ใช้ออฟไลน์   prin ไอคอน

  • ตอบ 200+
  • Pip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 227
  • สมัคร: 27/12/2004

ตอบ: 29/03/2007 - 02:46

10 แม่น้ำสำคัญของโลกกำลังแย่ เฉพาะเอเชียปาไป 5 สาย

เอพี/เอเอฟพี/บีบีซีนิวส์ – 10 แม่น้ำสายสำคัญของโลกอาจจะกลายเป็นแค่ "ตำนาน" แหล่งน้ำเหล่านี้กำลังเหือดแห้งและถูกคุกคามอย่างหนัก จากเขื่อน, ภาคการเกษตร-อุตสาหกรรม และการตกปลามากเกิน รวมถึงปัญหาโลกร้อน มีแม่น้ำเพียง 21 จาก 177 สายที่ไหลลงทะเลโดยไม่มีอุปสรรค ที่สำคัญ 5 ใน 10 สายล้วนอยู่ในเอเชียทั้งแยงซี, โขง, คงคา, สินธุ และสาละวินหล่อเลี้ยงชีวิตประชาชนกว่า 870 ล้านคน กำลังเข้าขั้นวิกฤติ

กองทุนสัตว์ป่าโลก หรือ ดับเบิลยูดับเบิลยูเอฟ (World Wide Fund for Nature : WWF) รายงานถึงสถานการณ์มลภาวะ โลกร้อน และการพัฒนาอย่างก้าวกระโดดกำลังทำลายแม่น้ำสายสำคัญๆ ของโลก และเชือว่าภายในทศวรรษนี้ปลาหลายพันสายพันธุ์กำลังถูกทำลาย เหตุเพราะน้ำตามแม่น้ำแล้งลงอย่างรวดเร็ว

รายงานระบุว่า ขณะนี้มีแม่น้ำสายยาวเพียง 21 สายจากทั้งหมด 177 สายในโลกที่ไหลลงสู่ท้องทะเลโดยไร้อุปสรรคขัดขวาง ส่วนที่เหลือกำลังถูกทำลายทางโครงสร้าง มีปลาอพยพและสิ่งมีชีวิตสายพันธุ์จากที่อื่นเข้ามาแทน เนื่องมาจากสภาพของแม่น้ำ ซึ่ง 1 ใน 5 ของปลาและสิ่งมีชีวิตในน้ำจืดกว่า 10,000 สายพันธุ์นั้นกำลังสูญพันธุ์หรือไม่ก็อยู่ในสภาพที่เสี่ยงต่อการสิ้นสูญ

เจมี พิตทอค (Jamie Pittock) หัวหน้าโครงการแหล่งน้ำจืดของ WWF กล่าวเรียกร้องให้รัฐบาลของประเทศต่างๆ หันมาพิทักษ์แม่น้ำ ทะเลสาบ และพื้นที่ชุ่มน้ำอย่างเร่งด่วน ซึ่งการพัฒนาแบบไม่หยุดยั้งทำให้ศักยภาพของธรรมชาติอยู่ในภาวะเสี่ยงภัย

ทั้งนี้ รายงานฉบับดังกล่าว มุ่งไปที่แม่น้ำสายสำคัญๆ อันเป็นสัญลักษณ์ของโลกทั้ง 10 สายได้แก่ ไนล์ (แอฟริกา), ดานูบ (ยุโรป), ริโอ แกรนด์ (อเมริกาเหนือ), ลา พลาตา (อเมริกาใต้) และ เมอร์เรย์-ดาร์ลิง (ออสเตรเลีย)

ส่วนอีก 5 สายล้วนอยู่ในเอเชีย ได้แก่ แยงซี (จีน), สาละวิน (พม่า) เชื่อมต่อนู่ (ยูนนาน), สินธุ (ปากีสถาน), คงคา (อินเดีย) และโขงเชื่อมต่อล้านช้าง (สิบสองปันนา)

อย่างที่ทราบกันดีว่าลุ่มน้ำ "แยงซี" ของจีนมีมลพิษสูงขึ้นถึง 70% และประสบปัญหานี้มากว่า 50 ปี อุตสาหกรรมกว่าครึ่งของจีนปล่อยน้ำเสียและสิ่งโสโครกลงแม่น้ำแห่งนี้ ทั้งกองขยะ เล้าหมู โรงพยาบาล และเหมืองแร่ และอาจรวมถึงขยะกัมมัตภาพรังสีที่ถมอยู่ใต้แม่น้ำแห่งนี้ทำให้แม่น้ำสายดังกล่าว เป็นหนึ่งในแม่น้ำที่มีมลพิษมากที่สุดในโลก

ขณะที่แม่น้ำ "ดานูบ" นับเป็นหัวใจของยุโรป ประชากรปลาเกือบครึ่งทวีปอาศัยอยู่ในแม่น้ำแห่งนี้ และหลังจากมีการสร้างเขื่อนขึ้นจำนวนมาก ส่งผลให้พื้นที่ชุ่มน้ำและที่ราบลุ่มน้ำหายไปเกือบ 80% อีกทั้งการขยายทางน้ำเพื่อขนส่ง ปั๊มน้ำสู่ชุมชน ถมตลิ่ง นับเป็นการคุกคามปลาและพืชที่อยู่ในดานูบ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงที่แม่น้ำไหลผ่านเยอรมนีสู่ทะเลดำ

การทำประมงมากเกินไป เป็นภัยคุกคามสำคัญต่อแม่น้ำโขง ส่วนแม่น้ำสาละวินและลาพลาตา ประสบปัญหาจากเขื่อน แม่น้ำริโอแกรนด์และคงคามีประชากรใช้งานจากแม่น้ำมากเกินไป ขณะที่แม่น้ำไนล์และสินธุกำลังประสบเคราะห์กรรมจากโลกร้อน

"แม่น้ำเป็นแหล่งน้ำจืดสำคัญของโลก และปริมาณน้ำจืดที่มีอยู่ประมาณครึ่งหนึ่ง ก็ถูกใช้ไปจนหมดแล้ว" พิตทอคเผย และชี้ว่า แม้ภัยที่คุกคามแม่น้ำนั้นมีความแตกต่างกันไป หรือมีความเกี่ยวเนื่องซึ่งกันและกัน แต่การแก้ปัญหานั้นต้องการนโยบายแบบบูรณาการ มากกว่าความพยายามที่มุ่งเน้นแก้ปัญหาในแง่มุมเดียว และอาจจบลงโดยไม่ได้ผลตามต้องการ

"ตัวอย่างเช่น ในขณะที่รัฐบาลวิตกเรื่องการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศจะทำให้ปริมาณน้ำลดลง พวกเขาก็จะสร้างเขื่อนมากขึ้นเพื่อเก็บกักน้ำเพิ่ม ซึ่งจะส่งผลให้มีการผันน้ำจากแม่น้ำมากขึ้น และจะสร้างปัญหาทางนิเวศวิทยามากยิ่งขึ้น" พิตทอคระบุ

รัฐบาลจำนวนมากยังมุ่งความสนใจไปที่โรงไฟฟ้าพลังน้ำเพื่อเป็นแหล่งพลังงาน "สะอาด" แต่นั่นก็จะหมายความว่า จะต้องสร้างเขื่อนมากขึ้นเพื่อกักน้ำ และจะทำลายประชากรปลาจนหมดสิ้น เขากล่าวเสริม

รายงานของ WWF เน้นว่า การผันน้ำ เขื่อน และการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ เป็นภัยคุกคามที่ส่งผลกว้างมากที่สุด ซึ่งจะมีผลกระทบเกือบทั้งหมดต่อมนุษย์ นอกจากนี้ สัตว์และพืชพันธุ์ต่างถิ่นที่เข้ามารุกราน และมลพิษ ก็เป็นปัญหาร้ายแรงเช่นกัน

ทั้งนี้ WWF ได้ศึกษาเรื่องแหล่งน้ำ และเปิดเผยรายงานฉบับนี้ เพื่อต้อนรับ "วันน้ำโลก" (World Water Day) ที่มีขึ้นในวันที่ 22 มี.ค.ของทุกปี โดยปีนี้มีแนวคิดหลักว่า "เผชิญกับการขาดแคลนน้ำ" (Coping with Water Scarcity)

ที่มา : http://www.manager.c...D=9500000032836
0



#31 ผู้ใช้ออฟไลน์   prin ไอคอน

  • ตอบ 200+
  • Pip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 227
  • สมัคร: 27/12/2004

ตอบ: 29/03/2007 - 02:50

โลกร้อนจะทำคนกว่า 3 พันล้านขาดน้ำ

เอเอฟพี - น้ำจืดกำลังจะเป็นสิ่งมีค่ามากขึ้น เนื่องจากภาวะโลกร้อนเริ่มคุกคาม บรรดาผู้เชี่ยวชาญเตือน โดยที่วันที่ 22 มี.ค.ของทุกปีถือเป็น "วันน้ำโลก" ด้วย

ความคิดหลักของการรำลึกถึง "วันน้ำโลก" (World Water Day) ประจำปีนี้ก็คือ "เผชิญกับการขาดแคลนน้ำ" (Coping with Water Scarcity) ซึ่งเป็นปัญหาที่เกิดจากประชากรเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว การใช้น้ำอย่างสิ้นเปลือง และมลภาวะ

องค์การสหประชาชาติประมาณไว้ว่า ภายในปี 2025 ประชากรโลกถึง 2 ใน 3 จะต้องอยู่ในภาวะขาดน้ำ โดยแอฟริกาเหนือ ตะวันออกกลาง และเอเชียตะวันตก จะเป็นภูมิภาคที่ได้รับผลกระทบสาหัสที่สุด

ทั้งนี้ ภาวะโลกร้อนก็มีส่วนทำให้ปัญหาขาดแคลนน้ำย่ำแย่ลงอีก ผู้เชี่ยวชาญระบุ

ในหลายๆ ภูมิภาค ความแห้งแล้งที่รุนแรงขึ้น รูปแบบปริมาณฝนตกที่เปลี่ยนแปลงไป และปริมาณหิมะและน้ำแข็งบนภูเขาที่ลดลง อาจทำให้น้ำในแม่น้ำ ทะเลสาบ และชั้นหิน แห้งเหือดไปได้

บางภูมิภาคจะมีปริมาณน้ำฝนมากขึ้น แต่อาจจะเกิดจากพายุฝนรุนแรงที่จะก่อให้เกิดน้ำท่วมเฉียบพลัน มากกว่าที่จะเป็นฝนโปรยที่จะซึมซับลงสู่พื้นดินได้

หรือฝนอาจตกในพื้นที่มีประชากรเบาบาง หรือพื้นที่ซึ่งไม่มีโครงสร้างพื้นฐานที่จะรองรับหรือเก็บกักไว้ใช้ยามแห้งแล้ง

นักวิทยาศาสตร์จากคณะกรรมาธิการระหว่างรัฐบาลว่าด้วยความเปลี่ยนแปลงของภูมิอากาศ (IPCC) ของยูเอ็น มีกำหนดจะเน้นย้ำถึงปรากฏการณ์ดังกล่าวในรายงานที่จะเผยแพร่ในวันที่ 6 เมษายนนี้ ซึ่งรายงานฉบับนี้เป็นรายงานประเมินภาวะโลกร้อนล่าสุดฉบับที่ 2

ทั้งนี้ เอเอฟพีระบุว่า ตามร่างรายงานของ IPCC ที่ได้มา มีเนื้อหาระบุว่า ในอาณาบริเวณตำแหน่งเส้นละติจูดสูงๆ และเขตเส้นศูนย์สูตรที่มีฝนตกมากบางพื้นที่ ซึ่งรวมถึงบริเวณที่มีประชากรหนาแน่นในเอเชียตะวันออกและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ "เป็นไปได้อย่างมากว่า" ปริมาณน้ำน่าจะเพิ่มขึ้นในศตวรรษนี้ ร่างรายงานที่เอเอฟพีได้มาระบุ

แต่ประเทศในตำแหน่งละติจูดกลางๆ และเขตเส้นศูนย์สูตรที่มีฝนน้อย ซึ่งประสบกับภาวะขาดน้ำไปแล้ว จะยิ่งมีน้ำน้อยลงไปอีก

"พื้นที่ซึ่งได้รับผลกระทบจากภาวะแห้งแล้งน่าจะมีมากขึ้น และสภาพการณ์รุนแรงจากหยาดน้ำฟ้า (น้ำฝน,หิมะ,ลูกเห็บ) ซึ่งน่าจะเกิดถี่ขึ้นและรุนแรงขึ้น จะเพิ่มความเสี่ยงเกิดน้ำท่วมมากยิ่งขึ้น"

นอกจากนี้ รายงานยังเผยด้วยว่า "เป็นไปได้อย่างมากที่ปริมาณน้ำซึ่งสะสมในธารน้ำแข็งและหิมะปกคลุมจะลดลง ซึ่งจะทำให้ปริมาณกระแสน้ำในฤดูร้อนและฤดูใบไม้ร่วงในภูมิภาคต่างๆ ซึ่งมีประชากรกว่า 1 ใน 6 ของโลกอาศัยอยู่ ลดลงตามไปด้วย"

ในระดับโลก ถ้าอุณหภูมิเพิ่มขึ้น 2 องศาเซลเซียสภายในปี 2100 เมื่อเทียบกับระดับเมื่อปี 1990 จะทำให้ประชากรมากถึง 2,000 ล้านคนอยู่ใน "ภาวะขาดแคลนน้ำมากขึ้น"

ถ้าอุณหภูมิเพิ่มสูงขึ้น 4 องศา ก็จะทำให้ตัวเลขเพิ่มขึ้นไปถึง 3,200 ล้านคน โดยแอฟริกาและเอเชียจะเป็นทวีปที่ได้รับผลกระทบรุนแรงมากที่สุด ร่างรายงานประมาณไว้

แม้แต่ประเทศร่ำรวย ซึ่งมีเงิน ทรัพยากรและความรู้ความเชี่ยวชาญทางเทคโนโลยีมากกว่า ก็จะประสบปัญหาขาดน้ำด้วยเช่นกัน

อย่างไรก็ดี ในเดือน ก.พ. ที่ผ่านมา องค์การสิ่งแวดล้อมแห่งสหภาพยุโรป เตือนให้รัฐบาลในยุโรป เริ่มวางแผนรับมือกับภาวะขาดแคลนน้ำที่เกิดจากภูมิอากาศเปลี่ยน และระบุชัดว่า ทางตอนใต้ของสเปน ทางตอนใต้ของอิตาลี กรีซ และตุรกี กำลังได้รับผลกระทบอย่างหนัก

ที่มา : http://www.manager.c...D=9500000033270
0



#32 ผู้ใช้ออฟไลน์   prin ไอคอน

  • ตอบ 200+
  • Pip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 227
  • สมัคร: 27/12/2004

ตอบ: 29/03/2007 - 02:53

กูรู ชี้ "นักท่องเที่ยว" มีส่วนสร้างปัญหาโลกร้อน

เอเอฟพี - นักท่องเที่ยวอาจกำลังทำลายสถานที่ท่องเที่ยวสุดโปรดของพวกเขา จากการปล่อยมลพิษและก๊าซเรือนกระจกตามสถานที่ไปเยี่ยมเยือน จนทำให้อุตสาหกรรมท่องเที่ยวกลายเป็นหนึ่งในผู้ก่อมลพิษมากที่สุดของโลก

เที่ยวบินสู่หาดสวรรค์ รวมถึงการพักค้างคืนในห้องปรับอากาศของโรงแรม เมื่อกระทำซ้ำๆ กันในปริมาณมหาศาล ก็เป็นตัวการทำให้ธุรกิจการท่องเที่ยวสร้างมลพิษอยู่ในระดับเดียวกับอุตสาหกรรมหนัก

"โชคไม่ดีที่การท่องเที่ยวเป็นหนึ่งในตัวการที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลง (ภูมิอากาศ)ในตอนนี้ และก่อให้เกิดกระบวนการโลกร้อน จากการท่องเที่ยวที่เฟื่องฟูมากจนเกินไป" ฟรานเชสโก ฟรานจิอัลลี (Francesco Frangialli) ผู้อำนวยการใหญ่องค์การการท่องเที่ยวโลก (World Tourist Organisation : WTO) กล่าวต่อที่ประชุมนานาชาติว่าด้วยเรื่องอุตุนิยมวิทยา ซึ่งจัดขึ้นที่กรุงมาดริด ในสัปดาห์นี้

ในปี 2006 ผู้คน 842 ล้านคนออกเดินทางไปพักผ่อนยังต่างประเทศ และ 40% ของคนเหล่านั้น เดินทางสู่จุดหมายด้วยเครื่องบิน ซึ่งก็คือ คน 336 ล้านคน หรือเป็นจำนวนมากกว่าประชากรของสหรัฐฯ ที่ออกเดินทางท่องเที่ยวพร้อมปล่อยก๊าซเรือนกระจกซึ่งเป็นตัวการเร่งให้เกิดภาวะโลกร้อน

"การขนส่งทางอากาศยังคงปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ ซึ่งเป็นก๊าซเรือนกระจกตัวสำคัญ สู่ชั้นบรรยากาศเพียง 2% ของทั้งหมด แต่การขนส่งทางอากาศก็กำลังมีส่วนก่อปัญหามากขึ้นเรื่อยๆ และการท่องเที่ยวก็เป็นแรงขับดันหนึ่งที่ทำให้มีจำนวนผู้โดยสารเครื่องบินเพิ่มขึ้น" ฟรานจิอัลลีกล่าว

เขาเผยว่า คาดกันว่าจะมีนักท่องเที่ยวเดินทางไปต่างประเทศประมาณ 1,100 ล้านคน ในปี 2010 และภายในปี 2020 จะมีถึง 1,600 ล้านคน ขณะเดียวกัน การท่องเที่ยวเองก็จะพบกับ "โศกนาฏกรรม" ถ้าปัญหาการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศยังคงเป็นเช่นนี้ต่อไป

เนื่องจากนักท่องเที่ยวก่อมลพิษไปรอบโลก สถานที่ท่องเที่ยวซึ่งเป็นที่นิยม เช่น หมู่เกาะมัลดีฟส์ ในมหาสมุทรอินเดีย ซึ่งเป็นมีความงามดังสวรรค์บนดิน แต่มีพื้นที่ต่ำ อาจจมหายไปได้ เพราะระดับน้ำทะเลเพิ่มสูงขึ้น

ทะเลสาบอันโด่งดังของแทนซาเนีย ซึ่งเป็นสถานที่เที่ยวหลักของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวในแอฟริกา ก็จะแห้งเหือด ส่วนในยุโรป ฤดูเล่นสกีในเทือกเขาแอลป์ก็จะสั้นลงเมื่อหิมะตกลดน้อยลง

ผู้เชี่ยวชาญด้านอากาศชาวฝรั่งเศสผู้หนึ่ง ระบุว่า อุณหภูมิที่เพิ่มขึ้น 1.8 องศาเซลเซียส หมายถึงว่าจะมีหิมะตกน้อยลง 40 วัน ณ ความสูงระดับ 1,500 เมตร ซึ่งถือว่าเป็นความสูงระดับกลางๆ

องค์การการท่องเที่ยวโลกสนับสนุนข้อเสนอของสหภาพยุโรปที่ต้องการให้บรรจุการเดินทางทางอากาศเข้าไว้ในรายการที่จะต้องจำกัดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกภายในปี 2011 หรือ 2012 และต้องเข้าสู่การจัดทำบัญชีโอนถ่ายคาร์บอน ซึ่งมีจุดมุ่งหมายเพื่อคุมปริมาณก๊าซเรือนกระจก

มาตรการดังกล่าวน่าจะกระตุ้นให้สายการบินต่างๆกดดันบริษัทผลิตเครื่องบินให้สร้างเครื่องบินที่ใช้พลังงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ฟรานจิอัลลีกล่าว

แต่นั่นอาจทำให้ค่าโดยสารมีราคาสูงขึ้น อย่างไรก็ตาม บางคนในอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวเชื่อว่า นักท่องเที่ยวคงจะพร้อมจะจ่ายแพงขึ้นอีกนิดเพื่อปกป้องรักษาสถานที่ท่องเที่ยวที่พวกเขารัก

"เรามีส่วนรับผิดชอบในการปล่อยไอเสีย เราเป็นผู้ก่อมลพิษ และเราพร้อมจะจ่ายชดใช้" ไมเคิล ไอวาน ผู้จัดทัวร์ชาวเยอรมันกล่าว พร้อมทั้งระบุว่า แต่ก็เป็นเรื่องสำคัญที่จะต้องระวังเกี่ยวกับเรื่องการเพิ่มราคาตั๋วเครื่องบิน เพราะผู้บริโภคยังคงอ่อนไหวต่อราคาเป็นอย่างมาก

ที่มา : http://www.manager.c...D=9500000033903
0



#33 ผู้ใช้ออฟไลน์   วุฒิกร แสงรุ่งเรือง ไอคอน

  • ตอบ 200+
  • Pip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 266
  • สมัคร: 07/04/2005

ตอบ: 02/04/2007 - 15:42

ดีเดย์ 8 เม.ย. ร่วมปั่นจักรยานรณรงค์ลดใช้พลังงาน

12:23 น. นายพนิช วิกิตเศรษฐ์ รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร (กทม.) นายนิพนธ์ บุญญภัทโร ประธานกรรมการดำเนินการโครงการเรารักกรุงเทพฯ เรารักจักรยาน และนายจำเนียร วรรัตน์ชัยพันธ์ สถาบันสิ่งแวดล้อมไทย

ร่วมแถลงข่าว “สองล้อ..ร่วมปั่น..ช่วยกันลดโลกร้อน” เพื่อกระตุ้นให้ประชาชนเกิดการตื่นตัวและให้ความสำคัญต่อผลกระทบจากภาวะโลกร้อน และช่วยกันลดการใช้พลังงาน หันมาใช้จักรยาน และใส่ใจต่อสิ่งแวดล้อม

ซึ่ง กทม.ร่วมกับสถาบันสิ่งแวดล้อมไทย ชมรมจักรยานเพื่อสุขภาพแห่งประเทศไทย กลุ่มศิลปินจักรยานนานาชาติเพื่อลดโลกร้อน และบริษัท โตโยต้า (ประเทศไทย) จำกัด

กำหนดจัดกิจกรรมรณรงค์ลดการใช้พลังงาน และส่งเสริมการใช้จักรยานอย่างยั่งยืน

ในวันอาทิตย์ที่ 8 เม.ย. เริ่มตั้งแต่เวลา 08.00 น. เป็นต้นไป โดยจะมีขบวนจักรยานกว่า 200 คัน จะเริ่มต้นปั่นจักรยานจากสนามกีฬาแห่งชาติ ไปยังจุดต่าง ๆ ทั่ว กทม. พร้อมแสดงการบังคับจักรยานแบบผาดโผน แสดงดนตรี แสดงมายากล

ข้อมูลจาก เนชั่นทันข่าว
http://breakingnews....h&newsid=251591
0



#34 ผู้ใช้ออฟไลน์   วุฒิกร แสงรุ่งเรือง ไอคอน

  • ตอบ 200+
  • Pip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 266
  • สมัคร: 07/04/2005

ตอบ: 07/04/2007 - 12:46

"สระแก้ว"ทันยุคขอกม.สู้โลกร้อน!

บังคับปลูก"ต้นไม้"สร้างความชุ่มชื้น




นายจัด กุ่มประสิทธิ์ รองนายกองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) ช่องกุ่ม อ.วัฒนานคร จ.สระแก้ว เปิดเผยว่า จากภาวะโลกร้อนจนสภาพอากาศเปลี่ยนแปลงไปทั่วโลก ซึ่งในประเทศมีสาเหตุจากการตัดไม้ทำลายป่า

ดังนั้น การร่างกฎหมายรัฐธรรมนูญ ควรกำหนดมาตรการให้มีการออกกฎหมายบังคับให้ประชาชนปลูกต้นไม้ประจำตัวไว้ในบริเวณบ้าน หากไม่มีพื้นที่ก็ให้ปลูกที่วัดหรือที่สาธารณะเพื่อสร้างความชุ่มชื้น

"ที่ผมทำอยู่ คือ ให้พ่อแม่ที่ให้กำเนิดบุตรปลูกไม้ยืนต้นประจำตัวเด็ก และให้เด็กเป็นผู้ดูแล หากต้นไม้ตายให้ปลูกทดแทน เมื่อเจ้าของต้นไม้เสียชีวิตก็จะนำเถ้ากระดูกมาฝังที่โคนต้นให้บุตรหลานกราบไว้ แม้คนอื่นไม่ปฏิบัติ แต่ผมก็จะทำเป็นตัวอย่างต่อไป"

นายชัยชนะ หมายงาน สมาชิกองค์กรตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐประจำจังหวัดสระแก้ว กล่าวว่า เวทีรับฟังความคิดเห็นและการมีส่วนร่วมของประชาชนที่ อ.อรัญประเทศ ตนได้เสนอให้ยกประเด็นกฎหมายรับมือภาวะโลกร้อนเป็นวาระแห่งชาติ เพราะประเทศไทยต้องประสบกับภัยธรรมชาติเช่นกัน

โดยให้มีกฎหมายกำหนดให้ประชาชนที่ปลูกบ้านเรือนและมีพื้นที่ 1 ไร่ขึ้นไป ต้องปลูกต้นไม้ร้อยละ 10 ของพื้นที่ เพื่อบรรเทาความร้อนและสร้างความชุ่มชื้น

ข้อมูลจาก มติชน
http://www.matichon....&sectionid=0112
0



#35 ผู้ใช้ออฟไลน์   หนาม ไอคอน

  • ตอบไม่มาก
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 68
  • สมัคร: 14/02/2007

ตอบ: 07/04/2007 - 23:17

อนุโมทนาครับ
0



#36 ผู้ใช้ออฟไลน์   prin ไอคอน

  • ตอบ 200+
  • Pip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 227
  • สมัคร: 27/12/2004

ตอบ: 08/04/2007 - 14:42

14 กลเม็ดง่ายๆ กู้วิกฤติโลกร้อน!!
[8 เม.ย. 50 - 00:17]

ขณะที่ผู้คนทั่วโลก กำลังตื่นตัวอย่างหนักถึงปัญหาภาวะโลกร้อน และเหล่าผู้นำโลกตั้งหน้าตั้งตาถกกันเครียดเพื่อหาทางรับมือกับวิกฤตการณ์ใหญ่จากโกลบอล วอร์มมิ่ง คุณเชื่อหรือไม่คะว่า ด้วยกลเม็ดง่ายๆ และการปรับเปลี่ยนรูปแบบการใช้ชีวิตเล็กๆ น้อยๆ ประชากรโลกธรรมดาๆอย่างพวกเรา ก็สามารถช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดภาวะ เรือนกระจก หรือกรีนเฮาส์ เอฟเฟกต์ ได้ไม่ยิ่งหย่อนไปกว่านักวิทยาศาสตร์ผู้ปราดเปรื่อง!!

ในนิตยสารไทม์ฉบับล่าสุด วันที่ 9 เมษายน 2007 มีการนำเสนอ แนวทางการชะลอวิกฤตการณ์โลกร้อนฉบับประชาชน ไว้อย่างน่าสนใจหลายประการ เพื่อกระตุ้นจิตสำนึกรักษ์สิ่งแวดล้อมให้แพร่หลายไปทั่วโลก โดยแต่ละไอเดียเป็นเรื่องจับต้องได้ใกล้ๆตัว และสามารถนำไปปรับใช้ในชีวิตจริงไม่ยากจนเกินไป!!

ไอเดียแคนดูแรกในการพิทักษ์โลกให้รอดพ้นจากภาวะโลกร้อนคือ เปลี่ยนอาหารให้เป็นเชื้อเพลิง ในระยะหลายปีมานี้ นักวิทยาศาสตร์ทั่วโลกทุ่มเทเวลาอย่างจริงจังให้กับการคิดค้น หาวิธีผลิตเชื้อเพลิงชีวภาพจากพืชพันธุ์ธรรมชาติ ไล่ตั้งแต่ ข้าวโพด, ถั่วเหลือง, น้ำมันหุงต้ม ไปจนถึงเศษขยะ เพื่อเป็นทางเลือกใหม่ทดแทนพลังงานจากน้ำมัน ซึ่งนับวันมีแต่จะร่อยหรอลงเรื่อยๆ!! เห็นได้ชัดจากความเคลื่อนไหวของกระทรวงพลังงานสหรัฐอเมริกา ที่เพิ่มงบประมาณเป็นสองเท่า สำหรับการทำวิจัยคิดค้นเชื้อเพลิงชีวภาพโดยเฉพาะ และดูเหมือนว่าเชื้อเพลิงที่ผลิตจากข้าวโพดเป็นก๊าซอีธานอลจะมาแรงแซงทางโค้ง กว่าใครเพื่อน เพราะ ทั้งเซฟเงินในกระเป๋า และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมในอนาคต

เปลี่ยนหลอดไฟใหม่เป็นแบบประหยัด คือวิธีเซฟค่าไฟในบ้านที่ฮิตฮอตที่สุดของที่สุด แม้รูปร่างหน้าตาของหลอดไฟซีเอฟแอล ที่เรียกกันติดปากในบ้านเราว่า หลอดไฟตะเกียบ ออกจะแปลกตาสักหน่อย แต่ประสิทธิภาพไฮโซมาก!! เพราะช่วยประหยัดไฟได้มากกว่าหลอดไฟธรรมดาๆถึง 3-5 เท่า แถมยังมีอายุการใช้งานนานกว่าหลายเท่าตัว ปัจจุบันมีให้เลือกใช้มากมายหลายขนาด ทั้งหลอดไฟขนาด 26 วัตต์, 40 วัตต์ ไปจนถึง 100 วัตต์

จัดระเบียบการซักผ้าใหม่ ผลการศึกษาล่าสุดของสถาบันอุตสาหกรรมการผลิต มหาวิทยาลัยแคมบริดจ์ ค้นพบว่าขั้นตอนการซักผ้าและอบผ้าให้แห้ง กินพลังงานถึง 60% ของการผลิตเสื้อผ้าทั้งหมด และเสื้อยืดธรรมดาๆตัวหนึ่ง ก่อให้เกิดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เกือบ 4 กิโลกรัม!! คงไม่ถึงกับขอร้องคุณๆให้หยุดการซักผ้ารีดผ้าหรอกนะคะ!! แต่ถ้าอยากช่วยพิทักษ์โลกสีเขียวก็สามารถทำได้ง่ายๆด้วยการจัดระเบียบการซักผ้ารีดผ้าใหม่ เช่น เปลี่ยนจากการซักผ้าด้วยน้ำอุ่นเป็นน้ำเย็น หรือไม่ก็รวบรวมเสื้อผ้าให้ได้กองโตพอสมควรก่อน ค่อยนำไปซักทีเดียว อย่างบ้านเรา แดดเปรี้ยงแรงดีอยู่แล้ว แค่นำเสื้อผ้าตากแดดตากลมให้แห้งตามธรรมชาติ ไม่จำเป็นต้องใช้เครื่องอบผ้าให้กินไฟและทำลายสิ่งแวดล้อม

จัดบ้านใหม่ให้สอดคล้องกับหลักธรรมชาติ เชื่อหรือ ไม่คะว่า 16% ของพลังงานที่ใช้ภายในบ้านเรือนที่อยู่อาศัย เป็นตัวการก่อให้เกิดการแพร่กระจายก๊าซกรีนเฮาส์ในอเมริกา ฉะนั้น ลองหาเวลาว่างจัดบ้านใหม่ให้สอดคล้องกับหลักธรรมชาติ และทิศทางลม แทนที่จะพึ่งเทคโนโลยีไฮเทคตลอดเวลา เพราะการใช้ชีวิตแบบเรียบง่ายโลว์เทคๆช่วยเซฟพลังงานในบ้านได้ถึง 40%

ใส่เสื้อผ้ามือสองพิทักษ์โลก ในนิตยสารไทม์ฉบับล่าสุด ระบุไว้ว่า เสื้อผ้ามือสองเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากกว่าเสื้อผ้าใหม่ เพราะการซื้อเสื้อผ้ามือสองช่วยหลีกเลี่ยงการใช้พลังงานอย่างสิ้นเปลือง จากการผลิต และขนส่ง อันเป็นสาเหตุให้เกิดการแพร่กระจายก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์สู่ชั้นบรรยากาศ ยิ่งยุคนี้วินเทจ ลุคเป็นที่นิยมอยู่ด้วย ช่วยกันคนละนิดนะคะ ทั้งอินเทรนด์ แถมยังลดวิกฤติโลกร้อน!!

อีกหนึ่งวิธีเซฟ เดอะ เวิลด์ที่เวิร์กมากๆ เห็นจะเป็น การจัด สรรให้พนักงานทำงานใกล้บ้านที่สุด ฟาสต์ฟู้ดใหญ่ๆทั่ว อเมริกานำวิธีนี้มาใช้อย่างได้ผล!! เพราะแทนที่หนุ่มสาวคนทำงานจะสูญเสียพลังงานจากการขับรถไกลๆมาทำงานในแต่ละวัน ทำไมเราไม่หาสาขาที่ทำงานใกล้บ้านให้แมตช์กับพนักงานละคะ!! หรือถ้าฟังดูยุ่งยากเกินไปก็อาจตั้งเป้าหมายไปเลยว่า ต่อไปนี้ฉันจะหางานทำเฉพาะทำเลที่อยู่ใกล้บ้านเท่านั้น!!

ถ้าคุณเป็นนักอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมตัวจริงละก็ ทิ้งบ้านหลังใหญ่ แถบชานเมือง ย้ายเข้ามาอยู่ในกรุงด่วนจี๋!! เพราะเมืองใหญ่ๆอย่างแมนฮัตตัน, โตเกียว หรือลอนดอน ถือเป็นโซนของพลเมืองโลกหัวใจสีเขียวขนานแท้!! ชาวกรุงน้อยคนนักจะขับรถไปทำงาน ส่วนใหญ่นิยมเดิน, ขี่จักรยาน หรือไม่ก็ใช้บริการขนส่งมวลชน ซึ่งรวดเร็วและเปี่ยมประสิทธิภาพมากกว่า!!

จ่ายบิลค่าใช้จ่ายทางอินเตอร์เน็ต การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมใหม่ หันมาจ่ายบิลค่าน้ำ ค่าไฟ ค่ามือถือ รวมถึงค่าใช้จ่ายอื่นๆ ผ่านทางอินเตอร์เน็ต จะช่วยกู้วิกฤติโลกร้อนได้ อย่างมโหฬาร!! อย่างน้อยๆก็ช่วยลดการใช้กระดาษ ซึ่งนำไปสู่การตัดไม้ ทำลายป่า แถมยังช่วยลดความสิ้นเปลืองพลังงานจากการขนส่งกระดาษทั้งทางเครื่องบิน และรถบรรทุก รู้ไหมคะว่าวิธีนี้นอกจากจะประหยัดเวลาและเงินในกระเป๋าของคุณเห็นๆแล้ว ยังช่วยลดปริมาณขยะลงถึงปีละ 1,450 ล้านตัน และจำกัดการแพร่กระจายของก๊าซกรีนเฮาส์ ปีละ 1.9 ล้านตัน

เปิดหน้าต่างรับลมแทนการเปิดแอร์ วิธีนี้ง่ายและคนไทยคุ้นเคยกันดี ผลการศึกษาของอเมริกาบ่งชี้ว่า 22.7 ตัน ของก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่แพร่กระจายอยู่ในอากาศมาจากบ้านเรือนที่อยู่อาศัย ลองลดการใช้พลังงานและทำลายสิ่งแวดล้อมด้วยการเปิดหน้าต่างภายในบ้านเพื่อรับลม แทนที่จะเปิดแอร์ทั้งวันทั้งคืน เพราะลมธรรมชาติจากภายนอกจะทำให้อากาศภายในบ้านเย็นสบายขึ้นในช่วงฤดูร้อน และอุ่นขึ้นในช่วงฤดูหนาว

ปิดคอมพิวเตอร์ทุกครั้งที่ไม่ได้ใช้ เรื่องนี้ควรรณรงค์ อย่างจริงจังในทุกออฟฟิศ เพราะการเปิดคอมพิวเตอร์ทิ้งไว้ ไม่เพียงแต่จะเปลืองไฟ แต่ยังก่อให้เกิดมลพิษต่อสิ่งแวดล้อม นอกจากจะปิดทิ้งหลังใช้ เสร็จทุกครั้งแล้ว ผู้เชี่ยวชาญด้านการประหยัดพลังงานยังแนะนำว่า การปิดคอมพิวเตอร์, โทรทัศน์ และเครื่องใช้ไฟฟ้าอื่นๆ โดยใช้ปุ่มสแตนด์บาย พาวเวอร์ กินไฟในบ้านแบบไม่รู้ตัวถึง 75%...ปุ่ม off เท่านั้นที่เราต้องการ!!

ปิดไฟทุกครั้งที่เสร็จงาน ไม่เฉพาะแต่ช่วงพักกลางวัน หรือหลังเลิกงานที่ควรรณรงค์เรื่องการปิดไฟในออฟฟิศ แต่บางออฟฟิศในเมืองใหญ่ๆยังขอความร่วมมือจากพนักงานให้ปิดไฟทุกครั้งที่ทำงานเสร็จ แม้บรรยากาศในออฟฟิศอาจดูมืดๆทึมๆไปบ้าง แต่ก็ช่วยเซฟพลังงานได้อีกหลายเท่าตัว เรื่องประหยัดไฟต้องยกให้ “สมเด็จพระบรมราชินีเอลิซาเบธที่สองแห่งอังกฤษ” ทรงเป็นต้นแบบของโลก!!

ทายสิคะว่า ระหว่างการขับรถ BMW กับการกิน เบอร์เกอร์บิ๊กแมค อะไรก่อให้ เกิดภาวะโลกร้อนหนักกว่ากัน!! คำตอบก็คือบิ๊กแมคค่ะ!! จากรายงานของนิตยสารไทม์ ระบุว่า อุตสาหกรรมผลิตเนื้อทั่วโลกก่อให้เกิดการแพร่กระจายก๊าซกรีนเฮาส์ ในชั้นบรรยากาศมากถึง 18% เลิกบริโภคเนื้อสเต็ก เถอะนะคะ เพื่อให้ลูกหลานมีอากาศดีๆ ไว้หายใจในอนาคต!!

ปฏิเสธถุงพลาสติกลูกเดียว!! ใน แต่ละปีมีถุงพลาสติกถูกผลิตออกสู่ตลาดมากกว่า 50,000 ล้านถุง และมีเพียง 3% ของถุงพลาสติกที่นำไปรีไซเคิลกลับมาใช้ใหม่อีกครั้ง โดยถุงพลาสติกแต่ละใบต้องใช้เวลาถึงพันปีกว่าจะย่อยสลายหมดไปจากโลก!! ทางที่ดีช่วยกันรณรงค์งดใช้ถุงพลาสติกจะดีกว่า แล้วหันมาพกถุงผ้าส่วนตัวไปช็อปปิ้งตามซุปเปอร์มาร์เกตแทน!!

ปลดเนกไท-ถอดสูททิ้ง บริษัทใหญ่ๆในญี่ปุ่นเป็นผู้ริเริ่มการประหยัดพลังงานแนวใหม่ ด้วยการไฟเขียวอนุญาตให้พนักงานใส่เสื้อเชิ้ตธรรมดาๆ โดยไม่ต้องสวมสูทและผูกเนกไทมาทำงานในช่วงฤดูร้อนตับแตก เพื่อประหยัดค่าแอร์!! ปรากฏว่าได้ผลมาก เพราะฤดูร้อนที่ผ่านมา พี่ยุ่นสามารถลดการแพร่กระจายก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์สู่ชั้นบรรยากาศได้มากถึง 71,700 ตัน.

ที่มา : http://www.thairath....y&content=42857
0



#37 ผู้ใช้ออฟไลน์   prin ไอคอน

  • ตอบ 200+
  • Pip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 227
  • สมัคร: 27/12/2004

ตอบ: 09/04/2007 - 06:26

โลกร้อนกระเทือนชาวโลกทั้งมวล ไม่ใช่เรื่องไกล ตัวอีกต่อไปแล้ว
[9 เม.ย. 50 - 00:49]

ผู้เชี่ยวชาญด้านสภาพอากาศของสหประชาชาติเตือนว่า ภาวะโลกร้อนจะก่อให้เกิดความเสียหายรวดเร็วและเป็นบริเวณกว้างมากกว่าที่คาดการณ์ไว้ นับตั้งแต่ความอดอยากในแอฟริกาและเอเชีย ไปจนถึงการสูญพันธุ์และระดับน้ำทะเลเพิ่มสูงขึ้น

ผู้แทนจากกว่า 100 ประเทศในคณะทำงานระหว่างรัฐบาล ต่างเห็นพ้องในรายงาน ซึ่งจะชี้ชัดว่าประเทศยากจนจะได้รับผลกระทบหนักที่สุด

โดยรวมแล้วรายงานฉบับนี้ นับเป็นการประเมินอย่างสิ้นหวังของสหประชาชาติต่อภัยคุกคามจากภาวะโลกร้อน ซึ่งคาดว่าจะก่อให้เกิดปัญหาขาดแคลนน้ำ กระทบผู้คนนับพันล้านคน ก่อให้เกิดการสูญพันธุ์ของสิ่งมีชีวิต และระดับน้ำทะเลเพิ่มสูงขึ้นต่อเนื่องยาวนานนับศตวรรษ ราย งานระบุว่า การปล่อยก๊าซเรือนกระจกอันเป็นฝีมือมนุษย์ ซึ่งส่วนใหญ่มาจากการเผาไหม้เชื้อเพลิงฟอสซิล อาจเป็นสาเหตุสำคัญของภาวะโลกร้อน และการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศยังอาจทำให้ ผลผลิตลดลงอย่างมากในแอฟริกา หิมะละลายแถบเทือกเขาหิมาลัย และเกิดคลื่นความร้อนแผ่ปกคลุมไปทั่วยุโรปและอเมริกาเหนือ

รายงานไอพีซีซียังระบุว่า ปัญหาการเปลี่ยน แปลงของสภาพอากาศไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป.

ที่มา : http://www.thairath....y&content=42954
0



คำตอบต่อไป: ไม่มี
  • (2 หน้า)
  • +
  • 1
  • 2
  • คุณไม่สามารถตั้งกระทู้ใหม่ได้
  • กระทู้นี้ถูกล็อค

1 ผู้ใช้กำลังอ่านกระทู้นี้
0 สมาชิก, 1 ผู้เยี่ยมชม, 0 ผู้ใช้ที่ไม่ระบุชื่อ