ลานธรรมเสวนา: วิกฤตสิ่งแวดล้อมโลก…. Global Warming - ลานธรรมเสวนา

เข้าไปดูเนื้อหา

  • (2 หน้า)
  • +
  • 1
  • 2
  • คุณไม่สามารถตั้งกระทู้ใหม่ได้
  • กระทู้นี้ถูกล็อค

วิกฤตสิ่งแวดล้อมโลก…. Global Warming แหล่งที่มา: http://www.worldviewofglobalwarming.org/index.html

#0 ผู้ใช้ออฟไลน์   prin ไอคอน

  • ตอบ 200+
  • Pip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 227
  • สมัคร: 27/12/2004

ตอบ: 07/07/2006 - 02:50

แหล่งที่มา: http://www.worldview....org/index.html และ http://www.nrdc.org/globalwarming/

เนื่องจากภาวะอุณหภูมิโลกสูงขึ้น ก่อให้เกิดปัญหาทางสิ่งแวดล้อมตามมาเช่น การสูญเสียระบบนิเวศวิทยา มลพิษทางอากาศ ฝนตกไม่ต้องตามฤดูกาล เชื้อโรคระบาด น้ำทะเลสูงขึ้น เป็นต้น

ทั้งนี้ในปี2003 ภาวะอุณหภูมิโลกร้อนขึ้นนี้ คลื่นความร้อนได้คล่าชีวิต ผู้คนในยุโรปถึง20,000คน และ1,500คนในอินเดีย นักวิทยาศาสตร์ได้ระบุว่า มีสัญญาณเตือนภัยจากการลดจำนวนลงอย่างมากของหมีขั้วโลกเหนือในรอบระยะเวลา10ปี

สาเหตุส่วนใหญ่มาจากมลพิษทางอากาศ ซึ่งเกิดจากควันเสียจากรถยนต์ โรงงานอุตสหกรรมซึ่งทำลายชั้นบรรยากาศ ผลที่ตามมาอย่างเช่นน้ำในมหาสมุทรและทะเลมีอุณหภูมิสูงขึ้น การเกิดพายุโซนร้อน พายุเฮอร์ริเคนมีกำลังความรุนแรงเพิ่มขึ้น มีอันตรายมากขึ้น

น้ำแข็งที่ขั้วโลกละลาย ระดับน้ำทะเลสูงขึ้นทำให้เกิดน้ำท่วม ตามชายฝั่งทะเลตะวันออก ฟลอริดา และบางส่วนในอ่าวเม็กซิโก

ป่าไม้ ฟาร์ม และเมืองต่างๆประสบปัญหาการแพร่กระจายเชื้อโรคจากยุง

สูญเสียแนวปะการัง พืชพันธ์ และสัตว์บางชนิดสูญพันธ์

มีรายงานว่าภาวะอุณหภูมิโลกสูงขึ้นนี้ ก่อให้เกิดปัญหาความมั่นคงระหว่างประเทศ เนื่องจากทำให้พื้นที่ที่เป็นทะเลทรายเพิ่มมากขึ้น พื้นที่ส่วนใหญ่อยู่อาศัยไม่ได้ ทำให้เกิดภาวะคลาดแคลนอาหารขึ้น น้ำขาดแคลน เป็นเหตุให้ เกิดการอพยพและสงคราม

การเกิดคลื่นยักษ์ อย่างเช่น tsunami ในรอบ18เดือนที่ผ่านมา คลื่นยักษ์นี้ได้คล่าชีวิตผู้คนถึง 200,000คน ใน12ประเทศ รอบๆมหาสมุทรอินเดีย
0


  • (2 หน้า)
  • +
  • 1
  • 2
  • คุณไม่สามารถตั้งกระทู้ใหม่ได้
  • กระทู้นี้ถูกล็อค

การตอบอื่นๆต่อกระทู้นี้



#1 ผู้ใช้ออฟไลน์   prin ไอคอน

  • ตอบ 200+
  • Pip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 227
  • สมัคร: 27/12/2004

ตอบ: 07/07/2006 - 02:57

โลกไข้ขึ้นตัวร้อนที่สุดในรอบ 400 ปี ระบุด้วยน้ำมือมนุษย์ เป็นส่วนใหญ่

แหล่งที่มา : http://www.thairath....y&content=10908

สมาคมวิทยาศาสตร์แห่งชาติของอเมริกาได้สรุป แจ้งผลการทบทวนรายงานทางวิทยาศาสตร์ต่อรัฐสภา กล่าวว่า อุณหภูมิของโลกเมื่อเร็วๆนี้ได้อุ่นขึ้นอย่างไม่เคยปรากฏมาก่อน ในรอบระยะเวลาไม่ต่ำกว่า 400 ปีมานี้ และอาจจะนานเป็นเวลาหลายพันปีมาก็ได้

รายงานของคณะนักวิทยาศาสตร์ภูมิอากาศชั้นยอด กล่าวว่า โลกกำลังเป็นไข้ด้วยน้ำมือมนุษย์เป็นส่วนใหญ่ ทำให้โลกร้อนระอุขึ้นเมื่อเร็วๆนี้ อุณหภูมิโดยเฉลี่ยที่ผิวพื้นโลก ของโลกซีกเหนือ สูงขึ้นอีกประมาณครึ่งองศาเซลเซียส ในระหว่างศตวรรษที่ 20 นี้

รายงานระบุว่า “อุณหภูมิทางซีกโลกเหนือได้อุ่นขึ้นมากที่สุด ยิ่งกว่าครั้งใดในรอบระยะเวลา 2,000 ปีมานี้”.
0



#2 ผู้ใช้ออฟไลน์   prin ไอคอน

  • ตอบ 200+
  • Pip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 227
  • สมัคร: 27/12/2004

ตอบ: 07/07/2006 - 03:31

แหล่งที่มา: http://www.worldview....org/index.html และ http://www.nrdc.org/globalwarming/

วิกฤตสิ่งแวดล้อมโลก เป็นภัยทางธรรมชาติที่มนุษย์ทั่วโลกต้องเผชิญชะตากรรมร่วมกัน จึงได้มีการเสนอบทความออกเตือน Global Warming และหาแนวทางแก้ไข ป้องกันเหตุการณ์ภัยทางธรรมชาติ

ทั้งนี้ เนื่องจากภาวะอุณหภูมิโลกสูงขึ้น ก่อให้เกิดปัญหาทางสิ่งแวดล้อมตามมาเช่น การสูญเสียระบบนิเวศวิทยา มลพิษทางอากาศ ฝนตกไม่ต้องตามฤดูกาล เชื้อโรคระบาด น้ำทะเลสูงขึ้น เป็นต้น

ทั้งนี้ในปี2003 ภาวะอุณหภูมิโลกร้อนขึ้นนี้ คลื่นความร้อนได้คล่าชีวิต ผู้คนในยุโรปถึง20,000คน และ1,500คนในอินเดีย นักวิทยาศาสตร์ได้ระบุว่า มีสัญญาณเตือนภัยจากการลดจำนวนลงอย่างมากของหมีขั้วโลกเหนือในรอบระยะเวลา10ปี

สาเหตุส่วนใหญ่มาจากมลพิษทางอากาศ ซึ่งเกิดจากควันเสียจากรถยนต์ โรงงานอุตสหกรรมซึ่งทำลายชั้นบรรยากาศ ผลที่ตามมาอย่างเช่นน้ำในมหาสมุทรและทะเลมีอุณหภูมิสูงขึ้น การเกิดพายุโซนร้อน พายุเฮอร์ริเคนมีกำลังความรุนแรงเพิ่มขึ้น มีอันตรายมากขึ้น

น้ำแข็งที่ขั้วโลกละลาย ระดับน้ำทะเลสูงขึ้นทำให้เกิดน้ำท่วม ตามชายฝั่งทะเลตะวันออก ฟลอริดา และบางส่วนในอ่าวเม็กซิโก

ป่าไม้ ฟาร์ม และเมืองต่างๆประสบปัญหาการแพร่กระจายเชื้อโรคจากยุง

สูญเสียแนวปะการัง พืชพันธ์ และสัตว์บางชนิดสูญพันธ์

มีรายงานว่าภาวะอุณหภูมิโลกสูงขึ้นนี้ ก่อให้เกิดปัญหาความมั่นคงระหว่างประเทศ เนื่องจากทำให้พื้นที่ที่เป็นทะเลทรายเพิ่มมากขึ้น พื้นที่ส่วนใหญ่อยู่อาศัยไม่ได้ ทำให้เกิดภาวะคลาดแคลนอาหารขึ้น น้ำขาดแคลน เป็นเหตุให้ เกิดการอพยพและสงคราม

การเกิดคลื่นยักษ์ อย่างเช่น tsunami ในรอบ18เดือนที่ผ่านมา คลื่นยักษ์นี้ได้คล่าชีวิตผู้คนถึง 200,000คน ใน12ประเทศ รอบๆมหาสมุทรอินเดีย
0



#3 ผู้ใช้ออฟไลน์   prin ไอคอน

  • ตอบ 200+
  • Pip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 227
  • สมัคร: 27/12/2004

ตอบ: 07/07/2006 - 03:44

โลกไข้ขึ้นตัวร้อนที่สุดในรอบ 400 ปี ระบุด้วยน้ำมือมนุษย์ เป็นส่วนใหญ่

แหล่งที่มา : http://www.thairath....y&content=10908

สมาคมวิทยาศาสตร์แห่งชาติของอเมริกาได้สรุป แจ้งผลการทบทวนรายงานทางวิทยาศาสตร์ต่อรัฐสภา กล่าวว่า อุณหภูมิของโลกเมื่อเร็วๆนี้ได้อุ่นขึ้นอย่างไม่เคยปรากฏมาก่อน ในรอบระยะเวลาไม่ต่ำกว่า 400 ปีมานี้ และอาจจะนานเป็นเวลาหลายพันปีมาก็ได้

รายงานของคณะนักวิทยาศาสตร์ภูมิอากาศชั้นยอด กล่าวว่า โลกกำลังเป็นไข้ด้วยน้ำมือมนุษย์เป็นส่วนใหญ่ ทำให้โลกร้อนระอุขึ้นเมื่อเร็วๆนี้ อุณหภูมิโดยเฉลี่ยที่ผิวพื้นโลก ของโลกซีกเหนือ สูงขึ้นอีกประมาณครึ่งองศาเซลเซียส ในระหว่างศตวรรษที่ 20 นี้

รายงานระบุว่า “อุณหภูมิทางซีกโลกเหนือได้อุ่นขึ้นมากที่สุด ยิ่งกว่าครั้งใดในรอบระยะเวลา 2,000 ปีมานี้”.
0



#4 ผู้ใช้ออฟไลน์   BST ไอคอน

  • ตอบไม่มาก
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 22
  • สมัคร: 08/07/2006

ตอบ: 11/07/2006 - 02:08

The best documentary movie I've ever seen in my life!!
Must see !!

http://www.climatecrisis.net
0



#5 ผู้ใช้ออฟไลน์   jellynim ไอคอน

  • ตอบ 500+
  • PipPip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 940
  • สมัคร: 09/05/2005

ตอบ: 26/08/2006 - 00:14

น่าเป็นห่วงสิ่งแวดล้อมของโลก :20:
0



#6 ผู้ใช้ออฟไลน์   ศรชัย ไอคอน

  • ตอบไม่มาก
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 44
  • สมัคร: 15/10/2005

ตอบ: 27/08/2006 - 07:22

ขอบคุณ และโมทนากับกระทู้ดีๆ ให้ความรู้ครับ คุณ Prin
0



#7 ผู้ใช้ออฟไลน์   panitta3 ไอคอน

  • ตอบ 200+
  • Pip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 265
  • สมัคร: 27/01/2005

ตอบ: 28/08/2006 - 15:44

บางครั้ง.........
เสียงร้องไห้มักมาก่อนเสียงหัวเราะ
และเสียงหัวเรามักมาก่อนเสียงร้องไห้
ความดี หรือ ไม่ดี
หลายอย่างในโลกใบนี้
มนุษย์เป็นผู้กำหนดขึ้น
และมนุษย์เท่านั้นที่รู้ว่า
กำลังเผชิญอะไรอยู่
ตราบใดที่มนุษย์
ที่ได้ขึ้นชื่อว่า เป็นสัตว์อันประเสริฐ
ไม่สามารถหาความประเสริฐ ความดีงาม มาสู่โลกใบนี้ได้
ความเสียหายก็จะตามมา
สุดท้าย ..... และท้ายสุด
มนุษย์ก็จะกลับไปสู้ความรู้จริงว่า
ควรทำตัวอย่างไร..........
กับโลกใบนี้ที่มนุษย์มีอิทธิพลในการสร้างสิ่งที่ดี
หรือทำลายล้างโลกใบนี้
0



#8 ผู้ใช้ออฟไลน์   Brave ไอคอน

  • ตอบ 300+
  • Pip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 369
  • สมัคร: 10/03/2005

ตอบ: 28/08/2006 - 17:10

ขอบคุณที่นำมาฝากกันค่ะ :09:
0



#9 ผู้ใช้ออฟไลน์   เล็กหญิง ไอคอน

  • ตอบ 100+
  • Pip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 176
  • สมัคร: 14/09/2005

ตอบ: 29/08/2006 - 12:00

เป็นธรรมดาตามวัฏฏะจักร ตอนนี้เป็นยุคขาลง สิ่งที่ไม่ดีทั้งหลายจะยิ่งเพิ่มมากขึ้นไปเรื่อยๆ แต่แบบค่อยเป็นค่อยไป ต้องช่วยกันยื้อให้เกิดช้าที่สุดค่ะ
0



#10 ผู้ใช้ออฟไลน์   prin ไอคอน

  • ตอบ 200+
  • Pip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 227
  • สมัคร: 27/12/2004

ตอบ: 04/09/2006 - 03:45

Credit : ขออนุญาติทีมงาน www.watpa.com นำข้อมูลมาลงนะค่ะ

เสียงเตือนจากพระกรรมฐาน! รีบๆพากันสร้างกุศลทำบุญตักบาตรเข้าวัดปฏิบัติธรรมภาวนา

ขออนุญาตนำมาบอกเล่า ในสิ่งที่เขาเล่าต่อๆกันมา ทราบว่าตอนนี้ครูบาอาจารย์พระกรรมฐานต่างให้พากันรีบเร่งเข้าวัดปฏิบัติธรรมภาวนา เพราะกรรมใหญ่กำลังจะมา ทราบมาเพียงเท่านี้ แต่จะในระยะอันใกล้นี้หรือไม่ ไม่ทราบ เกรงว่าจะตื่นตระหนกกัน จึงขออย่าได้พากันประมาท จงพากันเข้าวัดทำบุญตักบาตร ปฏิบัติธรรมภาวนาได้แล้วนะครับ


กรรมฐานวงใน
20 มกราคม 2549

0



#11 ผู้ใช้ออฟไลน์   prin ไอคอน

  • ตอบ 200+
  • Pip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 227
  • สมัคร: 27/12/2004

ตอบ: 04/09/2006 - 03:48

เสียงเตือนจากพระกรรมฐาน !
เริ่มมีเค้าลางจะเป็นจริง...


กล่าวคือเมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา
เว็บไซต์วัดป่าเคยนำเสนอข้อความของกระทู้นี้ ซึ่งเป็นเสียงเตือนจากพระกรรมฐาน
และด้วยทีมงานบางท่านเกรงว่าการนำเสนอในลักษณะนี้อาจจะไม่เหมาะสม
จึงขอให้ระงับการนำเสนอไปก่อน

และจากนี้เป็นต้นไป..
ทีมงานวัดป่าได้จะขออนุญาตนำกระทู้นี้ขึ้นมาแสดงและบอกกล่าวกันอีกครั้ง
และขอให้ทุกท่านจงรีบพากันตักตวงบุญกุศลให้มากๆใว้ ทั้งทำทาน รักษาศีล เจริญภาวนา และมีสติรอบคอบในทุกๆเรื่อง

เพราะ..
ถ้าหากท่านใดที่พอจะได้ยินได้ฟังเสียงเตือนจากครูบาอาจารย์พระกรรมฐานมากันบ้างแล้ว
ท่านคงจะไม่ประมาทนอนใจเลย เพราะเรื่องราวเหตุการณ์ร้ายๆที่อาจจะเกิดขึ้นเหล่านี้ ล้วนเป็นเหตุการณ์ที่ไม่น่าเชื่อเลยว่าจะมีเค้าลางว่าจะเกิดขึ้นจริงได้ในประเทศไทยของเรา นับตั้งแต่เหตุการณ์ความไม่สงบในภาคใต้และคลื่นยักษ์สึนามิ

ก่อนเหตุการณ์คลื่นยักษ์สึนามิ ได้มีพระกรรมฐานท่านหนึ่ง ท่านนิมิตเห็นน้ำทะเลใหญ่พัดกลืนเอาคนออกไปจำนวนมาก โดยที่ท่านไม่สามารถช่วยอะไรได้ แม้กระทั่งพระลูกวัดของท่าน ท่านจึงเล่าให้ลูกศิษย์ใกล้ชิดฟัง จากนั้นมาก็เกิดเหตุการณ์จริงตามนิมิต

ด้วยเหตุที่พระกรรมฐานท่านเคยบอกเล่ากันเองเฉพาะภายในวงกรรมฐาน
ท่านระบุถึงเหตุการณ์ต่างๆที่อาจจะเกิดขึ้นในประเทศไทยของเรา
จะด้วยญาณทัศนะของท่านหรืออย่างไรไม่ทราบ
ท่านเพียงกล่าวสั้นๆว่า ถึงเวลาประเทศเราจะต้องเผชิญกับ "กรรม"
จะเป็นเรื่องราวของกรรม ! ล้วนๆ แล้ว
กรรมที่ว่านี้ จะแสดงออกในลักษณะของเกลียวคลื่น คลื่นที่พากันโหมกระทบฝั่งอย่างรุนแรง คลื่นกรรมที่ว่านี้จะโหมมาเป็นระลอกๆ แต่ระลอกจะเวียนมาแล้วกลับจะเวียนมาอีก ผ่านพ้นไปแล้วระลอกหนึ่งก็กลับเวียนมาอีกระลอกหนึ่ง โดยไม่ยอมสงบลงเอาง่ายๆ
เพราะ "เป็นคลื่นแห่งกรรม" ที่หมุนเวียนไปตามวาระ หมดจากรื่องนี้ ก็จะมีเรื่องนั้น หมดเรื่องนั้นก็จะมีเรื่องราวต่อๆไป...ยากที่จะสิ้นสุดลงได้
มีทั้งเหตุการณ์ที่ดูจะเบาบางซ้อนเงื่อนและเหตุการณ์ร้ายที่อาจจะรุนแรง ซึ่งจะแสดงออกถึงสภาวะ "กรรม" ต่างวาระกันไป
เรื่องราวของกรรมต่างวาระเหล่านี้ ยังคงเป็นปริศนาที่ยังไม่เคยนำออกมาเปิดเผยในที่สาธารณะแห่งใดมาก่อน

เหตุนี้เอง... ที่ผ่านมาทีมงานวัดป่ายังไม่กล้าพอที่จะหยิบยกหรือนำเสนอเรื่องราวเหตุการณ์เหล่านี้มาบอกเล่าในเว็บไซต์วัดป่า
ด้วยเพราะเกรงว่าจะพากันแตกตื่น ตื่นตระหนก หรืออาจเห็นเป็นเรื่องน่าขำขัน หรือไม่ก็จะไม่มีใครเชื่อถือเลยก็ได้
แต่เมื่อเรื่องราวเหตุการณ์ต่างๆที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน ซึ่งก็เห็นเป็นที่ประจักษ์กันแล้วว่า ตรงกับความเป็นจริงกับสิ่งที่ได้ยินได้ฟังมาจากคำบอกเล่าของครูบาอาจารย์พระกรรมฐานที่ท่านได้เคยกล่าวเตือนใว้อย่างแม่นยำ รวมทั้งคลื่นของกรรมที่เกิดขึ้นแล้วในภาคใต้ของประเทศไทยเรา จนกระทั่งคลื่นกรรมได้ถ่ายเทเข้ามาสู่เมืองหลวงและเป็นกรรมของสภาวะผู้นำประเทศ (ปทปรมะ) อีกทั้งยังจะมีเหตุอาเพศต่างๆออกมาเป็นลางบอกเหตุ ลำดับต่อไปอาจจะเป็นกรรมของคนในประเทศที่ต้องเผชิญก็เป็นได้ กรรมมีหลายลักษณะ อาทิ อุทกภัย วาตภัย วินาศภัย โรคระบาด สงครามกลางเมือง วิกฤติเศรษฐกิจ หวังว่าอนาคตของประเทศไทยของเรา หากผู้คนต่างยังยึดมั่นในศีลธรรม หวังว่าสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายจะคุ้มครองและดลบันดารให้คลาดแค้วปลอดภัยได้บ้าง อีกทั้งต้องอาศัยบารมีของครูบาอาจารย์พระกรรมฐานท่านช่วยเมตตาพิจารณาจากหนักให้เป็นเบาได้

ทีมงานวัดป่า เห็นว่าเรื่องกรรมของบุคคลต่างจากเรื่องกรรมของประเทศ เพราะกรรมของประเทศเป็นกรรมของส่วนรวม และเห็นตรงกันว่าคงจะเก็บเรื่องเหล่านี้ไว้รับทราบกันเองภายในอย่างเงียบๆเหมือนที่ผ่านมาคงไม่ได้ เพราะด้วยเหตุปัจจัย ในสถานการณ์สภาวะปัจจุบัน เริ่มจะมีเค้าลางที่อาจจะเกิดขึ้นจริงบ้างแล้วไม่มากก็น้อย ทางออกคงต้องช่วยกัน เพียงใช้สติและปัญญา แก้ปัญหากับสิ่งที่อาจจะเกิดขึ้น ด้วยขันติ สันติวิธี เมตตาต่อกัน และอุเบกขาเมื่อทุกสิ่งทุกอย่างต้องเป็นไป
เราจะหาทางแก้...หรือจะแก้ที่ตัวเรา...ทุกท่านคงต้องเตรียมคำตอบได้แล้วครับ

ครูบาอาจารย์พระอริยสงฆ์แท้ประเภทเพชรน้ำหนึ่งท่านก็หมดไปๆ จะหาที่พึ่งกับท่านนั้นก็แสนยากนัก
สถาบัน ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ จะดำรงอยู่คู่ฟ้าตลอดอนันตกาลคงเป็นไปไม่ได้

ขอทุกท่านจงเตรียมเสเบียงใว้เลี้ยงตัว จะกักตุนอะไรก็ไม่เท่ากักตุนด้วยบุญกุศล
ทาน ศีล ภาวนา ถ้าจะเริ่มปฏิบัติธรรมภาวนาตามวัดป่ากรรมฐานก็ควรเริ่มได้บ้างแล้ว เพื่อตั้งอยู่ในความไม่ประมาท ตามกฏแห่งไตรลักษณ์ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา

จากนี้ต่อไป... ภายในระยะเวลาคงไม่นานนัก หรืออีก 10-20 ปีข้างหน้า ต่างคนต่างต้องเอาตัวรอดด้วยผลบุญของตน นี้แล


โชคดี ทุกท่าน


ทีมงานวัดป่า
21 มีนาคม 2549

0



#12 ผู้ใช้ออฟไลน์   panitta3 ไอคอน

  • ตอบ 200+
  • Pip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 265
  • สมัคร: 27/01/2005

ตอบ: 02/11/2006 - 14:42

ได้ติดตามดูรายการ ที่นี่หมอชิต ที่มีพิธีกรคือ คุณสัญญา คุณากร ซึ่งเน้นให้ทุกคนร่วมกันปลูกต้นไม้เพื่อให้มีก๊าซออกซิเจนมากขึ้น และลดการตัดไม้ทำลายป่าลง ซึ่งถ้าทำกันหลาย ๆ คนทั่วโลกก็จะทำให้สภาวะเรือนกระจกที่เกิดวิกฤตนั้นเบาบางความวิกฤตลงได้ จึงอยากชักชวนเพื่อน ๆ พี่ ๆ ร่วมกับปลูกป่า ปลูกต้นไม้ภายในบ้านด้วยนะค่ะ
0



#13 ผู้ใช้ออฟไลน์   ริมฝั่ง ไอคอน

  • ตอบ 4000+
  • PipPipPipPipPipPip
  • กลุ่ม: ผู้ดูแลระบบ
  • ตอบ: 4228
  • สมัคร: 19/02/2004

ตอบ: 07/11/2006 - 19:20

ผลพวงของทุนนิยม
0



#14 ผู้ใช้ออฟไลน์   ไข่เจียว ไอคอน

  • ตอบไม่มาก
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 31
  • สมัคร: 30/03/2004

ตอบ: 11/01/2007 - 00:32

ตอนเรียนประถมสี่ ได้อ่านบทความแปลเล็กๆ เรื่องที่นักวิทยาศาสตร์เตือนเรื่องโลกร้อนขึ้นเพราะกาซเรือนกระจกในนิตยาสารช่างอากาศ รู้สึกกลัวยังจำมาได้จนถึงทุกวันนี้
ตอนเรียนจบใหม่ๆ ไปหัดดำน้ำ ไม่เคยได้ยินชื่อ เอล นิโญ่ เลยจนกระทั่งได้ไปเป็นอาสาช่วยงานมูลนิธิคุ้มครองสัตว์ป่าครั้งแรก ก็ได้รู้จักชื่อนี้ตอนที่มีรายงานเรื่องปะการังสีตก อ่านหนังสือสมุทรวิทยาถึงรู้ว่าเป็นปรากฎการณ์ธรรมชาติที่เกิดทุกห้าหกปี แต่พักหลังได้ยินบ่อยขึ้น พร้อมๆกับรายงานปะรังสีตกที่ถี่ขึ้น จนช่วงหลังๆเปลี่ยนไปเป็นปีเว้นปี บางช่วงก็ปีติดๆกัน

คิดแล้วใจหาย คิดไม่ถึงในที่สุดวันนั้นก็ใกล้เข้ามาจนได้ทั้งๆที่รู้ล่วงหน้า และมีการเตือนกันมากว่าสามสิบปีแล้ว
0



#15 ผู้ใช้ออฟไลน์   prin ไอคอน

  • ตอบ 200+
  • Pip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 227
  • สมัคร: 27/12/2004

ตอบ: 16/01/2007 - 13:09

10 ความเห็นคนเล็กๆ ช่วยลดอุณหภูมิ “โลกร้อน”

ตลอดปี 2549 เราได้รับทราบสถานการณ์และเผชิญกับภาวะ “โลกร้อน” ที่ไม่เพียงส่งผลกระทบต่อชีวิตเท่านั้น แต่ยังกระทบกับภาวะเศรษฐกิจและสังคมของคนทั่วโลก ทั้งที่ทราบกันดีว่าเราต่างเป็นส่วนเล็กๆ ที่ร่วมสร้างให้เกิดปัญหาใหญ่ๆ ต่อสิ่งแวดล้อม แต่การจะลงมือกอบกู้โลกกลับกลายเป็นการโยนกลองไปมาระหว่างประเทศเล็กๆ กับประเทศยักษ์ใหญ่ที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกปริมาณมาก

ในช่วงเวลาแห่งการเริ่มต้นศักราชใหม่คือช่วงเวลาที่หลายคนถือเป็นโอกาสที่จะได้เริ่มต้นสิ่งดีๆ หากการพิทักษ์โลก(และตัวเราเอง) จากภาวะโลกร้อน นับเป็นสิ่งดีที่เราจะถือปฏิบัติได้ตลอดปี 2550 “ผู้จัดการวิทยาศาสตร์” ก็มีตัวอย่าง 10 ความเห็นของบุคคลในหลากหลายวงการที่จะร่วมตอบคำถามเดียวกันคือ

...ในฐานะที่เป็นคนเล็กๆ คนหนึ่ง ในโลกใบนี้ และโลกเรากำลังประสบกับโลกร้อน คุณคิดว่าจะมีวิธีหรือส่วนช่วยลดวิกฤติได้อย่างไร…


ดร.ธรณ์ ธำรงนาวาสวัสดิ์
อาจารย์ภาควิชาวิทยาศาสตร์ทางทะเล คณะประมง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์


“หลักๆ ทำอย่างไรก็ได้ที่จะให้เราลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ เอาง่ายๆ ทุกคนใช้รถอยู่แล้ว ไม่ว่าจะรถยนต์หรือมอเตอร์ไซค์ พยายามใช้รถหรือตรวจสภาพเครื่องยนต์ให้เหมาะสม ไม่ใช่พ่นควันดำออกมา “ปึดปื๋อ” นั่นก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ทั้งนั้น คนจะแต่งรถก็อย่าไปยุ่งกับระบบท่อไอเสีย เพราะส่วนใหญ่ท่อไอเสียจะมีระบบที่จะช่วยทำให้อากาศดีขึ้นอยู่แล้ว ตรวจสภาพรถให้อยู่ในสภาพสมบูรณ์ ตรงนี้จะช่วยให้คุณประหยัดน้ำมันด้วย พยายามประหยัดน้ำมัน เพราะเผาผลาญน้ำมันมากเท่าไหร่ ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ก็เยอะเท่านั้น”


รศ.ดร.ชัยวัฒน์ คุประตกุล
อดีตอาจารย์ฟิสิกส์และนักเขียนเรื่องวิทยาศาสตร์ชื่อดัง


“ลดส่วนที่เราจะเป็นสาเหตุร่วมในการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเข้าสู่บรรยากาศ เราทำอะไรบ้าง ขั้นต้นก็หาความรู้ว่ามันมาจากอะไรกันแน่ ถ้าเราช่วยกันประหยัดน้ำมันจะมีผลสักแค่ไหน แต่ที่ใหญ่จริงๆ ควรจะต้องเป็นของคนตัวเล็กแต่ว่ามีบทบาทใหญ่ เช่น ระดับผู้บริหารประเทศ องค์กร หรือโรงงานที่ตัดสินใจทำอะไรได้ ในส่วนเล็กๆ ของเราก็ทำในสิ่งที่สามารถจะช่วย พยายามสร้างแนวร่วมและส่งเสียงให้เสียงดังไปถึงฝ่ายบริหารประเทศ ดังไปถึงผู้ที่ต้องกำหนดนโยบายในเรื่องนี้ หรือเจ้าของโรงงาน อย่างสหรัฐก็สะท้อนให้เห็นในผลการเลือกตั้งกลางเทอม”


วิภาวี คอมันตร์
เจ้าของธุรกิจส่วนตัวและนักแปลอิสระ


“ปลูกต้นไม้ค่ะ คือถ้าทุกคนช่วยกันปลูกคนละต้น 2 ต้น ก็คิดว่าอาจจะโตไม่ทันช่วงเวลาที่เราอยู่ในโลกนี้ แต่ว่าสามารถทำให้ลูกหลานเราได้ แม้ว่าอาจจะไม่ได้ช่วยในรุ่นของเรา แต่ในอนาคตโลกก็คงต้องร้อนขึ้นไปอีก วิธีนี้ก็อาจจะเป็นการช่วยรุ่นลูกรุ่นหลานไปได้ค่ะ ถ้าทุกคนช่วยกันปลูกก็คงช่วยได้มาก ถ้าไม่ได้ผลในวันนี้ก็ไปตกในรุ่นลูก-รุ่นหลานเรา ปลูกต้นไม้ก็ไม่ยากมาก ทุกคนก็ทำได้”


ดร.กฤษติกา คงสมพงษ์
นักวิชาการและพิธีกรรายการโทรทัศน์ชื่อดัง


“เราจะต้องลดใช้พลังงาน อะไรก็ตามที่เกี่ยวข้องกับพลังงานเราต้องพยายามลดใช้ให้หมด อย่างการเปิดแอร์ถ้าไม่ร้อนดิฉันก็จะไม่เปิด เพราะเปิดแอร์จะทำให้อากาศข้างนอกร้อนแต่ข้างในห้องเล็กๆ ของเราเย็น สำหรับที่บ้านก็จะเปิดพัดลมแทนเปิดแอร์ ถ้าเราจะสร้างบ้านก็อย่าทำให้เหมือนฝรั่งมากเกินไป บ้านไทยโปร่งๆ มีหน้าต่างเยอะๆ ลมจะได้โกรก จะช่วยเยอะ เรื่องของเรื่องคือหาวิธีที่จะลดใช้พลังงาน และดิฉันก็สอนลูกว่าถ้าประหยัดแล้ว ไม่ใช่แค่จะช่วยชะลอภาวะโลกร้อนเท่านั้น แต่จะช่วยเราประหยัดด้วยในตัว โลกร้อนเพราะอุตสาหกรรมต่างๆ เพราะเราบริโภคเยอะ เราใช้แก้ว น้ำ และอะไรเยอะเหลือเกิน ทุกอย่างมันเกี่ยวโยงกับการใช้พลังงานมาก เราควรจะต้องหาต้นตอที่จะลดการใช้พลังงานและช่วยกันคนละไม้ละมือ”


อวยพร แต้ชูตระกูล
บรรณาธิการนิตยสารโลกสีเขียว


“ง่ายที่สุดคือชีวิตประจำวัน ตั้งแต่การประหยัดทรัพยากร เราทำได้อย่างง่ายที่สุด เดินทางโดยใช้รถสาธารณะ ประหยัดน้ำ ประหยัดพลังงาน แล้วถ้าจะให้ใกล้ตัวเข้ามาอีกก็เป็นเรื่องของพลังงานในประเทศ เพราะว่าภาวะโลกร้อนสาเหตุสำคัญก็คือการใช้พลังงาน มีบ่อยครั้งที่มีผู้เชี่ยวชาญออกมาบอกว่าเราปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์น้อยเมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆ เพราะฉะนั้นเราก็น่าจะมีโอกาสปล่อยมากขึ้น ความคิดแบบเราต้องไม่ยอมรับ อยากให้ทุกคนใส่ใจนโยบายพลังงานของประเทศด้วยว่าจะไปในทิศทางไหน

แล้วก็อยากให้ใช้พลังงานสะอาดกันมากขึ้น และต้องเป็นพลังงานสะอาดจริงๆ เพราะกลายเป็นว่าการตลาดเข้ามาทำให้พลังงานฟอสซิลถูกรวมเป็นพลังงานสะอาด ถ่านหินและก๊าซธรรมชาติถูกเรียกว่าพลังงานสะอาด แต่ถามว่าทั้ง 2 อย่างยั่งยืนหรือเปล่า ก็ไม่ ทุกคนมีส่วนร่วมกับลดภาวะโลกร้อนได้โดยการใช้ชีวิตให้รบกวนธรรมชาติให้น้อยที่สุด เปิดแอร์ให้ลดจำนวนชั่วโมงและอุณหภูมิลง ตอนแรกอาจจะต้องบังคับตัวเองมากหน่อยแต่ถ้าทำแล้วจะเห็นว่ามันได้ผล”


จิตติมา บ้านสร้าง
รองประธานชมรมนักข่าวสิ่งแวดล้อม


“เอาแบบคิดง่ายๆ คือประหยัดพลังงาน แต่ถ้าคิดให้ละเอียดมากขึ้นกว่านั้น การประหยัดพลังงานมองได้หลายระดับ ระดับที่เราใช้พลังงานโดยตรง เช่น การใช้ไฟฟ้า ใช้น้ำมัน การขับรถ เหล่านี้เป็นการใช้พลังงานที่เรามองเห็นได้ง่ายๆ แต่ว่าระดับละเอียดเราไม่ได้ใช้พลังงานจากน้ำมันอย่างเดียว ในฐานะผู้บริโภค การบริโภคของเรามันใช้พลังงานทุกขั้นตอน ถามง่ายๆ ว่าทำไมต้องประหยัดน้ำ ทั้งที่ไม่ใช่เรื่องภัยแล้ง เกี่ยวอะไรกับโลกร้อน ตอบว่าการผลิตน้ำประปาก็ต้องใช้พลังงาน

เรื่องของการบริโภคทั้งหลายต่างใช้พลังงานซึ่งทำให้โลกร้อน แต่สิ่งที่คนทั่วไปเห็นได้ง่ายๆ คือประหยัดพลังงาน ถ้าเราลดการใช้น้ำมันได้เท่านี้ ลดการใช้ไฟฟ้าได้เท่านี้ เราเห็นตัวเลขเลย แต่ในการบริโภคอุปโภคสินค้าอย่างอื่น ถ้าเราลดการบริโภคที่ไม่จำเป็นลง จะซื้ออะไรสักอย่างคิดให้ละเอียดเพิ่มขึ้น ก็จะช่วยลดพลังงานได้ เช่นเราต้องใช้พลังงานในการผลิตกระดาษ ถ้าใช้กระดาษหน้าเดียวเราก็ใช้พลังงาน 100% ของกระดาษแผ่นนั้น แต่ถ้าใช้ 2 หน้าเราก็ลดการใช้พลังงานลงครึ่งหนึ่ง

วิธีคิดเหล่านี้เรานำไปใช้กับทุกผลิตภัณฑ์ได้ ไม่ว่าจะเป็นเสื้อผ้า น้ำยาล้างจาน พวกนี้ใช้พลังงานในการผลิตทั้งนั้น แต่ก็ขึ้นกับแต่ละคนว่าจะคิดได้ละเอียดแค่ไหน ทั้งนี้ต้องเริ่มที่การฝึก ตั้งแต่ก้าวเท้าออกจากบ้านเราคิดเรื่องพลังงานได้ทุกจุด แต่พูดไปก็ดูเป็นภาระ เอาเป็นว่าเริ่มจากสิ่งที่มันใกล้ตัวก่อน ทำอะไรได้ที่เป็นการประหยัดพลังงานก็ค่อยๆ ฝึกไปเรื่อยๆ จนถึงระดับที่เราช่วยลดการใช้พลังงานลงได้และชีวิตมีความสุข แต่ในปัจเจกบุคคลไม่ควรคิดว่าเราทำคนเดียวช่วยลดการใช้พลังงานได้ไม่เท่าไร เราก็ทำไปเถอะในปัจเจกบุคคลไม่ต้องดูมวลรวมก็ได้ เราได้ทำแล้วก็พอ จะได้ไม่รู้สึกเป็นภาระกับตัวเองมากเกินไป ที่สุดก็จะช่วยได้โดยรวม”


ดร.อานนท์ สนิทวงศ์ ณ อยุธยา
ศูนย์เครือข่ายงานวิเคราะห์ วิจัยและฝึกอบรมการเปลี่ยนแปลงของโลกแห่งภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย


“ง่ายที่สุดเลยคือดูว่าสิ่งที่เรานั้นจำเป็นหรือเปล่า เช่น บรรจุภัณฑ์ ถุง จะผลิตขึ้นมาสักอย่างก็ต้องใช้พลังงาน ซึ่งต้องใช้เชื้อเพลิง หรือแม้แต่การใช้น้ำ สร้างขยะ ถ้าเราลดการใช้ที่ไม่จำเป็นคนละ 10 % ก็เป็นจำนวนที่มาก และช่วยแก้ปัญหาพลังงาน โลกร้อน ขยะได้ เป็นอะไรที่ใกล้ตัวที่สุด ไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนวิธีการดำรงชีวิต เราคงอยู่ได้เหมือนเดิม เพียงแต่ว่าเราต้องคิดมากขึ้น เพราะว่าบางอย่างที่เราทำเป็นไปโดยความเคยชิน อย่างการล้างจาน ถ้าล้างทีละใบจากก๊อกจะเปลืองน้ำ แต่ถ้าเราล้างโดยเปิดน้ำใส่อ่าง ปริมาณน้ำที่ใช้จะน้อยกว่ากันเยอะเลย น้ำบนคอนโดมิเนียมก็ต้องใช้พลังงานปั้มขึ้นไป ถ้ามองรอบๆ ตัวแล้วคิดว่าสิ่งนี้จำเป็นหรือเปล่า และถ้าเราปรับเปลี่ยนแล้วชีวิตเราเหมือนเดิม ไม่เดือดร้อน แสดงว่าเป็นสิ่งที่เราลดได้ ซึ่งการแก้ปัญหาโลกร้อนจะสอดคล้องกับการแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมได้”


ชนติ จันทรโชติชัชวาล
นักเรียน ม.5 โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา และผู้แทนชีววิทยาโอลิมปิกวิชาการระหว่างประเทศ 2549 รางวัลเหรียญทองอันดับ 1 ของโลก


“การแก้ปัญหาเฉพาะหน้าคงต้องประหยัดพลังงาน ประหยัดการใช้ทั่วไปในบ้าน ไม่ว่าจะเป็นไฟฟ้าหรือน้ำมัน อย่างน้ำมันก็เป็นปัจจัยสำคัญ เพราะการเผาไหม้ของน้ำมันก็จะทำให้เกิดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ซึ่งเป็นปัญหาของโลกร้อน แต่ถ้าพูดถึงส่วนรวมในอนาคตอาจจะหันมาพึ่งพลังงานทางด้านอื่นที่ไม่ใช่พลังงานที่มีคาร์บอน อาจจะเป็นพลังงานแสงอาทิตย์ หันมาใช้พลังงานอื่นแทน และผมก็เคยได้ยินว่าอาจจะหันมาใช้พลังงานนิวเคลียร์ แต่แม้จะช่วยได้คนก็ยังกลัวว่าจะมีการรั่วการปนเปื้อน แต่ก็อาจจะเป็นทางเลือกหนึ่งได้”


ศ.ดร.สมชาย วงษ์วิเศษ
นักวิทยาศาสตร์ดีเด่น 2549

“สิ่งที่ทำได้แน่นอนที่สุดตอนนี้ก็คือรถยนต์ ถ้าเกิดรถยนต์เก่าเผาไหม้ไม่สมบูรณ์ ควันก็ออกมาเยอะ แล้วประเทศไทยมีรถกี่คันล่ะ ในแง่ของรถก็ต้องปรับปรุงเครื่องยนต์ ปัญหาโลกร้อนก็มาลงที่คาร์บอนไดออกไซด์ซึ่งเกิดจากหลายแหล่ง การเผาไหม้ก็เป็นสาเหตุหนึ่ง และการเผาไหม้ที่ชัดเจนที่สุดคือรถยนต์ ในส่วนของรถยนต์จะทำให้ได้ต้องใช้ทั้งการบริหารและทำจริง ตรวจสภาพรถก็ขอให้ตรวจจริงๆ อย่างที่เป็นอยู่ขับรถเข้าไปตรวจสภาพก็แค่เปิดที่ปัดน้ำฝน เปิดกระจก เปิดไฟก็ผ่านแล้ว นั่นไม่ใช่

ตรวจสภาพรถต้องลงไปที่เครื่องยนต์ ที่ปัดน้ำฝน ไฟเลี้ยว-ไฟท้ายมีประโยชน์จริง แต่ไม่ใช่ประเด็นหลักที่ช่วยสิ่งแวดล้อมเลย ที่สำคัญคือเครื่องยนต์ ถ้าวัดคาร์บอนไดออกไซด์-คาร์บอนมอนอกไซด์แล้วเกิน แสดงว่าเกิดการเผาไหม้ไม่สมบูรณ์ ต้องปรับปรุงเครื่องยนต์ แต่ถ้าปรับไม่ได้ก็ต้องเปลี่ยน ญี่ปุ่นใช้เครื่องยนต์ 2 ปีก็เปลี่ยนแล้ว แต่บ้านเราใช้เครื่องยนต์มือ 2 กันเต็มไปหมด ปัญหาคือตรงนี้ เรื่องเผาไหม้มีเยอะแยะ เตาเผาเอย ไฟไหม้ป่าเอย แต่รถยนต์มันอยู่ใกล้ตัวเรา เป็นสิ่งที่ทำได้ง่ายที่สุด ทำตามกฎที่มีอยู่แล้ว จบเลย”


วนรักษ์ ชัยมาโย
นักศึกษาฟิสิกส์ชั้นปีที่ 2 คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ในโครงการพัฒนาอัจฉริยภาพทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีสำหรับเด็กและเยาวชน(JSTP) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.)


“อยู่อย่างพอเพียง ไม่หาอะไรมาเติมแต่งร่างกายให้มาก อย่างน้ำหอมหรือสเปรย์แต่งผม ทำนองนั้น ถ้าขี่จักรยานไปโรงเรียนได้ก็ขี่เพราะไม่มีไอเสีย แต่ส่วนตัวผมนั่งรถเมล์ไปเรียนอยู่แล้ว อีกอย่างคือเข้าหาธรรมะจะได้ไม่ฟุ้งเฟ้อ ไม่ฟุ่มเฟือย อยู่อย่างสมถะและมัธยัสถ์ ก็เท่านี้ล่ะครับที่จะเป็นส่วนแก้ปัญหาโลกร้อนได้”

...หลากหลายความเห็นจากคนเล็กๆ ที่ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการลดสาเหตุของปัญหาโลกร้อนได้ คุณเองก็เช่นเดียวกัน ทำในสิ่งที่ทำได้ ทำในสิ่งที่ตัวเองไม่เดือดร้อนและคิดให้มากขึ้นในทุกย่างก้าว เท่านี้ก็ถือว่าได้ตอบแทนโลกใหญ่ที่มีอยู่เพียงใบเดียวให้เราทุกคนได้อาศัย...

ที่มา : ผู้จัดการออนไลน์ 8 มกราคม 2550 08:26 น.
http://www.manager.c...D=9490000159005

0



#16 ผู้ใช้ออฟไลน์   prin ไอคอน

  • ตอบ 200+
  • Pip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 227
  • สมัคร: 27/12/2004

ตอบ: 31/01/2007 - 18:14

"โลกร้อน" จะทำคนอดอยากหลายร้อยล้าน จีน-ออสซี่ขาดแคลนน้ำถึงขั้นวิกฤต

เอเจนซี/เอเอฟพี - อุณหภูมิที่เพิ่มสูงขึ้นจะทำให้ผู้คนอีกหลายร้อยล้านหิวโหย ภายในปี 2080 และเป็นสาเหตุให้เกิดการขาดแคลนน้ำถึงขั้นวิกฤตในจีนและออสเตรเลีย รวมไปถึงบางส่วนของยุโรปและสหรัฐฯ นักวิทยาศาสตร์เตือนไว้ในรายงานสภาพภูมิอากาศโลกฉบับใหม่ที่รั่วออกมา

ยังไม่ทันที่ตัวรายงานของคณะกรรมาธิการระหว่างรัฐบาลว่าด้วยความเปลี่ยนแปลงของภูมิอากาศ (IPCC) จะประกาศออกมาอย่างเป็นทางการ ซึ่งเหล่านักวิทยาศาสตร์กำลังแก้ไข แต่ข้อมูลบางส่วนที่เกี่ยวกับร่างรายงานดังกล่าวก็ได้รั่วไหลออกมา โดยระบุว่า ภายในสิ้นศตวรรษนี้ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศจะทำให้ผู้คนประมาณ 1,100 ล้าน ถึง 3,200 ล้านคน ขาดแคลนน้ำ ขณะที่อุณหภูมิจะเพิ่มสูงขึ้นประมาณ 2-3 องศาเซลเซียส

รายงานส่วนที่สองดังกล่าว ซึ่งมีกำหนดจะเผยแพร่ในเดือนเมษายน แต่ นสพ.ดิเอจ (The Age) ของออสเตรเลีย นำรายละเอียดมาตีพิมพ์ก่อน ระบุว่า คนทั่วโลกอีก 200 ถึง 600 ล้านคน จะขาดแคลนอาหารในอีก 70 ปีข้างหน้า และน้ำท่วมชายฝั่งจะทำลายบ้านเรือนอีก 7 ล้านหลัง

"ข่าวสารที่ได้ออกมาก็คือ ทุกภูมิภาคของโลกจะได้รับผลกระทบ" ดร.แกรม เพียร์แมน ซึ่งเป็นผู้ช่วยร่างรายงานชิ้นนี้ กล่าว

"ถ้าลองดูที่จีน เช่นเดียวกับออสเตรเลีย ปริมาณน้ำฝนในพื้นที่เกษตรกรรมของพวกเขาจะขาดหายไปเป็นจำนวนมาก" เพียร์แมน อดีต ผอ.ด้านสภาพภูมิอากาศขององค์การศึกษาวิจัยวิทยาศาสตร์และอุตสาหกรรมของออสเตรเลีย เผย

ทวีปแอฟริกาและประเทศยากจน เช่น บังกลาเทศ จะเป็นที่ซึ่งได้รับผลกระทบมากที่สุด เพราะพวกเขามีความพร้อมจะรับมือกับภัยตามชายฝั่งและความแห้งแล้งที่ทวีความรุนแรงขึ้นน้อยที่สุด เพียร์แมนกล่าว

ไอพีซีซี ซึ่งประกอบด้วยผู้เชี่ยวชาญระดับท็อปด้านภูมิอากาศจากทั่วโลก กำหนดจะเผยแพร่ส่วนแรกของรายงานฉบับนี้ในวันศุกร์ที่ 2 ก.พ.ที่กรุงปารีส โดยจากเนื้อหาซึ่งรั่วออกมาแล้วเช่นกัน ไอพีซีซีคาดไว้ในเนื้อหาของส่วนแรกนี้ว่า ภายในปี 2100 อุณหภูมิโลกจะเพิ่มสูงขึ้นประมาณ 2 ถึง 4.5 องศาเซลเซียส จากระดับก่อนยุคอุตสาหกรรม โดยมีการ "ประมาณแบบเจาะจงที่สุด" อยู่ที่ 3 องศา

รายงานส่วนแรกนี้ มุ่งสรุปรวบรวมหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ล่าสุดที่เกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ ส่วนรายงานส่วนที่สองของเดือนเม.ย. จะกล่าวถึงรายละเอียดผลกระทบของภาวะโลกร้อนและทางเลือกต่างๆสำหรับการปรับตัวรับมือ

ตามข่าวของดิเอจ ร่างรายงานส่วนที่สอง มีบทหนึ่งที่กล่าวถึงออสเตรเลียทั้งบท โดยเวลานีี้้แดนจิงโจ้ก็กำลังเผชิญกับภัยแล้งรุนแรงที่สุดนับแต่มีการบันทึกมา รายงานเตือนว่า ปรากฏการณ์ปะการังฟอกขาวในแนวปะการัง Great Barrier Reef อาจกลายเป็นปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นทุกปี ภายในปี 2030 เป็นอย่างเร็ว เนื่องจากอุณหภูมิน้ำทะเลที่เพิ่มสูงขึ้น และเป็นกรดมากยิ่งขึ้น ทั้งยังเตือนด้วยว่า แนวปะการังดังกล่าว อาจ "สูญพันธุ์" ลงได้

นอกจากนี้ หิมะจะหายไปจากเทือกเขาฝั่งตะวันออกเฉียงใต้ของออสเตรเลีย ขณะที่ปริมาณน้ำที่ไหลเข้าไปยังลุ่มแม่น้ำเมอร์เรย์-ดาร์ลิง ซึ่งเป็นเขตเพาะปลูกสำคัญของประเทศ จะลดลงประมาณ 10 ถึง 25% ภายในปี 2050

สำหรับในยุโรป ธารน้ำแข็งจะหายไปจากเทือกเขาแอลป์ตอนกลาง ส่วนประเทศที่เป็นเกาะในมหาสมุทรแปซิฟิกจะถูกเล่นงานอย่างหนักจากระดับน้ำทะเลที่เพิ่มสูงขึ้นและพายุโซนร้อนที่จะเกิดบ่อยขึ้น

นอกจากรายงานของไอพีซีซีแล้ว เมื่อวันที่ 29 ม.ค. ก็มีรายงานข้อมูลโดยโครงการสิ่งแวดล้อมของยูเอ็น (UNEP) ระบุว่า ธารน้ำแข็งทั่วโลกกำลังละลายเพิ่มมากขึ้น ซึ่งก็เป็นสัญญาณเด่นชัดว่า ปรากฏการณ์สภาพภูมิอากาศเปลี่ยนแปลงใหญ่ ได้เริ่มก่อตัวขึ้นแล้ว

ธารน้ำแข็งที่อ้างในรายงานจำนวน 30 แห่ง ซึ่งหน่วยงาน World Glacier Monitoring Service เป็นผู้เฝ้าติดตาม มีความหนาลดลงโดยเฉลี่ยประมาณ 66 ซม. ในปี 2005

"ข้อมูลชิ้นใหม่นี้ ยืนยันแนวโน้มการละลายที่รวดเร็วขึ้นในช่วง 2 ทศวรรษครึ่งที่ผ่านมา" คำแถลงของUNEP ระบุ

การก่อตัวของธารน้ำแข็งทั่วโลกลดลงโดยเฉลี่ยประมาณ 10.5 เมตร ตั้งแต่ปี 1980 ในทศวรรษนี้ ธารน้ำแข็งดังกล่าว ละลายโดยเฉลี่ยแต่ละปีเร็วกว่าในช่วงทศวรรษ 90 ประมาณ 1.6 เท่า และละลายเร็วกว่า ในทศวรรษ 80 ประมาณ 6 เท่า

ที่มา : ผู้จัดการออนไลน์ 31 มกราคม 2550 14:54 น. http://www.manager.c...D=9500000012340
0



#17 ผู้ใช้ออฟไลน์   ริมฝั่ง ไอคอน

  • ตอบ 4000+
  • PipPipPipPipPipPip
  • กลุ่ม: ผู้ดูแลระบบ
  • ตอบ: 4228
  • สมัคร: 19/02/2004

ตอบ: 04/02/2007 - 20:17

อินโดฯวิตกเกาะเล็กเกาะน้อยนับพันเสี่ยงจมทะเล!?

โดย ผู้จัดการออนไลน์ 29 มกราคม 2550 21:33 น.

เอเอฟพี/เอเจนซี - ราชมัต วิโตเอลาร์ รัฐมนตรีกระทรวงสิ่งแวดล้อมของอินโดนีเซีย แถลงวันนี้(29) ว่า ภายในปี2030 เกาะเล็กเกาะน้อย 2,000 เกาะในอินโดนีเซีย อาจหายไป เนื่องจากภาวะโลกร้อนทำให้ระดับน้ำทะเลสูงขึ้นเรื่อยๆจนท่วมมิดเกาะ

วิโตเอลาร์แถลงโดยอ้างข้อมูลจากรายงานของคณะกรรมาธิการระหว่างรัฐบาลว่าด้วยความเปลี่ยนแปลงของภูมิอากาศ(ไอพีซีซี) ที่ระบุว่า ระดับน้ำทะเลอาจสูงขึ้น 8-29 เซนติเมตร ภายในปี2030 สิ่งนี้หมายความว่า เกาะเล็กเกาะน้อยในอินโดนีเซียราว 2,000 เกาะที่มีพื้นที่ราบต่ำกว่าเกาะอื่นๆ จะถูกน้ำทะเลท่วมจนมิด จมหายไปทั้งเกาะ

นอกจากนี้ วิโตเอลาร์ยังมองว่า มีแนวโน้มว่า ประเทศหมู่เกาะ ดังเช่น เซนต์ลูเซีย ฟิจิ และบาฮามาส จะถูกน้ำทะเลท่วมจนมิดเกาะเช่นกัน

ทั้งนี้ อินโดนีเซียจะเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมว่าด้วยความเปลี่ยนแปลงของภูมิอากาศ ของสหประชาชาติ ครั้งที่13 ในเดือนธันวาคมปีนี้ ที่เกาะบาหลี

ที่มา : http://www.manager.c...D=9500000011457
0



#18 ผู้ใช้ออฟไลน์   ริมฝั่ง ไอคอน

  • ตอบ 4000+
  • PipPipPipPipPipPip
  • กลุ่ม: ผู้ดูแลระบบ
  • ตอบ: 4228
  • สมัคร: 19/02/2004

ตอบ: 04/02/2007 - 21:59

บ.น้ำมันมะกันจ้างบิดเบือนโลกร้อน

แฉบริษัทน้ำมันสหรัฐติดสินบนผู้เชี่ยวชาญหมายทำลายความน่าเชื่อถือรายงานข้อมูลโลกร้อนของยูเอ็น ขณะที่หลายเมืองในยุโรปพร้อมใจกันดับไฟตามสถานที่สำคัญ เช่น หอไอเฟล และโคลอสเซียม

เพื่อให้ผู้คนตระหนักถึงอากาศโลกเปลี่ยนแปลง รายงานยูเอ็นย้ำ โลกร้อนมาจากน้ำมือมนุษย์ นักวิชาการไทยชี้ ภาวะโลกร้อนส่งผลฤดูร้อนปีนี้อุณหภูมิเพิ่มสูง ระบุแค่ขยับ 1 องศาทำระบบนิเวศเปลี่ยน ไทยกระทบเรื่องลมแปรปรวน ทำน้ำกัดเซาะชายฝั่ง

หนังสือพิมพ์การ์เดียนของอังกฤษ ฉบับวันที่ 2 กุมภาพันธ์ รายงานว่า สถาบันวิสาหกิจอเมริกา (เออีไอ) ซึ่งเป็นหน่วยงานระดับมันสมองที่ได้รับเงินสนับสนุนจากบริษัท เอ็กซอน โมบิล บริษัทน้ำมันใหญ่สุดในโลกของสหรัฐ และมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับรัฐบาลของประธานาธิบดีจอร์จ ดับเบิลยู บุช ส่งจดหมายถึงนักวิทยาศาสตร์ นักเศรษฐศาสตร์ และนักวิเคราะห์นโยบาย ทั้งในสหรัฐ อังกฤษ และประเทศอื่นๆ ให้เขียนบทความชี้ถึงจุดอ่อนและข้อบกพร่องในรายงานของคณะกรรมการระหว่างรัฐบาลว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศแห่งสหประชาชาติ (ไอพีซีซี) ที่เพิ่งได้รับการเผยแพร่เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา

การ์เดียน รายงานว่า สถาบันแห่งนี้เสนอจะจ่ายเงินให้แก่บรรดาผู้เชี่ยวชาญถึงคนละ 1 หมื่นดอลลาร์สหรัฐ (ราว 3.5 แสนบาท) เพื่อเป็นข้อแลกเปลี่ยนในการเขียนบทความโจมตีรายงานชิ้นนั้น โดยในข้อเสนอนี้ยังรวมถึงค่าใช้จ่ายในการเดินทางและค่าใช้จ่ายอื่นๆ เพิ่มเติมด้วย


ย้ำโลกร้อนเพราะฝีมือมนุษย์

ด้านนายรเชนทรา ปาชอรี ประธานคณะกรรมการระหว่างรัฐบาล เผยข้อสรุปของรายงานสภาวะโลกร้อนหลังการประชุมในกรุงปารีส นาน 4 วันว่า การเปลี่ยนแปลงทางสภาพอากาศมาจากน้ำมือมนุษย์ และสภาวะโลกร้อนจะดำเนินต่อไปอีกหลายศตวรรษ

ขณะที่ นางซูซาน โซโลมอน นักวิทยาศาสตร์ชาวสหรัฐ กล่าวว่า ไม่ต้องสงสัยเลยว่า การเพิ่มขึ้นของภาวะเรือนกระจกล้วนมาจากกิจกรรมของมนุษย์ทั้งสิ้น พร้อมพยากรณ์ว่า อุณหภูมิบนพื้นผิวโลกจะเพิ่มขึ้นตั้งแต่ 1.8-4 องศาเซลเซียส ก่อนสิ้นศตวรรษนี้

ทั้งนี้ หลายฝ่ายมองว่า เนื้อหาในรายงานไอพีซีซีที่ประเมินความเสียหายของสภาพอากาศในอนาคต เป็นการทบทวนการเปลี่ยนแปลงของภาวะโลกร้อนที่ครอบคลุมที่สุด และจะใช้เป็นหลักเกณฑ์พื้นฐานของการหารือในระดับโลกถึงเป้าหมายลดการปล่อยก๊าซที่ก่อให้เกิดภาวะโลกร้อน แต่เออีไอของโมบิล กลับอ้างว่า รายงานของสหประชาชาติขาดการพิจารณาอย่างสมเหตุสมผล และมีแนวโน้มที่จะยึดข้อสุรปที่ยังขาดการวิเคราะห์อย่างถี่ถ้วน พร้อมยอมรับว่าได้ติดต่อให้ผู้เชี่ยวชาญแสดงทัศนะที่ครอบคลุมรอบด้านเกี่ยวกับสภาพอากาศโลกที่แท้จริง


หวั่นผู้อพยพมหาศาลหนีภัยโลกร้อน

นายนอร์แมน ไมเออร์ ศาสตราจารย์แห่งมหาวิทยาลัยออกซ์ฟอร์ด ผู้เชี่ยวชาญในการเชื่อมโยงปัญหาสภาวะโลกร้อนกับการย้ายถิ่นฐาน ระบุว่า จากตัวเลขของกาชาดสากลและสภาเสี้ยวเดือนแดง เมื่อปี 2543 ระบุว่า มีผู้อพยพประมาณ 25 ล้านคน ทิ้งที่อยู่อาศัย เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงด้านสิ่งแวดล้อม แนวโน้มจะเพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่า เมื่อสิ้นสุดปี 2553 และทวีขึ้นจนอาจถึงปีละ 200 ล้านคน ในช่วงสิ้นสุดศตวรรษที่ 21

ผู้เชี่ยวชาญอีกคน ยังระบุด้วยว่า สภาวะโลกร้อนจะทำให้ประเทศที่เป็นหมู่เกาะเล็กๆ ที่มีรายได้หลักจากการท่องเที่ยว ทั้งในแถบแปซิฟิกตอนใต้ จนถึงหมู่เกาะมัลดีฟส์ ในมหาสมุทรอินเดีย จะเดือดร้อนอย่างหนัก เนื่องจากแนวปะการังเสียหาย และน้ำท่วมเกาะ ขณะที่ประเทศอื่นๆ ในแต่ละภูมิภาคก็จะต้องเผชิญกับระดับน้ำทะเลสูงขึ้น และอุทกภัยรุนแรงต่อเนื่อง อันจะเป็นสาเหตุสำคัญในการทิ้งถิ่นฐานเพิ่มขึ้น

นางสเตฟาน ราห์มสตอร์ฟ ผู้เชี่ยวชาญจากสถาบันพอตส์ดัม เผยผลการศึกษาผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศว่า ระดับน้ำทะเลเพิ่มสูงขึ้นเร็วกว่าที่คาดการณ์เอาไว้ก่อนหน้านี้ โดยข้อมูลจากดาวเทียมระบุว่า ระดับน้ำเพิ่มขึ้น 3.3 มิลลิเมตรต่อปี มากกว่าที่ไอพีซีซีเคยระบุเอาไว้ก่อนหน้านี้ว่า น้อยกว่าปีละ 2.0 มิลลิเมตรต่อปี หรืออีกนัยหนึ่งคือ ระดับน้ำทะเลที่เพิ่มสูงขึ้นในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา สูงขึ้นเร็วกว่าระดับน้ำที่เพิ่มขึ้นในช่วงรอบ 20 ปี ตลอด 115 ปีที่ผ่านมา ถึง 25 เปอร์เซ็นต์


โลกร้อนคุกคามแหล่งท่องเที่ยวธรรมชาติชื่อดัง

หนังสือพิมพ์การ์เดียนของอังกฤษ รายงานด้วยว่า ภัยจากโลกร้อนกำลังทำลายแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติชื่อดังจำนวนมาก ตั้งแต่แนวปะการังในทะเลแคริบเบียน ไปจนถึงหิมะบนยอดเขาคิริมันจาโร ยอดเขาสูงที่สุดในทวีปแอฟริกาในแทนซาเนีย

โดยนักอุตุนิยมวิทยาคาดการณ์ว่า หิมะที่ปกคลุมยอดเขาคิริมันจาโร ซึ่งเป็นที่รู้จักไปทั่วโลกจากงานเขียนของ เออร์เนส เฮมมิงเวย์ นักเขียนดัง กำลังจะละลายหายไปภายใน 1 ทศวรรษ อันเป็นผลกระทบของวิกฤติการณ์โลกร้อน ซึ่งมีสาเหตุจากการเพิ่มปริมาณของก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในชั้นบรรยากาศ ทั้งนี้ การละลายหายไปของหิมะบนยอดเขาจะส่งผลกระทบโดยตรงกับการท่องเที่ยว นอกจากนี้ ประชาชนอาจได้รับผลกระทบจากความแห้งแล้งที่จะเกิดขึ้นด้วย

ภาวะโลกร้อนไม่ได้เกิดจากการเพิ่มจำนวนก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เพียงเท่านั้น แต่การเพิ่มก๊าซในทะเล ซึ่งเสมือนกับเป็นการเติมกรดในน้ำทะเลนั้น จะทำให้เกิดพายุที่รุนแรงอย่างที่คาดไม่ถึง โดยเฉพาะเฮอร์ริเคนที่เกิดขึ้นในทะเลแคริบเบียน ได้เข้าทำลายแนวปะการังเมโส-อเมริกัน ที่ทอดตัวตามแนวชายฝั่งทางใต้ของเม็กซิโก ผ่านเบลิส ไปจนถึงฮอนดูลัส ซึ่งมีขนาดใหญ่เป็นที่สองของโลก ขณะที่อุณหภูมิของน้ำที่สูงขึ้น กอปรกับความเป็นกรดในน้ำที่มีมากขึ้น ส่งผลกระทบต่อการสร้างโครงสร้างของปะการัง ซึ่งหลายองค์กร เช่น องค์กรกองทุนโลกเพื่อสิ่งแวดล้อม เตือนว่า ปะการังนี้ ซึ่งเป็นที่อยู่อาศัยของสัตว์ทะเลหลายชนิด กำลังจะสูญสิ้นไปในอนาคตอันใกล้นี้ โดยแนวปะการังเกรท แบร์ริเออร์ รีฟ จะสูญสิ้นในระยะเวลาไล่เลี่ยกัน

ขณะที่ในทุกๆ เดือนตุลาคมและพฤศจิกายน บริเวณเมืองเชอร์ชิล ในแคนาดา จะกลายเป็นเมืองของหมีขั้วโลก เนื่องจากจะมีหมีขั้วโลกราว 1,200 ตัว มารวมตัวกันที่ทุ่งน้ำแข็งทุนดรา ในอ่าวฮัดสัน เพื่อล่าแมวน้ำประทังชีวิต ส่งผลให้เมืองกลายเป็นแหล่งดึงดูดนักท่องเที่ยว แต่ความสวยงามนี้กำลังอยู่ในภาวะเสี่ยง เนื่องจากทวีปอาร์กติกได้รับผลกระทบจากภาวะโลกร้อนมากกว่าที่ใดในโลก ส่งผลให้ธารน้ำแข็งซึ่งเป็นที่หาอาหารของหมีขั้วโลกละลายสิ้นไป และทำให้บรรดาหมีขาวเหล่านี้ต้องว่ายน้ำเป็นระยะทางหลายสิบไมล์ เพื่อหาอาหาร ทั้งนี้ ผู้เชี่ยวชาญคาดการณ์ว่าหมีขั้วโลกจะสูญพันธุ์ภายในปี 2563

เกาะมัลดีฟส์ ซึ่งมีเกาะเล็กกว่าร้อยเกาะ หาดทรายขาว ต้นปาล์มและรีสอร์ทสุดหรู เสมือนเป็นสวรรค์ในแถบโซนร้อน กำลังเสี่ยงต่อการหายสาบสูญ เนื่องจากจุดที่สูงที่สุดของหมู่เกาะเหล่านี้ มีความสูงจากระดับน้ำทะเลเพียง 2 เมตร ซึ่งต่ำกว่าประเทศใดๆ ในโลก ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่า เมื่อถึงเวลาที่น้ำทะเลเพิ่มสูงขึ้น ซึ่งเกิดจากธารน้ำแข็งในขั้วโลกละลาย การเพิ่มของพายุจะส่งผลให้บรรดาเกาะแก่งนี้จมหายลงใต้ทะเลในอีก 2 ทศวรรษ

ธารน้ำแข็งชื่อดัง เนชั่นแนล ปาร์ค ซึ่งตั้งอยู่ทางเหนือของรัฐมอนแทนา ในสหรัฐ และเป็นธารน้ำแข็งที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในสหรัฐ ที่ปกคลุมไปด้วยน้ำแข็งและหิมะ แต่เนื่องด้วยเมื่อภาวะโลกร้อน นักวิทยาศาสตร์ เผยว่า ปี 2563 ธารน้ำแข็งจะลดจำนวนลงจาก 150 แผ่น เหลือเพียงแค่ 27 แผ่น และสุดท้ายจะละลายหมดไปในที่สุด


ยุโรปดับไฟปลุกกระแสโลกร้อน

ในขณะที่ผู้เชี่ยวชาญจากทั่วโลกได้เข้าร่วมการประชุมเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศโลกของคณะกรรมการด้านวิทยาศาสตร์ของสหประชาชาติ ในกรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส เป็นเวลา 4 วัน กลุ่มเฟรนส์ ออฟ ดิ เอิร์ธ หรือ "เพื่อนโลก" ได้รณรงค์ให้บรรดาสถานที่ท่องเที่ยวสำคัญๆ ทั่วยุโรป เช่น โคลอสเซียมในกรุงโรม ประเทศอิตาลี หรือ หอไอเฟลในกรุงปารีส พร้อมใจกับดับไฟเป็นเวลา 5 นาที เพื่อปลุกกระแสให้ทั่วโลกตระหนักภัยโลกร้อน ซึ่งมาจากการใช้พลังงานน้ำมันอย่างไม่ระมัดระวัง ส่งผลให้อุณหภูมิของโลกสูงขึ้น

รายงานข่าว เผยว่า หอไอเฟล หอคอยสัญลักษณ์ของกรุงปารีส ที่มีไฟประดับประดากว่า 2 หมื่นดวง ได้ดับวูบลงเป็นเวลา 5 นาที ตั้งแต่เวลา 19.55-20.00 น. เมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ ตามเวลาท้องถิ่น ซึ่งบรรดานักท่องเที่ยวต่างเก็บภาพช่วงเวลานี้เอาไว้เป็นที่ระลึก เช่นเดียวกับการดับไฟที่โคลอสเซียม และเดอะ แคปปิตอลในกรุงโรม ขณะที่ชาวอิตาลีที่เดินผ่านสถานที่แห่งนี้ เผยว่า สนับสนุนความคิดนี้ ทุกคนต้องเปิดหูเปิดตาให้กว้าง และเข้าใจว่า ทุกคนสามารถทำอะไรกับภาวะโลกร้อนได้

อย่างไรก็ดี ผู้เชี่ยวชาญหลายคนมองว่า การดับไฟจะทำให้เสียพลังงานมากกว่าประหยัด เพราะจะต้องใช้พลังงานมากกว่าในช่วงเปิดไฟ และอาจถึงขั้นทำให้ไฟดับได้ ขณะที่กลุ่มเฟรนส์ ออฟ ดิ เอิร์ธ ผู้จัดงานครั้งนี้ เผยว่า การรณรงค์ประสบผลสำเร็จเป็นอย่างดี และต่อไปอยากจะเห็นมาตรการที่เป็นรูปธรรมจากนักการเมืองบ้าง


รัสเซียพบหิมะเหลือง

สำนักข่าวอิทาร์-ทาสส์ ของรัสเซีย รายงานว่า กระทรวงสถานการณ์ฉุกเฉินจะส่งผู้เชี่ยวชาญหลายคนไปภูมิภาคไซบีเรีย เพื่อหาคำตอบว่าเหตุใดหิมะที่ตกในหมู่บ้านหลายแห่งจึงมีสีเหลืองและสีส้ม โดยจะส่งหน่วยตรวจสารเคมีไปด้วย เพื่อสอบสวนมลภาวะในภูมิภาคและเผยระดับความอันตรายของหิมะวิปริตที่ตกลงมา ซึ่งเบื้องต้นได้เตือนชาวบ้านห้ามใช้หิมะเหล่านี้ในบ้าน หรือใช้สำหรับทำสิ่งใดๆ แล้ว ทั้งยังจำกัดผู้คน สัตว์เลี้ยง เดินไปบนหิมะเหล่านี้ด้วย

ทั้งนี้ หิมะที่มีสีตั้งแต่เหลืองอ่อนไปจนสีส้มนั้น มีกลิ่นเหม็น และตกลงมาตั้งแต่วันพุธที่ผ่านมา ในพื้นที่ 5 เขตของจังหวัดโอม์สก์ ซึ่งอยู่ทางตะวันตกของภูมิภาคไซบีเรีย ติดพรมแดนคาซัคสถาน


ขยับ 1 องศากระทบระบบนิเวศ

ด้านประเทศไทย นายศุภกร ชินวรรโณ ที่ปรึกษากลุ่มงานศึกษาผลกระทบจากภูมิอากาศ ศูนย์เครือข่ายงานวิเคราะห์วิจัยและฝึกอบรมการเปลี่ยนแปลงของโลกแห่งภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวถึงความแปรปรวนของภูมิอากาศที่เกิดขึ้นในประเทศไทย ที่มีอากาศหนาวเย็นทั่วทุกภาคของประเทศว่า จากการศึกษาเรื่องภาวะโลกร้อน และนักวิชาการเคยระบุว่า ประเทศไทยจะมีสภาพภูมิอากาศที่ร้อนขึ้น ยังคงยืนยันเช่นเดิม แม้ขณะนี้จะพบว่ามีอากาศหนาวเย็นทั่วทุกภาค แต่อุณหภูมิเฉลี่ยหากเปรียบเทียบกับในอดีตจะพบว่ามีระดับสูงขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในปีนี้อุณหภูมิเฉลี่ยในกรุงเทพมหานคร ที่แม้จะหนาวเย็น แต่ก็ยังไม่ต่ำกว่า 15 องศาเซลเซียส

"ผลการศึกษาเรื่องภาวะโลกร้อนเป็นการศึกษาในภาพรวม และทำแบบจำลองทางคณิตศาสตร์เปรียบเทียบกับอดีต ซึ่งในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา เห็นได้ชัดว่าเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมมาก และเชื่อว่ามีแนวโน้มจะรุนแรงขึ้น ซึ่งระดับภูมิอากาศของโลกที่มีอุณหภูมิขยับขึ้น 1 องศาเซลเซียสในแต่ละปี มนุษย์อาจจะไม่รู้สึก แต่จะมีผลกระทบต่อระบบนิเวศอย่างมาก" นายศุภกร กล่าว


ไทยกระทบลมแปรปรวน

นายศุภกร กล่าวว่า สถานการณ์น้ำแข็งขั้วโลกกำลังละลายในอัตราที่สูง จะมีผลกระทบต่อประเทศไทยบ้าง แต่ไม่มากนัก ทำให้ระดับน้ำทะเลสูงขึ้นปีละประมาณ 1-3 มิลลิเมตรเท่านั้น 10 ปี ก็อาจจะยังไม่ถึงคืบ ที่น่าเป็นห่วงคือเรื่องลม โดยเฉพาะในเขตอ่าวไทย เนื่องจากอุณหภูมิผิวดินสูงขึ้นแตกต่างกับอุณหภูมิของน้ำทะเล ทำให้ลมพัดจากที่เย็นสู่ร้อน ทำให้ลมแปรปรวน พัดน้ำทะเลเข้าสู่พื้นดินอย่างรุนแรง และรวดเร็วกว่าเดิม เกิดปัญหาการกัดเซาะชายฝั่งที่รุนแรงมากขึ้น หรืออาจจะเป็นในรูปแบบของพายุฝน เมื่อเกิดขึ้นอาจจะสร้างความเดือดร้อนได้ โดยเฉพาะปัญหาน้ำท่วม การกัดเซาะชายฝั่ง ดังเช่นกรณีของพายุแคทรีนา ในสหรัฐอเมริกา ที่สร้างความเดือดร้อนและเสียหายอย่างมาก

“ทั้งนี้ การศึกษาเป็นเรื่องขอบเขตของเวลา ซึ่งในรายงานไม่ได้บอกว่าจะเกิดอะไรขึ้นในวันนี้พรุ่งนี้ แต่เป็นความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นใน 90-100 ปีข้างหน้า ฉะนั้นจึงอย่าตระหนก เป็นการศึกษาปัญหาต่างๆ เพื่อเตรียมรับมือ ซึ่งยังไม่มีการศึกษาในเรื่องข้อดีๆ ที่เกิดขึ้น เพราะอาจจะมีข้อดีก็ได้ จึงไม่ควรรีบตกใจ ยังมีเวลามากพอที่จะเตรียมการ หรือปรับตัวให้เข้ากับสิ่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคต” นายศุภกร กล่าว

ที่มา : http://www.komchadlu...p?news_id=87934
0



#19 ผู้ใช้ออฟไลน์   ริมฝั่ง ไอคอน

  • ตอบ 4000+
  • PipPipPipPipPipPip
  • กลุ่ม: ผู้ดูแลระบบ
  • ตอบ: 4228
  • สมัคร: 19/02/2004

ตอบ: 04/02/2007 - 22:12

โลกร้อน-ร้อนจริง! ยูเอ็นเปิดข้อมูลไม่อิงนิยาย

(อันที่จริงข่าวนี้น่าจะโพสต์ก่อนหน้าข่าวในความเห็นที่แล้ว แต่เพิ่งมาเจอทีหลังครับ)

คอลัมน์ สกู๊ปพิเศษ

รายงานเกี่ยวกับสภาพอากาศโลกที่เกี่ยวกับภาวะโลกร้อนทยอยเผยแพร่ออกมาไม่ขาดสายในสัปดาห์นี้

ขณะที่คณะกรรมการระหว่างประเทศว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศ (ไอพีซีซี) จัดประชุมขึ้นที่ที่กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศสเป็นเวลา 4 วัน

องค์กรพิทักษ์สิ่งแวดล้อมอย่าง "กรีนพีซ" ใช้เวลาสำคัญช่วงนี้รณรงค์ต่อต้านโลกร้อน ด้วยการนำป้ายข้อความ "ยังไม่สายเกินไป" ไปติดที่หอไอเฟล ส่งสารถึงรัฐบาลและองค์กรธุรกิจต่างๆ

นายราเชน ปาเชารี ประธานไอพีซีซี กล่าวว่า ความวิตกกังวลต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศโลกและการรับรู้ของประชาชนต่อเรื่องนี้อยู่ในระดับสูงสุดแล้วตอนนี้ ไม่มีเวลาใดที่โลกต้องการข้อมูลด้านข้อเท็จจริงด้านวิทยาศาสตร์ถึงความเป็นจริงในเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศโลกเท่ากับตอนนี้แล้ว

ในการประชุม ซึ่งประกอบนักวิทยาศาสตร์กว่า 500 คน และผู้เชี่ยวชาญอีก 6,000 คน รวมไปถึงเจ้าหน้าที่จาก 154 ประเทศ จะร่วมหารือประเมินสถานการณ์ภาวะโลกร้อนในปัจจุบันเพื่อออกรายงานฉบับล่าสุดเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศที่เป็นภัยคุกคามต่อสิ่งแวดล้อม

รายงานฉบับดังกล่าวจะมีความยาวทั้งสิ้น 1,600 หน้ามีทั้งหมด 4 ตอน โดยตอนที่ 1 จะออกมาในวันที่ 2 ก.พ.นี้ จะเป็นรายงานฉบับแรกนับตั้งแต่ออกรายงานฉบับล่าสุด เมื่อปี 2544 และจะเป็นฉบับที่ 4 นับแต่ก่อตั้งไอพีซีซี

ไอพีซีซี เป็นหน่วยงานที่สหประชาชาติจัดตั้งขึ้นเมื่อปี 2531 ได้รับการยกย่องอย่างสูงเรื่องความเป็นกลาง รอบคอบ และมีอิทธิพลอย่างมากต่อการกำหนดนโยบายของรัฐบาล ภาคธุรกิจ และบุคคล

รายงานฉบับล่าสุดระบุว่า อากาศบนพื้นผิวโลกจะเพิ่มขึ้น 4.5 องศาเซลเซียส หากโลกยังปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เพิ่มขึ้นสองเท่าก่อนยุคปฏิวัติอุตสาหกรรม

บทสรุปนี้เป็นการตอกย้ำว่า อิทธิพลของมนุษย์ที่มีต่อระบบอากาศโลกนั้นมีมากกว่าในอดีต ซึ่งจะช่วยให้รัฐบาลหลายๆ ชาติได้ข้อสรุปที่ชัดเจนในการออกมาตรการเร่งด่วนเพื่อลดภาวะเรือนกระจก ที่เชื่อมโยงกับภาวะโลกร้อน

ย้อนกลับไปเนื้อหาในรายงานปี 2544 ของไอพีพีซีซีเคยเขียนไว้ว่า ก๊าซคาร์บอนที่เกิดจากการเผาไหม้น้ำมัน ก๊าซธรรมชาติและถ่านหินทำให้ระดับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในบรรยากาศโลกเข้มข้นที่สุดในรอบ 420,000 ปี พร้อมคาดการณ์ว่า ภายในปี 2643 อุณหภูมิโลกมีโอกาสเพิ่มขึ้นอีก 1.4-5.8 องศาเซลเซียส และระดับน้ำทะเลเพิ่มขึ้น 0.09-0.88 เมตร

ส่วนผลการศึกษาเกี่ยวกับธารน้ำแข็งทั่วโลกล่าสุด โดยสำนักงานเฝ้าติดตามธารน้ำแข็งทั่วโลกที่สุ่มตัวอย่างธารน้ำแข็ง 30 แห่งพบว่า พื้นที่ธารน้ำแข็งขณะนี้ลดน้อยงไป ทั้งละลายเร็วกว่าช่วงทศวรรษ 2523-2533 ถึง 3 เท่า

การศึกษาดังกล่าวยังยกตัวอย่างการคาดการณ์ของธารน้ำแข็งบริเวณเทือกเขาแอลป์ว่าจะหายไปถึง 3 ใน 4 ส่วนในศตวรรษหน้า

นายอีโว เดอ บัวร์ เจ้าหน้าที่ของอนุสัญญาว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศของสหประชาชาติ (UNFCCC) กล่าวว่า การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศได้เกิดขึ้นแล้วและส่งผลกระทบรุนแรงต่อประเทศกำลังพัฒนา โดยเมื่อปี 2549 ภาวะแห้งแล้งทำให้ชาวจีนเกือบ 3,000 คนเสียชีวิต คิดมูลค่าความเสียหายมากถึง 27,000 ล้านดอลลาร์ เนื่องจากแผ่นน้ำแข็งบนเทือกเขาหิมาลัยซึ่งเป็นแหล่งน้ำดื่มของชาวจีนและอินเดียเริ่มลดน้อยลง

ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาระดับน้ำในทะเลสาบวิคตอเรียในแอฟริกาลดระดับลงราว 30% และจะทำให้ชาวบ้าน 30 ล้านคนที่อาศัยรอบบริเวณดังกล่าวได้รับผลกระทบ

นอกจากนี้ ภาวะโลกร้อนจะทำให้เกาะของอินโดนีเซีย ซึ่งมีราว 18,000 เกาะ ส่วนใหญ่ไม่มีคนอาศัยอยู่ จะจมหายไปในทะเล 2,000 เกาะภายในปี 2573 เนื่องจากระดับน้ำทะเลสูงขึ้น

และในปี 2551 ที่จะถึงนี้ อินโดนีเซียยังจะต้องเผชิญภาวะขาดแคลนข้าว เพราะสภาพอากาศที่วิกฤติแปรปรวนฝนไม่ตกตามฤดูกาลทำให้ชาวนาปลูกข้าวไม่ได้อีก

ผลกระทบนี้แสดงให้เห็นว่า ภาวะการเปลี่ยนแปลงของอากาศได้ส่งผลต่อชาติในโลกกำลังพัฒนาแล้ว และไม่อาจเพิกเฉยอีกต่อไป

ที่มา : http://www.matichon....&sectionid=0306
0



คำตอบต่อไป: อัปปมัญญา - prin - prin - ริมฝั่ง - prin - prin - prin - วุฒิกร แสงรุ่งเรือง - ริมฝั่ง - prin - prin - prin - prin - วุฒิกร แสงรุ่งเรือง - วุฒิกร แสงรุ่งเรือง - หนาม - prin - prin -
  • (2 หน้า)
  • +
  • 1
  • 2
  • คุณไม่สามารถตั้งกระทู้ใหม่ได้
  • กระทู้นี้ถูกล็อค

1 ผู้ใช้กำลังอ่านกระทู้นี้
0 สมาชิก, 1 ผู้เยี่ยมชม, 0 ผู้ใช้ที่ไม่ระบุชื่อ