ลานธรรมเสวนา: พลังจักรวาล - ลานธรรมเสวนา

เข้าไปดูเนื้อหา

หน้า 1 จาก 1
  • คุณไม่สามารถตั้งกระทู้ใหม่ได้
  • กระทู้นี้ถูกล็อค

พลังจักรวาล เป็นการใช้พลังสมาธิในการรักษาโรค ให้คะแนนกระทู้: -----

#0 ผู้ใช้ออฟไลน์   chandra ไอคอน

  • ตอบไม่มาก
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 33
  • สมัคร: 07/05/2006

ตอบ: 10/06/2006 - 10:15

เพื่อน ๆ เคยได้ยินเรื่องพลังจักรวาลมั๊งค่ะ? เคยได้ยินมาว่าเป็นพลังสมาธิที่ช่วยรักษาโรคได้ ใครเคยมีประสบการณ์หรือมีความรู้เกี่ยวกับพลังนี้บ้างไม๊ค่ะ ? มันคงดีเน๊อะถ้าเราสามารถนำพลังสมาธิของเราไปช่วยคนอื่นได้ด้วย !!
0


หน้า 1 จาก 1
  • คุณไม่สามารถตั้งกระทู้ใหม่ได้
  • กระทู้นี้ถูกล็อค

การตอบอื่นๆต่อกระทู้นี้

คำตอบก่อนหน้า: chandra - ออย - wit -

#3 ผู้ใช้ออฟไลน์   นายโจโจ้ ไอคอน

  • ตอบ 3000+
  • PipPipPipPipPip
  • กลุ่ม: ผู้ดูแลระบบ
  • ตอบ: 3817
  • สมัคร: 24/01/2004

ตอบ: 20/11/2006 - 12:15

รักษาโรคได้จริงครับ มีการพิสูจน์และศึกษาอย่างเป็นรูปธรรมแล้ว หนึ่งในนั้นก็คือ Astara Institute ในอเมริกา

ในไทย ที่เคยไปศึกษามา เป็นตำราของหลวงปู่ดาสิรา นารดา (นารถ) ที่ท่านไปทุ่มเทค้นคว้าจากตัวอักษรอียิปต์โบราณในปิระมิดกว่า 10 ปี บันทึกไว้เป็นตำรา ถ่ายทอดถึง Professor Charles Leadbeater มาถึงหลวงสุวิชาญแพทย์ มาถึงคุณย่าเยาวเรศ บุนนาคครับ ใช้รักษาโรคหลายโรคได้ผล มีหมอแผนปัจจุบันไปศึกษากันหลายคน รวมทั้งระดับผู้อำนวยการโรงพยาบาลของรัฐด้วย

โดยส่วนตัว ผมเคยใช้รักษาอาการไขมันในเลือดสูงของคุณแม่ สิ่งที่ปรากฏคือ ตั้งแต่คุณแม่ไปตรวจร่างกายประจำปีครั้งหนึ่งแล้วพบว่า ระดับไขมันในเส้นเลือดสูงถึง 160 คุณหมอจึงสั่งจำกัดอาหาร ปีที่ถัดมายังสูงขึ้นเป็น 210 คุณหมอจึงสั่งจำกัดอาหารและออกกำลังกาย มาถึงในปีที่สาม กลายเป็น 297 คุณหมอจึงจ่ายยา ควบคู่ไปกับการออกอาหารและการออกกำลังกาย พร้อมกับให้ไปเจาะเลือดเช็คทุกเดือน หลังจากผ่านไปสามเดือน ยังสูงขึ้น แต่ก็ไม่มีทีท่าว่าจะลดลง ช่วงนั้นที่ผมไปเรียนพลังจักรวาลกับคุณย่ามาพอดี (รุ่น 31) จึง "ลองวิชา" กับคุณแม่ โดยทำการรักษาคุณแม่ด้วยการวางมือที่จักระ 4 และ 7 ครั้งละ 5 นาทีเป็นเวลา 7 วัน แล้วขอให้คุณแม่ไปเจาะเลือดอีกครั้ง ผลกลับมาในวันที่ 8 ว่าระดับไขมันลดลงเหลือ 216 จาก 297 ในช่วงเวลาเพียง 7 วันโดยไม่มี treatment ใดๆนอกเหนือจากพลังจักรวาลครับ

อย่างไรก็ดี ขอระบุควบคู่ไปด้วย ว่าไม่ใช่ทางพ้นทุกข์ และยิ่งไปกว่านั้น ยังเกิดอาการหลงตัวเองว่าเป็นผู้มีพลังวิเศษที่สามารถรักษาโรคได้ จนกลายเป็นผลร้ายกับตัวมาแล้ว แต่ไม่ได้กล่าวว่าทุกคนที่ศึกษาวิชานี้จะต้องเป็นอย่างนี้นะครับ เป็นผมเองที่หลงตัวเองไปในเวลานั้น

ปัจจุบัน ผมเลือกที่จะไม่ใช้วิชานี้ เว้นเสียแต่ว่า "เข้าตาจน" คือไม่มีทางเลือกอื่นอีกแล้วครับ เพราะสังเกตได้ถึงผลกระทบต่อการปฏิบัติ คือดูเหมือนว่าจะมีการรบกวนทางจิตมากขึ้นครับ :09:
0



#4 ผู้ใช้ออฟไลน์   Imagineer ไอคอน

  • ตอบไม่มาก
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 74
  • สมัคร: 28/03/2006

ตอบ: 20/11/2006 - 15:16

อ้างอิง
ปัจจุบัน ผมเลือกที่จะไม่ใช้วิชานี้ เว้นเสียแต่ว่า "เข้าตาจน" คือไม่มีทางเลือกอื่นอีกแล้วครับ เพราะสังเกตได้ถึงผลกระทบต่อการปฏิบัติ คือดูเหมือนว่าจะมีการรบกวนทางจิตมากขึ้นครับ


รบกวนคุณโจโจ้ช่วยเล่าประสบการณ์ตรงนี้เป็นวิทยาทานได้ไม้ครับ เผื่อผมจะได้ระมัดระวังไว้ ผมก็ศิษย์คุณย่าระดับพัฒนาจักระครับ :09:
0



#5 ผู้ใช้ออฟไลน์   นายโจโจ้ ไอคอน

  • ตอบ 3000+
  • PipPipPipPipPip
  • กลุ่ม: ผู้ดูแลระบบ
  • ตอบ: 3817
  • สมัคร: 24/01/2004

ตอบ: 24/11/2006 - 10:44

ผมสังเกตพบว่า การใช้พลังต่างๆเหล่านี้ มีผลทำให้เราต้องไปเกี่ยวข้องกับพลังต่างๆที่คนปกติไม่มีกัน ซึ่งทำให้เรา prone to การ "ลองของ" จากวิญญาณที่มีกำลังมากเป็นพิเศษ ซึ่งทำให้ถูกรบกวนได้ง่ายครับ

เท่าที่ปะติดปะต่อจากคำสอนครูบาอาจารย์พระป่าที่ผมเลียบๆเคียงๆถามเวลามีโอกาสกราบท่านแบบตัวต่อตัว เรื่องเหล่านี้เป็นสังขาร(การปรุงแต่ง)ครับ และการทำเป็นประจำ ไม่น่าจะมีผลดีต่อการปฏิบัติภาวนาซึ่งมีเป้าหมายอยู่ที่การเห็นสังขารเป็นอนัตตา เป็นอนิจจังครับ เพราะยิ่งทำ ก็จะยิ่งไปในทางอัตตาครับ

อีกเหตุหนึ่ง มาจากการที่คุณย่าสอนไว้เรื่องการถูกสะกิดขอส่วนบุญ อันนั้นยังน้อย แต่ถ้าเราไปเกี่ยวข้องกับอะไรที่แรงขึ้น เช่นเจอพวกที่คุณย่าเรียก "พลังแฝง" ที่รุนแรง อาจจะมีกรณีรุนแรงให้เดือดร้อนไปนานซึ่งจัดการได้ยากครับ

อย่างผมนี่ ครูบาอาจารย์พระป่าท่านถึงกับบิณฑบาตร ว่าอย่าใช้พลังพวกนี้เลย ซึ่งท่านไม่ได้ชี้แจงเหตุผล แต่ผมมั่นใจว่าต้องเกี่ยวข้องกับความก้าวหน้าในการปฏิบัติแน่นอนครับ จึงเลยหลีกเลี่ยงไม่ใช้ นอกจากจะเจอคนป่วยหนักๆใกล้ถึงชีวิตและไม่มีทางออกอื่นอีกแล้วเท่านั้นครับ :09:
0



#6 ผู้ใช้ออฟไลน์   Imagineer ไอคอน

  • ตอบไม่มาก
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 74
  • สมัคร: 28/03/2006

ตอบ: 25/11/2006 - 15:28

ขอบคุณครับคุณโจโจ้ ผมจะระมัดระวังครับ :09:
0



#7 ผู้ใช้ออฟไลน์   ออ ไอคอน

  • ตอบไม่มาก
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 87
  • สมัคร: 02/11/2005

ตอบ: 27/11/2006 - 09:23

:07: ขอเข้ามาแชร์หน่อยค่ะ พอดีเคยไปศึกษาพลังลมปราณที่บ้านแสนสิริแถวพัฒนาการไปอบรมมา ก็เกือบจะจบคอร์ส บังเอิญพาลูกชายไปด้วย แล้วเขาไม่สบาย
เลยต้องกลับก่อน
สำหรับดิฉันคิดว่าการฝึกพลังลมปราณ ช่วยรักษาตัวเองจะได้ผลมากกว่าการไปรักษาคนอื่นนะคะ เพราะเป็นกำหนดจิต กับพลังจักรวาล และการหายใจของร่างกายเรา
ซึ่งจะทำให้เลือดลมเดินดีขึ้น เวลาปฎิบัติท่าต่างๆ ที่อาจารย์สอน ก็จะรู้สึกถึงกระแสซ่าน
ตามร่างกาย โดยเฉพาะฝ่ามือ และจะมีความร้อนวูบวาบตามร่างกายเมื่อฝ่ามือผ่านตาม
ร่างกาย แต่ต้องทำอย่างต่อเนื่อง ให้ได้จำนวน 60 ครั้งเป็นอย่างน้อยและกำหนดลมหายใจเข้าออกเป็นจังหวะ ทุกอย่างต้องอาศัยเวลา แต่ดิฉันก็ประเภทไปเรียนเพราะอยากรู้แต่ก็ไม่ได้นำมาปฎิบัติเป็นเรื่องเป็นราว จึงยังไม่เห็นผลอะไร ยังคงเจ็บป่วยเหมือนเดิม
เห็นว่าหากใครนั่งสมาธิด้วยจะยิ่งมีพลังมาก และการฝึกพลังลมปราณ จะทำให้คนฝึกมีใบหน้าอ่อนกว่าวัยด้วย :04:
0



#8 ผู้ใช้ออฟไลน์   นายโจโจ้ ไอคอน

  • ตอบ 3000+
  • PipPipPipPipPip
  • กลุ่ม: ผู้ดูแลระบบ
  • ตอบ: 3817
  • สมัคร: 24/01/2004

ตอบ: 28/11/2006 - 08:58

ตามสายที่ผมไปเรียนมา ยิ่งรักษาผู้อื่นมากเท่าใด ตนเองก็จะได้รับประโยชน์จากการรักษาไปพร้อมๆกันครับ นี่คือในแง่ของปราณ แต่ในแง่ของกรรมที่ได้กล่าวไปแล้วนั้น ก็เป็นอีกเรื่องที่ไม่ควรละเลย

คุณย่าสอนด้วยว่า ให้สังเกตดูเอง ว่าระหว่างการเมตตากับตนเองที่กำลังป่วย กับการเมตตาผู้อื่นที่กำลังป่วย อย่างไหนทำได้ง่ายกว่ากัน และนั่นคือคำตอบ ว่าการรักษาผู้อื่นนั้น ทำได้ง่ายกว่าการรักษาตนเองตามที่คุณย่ายกมาครับ :09:
0



#9 ผู้ใช้ออฟไลน์   sas ไอคอน

  • ตอบ 100+
  • Pip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 110
  • สมัคร: 20/09/2005

ตอบ: 30/11/2006 - 13:22

อ้างอิง
อย่างไรก็ดี ขอระบุควบคู่ไปด้วย ว่าไม่ใช่ทางพ้นทุกข์ และยิ่งไปกว่านั้น ยังเกิดอาการหลงตัวเองว่าเป็นผู้มีพลังวิเศษที่สามารถรักษาโรคได้ จนกลายเป็นผลร้ายกับตัวมาแล้ว แต่ไม่ได้กล่าวว่าทุกคนที่ศึกษาวิชานี้จะต้องเป็นอย่างนี้นะครับ เป็นผมเองที่หลงตัวเองไปในเวลานั้น

ปัจจุบัน ผมเลือกที่จะไม่ใช้วิชานี้ เว้นเสียแต่ว่า "เข้าตาจน" คือไม่มีทางเลือกอื่นอีกแล้วครับ เพราะสังเกตได้ถึงผลกระทบต่อการปฏิบัติ คือดูเหมือนว่าจะมีการรบกวนทางจิตมากขึ้นครับ


สนับสนุนคุณโจโจ้ ค่ะ เคยฝึกพลังจักรวาลอีกที่หนึ่งค่ะ ไม่ใช่ที่คุณย่าเยาวเรศ ที่นั่นแบ่งการฝึกเป็นระดับ ๆ ดิฉันฝึกถึงระดับที่ 5 แล้วก็หยุด ตั้งแต่มาปฏิบัติธรรมจริง ๆ จัง ๆ ครูบาอาจารย์ท่านพูดไว้คล้าย ๆ กับคุณโจโจ้เลย ก็เลยหยุดรักษา แต่จะใช้เมื่อจำเป็นจริง ๆ กับตัวเอง

อีกแนวความคิดหนึ่งก็บอกว่า การรักษาโรคให้ผู้อื่นเมื่อผู้นั้นได้รับการรักษาจากเราไปแล้วเขามีโอกาสทุเลา หรือหาย แต่ถ้าหากตัวเราเดินพลังผิดไปโรคเหล่านั้นจะมาอยู่ที่ตัวเราเอง (ได้ยินเขาพูดมาอีกทีค่ะ) :01: :09:
0



#10 ผู้ใช้ออฟไลน์   panitta3 ไอคอน

  • ตอบ 200+
  • Pip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 264
  • สมัคร: 27/01/2005

ตอบ: 30/11/2006 - 16:12

เรื่องพลังลมปราณนั้น เคยไปศึกษาที่แถวจังหวัดนนทบุรีค่ะ ฝึกหัดขั้น 1-2 เท่านั้น เพราะรู้สึกว่ามือร้อนมากจนต้องมาแช่น้ำ (ปกติเป็นคนมือเย็น) เคยรักษาเพื่อนที่ปวดศีรษะก็หายค่ะ แต่ก็ไม่ได้ฝึกต่อค่ะ เพราะคิดว่าอาจจะมีผลลบกับตนเองเพราะความร้อนของมือที่เพิ่มขึ้น จึงหยุดในการนั่งสมาธิ 1- 2 วัน (วันละ 5 นาที) ซึ่งถือว่าเป็นการขาดจากการฝึกพลังลมปราณไปโดยปริยาย นี่คือประสบการณ์ค่ะ
0



คำตอบต่อไป: ไม่มี
หน้า 1 จาก 1
  • คุณไม่สามารถตั้งกระทู้ใหม่ได้
  • กระทู้นี้ถูกล็อค

1 ผู้ใช้กำลังอ่านกระทู้นี้
0 สมาชิก, 1 ผู้เยี่ยมชม, 0 ผู้ใช้ที่ไม่ระบุชื่อ