ลานธรรมเสวนา: หลวงปู่เทพโลกอุดร พระอรหันต์ในดงลี้ลับ - ลานธรรมเสวนา

เข้าไปดูเนื้อหา

  • (2 หน้า)
  • +
  • 1
  • 2
  • คุณไม่สามารถตั้งกระทู้ใหม่ได้
  • กระทู้นี้ถูกล็อค

หลวงปู่เทพโลกอุดร พระอรหันต์ในดงลี้ลับ มีใครบ้างที่เชื่อเรื่องนี้อย่างจริงจัง ให้คะแนนกระทู้: -----

#0 ผู้ใช้ออฟไลน์   ถาวร ไอคอน

  • ตอบ 100+
  • Pip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 134
  • สมัคร: 10/08/2005

ตอบ: 06/09/2005 - 15:15

ผ่านมาไม่กี่ปีมานี้ จนถึงทุกวันนี้ ตามนิตยสารเกี่ยวกับพระสงฆ์องค์เจ้ามักจะมีเรื่องหลวงปู่เทพโลกอุดรปรากฎอยู่เสมอ ผู้คนให้ความเชื่อถือกันมาก บ้างก็ติดตามหาแทบพลิกแผ่นดิน พระสงฆ์องค์เณรหลายรูปก็เชื่อ ต่างก็สร้างรูปเหมือนไว้ในวัดของตนให้คนกราบไหว้บูชา ยิ่งชาวบ้านที่อ่านเรื่องเหล่านั้นต่างก็เชื่อกันอย่างจริงจัง
อยากถามท่านผู้รู้ทั้งหลายที่ท่องไปมาในเว็บไซด์นี้ เชื่อว่าเป็นเรื่องจริงหรือไม่ ใครมีประสบการณ์เรื่องนี้บ้าง โปรดเล่าสู่กันฟังหน่อยครับ
ผู้ที่ผมอยากให้ช่วยออกความเห็นที่สุดคือ คุณสาราณียธรรม คุณโจโจ้ คุณธง คุณดังตฤณ นอกนั้นก็ช่วย ๆ กันหน่อยครับ หลายความคิดเห็นน่าจะช่วยให้หูตาสว่างขึ้น
0


  • (2 หน้า)
  • +
  • 1
  • 2
  • คุณไม่สามารถตั้งกระทู้ใหม่ได้
  • กระทู้นี้ถูกล็อค

การตอบอื่นๆต่อกระทู้นี้

คำตอบก่อนหน้า: ถาวร - อังคาร - ตากวน - wit - วนรัตน์ - Thanpisit - ถาวร - Alley Oop - ถาวร - sitha - รณกร - สิทธิมงคล - สิทธิมงคล - วิริยาธิก - สิทธิมงคล - อิทธิคุณ - คนโคราช - พอแล้ว - sushi - ปุกปุย - มุก - คเวสโก -

#22 ผู้ใช้ออฟไลน์   อิทธิคุณ ไอคอน

  • ตอบไม่มาก
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 14
  • สมัคร: 21/01/2006

ตอบ: 14/12/2006 - 21:30

ผมได้ลงประวัติหลวงปู่บรมครูเทพโลกอุดร จากหนังสือที่ท่านอาจารย์ประถม อาจสาครเป็นผู้เขียนขึ้น ตามนี้ครับ

กระทู้ พระวังหน้า ที่หลวงปู่บรมครูเทพโลกอุดรเสก ถ้าต้องการที่จะได้.....
http://www.palungjit...t=22445&page=89

ลองเข้าไปติดตามอ่านกันดูครับ
0



#23 ผู้ใช้ออฟไลน์   ทั่นยาย ไอคอน

  • ตอบ 2000+
  • PipPipPipPip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 2838
  • สมัคร: 24/03/2006

ตอบ: 15/12/2006 - 10:59

สนใจติดตามเรื่องนี้มานานแล้วค่ะ แต่ไม่เจออะไรที่เป็นประสบการณ์ตรงแบบท่านอื่นๆ ที่เคยได้พบเจอหลวงปู่ใหญ่โดยตรง เราเพียงแค่ได้ไปกราบลูกศิษย์ของหลวงปู่ใหญ่เท่านั้น ตามความเข้าใจว่าท่านเป็นลูกศิษย์หลวงปู่เทพโลกอุดรองค์แรกคือ หลวงพ่อจรัญ วัดอัพวันสิงห์บุรี หลวงพ่อเล่าไว้ในหนังสือ อนุสาสนีปาฎิหาริย์ว่า หลวงพ่อดำ หรือหลวงพ่อในป่าเป็นอาจารย์องค์หนึ่งของท่าน แต่ตรงนี้หลวงพ่อท่านไม่ได้ยืนยัน ว่าหลวงพ่อดำคือหลวงปู่เทพโลกอุดรหรือไม่ ส่วนอีกองค์ที่เราได้ไปกราบและเชื่อมั่นว่าท่านเป็นลูกศิษย์ของหลวงปู่ใหญ่ท่านจริงนั้น คือ หลวงปู่กองวัดสระมณฑล ที่อยุธยา (ตอนนี้ท่านมรณะภาพไปแล้ว เหลือแต่ป้ากรวย หลานสาวท่าน) หลวงปู่กองท่านประกาศตัวชัดเจนว่าท่านเป็นลูกศิษย์ของหลวงปู่ใหญ่ และท่านได้ติดต่อกับหลวงปู่ใหญ่เสมอ เวลาไปกราบท่าน ท่านจะบอกให้ไปกราบรูปหล่อหลวงปู่ใหญ่ที่ตั้งอยู่ในวัดสระมณฑลก่อนเสมอ แม้แต่ป้ากรวยหลานหลวงปู่กอง ที่มาคอยดูแลหลวงปู่ตอนที่หลวงปู่กองท่านอาพาธ ก็บอกว่าเคยเห็นหลวงปู่ใหญ่มาหาหลวงปู่กองที่วัดสระมณฑล ด้วยตาของป้ากรวยเอง เราจึงเชื่อมั่นว่า หลวงปู่ใหญ่ หรือหลวงปู่เทพโลกอุดร ท่านมีอยู่จริง แต่เดิมทีเราเข้าใจว่าหลวงปู่ใหญ่ท่านมีองค์เดียว แต่จากที่ได้พยายามค้นหาข้อมูลอย่างต่อเนื่องนั้น ทำให้พอทราบข้อมูลเพิมเติมว่าได้ว่า หลวงปู่เทพโลกอุดร ท่านมี ตั้ง 5 องค์ จึงขอเอาข้อมูลที่รับทราบมาให้ลองอ่านกันดูหากใครเคยอ่านแล้ว และมีข้อมูลมากกว่าก็เอามาให้อ่านกันบ้างนะคะ เพราะสนใจติดตามเรื่องราวของหลวงปู่ใหญ่มาตลอดค่ะ

พระนามของหลวงปู่เทพโลกอุดร ทั้ง 5 องค์ คือ

....." ท่านหลวงปู่เทพโลกอุดร " ตามที่ท่านผู้มีพระคุณได้บอกกล่าวมา ว่าให้ค้นคว้า
.....จากหนังสือ " พุทธสาสนสุวัณณภูมิปกรณ " ราชบุรีวัตถุกถา ตำนานเมืองขุนไทย ( หน้าที่ 428 ถึง หน้าที่ 443 )
.....ได้กล่าวถึง พระอรหันต์เถระ 5 องค์ที่มีความโดดเด่นที่พร้อมไปด้วย ปฏิสัมภิทาญาณ ได้แก่
.....1.ท่านพระโสณเถร
.....2.ท่านพระฌานียเถร
.....3.ท่านพระภูริยเถร
.....4.ท่านพระอุตตรเถร
.....5.ท่านพระมนียเถร

.....เมื่อมีหลักฐานเท่าที่จะพออ้างอิงได้ว่า
" ท่านพระอุตตรเถร คือ หลวงปู่เทพโลกอุดร " นี้เอง

ข้อมูลจาก คุณ คนเมืองบัว

เรื่องหลวงปู่เทพโลกอุดรจากอีกกระแสหนึ่งค่ะ

ปริเฉทสาม

เริ่มสมัยรัตนโกสินทร์ในราชกาลที่ 4 ประมาณปี พ.ศ.2395 ในขณะที่พระองค์เจ้ายอดหรือพระองค์เจ้ายอดยศ บวรราโชรสราชกุมารประสูติ ณ วันพฤหัสบดี เดือน 10 แรม 2 ค่ำปีจอสัมฤทธิศก จุลศักราช 1200 พุทธสกราช 2381ในรัชกาลที่ 3 เป็นพระเจ้าลูกยาเธอนับเป็นพระราชโอรสองค์ต้นในพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระชนมายุได้ 14 พรรษาปี 2395 เป็นการปรากฎทั้งคณะพระธรรมฑูตมีดังนี้
1. พระอุตรเถระเรียกกันว่าพระครูโลกอุดรหลวงปู่ใหญ่หรือหลวงพ่อดำเจ้าประคุณสมเด็จพุฒาจารย์ (โต)พรหมรังสีเรียกท่านว่า “พระโลกอุดร”
2. พระโสณเถระเรียกกันว่าพระครูโลกอุดรเช่นกัน ฉายานามขรัวตีนโตเจ้าประคุณสมเด็จ ฯ ท่านว่า “พระโสอุดร”
3. พระมูนียะเรียกกันว่าหลวงปู่โพรงโพ ท่านอิเกสาโร หรือหลวงปู่เดินหน
4. พระฌานียะเรียกกันว่าหลวงปู่ขรัวขี้เถ้า
5. พระภูริยะเรียกกันว่าหลวงปู่หน้าปาน
ทราบโดยญาณของผมเองว่าพระอิเกสาโรเป็นศิษย์พระโสณเถระส่วนอีกสองท่านจะเป็นศิษย์พระอุตรเถระหรือพระโสณเถระยังไม่แจ้งชัดเพียงอาจารย์ผมบอกว่าท่านฌานียะ ยังมีอาจุแก่กว่าพระอุตรเถระด้วยซ้ำไปหลวงปู่ขรัวขี้เถ้ากับหลวงปู่หน้าปานจะจบกิจเป็นพระอรหันต์หรือยังมิอาจทราบได้เพียงท่านหายไปตอนตอนแรกอาจเป็นเพียงอรหัน (ตามคำวิเคราะห์ศัพท์ในตอนต้น)จึงต้องมาสร้างบารมีเพิ่มในรูปของหลวงหลวงพ่อกบวัดเขาสาริกาอำเภอบ้านหมี่จังหวัดลพบุรีก็คือท่านขรัวขี่เถ้าเผาแหลกมีอะไรท่านเผาหมดเป็นปริศนาธรรมอันหนึ่งว่า “ตูนี่แหละคือขรัวขี้เถ้า”ท่านแปรธาตุแบบสำนักโลกอุดรเป็นกบเลี้ยงลูกศิษย์จึงมีฉายาว่าหลวงพ่อกบกล่าวกันว่าเมื่อท่านมรณะภาพแล้วนำใส่โลงศพได้เกิดหายไปไม่มีร่องรอยก็ท่านตามจริงเสียเมื่อไรที่เห็นนั่นเป็นเพียงกายธรรมเท่านั้นส่วนอีกท่านหนึ่งมาในนามของหลวงพ่อโอภาสีหรือมหาชวนแห่งอาศรมบางมดท่านก็บอกว่ามหาชวนตายไปแล้วท่านเป็นพระสำเร็จมาอาศัยร่างเพื่อสร้างบารมีต่อปริศนาธรรมของท่านก็คือมีพระบรมสาทิศของล้นเกล้า ร.5 คนก็ตีความไปต่างๆนาๆว่าท่านนับถือรัชกาลที่ 5 มาเกิดบ้างก็รัชกาลที่ 5 สวรรคตในปีพ.ศ.2453ท่านมหาชวนเกิดก่อนแล้วความจริงก็คือ“ตูนี่แหละพระโลกอุดรองค์ที่ 5” ก็เท่านั้น

พระองค์เจ้ายอดยิ่งยศฯน่าจะสร้างบารมีต่อเนื่องมาแต่ปางบรรพ์ ทรงมีธรรมาพิสมัยแต่ครั้งยังเยาว์วัยนอกจากจะทรงสนพระทัยในวิทยาการทางอักษรศาสตร์รัฐศาสตร์ การช่างช่างฝีมือยุทธศาสตร์จนถึงวิชาการฟ้อนรำทรงสนพระทัยในวิปัสสนากรรมฐานแต่เยาว์วัยขณะที่พระชนมายุเพียง14พรรษาฝึกฝนจนอินทรียพละฝึกฝนจนอินทรีย์พละแก่กล้าพอควรบรมครูพระเทพโลกอุดร (พระอุตร เถระ)เห็นว่าเจ้าชายท่านนี้เคยเป็นศิษย์ในความอุปการะกันมาจึงมาเข้านิมิตสอนธรรมกรรมฐานโดยต่อเนื่องในสภาพกายทิพย์(มองเห็นได้ด้วยตาใน)จนเห็นว่าบรรลุขั้นทิพยจักศุแล้วจึงปรากฏเป็นกายธรรมมองเห็นได้ด้วยตาเนื้อและสามารถใช้ผัสสะจับต้องได้โดยที่ผู้ศึกษาไม่ถึงจะตู่ว่าเป็นองค์จริงแทบร้อยทั้งร้อยนั้นคือความไม่รู้จริงแล้วคิดว่ารู้สำหรับสำหรับเรื่องนี้พระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว มหาอุปราชแห่งพระราชวังหน้าก็มิได้ทราบความจริงเท่าใดนักเพียงแต่กล่าวกันว่าพระองค์เจ้ายอดยิ่งยศมักจะหายไปคราวหนึ่งๆประมาณ 15–20 วัน คงมีแต่เจ้าจอมมารดาเอมซึ่งเป็นพระชนนีที่ทราบความเป็นไปและในการที่กรมพระราชวังบวรวิชัยชาญเสด็จทิวงคตด้วยโรควักกะ (ไต) พิการในปีพ.ศ.2428นั้นท่านมิได้ทิวงคตจริงแต่บรมครูพระเทพโลกอุดรหรือหลวงปู่ดำพาไปอยู่ด้วยและเสกใบพลูแทนตัวไว้เรื่องออกจะเหลือเชื่อแต่ก็น่าเชื่อเพราะปรากฏหลักฐานยืนยันจากท่านอาจารย์ชาญณรงค์ศิริสมบัติหรือท่านอภิชิโตภิกขุได้ไปพบท่านวังหน้าที่สำนักโลกอุดรแต่ไม่ใช่ถ้ำวัวแดงอย่างที่เล่าลือกันท่านวังหน้า กับ ท่านอาจารย์แจ้งฌาณ 2 รูปเป็นพี่เลี้ยงถ่ายทอดวิชาให้ท่านอภิชิโต มักเรียกว่า “ครูฝึก” โดยปกติหลวงปู่บรมครูเทพโลกอุดรจะมิได้ถ่ายทอดวิชาความรู้ให้โดยตรงต่อเมื่อเรียนจบขั้นหนึ่งๆแล้วท่านจะต้องทอสอบความรู้และรับรองให้เรียนขั้นสูงต่อไปปัจจุบันท่านวังหน้ายังดำรงชีวิตอยู่ประมาณ 150 ปีเศษ ท่านรู้จักผมดีเรียกผมว่า"โยมประถม"ท่านอภิขิโตได้ให้ช่างวาดภาพท่านวังหน้าด้วยถ่านเครยองมองเห็นครั้งแรกเกิดความสนใจคิดว่าเป็นภาพหลวงปู่ใหญ่เพราะเป็นภาพของบรรพขิตแต่กลับเป็นภาพของท่านวังหน้าส่วนภาพที่เห็นกันอยู่ทุกวันนี้เป็นเพียงภาพของพระอิเกสาโรหรือหลวงปู่โพรงโพ พระโลกอุดรองค์ที่ 3 เคยมีผู้นำภาพถ่ายขนาดเล็กมาให้ชมท่านเขียนเป็นภาษาขอมว่า"ไตรโลกอุดร"หมายถีงพระโลกอุดรองค์ที่ 3 ผมเคยเรียนถามหลวงปู่ว่าในการอธิษฐานจิตพระพิมพ์โลกอุดรกรุแรกซึ่งบรรจุในเจดีย์วัดบวรสถานสุธาวาส หรือวัดพระแก้ววังหน้าหลวงปู่ได้มาในสภาพของกายทิพย์ หรือกายธรรมท่านตอบว่าท่านอยู่ในรูปแห่งกายธรรมถามท่านว่าปัจจุบันเหตุใด ท่านไม่เสด็จมาในรูปกายธรรมอีกท่านหัวเราะตอบว่าคนเราในสมัยปัจจุบันไม่เหมือนกับคนในสมัยก่อน

สำหรับรูปที่เห็นกันในปัจจุบันนี้ มี 2 รูป เท่าที่ทราบมา เป็นรูป ของ
ของพระมูนียะเถระเจ้า (หลวงปู่อิเกสาโร)
และหลวงปู่เทพโลกอุดรองค์ที่ 5
ขอขอบพระคุณท่านอาจารย์ประถม อาจสาคร ที่ท่านได้ให้ความรู้เกี่ยวกับหลวงปู่เทพโลกอุดร
ขอท่านทั้งหลายผู้ใฝ่ในธรรมจงถึงพร้อมด้วย ธรรม 4 ประการนี้เทอญ
สัทธาสัมปทา...ความถึงพร้อมด้วยศรัทธา
สีลสัมปทา......ความถึงพร้อมด้วยศีล
จาคสัมปทา.....ความถึงพร้อมด้วยการบริจาค
ปัญญาสัมปทา..ความถึงพร้อมด้วยปัญญา
0



#24 ผู้ใช้ออฟไลน์   ใบโพธิ์ ไอคอน

  • ตอบ 100+
  • Pip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 181
  • สมัคร: 11/09/2006

ตอบ: 15/12/2006 - 16:36

เคยอ่านพบในหนังสือ "สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม" เป็นนิยายเชิงธรรม เกี่ยวพันกับหลวงพ่อจรัญ วัดอัมพวัน สิงห์บุรี ขอบอก อ่านแล้ววางไม่ลงจริงๆ หาซื้อได้ที่SE-ED
0



#25 ผู้ใช้ออฟไลน์   ธรรมดามาก ไอคอน

  • ตอบ 500+
  • PipPip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 630
  • สมัคร: 09/12/2005

ตอบ: 21/12/2006 - 14:55

ไม่มีอะไรคงอยู่จริง
0



#26 ผู้ใช้ออฟไลน์   วัฏฐ์ วงศ์อินทร์ ไอคอน

  • ตอบ 100+
  • Pip
  • กลุ่ม: ยกเลิกการเป็นสมาชิก
  • ตอบ: 179
  • สมัคร: 03/07/2005

ตอบ: 22/12/2006 - 06:22

*** ผมเอาข้อมูลเดิมมาโพสต์ลงให้อ่านใหม่ครับ

เอาละครับ มาฟังเรื่องหลวงปู่โลกอุดร ในทัศนะของผมบ้าง

1. ผมไม่ต้องการไปพิสูจน์เรื่องของหลวงปู่ให้รู้ให้เห็นกับตา เพื่อให้รู้ว่า ท่านมีจริงหรือไม่มีจริง เพราะถ้าผมพิสูจน์ได้จริงก็เป็นความจริงของผม แต่คนที่ยังพิสูจน์ไม่ได้ก็ยังสงสัยเหมือนเดิม

2. แต่ผมก็มีสิทธิที่จะสงสัยและอยากรู้คำตอบ ที่พอจะทำให้ผมคลายความสงสัยได้ระดับหนึ่ง ดังนั้น ผมก็อ่านและศึกษาจากเรื่องที่มีผู้กล่าวถึงหลวงปู่โลกอุดร ก็ศึกษาไปเรื่อย ๆ เหมือนที่เรายังเสียเวลากับการใช้ลมหายใจไปในเรื่องทางโลกทั่ว ๆ ไปได้ และก็พบว่า ครูบาอาจารย์หลายท่านก็พูดถึงเรื่องหลวงปู่โลกเทพอุดร องค์หนึ่งก็ คือ ท่านหลวงพ่อจรัญ ผมพิสูจน์ไม่ได้ครับ แต่เมื่อใช้หลักกาลามสูตร ที่พระพุทธองค์บอกว่า อย่าเพิ่งเชื่อเพราะเป็นครูบาอาจารย์ ผมพิจารณาว่า ท่านก็เป็นพระมีศีลและปฏิปทาจนถึงปัจจุบันนี้ ก็ยังไม่มีอะไรด่างพร้อย และถ้าท่านจะแต่งเรื่องเพื่อหวังลาภสักการะ ลำพังชื่อเสียงคุณความดีขององค์ท่านเอง ก็เลี้ยงพระได้เป็นร้อยเป็นพันรูปแล้ว ผมก็คิดเองว่า คำพูดของท่านน่าจะเชือได้ ดังนั้น น่าจะเป็นไปได้ว่า ท่านหลวงปู่โลกเทพอุดรมีจริง ถ้ามีผู้กล่าวถึงท่านหลวงปู่โลกเทพอุดร ผมก็เคารพในคุณธรรมความดีของท่านไว้ก่อน เพราะเกิดท่านไม่มีจริงผมก็ได้บุญกุศลไม่เสียหายอะไร เพราะเป็นการนึกถึงคุณความดี เหมือนอย่างที่เราถวายข้าวพระพุทธ พระพุทธเจ้าท่านก็ไม่ได้ลงมาฉันข้าวเราสักหน่อย แต่เราก็ได้บุญ

3. จนวันหนึ่งผมก็ได้รับหนังสือชวนทำบุญร่วมทอดกฐินจากคุณหญิงสุรีย์พันธ์ มณีวัตร ไปถวายวัดป่าในภาคอีสาน และผู้ที่ร่วมทำบุญจะได้พระของท่านหลวงปู่โลกอุดรไว้บูชา ผมก็ร่วมทำบุญมา และก็เกิดสงสัยอยากรู้ขึ้นมาอีกว่า ท่านเป็นใครและมีจริงหรือเปล่าหนอ จะไปตามหาพิสูจน์หรือไม่ใช่วิธีนั้นแน่ น่าจะมีวิธีอื่นเลยขอแรงเพื่อนซึ่งเป็นลูกศิษย์ที่ปฏิบัติธรรมกับหลวงปู่องค์หนึ่งในจังหวัดอยุธยา ที่มีความรู้ความสามารถทางสมาธิ โดยผมให้พระที่ได้มาไปและบอกว่า ถ้านั่งสมาธิจิตสงบแล้ว ให้ช่วยอธิษฐานจิตขออัญเชิญบารมีของท่านหลวงปู่โลกเทพอุดร ว่า ท่านมีจริงหรือไม่ และท่านเป็นพระองค์ใด และถ้าพระองค์นี้ท่านสร้างจะใช้ในทางใด โดยให้กราบขอขมาเสียก่อนเพราะเราไม่รู้ว่าท่านมีจริงหรือไม่ ถ้ามีจริงจะได้ไม่เป็นการล่วงเกิน ปรากฏว่า เพื่อนผมบอกว่า ท่านคือ หลวงปู่โลกุตตระที่มาเผยแผ่พระพุทธศาสนากับท่านหลวงปู่โสณะในสุวรรณภูมิตั้งแต่สมัยพระเจ้าอโศก ซึ่งก็เชื่อว่า ท่านเป็นพระอรหันต์ ผมจำรายละเอียดไม่ได้ว่าเพื่อนผมเห็นองค์ท่านหรือได้ยินเสียงของท่าน และพระเครื่องนั้นท่านก็บอกเพียงแต่ว่า ให้ใช้ไปแล้วจะรู้เอง ผมพิจารณาว่า น่าจะเป็นไปได้เพราะชื่อของท่าน โลกุตตระ เรียกไปอาจจะเพี้ยนเป็นโลกเทพอุดร ส่วนเพื่อนผมเชื่อได้แค่ไหน ก็พิจารณาเอาตามคำที่เขาว่า ศีลธรรมรู้ได้ด้วยการอยู่ร่วมกันนั่นแหละ คบกันมาก็รู้นิสัยใจคอ และความสามารถ ผมก็ว่า พอจะน่าเชื่อถือได้นั่นแหละ ดังนั้น ถ้าใครถามผมเรื่องหลวงปู่โลกอุดร ผมก็จะตอบตามความเห็นของผมว่า ท่านน่าจะเป็นหลวงปู่โลกุตตระ เหตุผลก็อย่างที่เล่าให้ฟังละครับ ส่วนพระเครื่ององค์นั้น ผมก็ไว้บูชาไว้บนหิ้งพระ

4. มีคำถามต่ออีก ถ้าสมัยพระเจ้าอโศกถ้าจำไม่ผิดก็น่าจะประมาณ พ.ศ. 500 ท่านไม่อายุสองพันปี ยังมีชีวิตอยู่อีกหรือ ก็ในพระไตรปิฏกยังบอกไว้ว่า ถ้าผู้ปรารถนาจะมีอายุเป็นกัปป์ ท่านที่ทรงอิทธิบาท 4 ก็สามารถทำได้ ดังนั้น ท่านอาจจะมีธาตุขันธ์อยู่ก็ได้ หรือละขันธ์ไปแล้วก็ได้ ถามต่ออีกท่านจะดำรงธาตุขันธ์ทำไมยาวนานขนาดนี้ ท่านอาจจะมีเหตุปัจจัยหรือหน้าที่ภารกิจบางอย่างของท่าน ที่เราไม่มีทางรู้และเข้าใจ เพียงแต่คิดว่า มันอาจเป็นไปได้

5. และการที่ท่านอยู่ในป่าก็ไม่ได้ไปหลบซ่อน หรือทำอะไรที่เร้นลับ ท่านอาจจะอยู่ของท่านอย่างนั้น แม้ท่านในตอนแรกจะมาเผยแผ่พระพุทธศาสนา ย่อมต้องพบปะผู้คน แต่เมื่อเห็นว่า พระพุทธศาสนามั่นคงในดินแดนสุวรรณภูมิแล้ว ท่านก็ให้ผู้อื่นทำงานนี้ต่อไป ส่วนท่านที่อาจจะยังไม่ละขันธ์เพราะอาจมีเหตุผลบางอย่างก็ได้ นิสัยวาสนาเดิมของท่านอาจจะเป็นแบบพระมหากัสสปะที่ชอบธุดงควัตร ชอบอยู่ป่า คนที่มีนิสัยวาสนาหรือเป็นศิษย์อาจารย์กันไปพบเข้า ก็เล่าให้คนในเมืองฟัง คนที่ไม่รู้ไม่เข้าใจ ก็ไปกล่าวว่า ท่านทำหลบ ๆ ซ่อน ๆ ถ้าคิดกันอย่างนี้ ทำไมพระพุทธเจ้าท่านถึงได้ยกย่อง ท่านพระมหากัสสปะที่ในสมัยพุทธกาลก็ไม่ได้ออกจากป่ามาพบผู้คนเท่าไร ในทางถือธุดงควัตรอยู่ป่า แม้สุดท้ายก็ออกมาตอนที่พระพุทธเจ้าปรินิพพานแล้ว และเป็นผู้ริเริ่มการสังคายนา ทำไมพระพุทธเจ้าถึงไม่ตำหนิว่า ท่านว่า มัวไปหลบ ๆ ซ่อนอยู่ในป่า

6. และที่บอกว่า ท่านมีหรือไม่มีก็ไม่สำคัญ ถ้าไม่มีนั้นไม่สำคัญ แต่ถ้ามีนั้นสำคัญแน่ เพราะแค่คนดีธรรมดาเกิดขึ้นมา มีขึ้นมาในโลกก็ถือว่า มีประโยชน์ต่อโลกแล้ว แต่ถ้าท่านมีจริงและเป็นพระอรหันต์ ท่านย่อมมีคุณประโยชน์ต่อโลกและพระพุทธศาสนาอย่างยิ่ง เพราะศาสนาอื่นไม่มีพระอรหันต์แน่ และเมื่อท่านเป็นพระอรหันต์แล้วท่านก็ย่อมทำประโยชน์ให้แก่โลกและพุทธศาสนาอย่างมากมายมหาศาล แต่จะมีประโยชน์กับเราด้วยหรือเปล่า มันก็ขึ้นอยู่สติปัญญาของเราเอง
0



#27 ผู้ใช้ออฟไลน์   นายโจโจ้ ไอคอน

  • ตอบ 3000+
  • PipPipPipPipPip
  • กลุ่ม: ผู้ดูแลระบบ
  • ตอบ: 3818
  • สมัคร: 24/01/2004

ตอบ: 22/12/2006 - 09:31

"คุณโจโจ้" ไม่ได้เข้ามาอ่านกระทู้นี้ จนผ่านไปปีครึ่ง :10: :10: :10:

ไม่ว่าท่านจะมีหรือไม่มีอยู่จริง สิ่งที่สำคัญในมุมมองนายโจโจ้ก็คือ

ถ้าเราไม่สนใจตามหาท่าน เราจะไม่มีทางได้รู้จักท่าน

เช่นเดียวกัน ทั้งสุขและทั้งทุกข์ ก็เกิดในจิตในใจเรานี้ ที่เพียงเราสนใจตามรู้ดูไป ก็จะเข้าถึงความเป็นจริงทั้งปวงได้ด้วยตนเอง

ที่คนจำนวนไม่ทราบมากมายเท่าไหร่เฝ้าตามหาท่าน หวังพึ่งพาท่านใช่หรือไม่

เหตุใดจึงไม่พึ่งตนเอง? ดูเดี๋ยวนี้เลย เราเป็นใคร ต้องการอะไร เพราะอะไร ที่ดิ้นรนแสวงหาความสุข หลบหลีกความทุกข์อยู่ทุกวันนี้ เพราะอะไร จะดิ้นรนไปแสวงหาครูบาอาจารย์ที่ไหนนั้น จะเอาสุข จะไม่เอาทุกข์ใช่หรือไม่ แต่สุขหรือทุกข์มันเกิดที่ครูบาอาจารย์หรือเกิดในใจเราเองนี้

เริ่มที่การทำตนให้เป็นที่พึ่งของตนเอง จนกระทั่งเป็นที่พึ่งของคนรอบข้างให้ได้เสียก่อน จากนั้น ถ้าติดขัดอะไร มีโอกาสเจอกับครูบาอาจารย์เหล่านั้น ค่อยกราบถามท่านตามโอกาสที่เหมาะสมก็ไม่สายครับ

สรุปที่นายโจโจ้แสดงก็คือ ถ้าไม่ดู ก็ไม่มีทางเห็น ถ้าไม่เห็น ก็ไม่มีทางจะรู้

และถ้าไม่รู้ ก็จะหลงต่อไป แสวงหาที่พึ่งเรื่อยไป ซึ่งแม้ว่าจะไปกราบท่าน ท่านก็จะแนะนำให้เราทำตนให้เป็นที่พึ่งตนเอง คือแนะนำให้ดูจิตดูใจนี้เหมือนกัน แล้วจะเสียเวลาไปให้ท่านบอกว่าจะดูใจเราเองยังไงเนี่ยนะ? :10: :10: :10:

ความเชื่อ ก็เป็นแค่ความเชื่อครับ ยังไม่ใช่ความรู้ จะเชื่อมากเพียงใด ก็ไม่ใช่ว่าจะรู้

การปฏิบัติในพุทธศาสนา มุ่งที่รู้ ซึ่งรู้แล้วจะตื่น ตื่นคือไม่หลับและไม่ฝัน และเมื่อตื่นแล้วจะเบิกบานจากการพ้นจากความฝัน พ้นจากความหลงครับ พุทธะ ไม่มีการมุ่งไปในทางที่มีบั้นปลายเพื่อเชื่อสิ่งนอกกายนอกใจเราเองนี้ มีเพียงรู้เท่านั้น :09:
0



#28 ผู้ใช้ออฟไลน์   ถาวร ไอคอน

  • ตอบ 100+
  • Pip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 134
  • สมัคร: 10/08/2005

ตอบ: 01/08/2007 - 16:35

ขอโทษครับท่านทั้งหลาย ผมถาวร เจ้าของกระทู้ หาโอกาสเข้ามาอ่านกระทู้ของตัวเองไม่ได้มานานแล้ว ไม่ทราบด้วยเหตุผลประการใด มันเหมือนเขาลบความเป็นสมาชิกของตนเองทิ้ง ไม่กี่วันมานี้เข้าไปเช็คเมล ปรากฏว่าทางลานธรรมได้ส่งระหัสสมาชิกไปให้ใหม่ จึงเข้ามาได้นี่แหละ

แต่ความจริงผมก็เหินห่างอินเตอร์เน็ตเกิน 1 ปี เพราะมัวแต่ระเหเร่ร่อนไปจังหวัดโน้นจังหวัดนี้ อยู่วัดป่าบ้าง อยู่โรงแรมบ้าง อพาร์ทเม้นท์บ้าง ตามประสาคนเท้าร้อน อย่กับที่ไม่ได้ ไม่รู้เป็นกรรมเวรไหน (ถ้าถามตัวเองก็ด้วยความสมัครใจแหละครับ )
ท่องเที่ยวไป จิตใจก็สงบดี มีความเลื่อนไหวทางร้ธรรมร้ชีวิตดีขึ้นเรื่อย ๆ ยิ่งไปได้หนังสือทางเอกของพระอาจาย์ปราโมทย์ ปาโมชโช มาศึกษา ยิ่งโชคดีใหญ่ โดนใจจริง ๆ เพราะตัวเองก็เดินทางนี้อยู่แล้ว ยิ่งตอกเน้นย้ำถึงการเดินทางของตัวเองว่าถูกทางแล้ว คิดว่าเพื่อนในลานธรรมหลายคนคงได้อ่านหนังสือเล่มนี้แล้ว อย่างน้อยก็ได้ยินชื่อเสียงของพระอาจารย์ปราโมทย์มาแล้ว

ใคร่พูดในบางสิ่งบางอย่างที่ไม่ค่อยสบายใจท่จะพูดจะเขียนเท่าไรนัก ทั้งนี้เพาะไปเกี่ยวข้องกับพระอาจารย์เกษม ซึ่งเป็นเรื่องต้องห้ามของเว็บไซด์แห่งนี้ อยากทำความเข้าใจให้ทราบบางสิ่งบางอย่าง

พระอาจารย์เกษม เป็นพระที่หาได้ยากในเมืองไทยเรา คำสอนของพระคุณท่านครอบคลุมทุกเรื่องราว แล้วแต่คนที่ไปหา ไปถามเรื่องอะไร ท่านจะสอนในเรื่องนั้น แต่ถ้านักปฏิบัติชั้นสูงไปถามแล้ว เราจะได้รับคำตอบที่น่าชื่นใจ คำสอนของท่านไม่ได้แตกต่างจากคำสอนของพระอาจาย์ปราโมทย์ หรือหลวงปู่ครูบาอาจารย์วัดป่าเลย ท่านสามารถแก้ปัญหาของนักปฏิบัติที่ติดขัดให้ลุล่วงไปได้ คือกระจ่างแจ้ง ตรงเป้าหมาย
แต่ทำไม ท่านเป็นที่รังเกียจของผู้คนในลานธรรม จนเจ้าของกระดานลานธรรมสั่งห้ามพูดเรื่องของท่าน

เพราะลูกศิษย์บางคน หรือหลาย ๆ คน นำคำสอนบางเรื่อง ซ่งเป็นเรื่องลี้ลับมาพูดมากเกินไป ไม่ค่อยจะพูดในเรื่องการปฏิบัติ แนวปฏิบัติ แนวดูจิตดูใจ แต่แม้แนวปฏิบัติท่านก็สอนไปตามจริตของคนที่ถาม บางคนชอบคิด ท่านก็สอน"คิดจนวาง" เจ้าลูกศิษย์บางคนก็พาซ่อ เอาเรื่องคิดมาเป็นเรื่องกรรมฐาน ว่าท่านสอนอย่างนี้ ว่าการปฏิบัติให้หลุดให้พ้นมันต้องคิด ๆ ๆ จึงจะเข้าถึงธรรม หาร้ไม่ว่าท่านแนะนำบางคนที่ไปหาท่าน ไม่ใช่หลักการโดยรวม

มีแผ่นซีดีหลายเรื่องที่ท่านสอนการปฏิบัติธรรมชั้นสูง โดยแนะว่า อย่าหนีปัญหา อย่าหนีความคิด อย่าหนีกิเลส ต้องเรียนร้ความทุกข์ อย่าแสวงหาความสุข ถ้าผ่านความทุกข์ไม่ได้จะเห็นธรรมได้ที่ไหน เมือมีความทุกข์ ความสุข ความโลภ ความโกรธ ความหลง หรือธรรมารมณ์อะไรก็แล้วแต่เกิดขึ้น ก็ให้ดูมัน เรียนรู้มัน เรามีหน้าที่เฝ้าดู ไม่มีหน้าที่ไปบังคับให้มันเป็นไปตามใจเราต้องการ เมื่อมันรู้ชัดมันก็ละก็วางของมันเอง เหมือนคนจับของร้อน เมื่อรู้ว่าร้อนมันก็ต้องปล่อยต้องทิ้ง ไมมีใครโง่จับอยู่หรอก แต่ที่ยังจับอยู่ก็เพราะมันยังไม่รู้ว่าเป็นของร้อน การปฏิบัติธรรมอย่าหลงความสงบ อย่าแช่อยู่กับควมสงบ เพราะแม้ความสงบเองมันก็ไม่เที่ยง ความฟุ้งซ่านมันก็ไม่เที่ยง ดังนี้เป็นต้น

จึงขอฝากเรื่องนี้ให้ท่านผู้ดูแลกระดานธรรมพิจารณาไว้ด้วย ควรมิควรแล้วแต่พิจารณา

ในเรื่องหลวงปู่โลกอุดร กราบของพระคุณทุกท่านท่เข้ามาตอบให้แง่คิดเห็นกระจ่าง
อย่างไรก็ตาม ผมได้ถามองค์เทพศักดิ์พระศาตราบดี หรือท้าวเวสวัณ และท้าวกุเวร ว่าหลวงปู่โลกอุดรที่คนแสวงหากันมีจริงหรือไม่ เป็นเทพหรือเป็นคน หรือเป็นพระอริยเจ้า
พระองค์ท่านตรัสตอบว่า พระคุณเจ้าเป็นผู้มีจิตทิพย์ ไม่ใช่เทพ ไม่ใช่คน แต่เป็นพระอริยเจ้า ท่านจะแสดงให้เห็นแบบไหนก็ได้ จะไปไหนมาไหนก็ได้ตามใจปรารถนา แต่ท่านไม่มีภพภูมิ ดังนี้
จะสรุปว่าอย่างไร หมายถึงท่านเป็นพระอรหันต์ท่ยังทรงสังขารเป็นกายทิพย์เช่นนั้นหรือ ผมไม่ได้ซักถามท่านมาก จึงได้คำตอบมาเท่านี้

เรื่ององค์เทพศักดิ์พระศาตราบดี หรือท้าวเวสวัณและท้าวกุเวร มีเรื่องกระจ่างอยู่ในเว็บไซด์ www.sanyasi.org ทานผู้ใดสนใจลองเข้าไปอ่านดู ขอบคุณครับ
0



#29 ผู้ใช้ออฟไลน์   เอกวีร์ ไอคอน

  • ตอบ 500+
  • PipPip
  • กลุ่ม: สมาชิกผู้อ่านอย่างเดียว
  • ตอบ: 629
  • สมัคร: 24/06/2007

ตอบ: 02/08/2007 - 12:28

o มีคนรู้จักมาโพสในนี้ด้วยหรือนี้

o เทวดาหรือ เราเคยเห็น ฟังเขามาเขาก็ว่า เป็นคนที่เคยทำดีแบบพื้นๆทั่วไป ไม่ได้ทำปฏิบัติบูชาด้วยพระสัทธรรม ก็ไปเป็นเทวดากัน หน้าที่หรือ ก็ฟังๆเขามาว่ามีหน้าที่รักษาคนประพฤติดีทำดี อะไรก็ได้ที่เป็นการทำดี ยิ่งเราชักชวนคนเข้าหาพระสัทธรรมได้ยิ่งดี เขายิ่งรักษา ยิ่งชักชวนให้คนที่หลงผิดหันมาลงมือปฏิบัติธรรมได้ ก็แซ่ซ้องสรรเสริญบรรเลงเพลงมีความสุขกับความสุขไปตามประสา ทำไม่ได้ไปมากกว่านั้น พูดๆไปก็สรุปฟันธงลงไปเลยว่า มีหน้าที่แท้จริงคือเสพสุข เรากราบเทวดาก็ด้วยเหตุผลนี้ ไม่ใช่ไม่คิดกราบนะ เรากราบ เราเคารพ

o ส่วนเรื่องเทวดามาให้เราส่งผลบุญใดๆให้นี้ออกจะแปลกไปหน่อย ถ้าเขามีหน้าที่มาตามรักษาเรา แล้วเราต้องเอาผลบุญส่งให้ เขาก็เข้าข่ายประพฤติหน้าที่โดยไม่ชอบ ทำดีหวังผล กิเลสนะนั้น เทวดามีกิเลสพื้นแบบนี้ด้วยหรือ ที่เขาเสพสุขนั้นก็ไม่ใช่เพราะเขาแสวงหานะ เขาเพียงแต่เสพผลบุญที่ได้ทำไว้แล้ว ไม่มีการสร้างเพิ่มได้อีก ไม่มีการได้รับเพิ่มได้อีก เพราะถ้าทำได้อีกสงสัยไม่ได้ลงมาอีก นี่ก็เท่ากับว่า สววรค์เที่ยง ซึ่งก็ผิดหลักการอีก สวรรค์ก็น่าจะไม่เที่ยงด้วย อันนี้ต้องถามท่าน Vicha แล้วกระมังว่า สวรรค์ไม่เที่ยงเป็นอย่างไร เห็นเล่านิทานไว้ให้ฟังเล่นๆไว้เหมือนกัน อยู่ดีๆเวลาบนสววรค์ก็หายวับไม่ล่ำไม่ลา

o การที่ให้เราทำดีแล้วส่งผลบุญให้ ก็เหมือนกับหวังส่วนบุญนั้นไปเสริมสร้างอะไรบางอย่างแก่ตัวให้เข้มแข็งให้จีรัง ให้มีอนุภาพ ก็น่าจะพิจารณาไปอีกด้าน ก็สิ่งที่เขาต้องการเอาไปเสริมสร้างตัวเขาเองก็รักษาไว้ไม่ได้ ทำให้เที่ยงไม่ได้ ยังไม่เห็นอีกหรือว่ามันไม่เที่ยง นี่จะยังมาขอจากคนอื่นอีก ก็แปลกดี ใยดูเหมือนสิ้นสติ สิ้นสมาธิ สิ้นปัญญาด้วยตัวเองได้ขนาดนั้น อย่างนี้เราเอามาเป็นอุบายธรรมในการปฏิบัติธรรมของเราดีกว่า ในเมื่อสติ สมาธิ ปัญญา เสื่อมได้ขนาดนั้น ก็เร่งทำด้วยตัวเองให้มันสุดๆ สุดๆแล้วถ้ามันยังไม่เที่ยงอีก ก็โยนทิ้งไปเถอะ เหนื่อยเปล่าๆ มาหลอกเราชัดๆ นั้นแหละปัญญาหลุดพ้น นั้นแหละปัญญาที่ควรถามหา นั้นแหละปัญญาที่ควรเคารพ เอ้ามันอยู่ที่ใครหว่า ตัวเรานี้ !

o นี้ถ้าเราเคารพ กราบตัวเองได้ขนาดนั้น เทวดาที่มาคุ้มครองเรา เขาจะได้บุญหรือไม่ได้บุญ ก็เป็นเรื่องของเขาแล้วหละ แต่ไม่ใช่มาขอ มาทักท้วง มาทวงแน่นอน ถ้าทำแบบนั้นก็เหมือนมาหลอกลวง มายักยอก มาขโมยกัน ไม่น่าเป็นวิสัยของเทวดาเลย

o แล้วใครสอนให้ยกบุญให้เทวดา ก็น่าจะเอาเทวดามาอ้างอย่างผิดๆ เอาอริยะเจ้ามาอ้างอย่างผิดๆ เพื่ออะไรกัน เทวดาองค์ไหนกัน สงสัยจะเดินดิน นี้คำถามนะ อย่าแปลเป็นอย่างอื่น เราสังวรดีอยู่

การโพสต์นี้ได้ถูกแก้ไขโดย เอกวีร์: 02/08/2007 - 12:39

0



#30 ผู้ใช้ออฟไลน์   ระนาด ไอคอน

  • ตอบ 1000+
  • PipPipPip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 1971
  • สมัคร: 06/11/2005

ตอบ: 02/08/2007 - 13:15

อ้างอิง (สาราณียธรรม @ 07 ก.ย. 48 - 14:16)



ดังนั้น คุณควรทำกิจธุระของตนโดยชอบเถิดนะครับ    ธุระในพระพุทธศาสนานี้นั้น แบ่งเป็น ๒ ธุระ คือ   
๑.คันถธุระ  ธุระฝ่ายคัมภีร์, ธุระคือการเรียนพระคัมภีร์, การศึกษาปริยัติธรรม
๒. วิปัสสนาธุระ  ธุระฝ่ายวิปัสสนา, ธุระด้านการเจริญวิปัสสนา, กิจพระศาสนาในด้านการบำเพ็ญวิปัสสนากรรมฐาน 


:09: สาธุครับ :09:

คุณสาราณียธรรมกล่าวดีแล้วครับ

:09:
0



#31 ผู้ใช้ออฟไลน์   นายนก ไอคอน

  • ตอบ 500+
  • PipPip
  • กลุ่ม: สมาชิกผู้อ่านอย่างเดียว
  • ตอบ: 585
  • สมัคร: 05/03/2004

ตอบ: 03/08/2007 - 15:52

ท้าวสักกเทวราช(และสุชาดาเทพธิดา) ก็เคยปลอมเป็นคนแก่ เพื่อลวงถวายอาหารแก่พระมหากัสสปะ ที่ออกจากนิโรธสมาบัติ

..เทพธิดาข้าวตอก ก็อยากจะมาอุปัฏฐากพระมหากัสสปะ เพื่อทำบุญกุศลของตนให้ยิ่ง

สรุป มีอยู่หลายเรื่องที่เทวดา ก็ปรารถนาผลบุญ (ไม่อิ่มในการทำกุศลผลบุญ)

(..แม้กระทั่งเรื่องการแสดงธรรม หลังแสดงธรรมจบ ก็ขอให้ส่วนบุญแก่เทวดาบ้าง ท้าวสักกะ เป็นผู้ทูลขอพรกับพระพุทธเจ้า ...อาตมาขอย่อเอาแต่ใจความ ที่เคยอ่านเรื่องมา)

ขอแนะนำลองให้อ่านดูบ้าง ..เล่ม 40 เป็นต้นไป (เล่มอื่น ๆ ก็คงพอมีอยู่) เป็นเกี่ยวกับธรรมบทชาดก (ฉบับของมหามกุฏ)

...มหา เคยอยากเห็นเทพบุตร เทพธิดา (แห่ะ ๆ เคยนึกอยากไปกราบ จุฬามณี แต่ไปไม่เป็น :01: ไม่มีใครช่วยพาไปเลย)

..ได้แต่บ่นอยากเห็น อยากเป็น อยากไป แต่ก็ไม่เคยเห็นใครพาไป รับรู้แต่สัมผัสความเย็นของฟ้าฝนเท่านั้นเอง

...เฮ้อ มีแต่อยาก เมื่อไหร่จะหยุดอยากซักที (อยากให้เทวดาพาไปจัง :16: :14: )
0



#32 ผู้ใช้ออฟไลน์   wit ไอคอน

  • ตอบ 6000+
  • PipPipPipPipPipPipPipPip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 6368
  • สมัคร: 30/06/2005

ตอบ: 03/08/2007 - 16:31

เรื่องหลวงปู่เทพโลกอุดรนี้ผมเคยอ่านจากในหนังสือ "หลวงปู่บรมครูพระครูธรรมเทพโลกอุดร" ของ คุณไทยดำ และก็หนังสือเกี่ยวกับประวัติของหลวงพ่อจรัลที่เรียบเรียงโดย ดร.สุทัสสา อ่อนค้อม ก็มีเนื้อหาที่หลากหลายน่าสนใจอยู่ ใครอยากทราบเรื่องราวอย่างละเอียดก็ลองหามาอ่านดูได้ครับ
0



#33 ผู้ใช้ออฟไลน์   ประสกใต้โพธิ์ ไอคอน

  • ตอบไม่มาก
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 38
  • สมัคร: 26/11/2004

ตอบ: 10/08/2007 - 17:46

เกี่ยวกับเรื่องนี้ ผมได้สนทนาธรรมกับท่านอาจารย์เกรียงศักดิ์ เทศถมทรัพย์ ซึ่งท่านเป็นผู้หนึ่งที่ฉกาจฉกรรจ์ในเรื่องของมโนมยิทธิ (ท่านเป็นลูกศิษย์ของหลวงพ่อฤาษีลิงดำ) ท่านเล่าว่าประมาณปี 2536 ท่านออกไปจับจ่ายซื้อหากับข้าวที่ตลาดพงษ์ทรัพย์ (อยู่ตรงกับข้ามหน้าบ้านนายบรรหาร(อดีตนายกฯ) เป็นกิจวัตรปกติของท่าน มีอยู่วันหนึ่ง ท่ามกลางผู้คนมากมายที่กำลังจับจ่ายหาซื้อข้าวปลาอาหาร ก็ปรากฏร่างของชายผู้หนึ่ง ซึ่งตามสายตาชาวบ้านใคร ๆ ก็ต้องมองออกว่าเป็น "คนบ้า" ในมือก็มีข้าวของพะรุงพะรัง เสื้อผ้าเนื้อตัวก็เปรอะเปื้อนขะมุกขะมอม แล้วก็เดินตรงรี่เข้ามาหา อ.เกรียงศักดิ์ ผู้คนก็พากันแตกฮือจนต้องแหวกทางเดินให้ พลันที่ อ.เกรียงศักดิ์ เหลือบไปเห็นเข้า ก็รู้ได้ในทันทีไม่ใช่คนบ้า แต่ก็ตกใจอยู่ไม่น้อย ที่จู่ ๆ ชายผู้นี้เดินเข้ามาแล้วก็มาหยุดยืนอยู่ข้าง ๆ ตัว ตอนนั้นก็ทำอะไรไม่ถูก ครั้นจะทรุดตัวลงไปกราบก็ทำไม่ได้ ด้วยเกรงครหาจากสายตาชาวบ้านย่านตลาด จึงจำเป็นต้องใช้วิชามโนมยิทธิ ถอดกายในออกไปนั่งคุกเข่าลงตรงหน้าท่าน ก้มกราบนมัสการพลางเรียนถามว่า "กระผมทราบดีว่าเป็นหลวงพ่อพระเทพโลกอุดร หลวงพ่อปรากฎกายในลักษณะนี้ทำไมครับ " องค์ท่านได้เมตตาตอบว่า "ข้าบังเอิญผ่านมาทางนี้ เห็นแกเข้าก็เลยปรากฏกายออกมา เพื่อทดสอบแกเท่านั้น เมื่อแกรู้ได้โดยฉับพลันอย่างงี้ก็ดีแล้ว ดีใจด้วยที่ไม่ละทิ้งการปฏิบัติพระกรรมฐานและยึดแนวทางคำสอนเอาไว้ได้ " หลังจากที่คุยกันทางจิตแล้ว องค์ท่านในภาพลักษณ์ของคนบ้า ก็เดินผละจากไปในซอยทิวไผ่งามต่อไป

ในประวัติของ อ.เกรียงศักดิ์ ท่านเคยอุปสมบทอยู่ในผ้ากาสาวพัตร์ เคยปฏิบัติกรรมฐานคลุกคลีเป็นลูกศิษย์ของพระเดชพระคุณหลวงพ่อฤาษีลิงดำอยู่หลายปี เคยออกธุดงด์จาริกไปในที่ต่าง ๆ และในห้วงเวลาของการที่ได้ออกธุดงค์นี้ ก็ได้เคยพบองค์ท่านพระครูเทพโลกอุดรมาแล้วหลายวาระ แม้รูปลักษณ์ภายนอกขององค์ท่านจะแสดงออกมาในลักษณะรูปใดก็ตาม หากกระแสความสว่างไสวภายใน ที่แผ่ออกมาจากองค์ท่านจะเหมือนกันทุกครั้งไป
0



#34 ผู้ใช้ออฟไลน์   อนิสา ไอคอน

  • ตอบ 100+
  • Pip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 113
  • สมัคร: 26/05/2007

ตอบ: 12/08/2007 - 14:13

อันนี้ขึ้นอยู่กับศรัทธาแต่ละคนค่ะ โดยส่วนตัวศรัทธา100%เต็มในหลวงปู่โลกอุดร เป็นปัจจตัง รู้ได้เฉพาะตน ไม่สามารถเอามาเล่าในกระทู้ได้ค่ะ หลวงปู่โลกอุดรท่านมีเมตตามากๆๆๆๆๆๆค่ะ
0



#35 ผู้ใช้ออฟไลน์   ake ไอคอน

  • ตอบ 1000+
  • PipPipPip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 1983
  • สมัคร: 05/02/2004

ตอบ: 16/08/2007 - 12:59

[ขอ สรุปและ ขออนุญาต ปิดกระทู้นะครับ]

เนื่องด้วยกระทู้นี้ มีลักษณะชวนให้ ฟุ้งเสียมาก อย่างที่คุณ JoJo กล่าวแหละครับ ว่าต่อให้ไปเจอท่านจริง ท่านก็จะสอนมาที่การดูเข้ามาที่ตนเอง

การที่เราไปฟุ้ง แสวงหาครูบาอาจารย์ไปเรื่อยๆ คงไม่มีประโยชน์อันใดมาก

_/\_
0



คำตอบต่อไป: ไม่มี
  • (2 หน้า)
  • +
  • 1
  • 2
  • คุณไม่สามารถตั้งกระทู้ใหม่ได้
  • กระทู้นี้ถูกล็อค

1 ผู้ใช้กำลังอ่านกระทู้นี้
0 สมาชิก, 1 ผู้เยี่ยมชม, 0 ผู้ใช้ที่ไม่ระบุชื่อ