ลานธรรมเสวนา: ศีล!เครื่องวัดความเป็นพระอรียะบุคคล? - ลานธรรมเสวนา

เข้าไปดูเนื้อหา

  • (3 หน้า)
  • +
  • 1
  • 2
  • 3
  • คุณไม่สามารถตั้งกระทู้ใหม่ได้
  • กระทู้นี้ถูกล็อค

ศีล!เครื่องวัดความเป็นพระอรียะบุคคล?

#0 ผู้ใช้ออฟไลน์   อ๊อด ไอคอน

  • ตอบไม่มาก
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 7
  • สมัคร: 19/09/2004

ตอบ: 22/09/2004 - 21:15

ขอรบกวนท่านผู้รู้ทั้งหลายช่วยไขข้อข้องใจผมหน่อยนะครับว่า
ผู้ที่ทำผิดศีลง่ายๆอย่างศีล 5 (เช่นข้อปานาติบาต)อาจจะเป็นการตบยุงหรือบี้มดที่มากัดเป็นเครื่องวัดได้หรือไม่ครับว่าขณะนั้นผู้นั้นไม่ใช่พระอริยบุคคล
ขอแถมอีกนิดครับพระอรหันต์จะมีการหัวเราะจนเห็นฟันด้วยอาการสนุกสนานหรือเปล่าครับ
0


  • (3 หน้า)
  • +
  • 1
  • 2
  • 3
  • คุณไม่สามารถตั้งกระทู้ใหม่ได้
  • กระทู้นี้ถูกล็อค

การตอบอื่นๆต่อกระทู้นี้



#1 ผู้ใช้ออฟไลน์   ภพฺพาคมโน ไอคอน

  • ตอบ 1000+
  • PipPipPip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 1503
  • สมัคร: 27/01/2004

ตอบ: 24/09/2004 - 14:03

พระอริยบุคคลจะไม่ผิดศีลเป็นอันขาดค่ะ แม้แต่ตบยุง
พระอรหันต์จะไม่หัวเราะจนเห็นฟันด้วยอาการสนุกสนานค่ะ
0



#2 nattapong

  • กลุ่ม: ผู้เยี่ยมชม

ตอบ: 24/09/2004 - 21:01

ผู้ที่สามารถปฏิบัติหลักมนุษยธรรมได้ครบก็สามารถเป็นพระอริยบูคคลได้
0



#3 .ใหม่

  • กลุ่ม: ผู้เยี่ยมชม

ตอบ: 25/09/2004 - 10:11

ผู้มีสติสมบูรณ์แล้ว การกระทำเป็นเพียงกริยาจิต ข้อปาณาไม่มี แต่การแสดงของท่านแล้วแต่ท่านจะทำให้เราดู หากจิตเราจับจ้องท่าน ท่านก็รู้ท่านอาจแสดงสวนความนึกคิดเรา หรือทำตามความนึกคิดเราก็ได้ ปุถุชนจึงไม่รู้จักท่าน เว้นแต่ผู้มีจิตปัญญาเท่ากันจะรู้กันโดยไม่ต้องถาม จิตเป็นสากลผู้เท่าทันจิตจึงรู้ความนึกคิดสัตว์ทั้งโลก
0



#4 สร

  • กลุ่ม: ผู้เยี่ยมชม

ตอบ: 25/09/2004 - 17:18

แปลกจริงนะ คุณความคิดเห็นที่ ๑ เลิกเสียทีเถอะ ไอ้ความคิดที่ว่า พระอรหันต์จะไม่หัวเราะจนเห็นฟันน่ะ ไปได้ยินมาจากไหนกันครับ ว่าท่านจะไม่มีทางหัวเราะจนเห็นฟัน เลิกคิดอะไรอยู่ในกรอบเสียทีเถิดครับ เอาการหัวเราะจนเห็นฟันมาตัดสินคนว่าไม่ใช่อรหันต์ หรือถ้าแน่ใจนัก ก็แสดงว่าคุณเองเป็นอรหันต์ ถ้าอย่างนั้นก็ต้องขออภัยมาล่วงหน้าครับ แต่ถ้าไม่แน่ใจ อย่าแสดงออกมาดีกว่าครับ
หลวงตาบัวท่านหัวเราะจนเห็นฟันทั้งบนและล่างเลยครับ จนน้ำหมากท่านกระเด็นออกมาเลย (ผมเคยเห็นกับตา) ส่วนพระรูปอื่นๆที่พวกเราเชื่อกันว่าท่านปฏิบัติดี ท่านก็หัวเราะจนเห็นฟันกันถมไป อย่างหลวงพ่อชาน่ะ ท่านหัวเราะก๊ากเลยล่ะครับ ทำไมคนเราจึงมองโลกแคบอย่างนี้ ผมล่ะกลุ้มใจแทนคุณจริงๆ
ปล.ผมไม่ได้บอกว่า ท่านเหล่านี้เป็นพระอรหันต์นะครับ เพราะผมคุณธรรมยังไม่ถึงท่าน แต่อย่างน้อย ในพระไตรปิฎกก็ไม่ได้เคยบอกไว้เลยนะครับ ว่าพระอรหันต์ยิ้มเห็นฟันไม่ได้ อย่ามาตั้งทฤษฎีแปลกๆแบบนี้เลยครับ
0



#5 ผู้ใช้ออฟไลน์   อุบาสิกา1 ไอคอน

  • ตอบ 500+
  • PipPip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 596
  • สมัคร: 07/09/2004

ตอบ: 25/09/2004 - 20:06

อริยบุคคลอากัปกิริยา เหมือนปุถุชนธรรมดา ขาดเจตนาในการทุศีลใดๆ ในทุกขณะจิต ดังนั้น ไม่ว่าศีลที่ข้อ ข้อใดก็ไม่ขาด

การกระทำใดๆ ก็เหมือนคนธรรมดา เพราะอะไร ทำไมต้องทำตนให้แตกต่างจากเดิมด้วยล่ะในเมื่อ ความเป็นอริยะ อยู่ที่ใจไม่ใช่ กิริยา
0



#6 ผู้ใช้ออฟไลน์   ฐานาฐานะ ไอคอน

  • ตอบไม่มาก
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมทั่วไป
  • ตอบ: 65
  • สมัคร: 23/01/2004

ตอบ: 28/09/2004 - 09:48



เข้าใจว่า ข้อความบรรทัดที่ 2 ของ คุณ shi63 ความคิดเห็นที่ 1
นำมาจาก พระสูตรชื่อว่า โรณสูตร
จึงจะได้นำมาแสดงตามลำดับ ถัดไป

อย่างไรก็ตาม การแสดงธรรม หรือความคิดเห็น ควรได้อ้างอิงแหล่งที่มาด้วย
เพื่ออนุเคราะห์แก่ผู้ฟัง ผู้อ่าน และแก่ผู้ที่ใคร่ต่อการศึกษาค้นคว้าต่อไป ดังนี้ :-


พระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๐ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๒
อังคุตตรนิกาย เอก-ทุก-ติกนิบาต


โรณสูตร
[๕๔๗] ดูกรภิกษุทั้งหลาย การขับร้อง คือ การร้องไห้ในวินัยของพระอริยเจ้า
การฟ้อนรำ คือ ความเป็นบ้าในวินัยของพระอริยเจ้า
การหัวเราะจนเห็นฟันพร่ำเพรื่อ คือ ความเป็นเด็กในวินัยของพระอริยเจ้า
เพราะเหตุนั้นแหละ จงละเสียโดยเด็ดขาดในการขับร้องฟ้อนรำ
เมื่อท่านทั้งหลายเบิกบานในธรรม ก็ควรแต่ยิ้มแย้ม ฯ

อติตตสูตร
[๕๔๘] ดูกรภิกษุทั้งหลาย ความอิ่มในการเสพสิ่ง ๓ อย่างไม่มี
๓ อย่างเป็นไฉน คือ
ในการเสพความหลับ ๑
ในการดื่มสุราและเมรัย ๑
ในการเสพเมถุนธรรม ๑
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ความอิ่มในการเสพสิ่ง ๓ อย่างนี้แลไม่มี ฯ

กูฏสูตรที่ ๑
[๕๔๙] ครั้งนั้นแล อนาถบิณฑิกคฤหบดีได้เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ประทับ ถวายบังคมพระผู้มีพระภาคแล้ว นั่ง ณ ที่ควรส่วนแห่งหนึ่ง
ครั้นแล้ว พระผู้มีพระภาคได้ตรัสกะเขาว่า ดูกรคฤหบดี เมื่อบุคคลไม่รักษาจิต แม้กายกรรมก็เป็นอันไม่รักษา แม้วจีกรรมก็เป็นอันไม่รักษา แม้มโนกรรมก็เป็นอันไม่รักษา
เมื่อเขาไม่รักษากายกรรม ไม่รักษาวจีกรรม ไม่รักษามโนกรรม แม้กายกรรมก็เป็นอันชุ่มแล้ว แม้วจีกรรมก็เป็นอันชุ่มแล้ว แม้มโนกรรมก็เป็นอันชุ่มแล้ว
เมื่อเขามีกายกรรมชุ่ม มีวจีกรรมชุ่ม มีมโนกรรมชุ่ม แม้กายกรรมก็เป็นของเสีย แม้วจีกรรมก็เป็นของเสีย แม้มโนกรรมก็เป็นของเสีย
เมื่อเขามีกายกรรมเสีย มีวจีกรรมเสีย มีมโนกรรมเสีย การตายก็ไม่ดี การทำกาละก็ไม่งาม

ดูกรคฤหบดี เปรียบเหมือนเมื่อเรือนซึ่งมุงไว้ไม่ดี แม้ยอดเรือนก็เป็นอันไม่ได้รักษา แม้ไม้กลอนก็เป็นอันไม่ได้รักษา แม้ฝาเรือนก็เป็นอันไม่ได้รักษา
แม้ยอดเรือนก็เป็นอันถูกฝนรั่วรด แม้ไม้กลอนก็เป็นอันถูกฝนรั่วรด แม้ฝาเรือนก็เป็นอันถูกฝนรั่วรด
แม้ยอดเรือนก็เป็นของผุ แม้ไม้กลอนก็เป็นของผุ แม้ฝาเรือนก็เป็นของผุ ฉันใด
ดูกรคฤหบดี เมื่อบุคคลไม่รักษาจิตไว้ ก็ฉันนั้นเหมือนกัน ฯลฯ ความตายก็ไม่ดี การทำกาละก็ไม่งาม

ดูกรคฤหบดี เมื่อบุคคลรักษาจิตไว้ แม้กายกรรมก็เป็นอันรักษา แม้วจีกรรมก็เป็นอันรักษา แม้มโนกรรมก็เป็นอันรักษา
เมื่อเขารักษากายกรรม รักษาวจีกรรม รักษามโนกรรม แม้กายกรรมก็เป็นอันไม่ชุ่ม แม้วจีกรรมก็เป็นอันไม่ชุ่ม แม้มโนกรรมก็เป็นอันไม่ชุ่ม
เมื่อเขามีกายกรรมไม่ชุ่ม มีวจีกรรมไม่ชุ่ม มีมโนกรรมไม่ชุ่ม แม้กายกรรมก็เป็นอันไม่เสีย แม้วจีกรรมก็เป็นอันไม่เสีย แม้มโนกรรมก็เป็นอันไม่เสีย
เมื่อเขามีกายกรรมไม่เสีย มีวจีกรรมไม่เสีย มีมโนกรรมไม่เสีย ความตายก็ดี การทำกาละก็งาม

ดูกรคฤหบดี เปรียบเหมือนเมื่อเรือนซึ่งมุงไว้เรียบร้อย แม้ยอดเรือนก็เป็นอันรักษา แม้ไม้กลอนก็เป็นอันรักษา แม้ฝาเรือนก็เป็นอันรักษา
แม้ยอดเรือนก็ไม่ถูกฝนรั่วรด แม้ไม้กลอนก็ไม่ถูกฝนรั่วรด แม้ฝาเรือนก็ไม่ถูกฝนรั่วรด
แม้ยอดเรือนก็เป็นของไม่ผุ แม้ไม้กลอนก็เป็นของไม่ผุ แม้ฝาเรือนก็เป็นของไม่ผุ ฉันใด
ดูกรคฤหบดี เมื่อบุคคลรักษาจิตไว้ ก็ฉันนั้นเหมือนกัน ฯลฯ ความตาย ก็ดี การทำกาละก็งาม ฯ

-- --- --- --- --- --- --- --- ---- --- -- --- -- -- -- -- --- --- -- -- -- --- -- ---

ที่มา :-
พระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๐ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๒
อังคุตตรนิกาย เอก-ทุก-ติกนิบาต
โรณสูตร, อติตตสูตร และกูฏสูตรที่ ๑
http://84000.org/tip...0&A=6845&Z=6883


0



#7 ผู้ใช้ออฟไลน์   สาราณียธรรม ไอคอน

  • ตอบ 1000+
  • PipPipPip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 1433
  • สมัคร: 24/01/2004

ตอบ: 28/09/2004 - 14:45

คุณ(shi63) ความเห็นที่ 1กล่าวไว้บรรทัดที่สองไว้ว่า "พระอรหันต์จะไม่หัวเราะจนเห็นฟันด้วยอาการสนุกสนานค่ะ"

ต่อมาคุณ(สร)ความคิดเห็นที่ 5 กล่าวไว้ว่า " เลิกเสียทีเถอะ ไอ้ความคิดที่ว่า พระอรหันต์จะไม่หัวเราะจนเห็นฟันน่ะ ไปได้ยินมาจากไหนกันครับ"

ต่อมาคุณ(ฐานาฐานะ)ความคิดเห็นที่ 8 ได้ยกพุทธพจน์ ในโรณสูตรมี link ไว้ เพื่อเป็นเกณท์ที่ดี ในการวินิจฉัย

..................................................

ผมจึงได้ นำอรรถกามาขยายไว้ เพื่อให้เกิดความชัดเจนยิ่งขึ้นในเรื่องนี้ ดังนี้


การยิ้มแย้มและการหัวเราะนั้น ในคัมภีร์อลังการ ได้จำแนกไว้เป็น ๖ อย่าง คือ
๑. สิตะ ยิ้มอยู่ในหน้า ไม่เห็นไรฟัน
๒. หสิตะ ยิ้มแย้มพอเห็นไรฟัน
๓. วิหสิตะ หัวเราะเบาๆ
๔. อุปหสิตะ หัวเราะจนกายไหว
๕. อปหสิตะ หัวเราะจนน้ำตาไหล
๖. อติหสิตะ หัวเราะจนสั่นพริ้วและโยกโคลงไปทั้งตัว

สิตะ และ หสิตะ
เป็นการยิ้มแย้มของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พระปัจเจกพุทธเจ้าและพระอรหันต์ทั้งหลาย ที่เรียกว่าหสิตุปปาทจิต แม้จะโสมนัสไม่ถึงกับหัวเราะจนมีเสียง
ส่วนพระอนาคามี พระสกทาคามี พระโสดาบันตลอดจนปุถุชนทั่วๆ ไป เพียงแต่ยิ้มแย้ม ไม่ถึงกับหัวเราะก็มีได้ แต่ไม่เรียกว่ายิ้มแย้มด้วยหสิตุปปาทจิต

วิหสิตะ และ อุปหสิตะ
เป็นการหัวเราะของพระอนาคามี พระสกทาคามี พระโสดาบัน และกัลยาณชน ตลอดจนปุถุชนทั่วๆ ไปเกิดขึ้นได้

อปหสิตะ และ อติหสิตะ
เป็นการหัวเราะของบุคคลชั้นต่ำ พาลบุคคลไร้สติ น้อยด้วยสัมปชัญญะ

อ้างอิง
คัมภีร์พระอภิธัมมัตถสังคหะ (ซึ่งได้ยก คัมภีร์อลังการ เข้ามาแสดงไว้้้้)
http://aphidham.mcu..../prariset1.html ดูเรื่อง "การยิ้มและหัวเราะ"
[img]http://upic.me/i/f4/enbayyi1.gif[/img]
[color="#000000"][size="4"]ทานที่มีผลมาก มีอานิสงส์มาก(อ.ประณีต ก้องสมุทร)[/size][/color] http://84000.org/tipitaka/book/bookpn01.html

[color="#000000"][size="4"]ศีลเป็นอาภรณ์อันประเสริฐ(อ.ประณีต ก้องสมุทร)[/size][/color]http://84000.org/tipitaka/book/bookpn02.html

[color="#000000"][size="4"]เป็นมนุษย์นี้แสนยาก(อ.ประณีต ก้องสมุทร)[/size][/color]http://84000.org/tipitaka/book/bookpn03.html

[color="#000000"][size="4"]ใครลิขิตชีวิตเรา(อ.ประณีต ก้องสมุทร)[/size][/color]http://84000.org/tipitaka/book/bookpn04.html

[color="#000000"][size="4"]อยู่ด้วยความรัก(อ.ประณีต ก้องสมุทร)[/size][/color]http://84000.org/tipitaka/book/bookpn07.html

[color="#000000"][size="4"]ชีวิตนี้น้อยนัก(อ.ประณีต ก้องสมุทร)[/size][/color]http://84000.org/tipitaka/book/bookpn05.html

[color="#000000"][size="4"]ดับร้อน(อ.ประณีต ก้องสมุทร)[/size])[/color]http://84000.org/tipitaka/book/bookpn08.php

[color="#000000"][size="4"]สิ่งที่เป็นมงคล(มงคล ๓๘ )(อ.ประณีต ก้องสมุทร)[/size][/color]http://84000.org/tipitaka/book/bookpn06.html

[color="#000000"][size="4"]นานาปัญหา ๕๑ ข้อ(คณะสหายธรรม)[/size][/color]http://84000.org/tipitaka/book/nana.php

[color="#000000"][size="4"]ปฏิบัติธรรมวัดผลอย่างไร “ปฏิบัติธรรมให้ถูกทาง”(ประยุทธ์ ปยุตฺโต)[/size][/color] http://www.dharma-gateway.com/monk/preach/lp-prayuth/lp-prayuth-01.htm


[size="4"]Everything we hear is an opinion, not a fact. Everything we see is a perspective, not the truth.[b]Marcus Aurelius[/b] [/size]
[img]http://upic.me/i/fj/thelordbuddha22.gif[/img]----[img]http://upic.me/i/3w/lordteach.gif[/img]
0



#8 สร

  • กลุ่ม: ผู้เยี่ยมชม

ตอบ: 28/09/2004 - 16:13

คัมภีร์อลังการและอรรถกถานั้น เป็นพุทธพจน์หรือเปล่าครับ หรือเป็นอรรถกถาจารย์แต่งไว้ ขอข้อมูลด้วยครับ
0



#9 ผู้ใช้ออฟไลน์   กอบ ไอคอน

  • ตอบ 10000+
  • PipPipPipPipPipPipPipPipPipPip
  • กลุ่ม: ผู้ดูแลระบบ
  • ตอบ: 12317
  • สมัคร: 23/01/2004

ตอบ: 28/09/2004 - 16:42

อ้างอิง
การยิ้มแย้มและการหัวเราะนั้น ในคัมภีร์อลังการ ได้จำแนกไว้เป็น ๖ อย่าง คือ
       ๑. สิตะ       ยิ้มอยู่ในหน้า ไม่เห็นไรฟัน
       ๒. หสิตะ     ยิ้มแย้มพอเห็นไรฟัน
       ๓. วิหสิตะ   หัวเราะเบาๆ
      ๔. อุปหสิตะ  หัวเราะจนกายไหว
      ๕. อปหสิตะ  หัวเราะจนน้ำตาไหล
      ๖. อติหสิตะ  หัวเราะจนสั่นพริ้วและโยกโคลงไปทั้งตัว


ไม่ทราบว่า การจำแนกนี้ มีในคัมภีร์ชั้นเดิม คือพระวินัย พระสูตร และพระอภิธรรมหรือเปล่าครับ คือไม่ได้คิดคัดค้านอะไรครับ เพียงแต่ไม่เคยเจอครับ สงสัยอ่านไม่ทั่วถึง
--------------------------

การโพสต์นี้ได้ถูกแก้ไขโดย กอบ: 28/09/2004 - 16:51

ไวรัสเรียกค่าไถ่ จะทำการเข้ารหัสไฟล์ในคอมพิวเตอร์ของเราทั้งหมดโดยเฉพาะไฟล์เอกสาร ทำให้เปิดใช้ไฟล์ไม่ได้ทั้ง Harddisk

ตอนนี้ทาง kaspersky ออกตัวถอดรหัสมาให้ครับ
ใครที่เจอไวรัสพวกนี้ ลองเข้าไปโหลดตัวแก้ไข ที่นี่นะครับ
http://support.kaspersky.com/viruses/utility#
0



#10 นิรนาม

  • กลุ่ม: ผู้เยี่ยมชม

ตอบ: 28/09/2004 - 17:31

การยิ้มและการหัวเราะ

การยิ้มและการหัวเราะ ย่อมเกิดแก่บุคคลทั้งหลาย ในลักษณะที่แตกต่างกัน ในคัมภีร์อลังการ ท่านจำแนกไว้เป็น ๖ อย่าง คือ
๑. สิตะ ยิ้มอยู่บนใบหน้า ไม่เห็นไรฟัน เป็นพระอาการยิ้มแย้มของพระพุทธเจ้า
๒. หสิตะ การยิ้มพอเห็นไรฟัน เป็นการยิ้มของพระอรหันต์ พระอนาคามี พระสกทาคามี พระโสดาบัน และปุถุชน แต่การยิ้มชนิดนี้ นอกจากพระอรหันต์แล้ว ก็เป็นการยิ้ม ที่ประกอบด้วยเหตุบุญ หรือเหตุบาปเสมอ
๓. วิหสิตะ หัวเราะมีเสียงเบาๆ เกิดจากจิตของปุถุชนและพระอริยบุคคล ๓ พวก คือพระโสดาบัน พระสกทาคามี และพระอนาคามี
๔. อติหสิตะ การหัวเราะมีเสียงดังมาก ซึ่งมีในปุถุชน พระโสดาบัน และพระสกทาคามี
๕. อปหสิตะ การหัวเราะจนไหวโยกทั้งกาย เป็นการหัวเราะเฉพาะปุถุชน เท่านั้น
๖. อุปหสิตะ การหัวเราะจนน้ำตาไหล เป็นการหัวเราะของปุถุชน เท่านั้น
0



#11 ไม่ได้ล็อคอิน

  • กลุ่ม: ผู้เยี่ยมชม

ตอบ: 28/09/2004 - 17:38

ขอโทษทุกคนด้วยนะคะ ดิฉันไม่ได้ตั้งใจจะว่าใครเลย แค่อ้างอิงตามตำราค่ะ
ส่วน สร ที่ว่าดิฉันแรงๆนั้น ดิฉันไม่ถือหรอกค่ะ เพราะคุณโกรธจิตคุณก็เป็นอกุศลเอง พระพุทธองค์ตรัสว่า ถ้าโกรธตอบผู้ที่โกรธก่อนย่อมเลวกว่าผู้นั้น :04:
หวังว่าคุณคงเป็นสุภาพบุรุษพอ ไม่หาเรื่องด่าสตรีต่อนะคะ :04:
0



#12 cilindion

  • กลุ่ม: ผู้เยี่ยมชม

ตอบ: 29/09/2004 - 01:15

สาธุ สาธุ อนุโมทนามิครับ

ธรรมใดขัด ธรรมใดไม่ขัด บุตรแห่งพระพุทธองสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ย่อมเห็นด้วยปัญญา ย่อมรู้ด้วยปัญญา อันเกิดมาแต่ศีลอันบริบูรณ์ สมาธิอันบริบูรณ์ ที่ได้มาแต่บุญกริยาวัตถุ 10 อันพุทธบุตรพึงทำให้ครบมี มีทาน ศีล ภาวนา มีทาน มีศึกษา มีโยนิโสมนสิการ มีหลักอันได้ศึกษามาแล้ว (ฯลฯ)อย่างไม่ขัดกัน มีศีลอันบริสุทธิ์ ยังสมาธิให้เกิดขึ้นด้วยบุญกริยาวัตถุ 10 มีทาน ศีล ภาวนา เป็นฐานอันเป็นบ่อเกิดแห่งปัญญา นำสู่การพิจารณ(วิปัสสนา) การเห็นแจ้งอริยสัจธรรม อาศัยแต่ปัญญานั้นแล เข้ารู้แล้วจบซึ่ง ปฏิสนธิ ชาติ ภพหน้า
0



#13 สร

  • กลุ่ม: ผู้เยี่ยมชม

ตอบ: 29/09/2004 - 09:45

โอ สงสัยจะคิดมากเกินไปหรือเปล่าครับคุณผู้หญิง ผมขออภัยด้วยที่ทำให้อารมณ์คุณกระเทือนขนาดนั้น ปลงเสียเถิดนะครับ แค่ตัวอักษรมาประกอบรวมกันเป็นข้อความ ก็ทำให้คุณกระเทือนขนาดนี้ ผมนี่มันแย่จริงๆ ขอโทษอีกครั้งนะครับ

ตกลงว่าคัมภีร์อลังการ เป็นพุทธพจน์หรือเปล่าครับ ยังไม่มีใครตอบผมเลย
0



#14 ผู้ใช้ออฟไลน์   กลอง ไอคอน

  • ตอบ 3000+
  • PipPipPipPipPip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 3845
  • สมัคร: 01/05/2004

ตอบ: 29/09/2004 - 14:57

:09: :09: :09:
สาธุคุณกอบความเห็นที่ 17 ครับ
ขออนุญาตแนำนำ website ธรรมะต่างๆ ครับ
1. หลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน: http://www.luangta.com/
2. วัดบุญญาวาส: http://www.watboonyawad.com
3. วัดป่าสุคะโต: http://www.pasukato.org/
4. ฟังธรรม.com: http://www.fungdham.com/ - ศูนย์รวมไฟล์ download เพื่อการเผยแผ่ธรรมะ
5. http://bannpeeploy.exteen.com
0



#15 cilindion

  • กลุ่ม: ผู้เยี่ยมชม

ตอบ: 29/09/2004 - 18:33

พุทธบุตร ตามรอยพ่อคือพระพุทธองค์

พ่อไม่ทำ ลูกก็ไม่ควรทำ

เรา คือ ลูกของพ่อ

จงทำไปตามพ่อ

อย่างนั้นแล

ชื่อว่า

ดี
0



#16 ผู้ใช้ออฟไลน์   อนุตตริยะ ไอคอน

  • ตอบ 4000+
  • PipPipPipPipPipPip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 4035
  • สมัคร: 30/01/2004

ตอบ: 29/09/2004 - 20:18

หนังสือ ไม่ใช่พระพุทธองค์ พระพุทธองค์ไม่ได้อยู่ในหนังสือ หนังสือไม่ใช่พ่อเรา พระไตรปิฏกคือสิ่งที่ถูกเชื่อว่าเป็นพุทธพจน์แต่ไม่ใช่พระพุทธองค์

ที่แน่ๆ พระองค์ท่าน ไม่ได้อยู่ในหนังสือ หรือ พระไตรปิฏ แล้วพระองค์อยู่ที่ไหน
อยากเจอพระองค์ต้องทำยังไง ?
ถ้าเจอพระองค์ท่านก็รู้เองว่าพระองค์หัวเราะแบบไหน แล้วไปคาดการณ์ตามอรรถกถาไปทำไม?

ใครตอบได้ ใครจะเชื่อใคร ?
ปัจจัตตัง เวทิตัพโพ วิญญูหีติ
[size="4"][font="Tahoma"]อย่าคิดสั้นปกป้องความผิดพลาดเล็กๆน้อยๆ จนทำให้เกิดความเสียหายต่อพระพุทธศาสนา ลองตั้งสติแล้วหาวิธีการใหม่ที่ดีกว่านี้ดู[/font][/size]
0



#17 ผู้ใช้ออฟไลน์   อนุตตริยะ ไอคอน

  • ตอบ 4000+
  • PipPipPipPipPipPip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 4035
  • สมัคร: 30/01/2004

ตอบ: 29/09/2004 - 20:51

อ้างอิง โรณสูตร

โรณสูตร
[๕๔๗] ดูกรภิกษุทั้งหลาย การขับร้อง คือ การร้องไห้ในวินัย
ของพระอริยเจ้า การฟ้อนรำ คือ ความเป็นบ้าในวินัยของพระอริยเจ้า การหัวเราะ
จนเห็นฟันพร่ำเพรื่อ คือ ความเป็นเด็กในวินัยของพระอริยเจ้า เพราะเหตุนั้น
แหละ จงละเสียโดยเด็ดขาดในการขับร้องฟ้อนรำ เมื่อท่านทั้งหลายเบิกบานใน
ธรรม ก็ควรแต่ยิ้มแย้ม ฯ
---------------------------------------

ในพระสูตรนี้ ทรงห้ามและสั่งให้ละเสีย สองอย่างคือ การขับร้อง และ การฟ้อนรำ
ส่วนการหัวเราะพระพุทธองค์ไม่ได้ทรงห้าม แต่ทรงแนะนำว่า ควรแต่ยิ้มแย้ม

ทรงเปรียบเทียบความไม่เหมาะสมสามอย่าง ทรงสั่งให้ละเสียสองอย่าง แต่อีกอย่างทรงตรัสสอนว่า อย่าทำพร่ำเพรื่อ และ ควรยิ้มแย้มแทน

คำว่า ละเสีย กับ คำว่า ควร นี่มันให้ความหมายต่างกันนะครับ

แล้ว อยู่ๆ ตำรำชั้นหลังก็ชี้เปรี้ยงมาเลยว่า หัวเราะ มีกี่แบบ แบบไหนพระอริยเจ้าชั้นไหน แสดงออกอย่างไร คนที่เชื่อก็หลับหูหลับตาเชื่อ คนที่ไม่เชื่อแบบผมก็อยากถามว่า ถ้าอรรถกถา ที่วิเคราะห์เรื่องอาการหัวเราะในพระอริยเจ้ามีความแม่นยำ เหตุใดจึงไม่นำว่าใช้เป็นเกณฑ์ในการตัดสินหรือสังเกตุระดับของพระอริยเจ้า ?

ผมสงสัย
0



#18 ผู้ใช้ออฟไลน์   กอบ ไอคอน

  • ตอบ 10000+
  • PipPipPipPipPipPipPipPipPipPip
  • กลุ่ม: ผู้ดูแลระบบ
  • ตอบ: 12317
  • สมัคร: 23/01/2004

ตอบ: 30/09/2004 - 20:43

อ้างอิง
พ่อ ที่กล่าวไป น่าจะรู้ได้นะครับ ว่าผมหมายถึงพระพุทธองค์ พระพุทธองค์ท่านทรงสรวลหรือไม่ ใครเห็นจารึกไหนบอกผมที อยากรู้เหมือนกัน


คำถามในลักษณะนี้มีมาในกระทู้เก่า มาแล้วครับ
ขอยกความเห็นเก่า ๆ มาตอบครับ

พระโสดาบัน หัวเราะจารึกที่ไหนครับ
พระสกิทาคามี หัวเราะมีจารึกที่ไหน ครับ
พระอนาคามี หัวเราะมีจารึกที่ไหน ครับ

ขอแหล่งอ้างอิงครับ

:10: :10: :10:

การโพสต์นี้ได้ถูกแก้ไขโดย กอบ: 30/09/2004 - 21:01

ไวรัสเรียกค่าไถ่ จะทำการเข้ารหัสไฟล์ในคอมพิวเตอร์ของเราทั้งหมดโดยเฉพาะไฟล์เอกสาร ทำให้เปิดใช้ไฟล์ไม่ได้ทั้ง Harddisk

ตอนนี้ทาง kaspersky ออกตัวถอดรหัสมาให้ครับ
ใครที่เจอไวรัสพวกนี้ ลองเข้าไปโหลดตัวแก้ไข ที่นี่นะครับ
http://support.kaspersky.com/viruses/utility#
0



#19 ผู้ใช้ออฟไลน์   กอบ ไอคอน

  • ตอบ 10000+
  • PipPipPipPipPipPipPipPipPipPip
  • กลุ่ม: ผู้ดูแลระบบ
  • ตอบ: 12317
  • สมัคร: 23/01/2004

ตอบ: 30/09/2004 - 22:04

ในตอนนี้ ผมยังไม่ลงใจเชื่อกับ ความเห็นที่ บอกว่า พระอรหันต์ ได้แต่แย้มยิ้มในแบบที่ 1 , 2 ที่ยกมาน่ะครับ

เนื่องจาก ผมยังหาแหล่งยืนยันในพระไตรปิฎกชั้นเดิมไม่เจอ เจอแต่ในอรรถกถา ตามที่ยกมานั่นแหละครับ ขอให้นำหลักฐานเปรียบเทียบมาให้ด้วยครับ

ใครที่รู้ว่า ในพระไตรปิฎกชั้นเดิมสอนเรื่องนี้ ไว้ตรงไหน ขอให้นำ LINK มาให้ดูด้วยครับ
เพื่อให้ ผมศึกษาด้วยครับ

การโพสต์นี้ได้ถูกแก้ไขโดย กอบ: 30/09/2004 - 22:06

ไวรัสเรียกค่าไถ่ จะทำการเข้ารหัสไฟล์ในคอมพิวเตอร์ของเราทั้งหมดโดยเฉพาะไฟล์เอกสาร ทำให้เปิดใช้ไฟล์ไม่ได้ทั้ง Harddisk

ตอนนี้ทาง kaspersky ออกตัวถอดรหัสมาให้ครับ
ใครที่เจอไวรัสพวกนี้ ลองเข้าไปโหลดตัวแก้ไข ที่นี่นะครับ
http://support.kaspersky.com/viruses/utility#
0



คำตอบต่อไป: cilindion - กอบ - Alley Oop - กอบ - ไม่สุดโต่งสองฝ่าย - อติ - กอบ - -นิรนาม- - cilindion - cilindion - กอบ - อนุตตริยะ - นิรนาม - ศักดิ์นรินทร์ - กอบ - เฉลิมศักดิ์ - เฉลิมศักดิ์ - เฉลิมศักดิ์ - อนุตตริยะ - cilindion - อนุตตริยะ - อนุตตริยะ - เฉลิมศักดิ์ - อนุตตริยะ - นรชาติ - eayx -
  • (3 หน้า)
  • +
  • 1
  • 2
  • 3
  • คุณไม่สามารถตั้งกระทู้ใหม่ได้
  • กระทู้นี้ถูกล็อค

1 ผู้ใช้กำลังอ่านกระทู้นี้
0 สมาชิก, 1 ผู้เยี่ยมชม, 0 ผู้ใช้ที่ไม่ระบุชื่อ