ลานธรรมเสวนา: พระสารีบุตร....อัครสาวกใจเพ็ชร - ลานธรรมเสวนา

เข้าไปดูเนื้อหา

หน้า 1 จาก 1
  • คุณไม่สามารถตั้งกระทู้ใหม่ได้
  • กระทู้นี้ถูกล็อค

พระสารีบุตร....อัครสาวกใจเพ็ชร เกร็ดประวัติ....รักศีลยิ่งชีพ.....กตัญญูเป็นเลิศ....ธรรมเสนาบดี ให้คะแนนกระทู้: -----

#0 ผู้ใช้ออฟไลน์   ตรงประเด็น ไอคอน

  • ตอบ 3000+
  • PipPipPipPipPip
  • กลุ่ม: ยกเลิกการเป็นสมาชิก
  • ตอบ: 3533
  • สมัคร: 14/02/2004

ตอบ: 17/08/2004 - 14:27

พระสาวกใจเพ็ชร….รักศีลยิ่งชีพ :09: :09: :09:

ในพระไตรปิฎกมีการกล่าวถึงการที่ เทวดาท่านหนึ่งบังเอิญได้ยินพระสารีบุตรท่านคุยกับพระโมคคัลานะ เรื่องที่ท่านไม่สบายเกี่ยวกับลำไส้ว่า ถ้าเป็นเช่นนี้ในตอนเด็ก มารดาท่านจะไปนำอาหารและยาชนิดนี้มาให้ท่านฉันแล้วท่านจะหาย.....เทวดาท่านน ั้นเกิดอยากทำบุญ โดยการไปเข้าสิงเด็กในหมู่บ้าน เด็กที่ถูกสิงทำกิริยาน่ากลัวต่างๆนาๆ แล้วบอกให้แม่เด็กเอายาไปให้พระสารีบุตรเสียแล้วเด็กจะหาย. แม่เด็กก็นำยาไปถวายพระสารีบุตร.....

พระสารีบุตรท่านก็แปลกใจว่า เอ....เหมือนกับที่ท่านคุยกับพระโมคคัลานะเลย ท่านกำหนดจิตดูจึงรู้ต้นสายปลายเหตุ ท่านทิ้งยานั้นลงกับพื้นทันที ไม่ยอมฉันยานั้น. ท่านเคารพพระวินัยมากเรียกได้ว่า ยอมตายแต่ไม่ยอมผิดวินัย(เพราะยานั้นได้มาโดยไม่บริสุทธิ์).....ทันทีที่ยาตกถึงพื้น อาการอาพาธของท่านก็หายเป็นปลิดทิ้ง!!! ด้วยอำนาจของศีลอันบริสุทธิ์..... :09: :09: :09:
0


หน้า 1 จาก 1
  • คุณไม่สามารถตั้งกระทู้ใหม่ได้
  • กระทู้นี้ถูกล็อค

การตอบอื่นๆต่อกระทู้นี้



#1 ผู้ใช้ออฟไลน์   ตรงประเด็น ไอคอน

  • ตอบ 3000+
  • PipPipPipPipPip
  • กลุ่ม: ยกเลิกการเป็นสมาชิก
  • ตอบ: 3533
  • สมัคร: 14/02/2004

ตอบ: 17/08/2004 - 15:59

คนล่ะจุดมุ่งหมาย :14: :14: :14:


ในครั้งพุทธกาล มีบางลัทธิจะเชื่อเรื่องการหันศรีษะในตอนนอนให้ตรงตามตำราแล้วจะเป็นมงคล... .. พระสารีบุตรท่านเองก็หันศรีษะเลือกทิศในเวลานอนอยู่เหมือนกัน แต่คนล่ะจุดมุ่งหมายกับพวกเดียรถีย์เหล่านั้น.

ท่านเคารพพระอัสสชิซึ่งเป็นหนึ่งในห้าปัญจวัคคีย์เป็นอาจารย์..... ไม่ว่าพระอัสสชิอยู่ทิศใด ก่อนพระสารีบุตรจะนอน ท่านจะกราบไปทางทิศนั้นและหันศรีษะไปทางนั้น.
0



#2 ผู้ใช้ออฟไลน์   ตรงประเด็น ไอคอน

  • ตอบ 3000+
  • PipPipPipPipPip
  • กลุ่ม: ยกเลิกการเป็นสมาชิก
  • ตอบ: 3533
  • สมัคร: 14/02/2004

ตอบ: 17/08/2004 - 16:07

คำถามคลาสสิกนิรันดร :14: :14: :14:


เป็นคำถามที่พระสารีบุตรถามพระยมกะ ในโอกาสที่พระยมกะจะออกไปประกาศพระศาสนา.... ลองฟังดูน่ะครับ

พระสารีบุตร : "ถ้ามีใครถามว่าพระอรหันต์ตายแล้วไปไหน? ท่านจะตอบเขาว่าอย่างไร…."

พระยมกะ : "ข้าพเจ้าจะตอบว่า รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ เกิดขึ้นแล้วดับไป"
0



#3 ขอบคุณค่ะ

  • กลุ่ม: ผู้เยี่ยมชม

ตอบ: 17/08/2004 - 17:13

_/|\_ _/|\_ _/|\_
0



#4 ผู้ใช้ออฟไลน์   ตรงประเด็น ไอคอน

  • ตอบ 3000+
  • PipPipPipPipPip
  • กลุ่ม: ยกเลิกการเป็นสมาชิก
  • ตอบ: 3533
  • สมัคร: 14/02/2004

ตอบ: 17/08/2004 - 18:09

พระสาวกผู้มีปัญญามาก..สามารถนับเม็ดฝนได้




เพื่อนๆครับ.....คำกล่าวนี้ น่าจะเป็นเป็นคำอุปมา-อุปไมย ถึงพระสารีบุตร พระอัครสาวกเบื้องขวาของพระพุทธเจ้า.โบราณท่านเปรียบเทียบว่า ท่านสามารถใช้ปัญญาทำในสิ่งที่ยากยิ่งที่คนอื่นไม่สามารถทำได้…..เช่นการนับ เม็ดฝน แต่อัจฉริยะอย่างพระสารีบุตรท่านคงไม่มาเสียเวลานั่งคำนวณนับเม็ดฝนหรอกน่ะครับ…. งานคำนวณปริมาณน้ำฝน มันเป็นงานของกรมอุตุนิยมเขาต่างหาก :04:

มีการตีความที่น่าสนใจอีกแบบหนึ่งดังนี้".....เคยได้ยินมา ท่านว่าพระสารีบุตร ท่านนับเม็ดฝน นัยหนึ่งคือ เอกะ(แปลว่า หนึ่ง) เอกะอาโป (อาโปแปลว่าน้ำ) นับแบบผู้มีปัญญา จะกี่เม็ดฝนก็ตามก็คือ หยดน้ำ ตกกี่วันกี่คืนก็คือ หนึ่งน้ำ เท่านั้น :18: เหตุผลที่นับเช่นนี้ เพราะถ้านับเป็นเท่านั้นล้านเม็ดน้ำ เท่านี้ เม็ดน้ำ ใครเล่าจะมาเป็นกรรมการตัดสิน :04: ผมเอามาจากธรรมชวนคิดฟิตปัญญา)



ส่งโดย: นิสาชนไม่ได้ล้อคอิน 203.149.49.*
0



#5 ผู้ใช้ออฟไลน์   ตรงประเด็น ไอคอน

  • ตอบ 3000+
  • PipPipPipPipPip
  • กลุ่ม: ยกเลิกการเป็นสมาชิก
  • ตอบ: 3533
  • สมัคร: 14/02/2004

ตอบ: 17/08/2004 - 18:13

หลวงปู่ชา ท่านจะเล่าเกร็ดประวัติและธรรมะที่เกี่ยวข้องกับพระสารีบุตรไว้บ่อยๆ..... น้องตันหยงเคยนำมาลงไว้นานแล้ว วันนี้ผมไปค้นของเก่ามาให้บางท่านที่อาจจะยังไม่เคยอ่าน( http://www.thaiclini...torroom;action= display;num=1084447517;start=7)


นักปราชญ์...ไม่เชื่อคนง่าย


บุคคลที่เชื่อคนอื่น พระพุทธเจ้าของเราไม่ตรัสสรรเสริญว่าบุคคลนั้นเป็นปราชญ์ คนที่เป็นปราชญ์นั้น ก็คือคนที่ปฏิบัติธรรมะให้เป็นธรรมะ จนเชื่อตัวของตัว ไม่ต้องเชื่อคนอื่น
ในคราวหนึ่งครั้งพุทธกาล พระสารีบุตรและสาวกหลายรูปนั่งฟังธรรมด้วยความเคารพต่อพระพักตร์ของพระพุทธเจ้า ท่านก็อธิบายธรรมะให้ความเข้าใจไป แล้วที่สุดท่านก็ย้อนถามพระสารีบุตรว่า
"ท่านสารีบุตรเชื่อแล้วหรือยัง"
พระสารีบุตรตอบว่า "ข้าพระองค์ยังไม่เชื่อ"
นี่เป็นตัวอย่าง แต่ว่าท่านรับฟัง คำที่ว่าท่านยังไม่เชื่อนั้นมิใช่ว่าท่านประมาท ท่านพูดความจริงออกมา ท่านรับฟังเฉยๆ คือปัญญายังไม่เกิด ท่านจึงตอบพระพุทธองค์ว่ายังไม่เชื่อ ก็เพราะว่ายังไม่เชื่อจริงๆ คำพูดนี้คล้ายๆกับประมาท แต่ความจริงท่านมิได้ประมาทเลยท่านพูดตามความจริงใจว่าท่านยังไม่เชื่อ พระพุทธองค์ก็ทรงสรรเสริญ
"เออ สารีบุตรดีแล้ว นักปราชญ์ไม่ควรเชื่อง่ายๆ ควรไตร่ตรองพิจารณาแล้วจึงเชื่อ"
0



#6 ผู้ใช้ออฟไลน์   ตรงประเด็น ไอคอน

  • ตอบ 3000+
  • PipPipPipPipPip
  • กลุ่ม: ยกเลิกการเป็นสมาชิก
  • ตอบ: 3533
  • สมัคร: 14/02/2004

ตอบ: 17/08/2004 - 18:19

ไม่เชื่อใครเลย....แม้นแต่ตนเอง...
ก็เกินไปหน่อยน่ะ..... :18: :18: :18:



ลักษณะของการเชื่อตนเอง

คำที่ว่าเชื่อตนเองนั้นก็มีหลายอย่างมีหลายลักษณะ...... ลักษณะอันหนึ่งมีเหตุผลที่ถูกต้องตามสัจจธรรมแล้ว ........ลักษณะอีกอันหนึ่งมีเหตุผลที่ไม่ถูกต้องตามสัจจธรรม


ยกตัวอย่างเช่นทีฆนขะพราหมณ์ พราหมณ์คนนี้เชื่อตนเองมาก ไม่เชื่อคนอื่น เมื่อพระพุทธเจ้ากับพระสารีบุตรลงมาจากดอยคิชฌกูฏนั่งพักอยู่ ทีฆนขะพราหมณ์ก็เข้าไปเรียนถามพระพุทธเจ้า ให้พระพุทธเจ้าทรงแสดงธรรมให้ฟัง หรือจะว่าไปแสดงธรรมให้พระพุทธเจ้าฟังก็ได้ คือไปอวดรู้อวดความเห็นของตัวเอง
"ข้าพเจ้ามีความเห็นว่าทุกอย่างไม่ควรแก่ข้าพเจ้า"

ความเห็นเป็นอย่างนี้ พระพุทธเจ้าก็ฟังทิฏฐิของทีฆนขะพราหมณ์อยู่ ท่านก็เลยตอบว่า
"พราหมณ์ ความเห็นอย่างนี้ก็ไม่ควรแก่พราหมณ์เหมือนกัน"
พอพระพุทธเจ้าตอบสวนมา พราหมณ์ก็สะดุดใจ ไม่รู้ว่าจะพูดอะไร พระพุทธเจ้าจึงยกอุบายหลายอย่างขึ้นให้พราหมณ์เข้าใจ พราหมณ์ก็เลยหยุดพิจารณา จึงได้เข้าใจว่า "เออ....ความเห็นของเรานี้มันไม่ถูก"


เมื่อพระพุทธเจ้าได้ตรัสตอบปัญหาเช่นนั้น พราหมณ์ก็ลดทิฏฐิมานะลง พิจารณาเดี๋ยวนั้น เห็นเดี๋ยวนั้น พลิกเดี๋ยวนั้นเลย เปลี่ยนหน้ามือเป็นหลังมือในเวลานั้น ได้สรรเสริญธรรมะที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงว่า
"เมื่อได้รับธรรมะของพระผู้มีพระภาคแล้วจิตใจของข้าพระองค์มีความแจ่มแจ้งใส สว่างเหมือนอยู่ในที่มืด มีคนมาทำไฟให้สว่างฉันนั้น หรือเหมือนกะละมังที่มันคว่ำอยู่ มีคนมาช่วยหงายกะละมังขึ้นหรือเปรียบประหนึ่งว่าหลงทาง ไม่รู้จักทาง ก็มีคนมาชี้ทางให้ฉันนั้น"



เมื่อความเห็นผิดหายไป ความเห็นถูกก็เข้ามา

อันนี้ความรู้ได้เกิดขึ้นที่จิตเดี๋ยวนั้น ที่จิตที่มันเปลี่ยนกลับเดี๋ยวนั้น ความเห็นผิดหายไป ความเห็นถูกก็เข้ามา ความมืดก็หายไปความสว่างก็เกิดขึ้นมาเดี๋ยวนั้น ดังนั้นพระพุทธเจ้าจึงตรัสว่า

ทีฆนขะพราหมณ์นี้เป็นผู้ได้ดวงตาเห็นธรรม เพราะว่าในสมัยก่อนทีฆขนะพราหมณ์ไม่มีการเปลี่ยนแปลงความเห็นของตัวเอง และไม่รู้สึกว่าจะพยายามเปลี่ยนแปลงความเห็นเช่นนั้นด้วย เมื่อได้รับธรรมะของพระพุทธเจ้า จิตของท่านก็รู้ตามความเป็นจริงว่า ความยึดมั่นถือมั่นในความเห็นของตนนั้นผิดไป


เมื่อความรู้ที่ถูกเกิดขึ้น ก็เห็นความรู้ที่มีก่อนนั้นว่ามันผิด ท่านจึงเปรียบเทียบอยู่ในที่มืด มีคนมาทำไฟให้สว่าง อันนี้ก็เหมือนกันฉันนั้น ในเวลานั้น ทีฆนขะพราหมณ์ก็หลุดไปจากมิจฉาทิฏฐิที่ยึดถือไว้เช่นนั้น

(ปล....บทเทศนานี้เป็นของหลวงปู่ชา ที่น้องตันหยงเขาเคยนำมาลงไว้ http://www.thaiclini...torroom;action= display;num=1084447517;start=8.....

ทีฆนขพราหมณ์ผู้นี้ก็คือ หลานของพระสารีบุตรมาตามหาลุงแล้วเจอกันที่เขาคิชกูฏ ..... เข้าเฝ้าพระพุทธเจ้า พระพุทธองค์เทศนาสอนจนคลายทิษฐิ ยอมฟังธรรม. พระพุทธองค์ทรงแสดงธรรม“เวทนาปริคคหสูตร”. ในขณะนั้นพระสารีบุตรซึ่งยังเป็นพระโสดาบันอยู่ ได้กำลังถวายงานพัดแด่พระพุทธองค์อยู่ พระสารีบุตรส่งจิตตามพระธรรมเทศนาจึงบรรลุอรหัตตผลในขณะกำลังถวายงานพัดอยู่นั่นเอง....)
0



#7 ผู้ใช้ออฟไลน์   กลอง ไอคอน

  • ตอบ 3000+
  • PipPipPipPipPip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 3845
  • สมัคร: 01/05/2004

ตอบ: 20/08/2004 - 08:17

***********************************************************
ขอบคุณครับ คุณตรงประเด็นครับ :09: :09: :09: ขออนุญาตเพิมเติมน่ะครับ
***********************************************************
  • ได้รับยกย่องในทางผู้มีปัญญา
เมื่อพระสารีบุตร ได้บรรลุเป็นพระอรหันต์แล้ว ปรากฏว่าเป็นผู้มีปัญญาเฉลียวฉลาด สามารถแสดงพระธรรมจักรกัปวัตนสูตร และอริยสัจ ๔ ได้เหมือนพระพุทธองค์ และเป็นกำลังสำคัญของพระบรมศาสดา ในการประกาศเผยแผ่พระศาสนา

ดังนั้น ขณะที่พระพุทธองค์ ประทับอยู่ที่กรุงราชคฤห์นั้น ได้ทรงประกาศยกย่อง พระสารีบุตร ในท่ามกลางสงฆ์ ทรงแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งเอตทัคคะเป็นผู้เลิศกว่าภิกษุทั้งหลายในทาง ผู้มีปัญญา และทรงแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง พระอัครสาวงเบื้องขวา
  • พราหมณ์ชราชื่อ ราธะ มีศรัทธาจะอุปสมบท
แต่ไม่มีภิกษุรูปใดรับเป็นพระอุปัชฌาย์บวชให้ พระพุทธองค์ตรัสถามในที่ประชุมสงฆ์ว่า “ผู้ใดระลึกถึงอุปการคุณของพราหมณ์นี้ได้บ้าง”

พระสารีบุตรเถระกราบทูลว่า “ระลึกได้ คือ ครั้งหนึ่งราธพราหมณ์ผู้นี้ ได้เคยใส่บาตร ด้วยข้าวสุกแก่ท่านหนึ่งทัพพี”

พระพุทธองค์จึงทรงมอบให้ท่านสารีบุตร เป็นพระอุปัชฌาย์อุปสมบทให้แก่ ราธพราหมณ์

*****************************************************
พระสารีบุตรเถระ (อัครสาวกฝ่ายขวา) เอตทัคคะในทางผู้มีปัญญา
เบื่อโลกจึงออกบวช/ได้รับยกย่องในทางผู้มีปัญญา/ถูกพระภิกษุหนุ่มฟ้อง/
เปรียบตนด้วยอุปมา ๙ อย่าง / ถูกพราหมณ์ตี / ถูกนันทกยักษ์ทุบ /
เป็นต้นแบบการทำสังคายนา / พระธรรมเสนาบดีสารีบุตรนิพพาน /
เทศน์โปรดโยมแม่แล้วนิพพาน ...อ่านทั้งหมด
*****************************************************
ขออนุญาตแนำนำ website ธรรมะต่างๆ ครับ
1. หลวงตามหาบัว ญาณสัมปันโน: http://www.luangta.com/
2. วัดบุญญาวาส: http://www.watboonyawad.com
3. วัดป่าสุคะโต: http://www.pasukato.org/
4. ฟังธรรม.com: http://www.fungdham.com/ - ศูนย์รวมไฟล์ download เพื่อการเผยแผ่ธรรมะ
5. http://bannpeeploy.exteen.com
0



#8 ผู้ใช้ออฟไลน์   ตรงประเด็น ไอคอน

  • ตอบ 3000+
  • PipPipPipPipPip
  • กลุ่ม: ยกเลิกการเป็นสมาชิก
  • ตอบ: 3533
  • สมัคร: 14/02/2004

ตอบ: 20/08/2004 - 20:30

:09: :09: :09: สาธุครับ คุณกลอง
0



#9 ผู้ใช้ออฟไลน์   พุทธ บาท ไอคอน

  • ตอบ 100+
  • Pip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมทั่วไป
  • ตอบ: 107
  • สมัคร: 05/05/2004

ตอบ: 20/08/2004 - 21:34

สาธุครับ...
ผมก็เป็นคนหนึ่งที่ยกย่องสรรเสริญพระสารีบุตรมากครับ ถึงขนาดบางครั้งยังอยากจะเป็นให้ได้อย่างพระสารีบุตรเลยครับ^^ ขอบคุณที่ให้ความรู้เพิ่มเติมครับ!
0



#10 ห้วยหมากแข้ง

  • กลุ่ม: ผู้เยี่ยมชม

ตอบ: 20/08/2004 - 21:51

:09: :09: :09:

ชอบจัง ดีจัง อ่านแล้วมีความสุข
:11: :07: :07:

ขอบพระคุณค่ะ
คุณตรงประเด็น และคุณกลอง
0



#11 Vicha ไม่ได้ล็อกอิน

  • กลุ่ม: ผู้เยี่ยมชม

ตอบ: 21/08/2004 - 23:26

สาธุ ในธรรมที่นำเสนอครับ
0



#12 ผู้ใช้ออฟไลน์   กอบ ไอคอน

  • ตอบ 10000+
  • PipPipPipPipPipPipPipPipPipPip
  • กลุ่ม: ผู้ดูแลระบบ
  • ตอบ: 12137
  • สมัคร: 23/01/2004

ตอบ: 22/08/2004 - 07:20

สาธุครับ คุณกลอง กับคุณตรงประเด็น
“..ไอ้คนเรานี้มันก็แปลก ชอบเอาลมปากเผากัน
เอาไฟกิเลส โมหะ โทสะ ราคะ เผากัน
เผาตนเอง เผากาย เผาใจตนเองยังไม่พอ
ชอบเผื่อแผ่ไปเผาชาวบ้าน ชาวช่องเขาด้วย
เผาจิตเผากายของเขา มันสนุกหรืออย่างไร
วิสัยชาวโลก ชอบนินทา-สรรเสริญ
... ไฟร้อน ไฟเย็น ก็เผาได้เผาดี................ ”

หลวงปู่บุดดา ถาวโร
0



#13 ผู้ใช้ออฟไลน์   สมาทาน อาจหาญ ร่าเริง ไอคอน

  • ตอบ 200+
  • Pip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 225
  • สมัคร: 02/07/2004

ตอบ: 23/08/2004 - 15:05

:09: :09: :09:
0



คำตอบต่อไป: ไม่มี
หน้า 1 จาก 1
  • คุณไม่สามารถตั้งกระทู้ใหม่ได้
  • กระทู้นี้ถูกล็อค

1 ผู้ใช้กำลังอ่านกระทู้นี้
0 สมาชิก, 1 ผู้เยี่ยมชม, 0 ผู้ใช้ที่ไม่ระบุชื่อ