ลานธรรมเสวนา: สมถะ -- วิปัสสนา ต่างกันอย่างไร ? - ลานธรรมเสวนา

เข้าไปดูเนื้อหา

  • (2 หน้า)
  • +
  • 1
  • 2
  • คุณไม่สามารถตั้งกระทู้ใหม่ได้
  • กระทู้นี้ถูกล็อค

สมถะ -- วิปัสสนา ต่างกันอย่างไร ? เพื่อให้เห็นความแตกต่าง ของสมถะและวิปัสสนากรรมฐาน

#0 ผู้ใช้ออฟไลน์   เฉลิมศักดิ์ ไอคอน

  • ตอบ 6000+
  • PipPipPipPipPipPipPipPip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 6240
  • สมัคร: 26/01/2004

ตอบ: 16/02/2004 - 05:24

สืบเนื่องจากกระทู้เก่า สมถะหรือวปัสสนา ผมขอนำข้อมูลเพิ่มเติมจากหนังสือ พุทธวิทยาน่ารู้ เล่ม ๑ ของ พระครูศรีโชติญาณ

สมถะ --- วิปัสสนา
๑. สมถะ คือ ตัวสมาธิ ส่วน วิปัสสนา ก็คือ ตัวปัญญา (ที่เห็นลักษณะต่างๆ มีอนิจจลักษณะ เป็นต้น)
๒. ศีลธรรมดา มีอารมณ์เป็นภายนอก ส่วนศีลที่เกิดร่วมกับวิปัสสนานั้น เป็นศีลที่มีอารมณ์เป็นภายใน หมายถึง อินทรีย์สังวรศีลนั่นเอง เพราะอินทรีย์สังวรศีล เป็นศีลที่มีประสิทธิภาพในอันที่จะกางกั้น อาสวธรรมที่จะไหลเข้าทางตา เป็นต้นได้
๓. สมถะ มีประสิทธิภาพ ในการกำจัดกิเลสอย่างกลาง ด้วยอำนาจของวิกขัมภนปหาน ส่วนวิปัสสนานั้น มีประสิทธิภาพในการกำจัดอนุสัยกิเลสอย่างละเอียด ที่นอนเนื่องอยู่ในจิตสันดานได้ด้วยอำนาจของตทังคปหาน
๔. สมถะ ไม่สามารถจะละหรือทำลายอนุสัยกิเลสอย่างละเอียดได้ เพราะแม้ในฌานสมาบัติเอง ก็ยังมีอนุสัยกิเลสอย่างละเอียดนอนเนื่องอยู่ เหตุนั้นจึงทำให้ผู้ได้ฌานสมาบัติยังมีความชื่นชมยินดี ในความสุขที่เกิดจากฌานนั้นอยู่ ส่วนวิปัสสนานั้น เมื่อเกิดขึ้นแล้วก็สามารถเปิดเผยความจริงของนามรูป ที่อวิชชา คือ ความไม่รู้ อันเป็นตัวปิดบังความจริงไว้ เมื่ออวิชชาทำกิจปกปิดความจริงไม่ได้แล้ว ก็ได้ชื่อว่า “กำลังถูกวิปัสสนาทำลายให้หมดไปในตัวอีกส่วนหนึ่งด้วย”
๕. สมถะ เมื่อทำไปจนเกิดผลก็ทำให้เกิดความสงบสุข ส่วนวิปัสสนานั้นเมื่อทำไปจนเกิดวิปัสสนา(ปัญญา)แล้ว ก็ทำให้เห็นแต่ทุกข์อย่างเดียว เมื่อผู้ปฏิบัติเห็นทุกข์แล้ว ตัณหาและทิฏฐิ ก็ไม่อาจจะอาศัยเกิดได้ในอารมณ์เช่นที่ว่านั้น
๖. สมถะ คือ สมาธิที่เกิดในฌานนั้น สามารถเกิดมีได้ทั้ง อุปจาระ และ อัปปนาสมาธิ ส่วนสมถะ คือ สมาธิที่เกิดร่วมกับวิปัสสนาปัญญานั้น จะเกิดมีได้เฉพาะ ขณิกสมาธิที่เกิดตามสภาวะอารมณ์ชั่วขณะที่อารมณ์นั้นๆ ยังปรากฏอยู่ชั่วขณะหนึ่งๆ เท่านั้น เมื่ออารมณ์นั้นดับไปแล้ว สมาธิที่เกิดร่วมกับวิปัสสนาปัญญานั้น ก็พลอยดับไปด้วย
๗. การทำสมถะ เพื่อให้เกิดสมาบัตินั้น สามารถทำได้เพียง ๒ ประตู คือ ประตูตา และ ประตูใจ เท่านั้น อันนี้หมายความว่า ใช้ตาเพ่งดูกสิณหรืออสุภะ เป็นต้น เพื่อให้ไปติดถึงใจ หรือกำหนดลมด้วยใจเพียงอย่างเดียว ส่วนวิปัสสนานั้น สามารถทำได้ทั้ง ๖ ประตู ทีเดียว
๘. การทำสมถะ เพื่อให้ได้มาซึ่งสมาธินั้น จะทำไปหยุดไป เป็นชั่วโมง หรือ ๒ ชั่วโมง ก็อาจทำได้ โดยไม่จำเป็นที่จะต้องให้ติดกัน และส่วนใหญ่จะทำได้ใน อิริยาบถนั่ง เท่านั้น ส่วนวิปัสสนานั้น สามารถทำได้ทุกๆ อิริยาบถ โดยไม่จำกัดและเวลาทำก็หยุดไม่ได้ จำเป็นจะต้องทำติดต่อกันไปเว้นแต่เวลาหลับเท่านั้น
๙. สมถะ ใช้อารมณ์เป็นบัญญัติ เช่น บัญญัติกสิณหรืออสุภะเป็นต้น ส่วนวิปัสสนานั้น ต้องใช้สภาวะ คือ นามรูป มาเป็นอารมณ์จึงจะใช้ได้
๑๐. อานิสงส์ของสมถะกับวิปัสสนา ที่จะพึงได้จากการปฏิบัติ ก็แตกต่างกันทั้งในส่วนปัจจุบัน และอนาคต คืออานิสงส์ของสมถะในชาติปัจจุบันนั้น ทำให้ได้อภิญญา เหาะเหินเดินอากาศได้ หรือ ดำไปในดินดุจดำน้ำเป็นต้นก็ได้ อานิสงส์ของสมถะในอนาคตชาติ คือ ชาติหน้านั้น ถ้าฌานไม่เสื่อม ก็ช่วยให้ได้ไปเกิดเสวยสุขอยู่ในพรหมโลก ตามอำนาจของฌานนั้นๆ ส่วนอานิสงส์ของวิปัสสนั้น ในชาติปัจจุบัน ทำให้ผู้ปฏิบัติเป็นผู้สิ้นจากอาสวะกิเลส คือ กามาสวะ ภวาสวะ ทิฏฐาสวะ และ อวิชชาสวะ หรือสิ้นจากกิเลสพันห้าตัณหาร้อยแปดนั่นเอง ส่วนอานิสงส์ในอนาคตชาตินั้น ก็ทำให้ผู้ปฏิบัติพ้นจากชาติกันดาร ชรากันดาร และมรณกันดาร ไม่ต้องเกิด แก่ เจ็บ และตายในชาติอื่นๆ อีกต่อไป ดังนั้นสมถะกับวิปัสสนา จึงมีความแตกต่างกันดังแสดงมาโดยสังเขปนี้
0


  • (2 หน้า)
  • +
  • 1
  • 2
  • คุณไม่สามารถตั้งกระทู้ใหม่ได้
  • กระทู้นี้ถูกล็อค

การตอบอื่นๆต่อกระทู้นี้



#1 ผู้ใช้ออฟไลน์   เฉลิมศักดิ์ ไอคอน

  • ตอบ 6000+
  • PipPipPipPipPipPipPipPip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 6240
  • สมัคร: 26/01/2004

ตอบ: 16/02/2004 - 06:06

พระพุทธพจน์จากพระไตรปิฏก

อานิสงส์ของสมถะและวิปัสสนา

สมถะหรือวิปัสสนาก่อน?


พระพุทธพจน์เกี่ยวกับวิปัสสนา
0



#2 ผู้ใช้ออฟไลน์   เฉลิมศักดิ์ ไอคอน

  • ตอบ 6000+
  • PipPipPipPipPipPipPipPip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 6240
  • สมัคร: 26/01/2004

ตอบ: 16/02/2004 - 06:18

อานิสงส์ของสมถะ(สมาธิ)นั้นมี ๕ ประการ คือ
๑. ทำให้เข้าสมาบัติได้ เพื่อเป็นสุขในภพปัจจุบัน
๒. ทำให้เป็นบาทวิปัสสนา
๓. ทำให้เกิดโลกียอภิญญา ๕ ประการ
๔. ทำให้เกิดเป็นพรหม
๕. ทำให้เข้านิโรธสมาบัติได้

อานิสงส์ของวิปัสสนา
๑. มีสติมั่นคงไม่ตายด้วยความหลง
๒. ได้เกิดอยู่ในสุคติภูมิ (คือมนุษย์สวรรค์)
๓. ถ้าอุปนิสัยยังอ่อนอยู่ ก็จะเป็นอุปนิสัยติดขันธสันดานไปในภพหน้า
๔. ถ้ามีอุปนิสัยและอินทรีย์แก่กล้า ก็จะทำพระนิพพานให้แจ้งด้วยปัญญาภายใน ๗ วันหรือ ๗ เดือน หรือ ๗ ปี พระอรหันต์หรือพระอนาคามี พึงหวังได้
0



#3 ผู้ใช้ออฟไลน์   นุก ไอคอน

  • ตอบไม่มาก
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 42
  • สมัคร: 24/01/2004

ตอบ: 16/02/2004 - 10:27

สาธุค่ะ คุณเฉลิมศักดิ์
ถ้าฝึกสมถะเอาให้เป็นบาทฐานวิปัสสนา ก็ต้องมีวสีในฌาณ
อ้างอิง
แบบที่ ๑  เรียกว่า " สมถยานิกะ "  คือ ทำฌานให้เกิดขึ้นเสียก่อน  จนมีวสี  ๕  อย่างคล่องแคล่วแล้วจึงถอนจิตออกจากฌาน  แล้วจึงจะทำวิปัสสนาต่อไปได้โดยยกเอาองค์ฌานที่ปรากฏชัดที่สุดมาพิจารณา โดยความเป็นพระไตรลักษณ์

แล้วทำยังไงให้มีวสีได้ค่ะ
ขอบพระคุณค่ะ
0



#4 ผู้ใช้ออฟไลน์   ภพฺพาคมโน ไอคอน

  • ตอบ 1000+
  • PipPipPip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 1503
  • สมัคร: 27/01/2004

ตอบ: 16/02/2004 - 10:44

อนุโมทนาด้วยค่ะ..คุณเฉลิมศักดิ์ ตอบได้ชัดเจนดี
0



#5 ผู้ใช้ออฟไลน์   เก่ง ไอคอน

  • ตอบ 100+
  • Pip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 183
  • สมัคร: 23/01/2004

ตอบ: 16/02/2004 - 11:48

:09: :09: :09: สาธุครับคุณเฉลิมศักดิ์
รู้
0



#6 ผู้ใช้ออฟไลน์   วันทา ไอคอน

  • ตอบ 300+
  • Pip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 362
  • สมัคร: 08/02/2004

ตอบ: 16/02/2004 - 15:29

สาธุ...ครับคุณเฉลิมศักดิ์
0



#7 ผู้ใช้ออฟไลน์   eayx ไอคอน

  • ตอบ 300+
  • Pip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 384
  • สมัคร: 04/02/2004

ตอบ: 17/02/2004 - 09:37

ขออนุโมทนา ด้วยครับ ได้ความรู้เพิ่มอีกแล้ว
0



#8 ผู้ใช้ออฟไลน์   สาราณียธรรม ไอคอน

  • ตอบ 1000+
  • PipPipPip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 1433
  • สมัคร: 24/01/2004

ตอบ: 17/02/2004 - 19:46

ขอบคุณครับคุณเฉลิมศักดิ์
และขออนุโมทนาด้วยครับ
=======================

ขออนุญาติเสริมด้วยนะครับ

รูปภาพถูกใส่ลงไปแล้ว
[img]http://upic.me/i/f4/enbayyi1.gif[/img]
[color="#000000"][size="4"]ทานที่มีผลมาก มีอานิสงส์มาก(อ.ประณีต ก้องสมุทร)[/size][/color] http://84000.org/tipitaka/book/bookpn01.html

[color="#000000"][size="4"]ศีลเป็นอาภรณ์อันประเสริฐ(อ.ประณีต ก้องสมุทร)[/size][/color]http://84000.org/tipitaka/book/bookpn02.html

[color="#000000"][size="4"]เป็นมนุษย์นี้แสนยาก(อ.ประณีต ก้องสมุทร)[/size][/color]http://84000.org/tipitaka/book/bookpn03.html

[color="#000000"][size="4"]ใครลิขิตชีวิตเรา(อ.ประณีต ก้องสมุทร)[/size][/color]http://84000.org/tipitaka/book/bookpn04.html

[color="#000000"][size="4"]อยู่ด้วยความรัก(อ.ประณีต ก้องสมุทร)[/size][/color]http://84000.org/tipitaka/book/bookpn07.html

[color="#000000"][size="4"]ชีวิตนี้น้อยนัก(อ.ประณีต ก้องสมุทร)[/size][/color]http://84000.org/tipitaka/book/bookpn05.html

[color="#000000"][size="4"]ดับร้อน(อ.ประณีต ก้องสมุทร)[/size])[/color]http://84000.org/tipitaka/book/bookpn08.php

[color="#000000"][size="4"]สิ่งที่เป็นมงคล(มงคล ๓๘ )(อ.ประณีต ก้องสมุทร)[/size][/color]http://84000.org/tipitaka/book/bookpn06.html

[color="#000000"][size="4"]นานาปัญหา ๕๑ ข้อ(คณะสหายธรรม)[/size][/color]http://84000.org/tipitaka/book/nana.php

[color="#000000"][size="4"]ปฏิบัติธรรมวัดผลอย่างไร “ปฏิบัติธรรมให้ถูกทาง”(ประยุทธ์ ปยุตฺโต)[/size][/color] http://www.dharma-gateway.com/monk/preach/lp-prayuth/lp-prayuth-01.htm


[size="4"]Everything we hear is an opinion, not a fact. Everything we see is a perspective, not the truth.[b]Marcus Aurelius[/b] [/size]
[img]http://upic.me/i/fj/thelordbuddha22.gif[/img]----[img]http://upic.me/i/3w/lordteach.gif[/img]
0



#9 ผู้ใช้ออฟไลน์   หมอ-วิดยาคอม ไอคอน

  • ตอบ 100+
  • Pip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 127
  • สมัคร: 09/02/2004

ตอบ: 17/02/2004 - 23:56

สาธุครับ คุณเฉลิมศักดิ์ และคุณสาราณียธรรม
0



#10 ผู้ใช้ออฟไลน์   นุก ไอคอน

  • ตอบไม่มาก
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 42
  • สมัคร: 24/01/2004

ตอบ: 18/02/2004 - 09:40

ขอบพระคุณค่ะ คุณเฉลิมศักดิ์ และผู้ให้ความรู้ทุกท่าน สรุปดีจังเลยนะคะคุณสาราณียธรรมขอบพระคุณค่ะ แต่งั้นเจริญวิปัสสนาจะได้ขณิกสมาธิ ไม่ถึงอัปปมา งั้นก็คงเห็นแต่เกิดดับอีกนานเลยสิค่ะ อย่างงี้ใครที่ไม่เคยได้อภิญญามาจากอดีตชาติก็ไม่ได้ซิค่ะเนี่ย แต่ได้ มรรค ผลไปเลยถ้าเจริญวิปัสสนา
-แล้วถ้าเจริญวิปัสสนา จะมีได้อภิญญาด้วยได้ไม๊ค่ะถ้าสมมุติว่า เคยได้มาก่อนแล้วมาเจริญวิปัสสนา แล้วมันก็ดับไปอ่ะค่ะ
-เคยได้ยินมาว่า ได้ญาณ ก็ได้ฌาณด้วย ช่วยอธิบายหน่อยนะคะ
ขอบพระคุณค่ะ
0



#11 ผู้ใช้ออฟไลน์   นุก ไอคอน

  • ตอบไม่มาก
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 42
  • สมัคร: 24/01/2004

ตอบ: 18/02/2004 - 15:40

:01: ขอบพระคุณค่ะ สนุกจังได้รู้อะไรเพิ่มเติม เพิกบานในธรรมจริงๆค่ะ :04:
อ้างอิง

ผู้บรรลุ  ๒  จำพวก
สุกขวิปัสสกบุคคล  นั้นเป็นผู้บำเพ็ญวิปัสสนาญาณ  จนเป็นพระอริยบุคคล  ไม่ได้บำเพ็ญสมาธิจนบรรลุฌานมาก่อน=๑.พระอรหันต์ผู้เป็นสุกขวิปัสสก

ฌานลาภีบุคคล  นั้นเป็นผู้บำเพ็ญสมถภาวนาจนได้ฌาน  แล้วเจริญวิปัสสนาภาวนาบรรลุเป็นพระอริยบุคคล (หรือ เจโตวิมุตตบุคคล (อุภโตภาควิมุตตบุคคล) )=๒. พระอรหันต์ผู้มีวิชชา ๓(เตวิชชบุคคล)  ๓.พระอรหันต์ผู้มีอภิญญา ๖(ฉฬาภิญญาบุคคล)

แล้วประเภทที่๔หล่ะค่ะอยู่พวกไหนค่ะ๔.จตุปฏิสัมภิทัปปัตโต เรียกว่าผู้แตกฉานมาก อัตถปฏิสัมภิทา ธัมมปฏิสัมภิทา นิรุตติปฏิสัมภิทา ปฏิภาณปฏิสัมภิทา
0



#12 นิรนาม

  • กลุ่ม: ผู้เยี่ยมชม

ตอบ: 18/02/2004 - 16:34

สมถะ = เจโตสมถะ
เจโตสมถะในองค์มรรค ได้แก่อริยสัมมาสมาธิและบริวาร ๗ หรือ อริยมรรคมีองค์ ๘ หรือ สัมมัตตะ ๘(ภาวะที่ถูกต้องชอบประกอบด้วย องค์ ๘)

สมถะ (เจโจสมถะ) เป็น ปัจจัยให้ เกิด วิปัสสนา

วิปัสสนา คือการเห็น การเกิดขึ้น ดับไปของขันธ์ทั้ง ๕ ตามที่เป็นจริง

วิปัสสนา จึงเป็นปัจจัยให้เกิด ตัวสภาวะธรรมก็คือ สัมมัตตะข้อที่ ๙ ได้แก่ สัมมาญาณ หรือคือ อาสวักขยญาณนั่นเอง เมื่อเกิดวิปัสสนา (เห็นแจ้ง อริยสัจทั้ง ๔) ย่อมเกิด สัมมาวิมุตติ(สัมมัตตะข้อที่ ๑๐)

พระพุทธเจ้าจึงตรัสว่า จงเจริญสมาธิเถิด ผู้มีจิตเป็นสมาธิตั่งมั่นแล้ว ย่อมรู้ชัดตามที่เป็นจริง ซึ่งคงามเกิดและความดับไปแห่งรูป แห่งเวทนา แห่งสัญญา แห่งสังขารทั้งหลาย แห่งวิญญาณ

"ผู้มีจิตเป็นสมาธิตั่งมั่นแล้ว ย่อมรู้ชัดตามที่เป็นจริง" คือ สมถะด้วย วิปัสสนาด้วย
0



#13 cilindion

  • กลุ่ม: ผู้เยี่ยมชม

ตอบ: 21/02/2004 - 09:51

lสาธุกับคุณเฉลิมศักดิ์มากๆครับ
0



#14 หน่อมแน้ม

  • กลุ่ม: ผู้เยี่ยมชม

ตอบ: 23/02/2004 - 03:39

เรียน คุณเฉลิม หรือผู้รู้ท่านอื่น
คำว่า ทำสมถะให้เกิดฌาน หมายความว่าอย่างไรครับ
0



#15 ผู้ใช้ออฟไลน์   เฉลิมศักดิ์ ไอคอน

  • ตอบ 6000+
  • PipPipPipPipPipPipPipPip
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 6240
  • สมัคร: 26/01/2004

ตอบ: 23/02/2004 - 06:11

การเจริญอานาปาณสติ คือการกำหนดลมหายใจเข้าและลมหายใจออก ซึ่งดู ๆ ก็ไม่น่าจะยากเย็นอะไรเลย แต่ก็ไม่ใช่สิ่งที่ทำได้สะดวกสบายนัก เพราะอาจเผลอตัว ไม่มีความรู้สึกตัว คือขาดสติสัมปชัญญะได้ง่าย จริงอยู่การเจริญภาวนาไม่ว่าจะอาศัยกัมมัฏฐานใดๆ จะต้องมีสติสัมปชัญญะอยู่ตลอดเวลา ขาดสติสัมปชัญญะ คือ เผลอตัวเมื่อใดเมื่อนั้นก็ขาดจากการเจริญภาวนา จะเรียกว่าเป็นการเจริญภาวนาหาได้ไม่ โดยเฉพาะการกำหนดลมหายใจนี้ ลมหายใจยิ่งละเอียดสุขุมมากเท่าใด ก็ยิ่งเผลอตัวได้ง่ายมากขึ้นเท่านั้น เผลอตัวได้ง่ายกว่ากัมมัฏฐานอย่างอื่น เหตุนี้ในวิสุทธิมัคคจึงกล่าวว่า การเจริญอานาปาณสตินี้ เหมาะสมแก่ผู้ที่มีปัญญากล้า และเฉียบแหลม หาควรแก่ผู้ที่มีปัญญาน้อยไม่
๗. สถานที่ที่จะเจริญอานาปาณสติกัมมัฏฐานนั้น ถ้าเลือกได้สถานที่ดังจะกล่าวต่อไปนี้ก็จะเป็นที่สะดวกดีมาก คือ
ก. เสนาสนะในป่าที่สงัด เหมาะแก่ฤดูร้อน เหมาะแก่ผู้ที่มีโมหจริต เหมาะแก่ผู้ที่เป็นโรคเกี่ยวแก่ เสมหะ
ข. เสนาสนะที่อยู่โคนต้นไม้ หมายถึงใต้ร่มไม้ใหญ่ที่เงียบเชียบ เหมาะแก่ฤดูหนาว เหมาะแก่ผู้ที่มีโทสจริต เหมาะแก่ผู้ที่เป็นโรคเกี่ยวแก่น้ำดี
ค. เสนาสนะที่เป็นเรือนว่าง ที่ไม่มีคนอยู่อาศัย อยู่ในที่วิเวก เหมาะแก่ฤดูฝน เหมาะแก่ผู้ที่มีราคจริต เหมาะแก่ผู้ที่เป็นโรคเกี่ยวแก่ธาตุ
๘. การกำหนดลมหายใจนี้ จำแนกไว้เป็น ๔ หมวด แต่ละหมวดก็มี ๔ นัย จึงรวมเป็น ๑๖ นัยด้วยกัน
หมวดที่ ๑
ก. กำหนดให้รู้ว่าขณะนั้น หายใจออกยาวและเข้ายาว
ข. กำหนดให้รู้ว่าขณะนั้น หายใจออกสั้นและเข้าสั้น
ค. กำหนดให้รู้ในกองลมทั้งปวงในเวลาหายใจออกและเข้า คือให้รู้ว่าเบื้องต้น ของลมหายใจออกนั้นอยู่เหนือสะดือ เบื้องกลางอยู่ที่หน้าอก เบื้องปลายอยู่ที่ช่องจมูก และเบื้องต้นของลมหายใจเข้านั้นอยู่ที่ช่องจมูก เบื้องกลางอยู่ที่หน้าอก เบื้องปลายอยู่ที่เหนือสะดือ จะรู้ได้ต่อเมื่อตั้งใจกำหนดอย่างแน่แน่ว ( การระลึกรู้ต้นลมหายใจ กลางลมหายใจ ปลายลมหายใจ ใน พระไตรปิฎก ปฏิสัมภิทามรรค ท่านให้ใช้สติระลึกรู้ที่ปลายจมูกตรงจุดที่ลมกระทบเพียง แห่งเดียวเท่านั้น ก็จะสามารถระลึกรู้ทั้ง ต้นลมหายใจ กลางลมหายใจ และปลายลมหายใจ ได้ทั้งหมดอยู่แล้ว ใน พระไตรปิฎก ปฏิสัมภิทามรรค ท่านห้ามการระลึกรู้ตามลมหายใจ จากจมูกไปยังหน้าอก และไปถึงสะดือหรือท้อง เพราะจะทำให้จิตแกว่งไม่ตั้งมั่น ในอารมณ์เดียว จิตจะฟุ้งซ่าน ไม่เป็นสมาธิ )
ง. ให้รู้ในกายสังขาร คือ ลมหายใจออก ลมหายใจเข้าที่สงบ คือการหายใจนั้นแผ่ว เบา ละเอียด ยิ่งขึ้นทุกที ถ้าไม่ตั้งใจกำหนดอย่างจริงจังก็จะเผลอไม่รู้สึกตัว
--------------------------------------------------------------------------------
หน้า ๓๘

หมวดที่ ๒
ก. กำหนดให้รู้แจ้ง ปีติในเวลาหายใจออกและเข้า หมายความว่า กำหนดตามหมวดที่ ๑ จนได้ฌานแล้ว มีวสีภาวะทั้ง ๕ แล้ว ก็ให้ยกองค์ฌาน คือ ปีตินั้นเพ่งโดยวิปัสสนาภาวนาจนเห็นปีติในลักษณะ ๓ คือ ไตรลักษณ์ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ที่ให้เพ่ง ปีติ เพราะผู้ที่ได้ฌานต้น ๆ นั้น ปีติ มักจะปรากฏเด่นชัดกว่าองค์ฌานอื่น
ข. กำหนดให้รู้แจ้ง สุขเวทนา ในเวลาหายใจออกและเข้า มีความหมายว่า ผู้ที่ได้ทุติยฌาน ตติยฌาน หรือ จตุตถฌานนั้น ความสุขในองค์ฌานย่อมปรากฏชัด จึงกำหนดให้รู้แจ้ง สุขเวทนา ในเวลาหายใจออกและเข้าได้สะดวก
ค. กำหนดให้แจ้งใน จิตตสังขาร คือ เวทนา สัญญา ในเวลาหายใจออกและเข้า
ง. กำหนดให้แจ้งในการยังจิตตสังขารให้สงบ ในเวลาหายใจออกและเข้า ซึ่งผู้ที่ได้ฌานใด ๆ ก็สามารถกำหนดรู้ได้
หมวดที่ ๓
ก. กำหนดให้แจ้งในจิต ในเวลาหายใจออกและเข้า คือให้รู้จิตที่เป็นไปด้วยรูปฌานทั้ง ๕
ข. กำหนดให้แจ้งในความบันเทิงของจิต ในเวลาหายใจออกและเข้า หมายถึง ปีติ ที่ประกอบด้วยฌานนั้น ๆ
ค. กำหนดให้แจ้งในจิตที่เป็นสมาธิ ในเวลาหายใจออกและเข้า หมายทั้ง ขณิกสมาธิ อุปจารสมาธิ และอัปปนาสมาธิ
ง. กำหนดให้แจ้งในความพ้นของจิต ในเวลาหายใจออกและเข้า หมายถึงความพ้นทั้ง ๒ อย่าง คือพ้นด้วยสมาธิ ก็พ้นจากนิวรณ์ ๕ หรือพ้นจาก วิตก วิจาร ปีติตามลำดับขององค์ฌาน ถ้าพ้นด้วยวิปัสสนาก็พ้นจากวิปัลลาสธรรม มีนิจจสัญญา เป็นต้น
--------------------------------------------------------------------------------
หน้า ๓๙

หมวดที่ ๔
ก. กำหนดตามเห็นอนิจจัง ในเวลาหายใจออกและเข้า หมายถึงตามเห็นความไม่เที่ยงในรูปขันธ์ ในเวทนาขันธ์ ในสัญญาขันธ์ ในสังขารขันธ์ และในวิญญาณขันธ์
ข. กำหนดตามเห็นวิราคะ ในเวลาหายใจออกและเข้า หมายถึงพ้นจากราคะด้วยอำนาจของวิปัสสนา หรือด้วยมัคคจิต ๔ ความพ้นทั้ง ๒ นี้เรียกว่า วิราคานุปัสสนา
ค. กำหนดตามเห็นความดับ ในเวลาหายใจออกและเข้า หมายถึงความดับของทุกข์ สมุทัย หรือความดับของ วยะ ขยะ คือ ความดับสิ้นไปของสังขารนั้น
ง. กำหนดตามเห็น ความสละในการยึดมั่น ในเวลาหายใจออกและเข้า หมายถึง ละการยึดถือด้วยอุปาทาน มีอัตตวาทุปาทาน เป็นต้น ด้วยอำนาจของวิปัสสนา
0



#16 กำลังฟุ้ง(ไม่ล็อกอิน)

  • กลุ่ม: ผู้เยี่ยมชม

ตอบ: 25/02/2004 - 23:18

สมถะกับวิปัสสนาจะมองแบบต่างกันโดยสิ้นเชิงก็ได้ จะมองว่าเป็นสิ่งเดียวกันไม่แตกต่างก็ได้อีก...
0



#17 ผู้ใช้ออฟไลน์   ธีระเดช ไอคอน

  • ตอบไม่มาก
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 23
  • สมัคร: 25/01/2004

ตอบ: 28/02/2004 - 12:02

สาธ อนุโมทนา กับ ทุกท่าน และทุกคำตอบครับ
0



#18 ผู้ใช้ออฟไลน์   ธีระเดช ไอคอน

  • ตอบไม่มาก
  • กลุ่ม: สมาชิกลานธรรมถาวร
  • ตอบ: 23
  • สมัคร: 25/01/2004

ตอบ: 28/02/2004 - 12:06

แก้คำครับ สาธ เป็น สาธุ กับ ทุกท่าน และทุกคำตอบครับ
0



#19 ลองเดา

  • กลุ่ม: ผู้เยี่ยมชม

ตอบ: 28/02/2004 - 20:15

คำว่า ทำสมถะให้เกิดฌาน
สมถะ แปลว่า (จิต)สงบ(โดยมีอารมณ์เป็นยอดหนึ่งเดียวเท่านั้น)
ฌาน แปลว่า เพ่ง
เพ่ง อารมณ์เดียวจนจิตเป็นยอดหนึ่งเดียวเท่านั้น= อัปปนามาสมาธิ หรือ อารัมณูปนิชฌาน
0



คำตอบต่อไป: โมไนยา - ฮา ฮา ยี - วิน - ศิษย์สุกิม - สวัสดี - พอแล้ว - สวัสดี - พอแล้ว - สวัสดี - เฉลิมศักดิ์ - สวัสดี - A Student - นักธรรมผู้พิการ - เฉลิมศักดิ์ - psp1 - เฉลิมศักดิ์ - อบเชย - เฉลิมศักดิ์ - อบเชย - ธรรมะ -
  • (2 หน้า)
  • +
  • 1
  • 2
  • คุณไม่สามารถตั้งกระทู้ใหม่ได้
  • กระทู้นี้ถูกล็อค

1 ผู้ใช้กำลังอ่านกระทู้นี้
0 สมาชิก, 1 ผู้เยี่ยมชม, 0 ผู้ใช้ที่ไม่ระบุชื่อ